<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/atom10full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" gd:etag="W/&quot;DEQGRXY_eCp7ImA9WhRRFE4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729</id><updated>2011-11-28T06:25:24.840+07:00</updated><category term="คู่มือสุขภาพ" /><category term="By  MK" /><category term="อ้างอิง หนังสือ Balance Your Life สมดุลกาย สมดุลใจ ห่วงใยโลก" /><category term="บทความให้แง่คิดกำลังใจ" /><category term="ตากร้อนมาก" /><category term="Credit By :http://www.azthai.org/" /><category term="By MK" /><category term="เว็บข้างบ้าน" /><title>คู่มือสุขภาพ HealthGuide</title><subtitle type="html">บทความเกี่ยวกับสุขภาพ รู้ให้ทันก่อนเกิดโรคร้ายกับคุณและคนที่คุณรัก อยากให้ทุกๆคน ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตังเองให้ดีที่สุด เพื่อความสุขแกตัวเองและผู้คนรอบข้าง</subtitle><link rel="http://schemas.google.com/g/2005#feed" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/posts/default" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/" /><link rel="next" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false&amp;v=2" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><generator version="7.00" uri="http://www.blogger.com">Blogger</generator><openSearch:totalResults>158</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/atom+xml" href="http://feeds.feedburner.com/freedayfreetime" /><feedburner:info uri="freedayfreetime" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><entry gd:etag="W/&quot;DUYGR3k6eip7ImA9WhRTFE0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-6645025365678864393</id><published>2011-11-04T18:45:00.000+07:00</published><updated>2011-11-04T18:45:26.712+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-04T18:45:26.712+07:00</app:edited><title>แนะควรต้มน้ำก่อนบริโภค</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/VGRk1D4blADq7c-B8ddve_cERbw/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/VGRk1D4blADq7c-B8ddve_cERbw/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/VGRk1D4blADq7c-B8ddve_cERbw/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/VGRk1D4blADq7c-B8ddve_cERbw/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-nNTekfObVHs/TrPQN1KDl6I/AAAAAAAAAQo/lToyz9qkFGE/s1600/285--777e.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/-nNTekfObVHs/TrPQN1KDl6I/AAAAAAAAAQo/lToyz9qkFGE/s1600/285--777e.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;strong&gt;กปน.เผยน้ำจากเมืองเอกไหลทะลักเข้าคลองประปาแล้ว ยันยังไม่พบสารพิษและเชื้อโรคในน้ำ แนะ ปชช.ต้มก่อนบริโภค...&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;นายเจริญ ภัสระ ผู้ว่าการประปานครหลวง กระทรวงมหาดไทย&lt;/strong&gt;เปิด เผยว่า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 ต.ค.น้ำจากเมืองเอก ที่มีระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ  ไหลบ่าท่วมเข้าคลองประปา เป็นช่วงๆ ตั้งแต่ไซฟอนรังสิตถึงแยกสรงประภา  ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ กปน.  ได้แก้ปัญหาโดยร่วมมือกับ กทม. เร่งระบายน้ำทิ้งลงคลองบางเขน บางซื่อ  สามเสน แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ทันกับปริมาณน้ำที่ไหลบ่าเข้าคลองประปา  ซึ่งคาดว่า อาจจะทำให้พื้นที่ชุมชนข้างคลองประปาต้องประสบน้ำท่วมตามมาอีก&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ กปน. ได้ร่วมมือกับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองพล ปตอ.  กรมชลประทานและกรมเจ้าท่า ระดมเรือขุด  พร้อมทั้งขอความร่วมมือการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค  ติดตั้งระบบไฟแสงส่างให้เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำแนวคันกั้นดินเสริมตลอด  24ชั่วโมง เพื่อกั้นน้ำไม่ให้หลากเข้าคลองประปา และยืนยันว่า กปน.  จะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ สู้กับน้ำท่วมครั้งนี้อย่างเต็มที่  เพื่อป้องกันแนวคลองประปา  และรักษาระบบผลิตน้ำเพื่อจ่ายน้ำให้กับประชาชนต่อไป&lt;br /&gt;
นายเจริญ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคุณภาพน้ำในขณะนี้ กปน.  ได้เร่งหาวิธีแก้ไขอยู่ตลอดเวลา โดยการเพิ่มออกซิเจนในน้ำ  เพิ่มคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค เพิ่มการใช้ด่างทันทิมและถ่านกัมมันต์  เพื่อดูดสีและกลิ่นในน้ำ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบเป็นประจำทุกวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ยังไม่พบเชื้อ อี.โคไล  และเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร ไม่พบสารพิษ โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว  แคทเมียม โครเมียม ปรอท สารหนู ยกเว้นสีและกลิ่น  แต่เพื่อความมั่นใจในช่วงนี้ จึงขอให้ประชาชนต้มน้ำก่อนบริโภค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;strong&gt;ที่มา :&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-6645025365678864393?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/_Pqelyzz2Kg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/6645025365678864393/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/11/blog-post_2001.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/6645025365678864393?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/6645025365678864393?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/_Pqelyzz2Kg/blog-post_2001.html" title="แนะควรต้มน้ำก่อนบริโภค" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/-nNTekfObVHs/TrPQN1KDl6I/AAAAAAAAAQo/lToyz9qkFGE/s72-c/285--777e.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/11/blog-post_2001.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUcFQn4_eCp7ImA9WhRTFE0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-1328809487147685084</id><published>2011-11-04T18:43:00.000+07:00</published><updated>2011-11-04T18:43:33.040+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-04T18:43:33.040+07:00</app:edited><title>น้ำท่วมเสี่ยงอหิวาห์จี้อพยพกาชาดขาดแคลนเลือด</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/2SAAsorV9Tzeh80A-6Jo_n2SS3w/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/2SAAsorV9Tzeh80A-6Jo_n2SS3w/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/2SAAsorV9Tzeh80A-6Jo_n2SS3w/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/2SAAsorV9Tzeh80A-6Jo_n2SS3w/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;strong&gt;สธ.-กทม.ผวาโรคระบาดทางน้ำ  สั่งกรมอนามัยแก้น้ำเน่า-ขยะ-สิ่งแวดล้อม วอนอพยพพ้นพื้นที่น้ำท่วม  ชี้เสี่ยงเป็นอหิวาตกโรค สภากาชาดไทยขาดแคลนเลือด&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน &lt;strong&gt;พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) &lt;/strong&gt;ใน ฐานะกำกับดูแลสำนักการแพทย์ กทม. แสดงความกังวลในเรื่องดังกล่าวว่า  สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างมาก  โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสุขาภิบาล  ที่ขณะนี้มีขยะตกค้างในพื้นที่น้ำท่วมเป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะที่เขตบางพลัดมีการเก็บขยะไปแล้ว 33 ตัน ส่วนขยะปฏิกูล  กทม.ได้แจกถุงดำให้ประชาชนไว้ขับถ่าย  และนำมาทิ้งที่ถังขยะปฏิกูลที่กทม.จัดวางไว้&lt;br /&gt;
ส่วนปัญหาสภาพน้ำเน่า กทม.ได้นำผงแบคทีเรีย หรือ EM (Effective  Microorganisms) ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ  นำไปโรยบริเวณที่มีน้ำเน่า เพื่อปรับสภาพน้ำให้ดีขึ้น  ขณะเดียวกันได้ตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในเขตบางพลัด บริเวณเชิงสะพานพระราม  7 ส่วนในเขตทวีวัฒนา ในบริเวณสมาคมชาวปักษ์ใต้  เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแจกจ่ายยาให้กับผู้ประสบภัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ขณะนี้ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่อพยพออกจากพื้นที่  จากที่กทม.ได้ประกาศให้ 7 เขตเป็นพื้นที่อพยพ  โดยเฉพาะเขตบางพลัดยังมีประชาชนอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก  หากประชาชนในเขตต่างๆยังตัดสินใจอยู่ในพื้นที่ต่อไป  อาจมีความเสี่ยงกับโรคระบาดที่มาทางน้ำ ได้แก่ โรคตาแดง ท้องเดิน ไข้หวัด  และไข้เลือดออก ซึ่งโรคที่น่ากลัวที่สุดคือโรคอหิวาตกโรค  เพราะจะนำไปสู่ถึงขั้นเสียชีวิตได้  โดยอหิวาตกโรคจะติดต่อจากทางอาหารและน้ำดื่ม  ดังนั้นขอให้ประชาชนคิดให้มากๆในเรื่องอพยพ  เพราะหากติดโรคแล้วอาจจะแพร่เชื้อให้ผู้อื่น  และเมื่อนั้นการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมในกรุงเทพฯ  ก็จะทำได้ยากยิ่งขึ้นตามไปด้วย" รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเดียวกัน &lt;strong&gt;นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข&lt;/strong&gt;   ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผ่านระบบทางไกลผ่านดาวเทียมหรือวิดีโอยคอนเฟอ เรนซ์ กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุข  และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมว่า  การประชุมวันนี้ยังคงเน้นย้ำเรื่องการรับมือเช่นเดิม คือ  ขอให้สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งเตรียมพร้อมในทุกด้าน  ทั้งเรื่องการป้องกันน้ำหลากเข้าท่วม การสำรองยาและเวชภัณฑ์  และการส่งต่อผู้ป่วยเพื่อให้ปลอดภัย  รวมทั้งการฟื้นโครงการผลิตน้ำเกลือใช้เอง  เนื่องจากคาดว่าน้ำเกลืออาจขาดตลาด  โดยเฉพาะสถานบริการที่อยู่ในพื้นที่เพิ่งเริ่มท่วม คือ จ.นครปฐม  และจ.สมุทรสาคร ได้มีการประสานเรื่องการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่  ทั้งนี้เชื่อว่าหากน้ำท่วมไม่เกิน 50 ซม. จะสามารถรับมือได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รมว.สาธารณสุขกล่าวอีกว่า  ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอของบประมาณส่วนกลางเพื่อดำเนินการแก้ไข ปัญหาและเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมไปแล้ว 109 ล้านบาท  ทราบว่างบประมาณจะจัดสรรมาถึงในวันที่ 2  พฤศจิกายนจึงอยากให้กรมต่างๆดำเนินงานอย่างเต็มที่  เพื่อให้การแก้ปัญหาและติดตามสถานการณ์อย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะกรมอนามัยอยากให้แก้ปัญหาเรื่องน้ำเน่า และจัดการขยะ  รวมถึงอนามัยสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในศูนย์พักพิงและพื้นที่น้ำท่วมขังด้วย  เพราะเกรงว่าจะเกิดโรคระบาด เช่น ไข้เลือดออก โดยเฉพาะในพื้นที่  กทม.ที่เป็นชุมชนซึ่งมีผู้คนอยู่อย่างหนาแน่น  หากเป็นพื้นที่ท่วมขังอาจเสี่ยงต่อการเกิดพาหะนำโรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข&lt;/strong&gt; กล่าวว่า  การสำรองยาและเวชภัณฑ์ วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้  เตรียมหารือกับสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่า  จำเป็นต้องนำเข้ายาและเวชภัณฑ์เพิ่มหรือไม่  เนื่องจากขณะนี้จะมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังภูมิภาคเป็นจำนวนมาก  จำเป็นต้องกระจายยาและเวชภัณฑ์ไปด้วย อย่างไรก็ตาม  อยากขอความร่วมมือให้โรงพยาบาลทุกแห่งอย่าเพิ่งกักตุนยาให้มากนัก  หากมีเพียงพอก็ขอความร่วมมือในการสนับสนุนก่อนเพื่อจะได้อำนวยความสะดวกใน การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้าน &lt;strong&gt;พญ.สร้อยสอางค์ สร้อยพิกุดสด ผู้อำนวนการกองบริจาคโลหิต สภากาชาดไทย&lt;/strong&gt;  กล่าวว่า ขณะนี้สภากาชาดไทยประสบปัญหาขาดแคลนเลือดที่ประชาชนบริจาค  เนื่องจาก 2 สาเหตุหลักคือ 1. ในช่วงเดือนตุลาคม นิสิต  นักศึกษาที่เป็นผู้บริจาคส่วนใหญ่ปิดเทอม  ทำให้การบริจาคเลือดจากคนกลุ่มนี้มีจำนวนลดลง และ  2.สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลให้ผู้บริจารไม่สามารถเดินทางมาบริจาคเลือดได้ เหมือนเดิม&amp;nbsp;  อีกทั้งก่องบริจาคโลหิตที่มีหน่วยออกไปรับบริจาคไม่สามารถเข้าไปรับบริจาคได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ศ.คลินิก พ.ธีระวัฒน์ กุลทันทน์ คณะบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;/strong&gt;  กล่าวในที่ประชุมหารือแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม รพ.ศิริราช  ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า  ได้วางแผนเตรียมอพยพเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและบุคลากร  โดยมีผู้แทนศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือมาร่วมชี้แจงการเคลื่อนย้าย  หากสถานการณ์น้ำสูง 1 เมตร จะย้ายทางเรือ ทั้งหมด&amp;nbsp; 4 ท่า คือท่าพรานนก  ท่าศิริราช ท่ารถไฟ และท่าริมคลองบางกอกน้อย ไปยัง รพ.ศูนย์สิริกิติ์  รพ.หัวหิน รพ.ราชบุรี รพ.หหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี  โดยสรุปยอดผู้ป่วยวันนี้ 738 ราย ผู้ป่วยหนัก 352 ราย  ผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ 98 รายผู้ป่วยธรรมดา 288 ราย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: grey;"&gt;&lt;strong style="color: black;"&gt;ที่มา :&lt;/strong&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;หนังสือพิมพ์คมชัดลึก&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-1328809487147685084?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/4j9iPmp4uU8" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/1328809487147685084/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/11/blog-post_4103.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/1328809487147685084?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/1328809487147685084?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/4j9iPmp4uU8/blog-post_4103.html" title="น้ำท่วมเสี่ยงอหิวาห์จี้อพยพกาชาดขาดแคลนเลือด" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/11/blog-post_4103.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DE8MRXw5fSp7ImA9WhRTFE0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-6215368856558264751</id><published>2011-11-04T18:41:00.000+07:00</published><updated>2011-11-04T18:41:24.225+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-04T18:41:24.225+07:00</app:edited><title>ขี้ผึ้งรักษาน้ำกัดเท้า</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/6jDFnXgWxpLttrcLVpmI3aWFKcc/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/6jDFnXgWxpLttrcLVpmI3aWFKcc/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/6jDFnXgWxpLttrcLVpmI3aWFKcc/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/6jDFnXgWxpLttrcLVpmI3aWFKcc/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-NYcwenmbWiY/TrPPNS0qHnI/AAAAAAAAAQg/LvrcEnfvswY/s1600/leg.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/-NYcwenmbWiY/TrPPNS0qHnI/AAAAAAAAAQg/LvrcEnfvswY/s1600/leg.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;strong&gt;คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  จัดทำยาขี้ผึ้งรักษาน้ำกัดเท้า และโลชั่นตะไคร้หอมกันยุง  เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style="color: green;"&gt;&lt;strong&gt;ใน เขตจังหวัดลพบุรี อ่างทองพระนครศรีอยุธยา เขตพื้นที่นวนคร บางเลนบางบัวทอง  และสายไหม ฯลฯ โดยจัดทำไปแล้ว 3 ครั้ง จำนวนกว่า 2.5 หมื่นตลับ  โดยรวบรวมเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบจากเหล่าคณาจารย์ บุคลากร  นักศึกษาและศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  ตลอดจนญาติพี่น้องเพื่อนฝูง และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  (สสส.) โดยบริจาคผ่านหน่วยแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี  หน่วยแพทย์มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยแพทย์โรงพยาบาลค่ายทหารบก  หน่วยแพทย์สารวัตรทหารบก หน่วยแพทย์ทหารเรือ บ้านอาสาใจดี  เหล่าทหารและอาสาสมัครที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งยังเดินหน้าเตรียมการผลิตยาขี้ผึ้งรักษาน้ำกัดเท้า  เพื่อช่วยเหลือในเขตพื้นที่อื่นๆ ต่อไปพร้อมวางแผนจัดทำเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ   ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความต้องการของผู้ประสบภัยน้ำท่วมสำหรับป้องกันโรคติดต่อ ที่มากับน้ำ สนใจร่วมสมทบทุนหรือสอบถาม โทร.0-2644-8677-91 ต่อ 1300&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;strong&gt;ที่มา&lt;/strong&gt; : หนังสือพิมพ์ข่าวสด &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-6215368856558264751?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/1pRnjk8dNd4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/6215368856558264751/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/11/blog-post_04.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/6215368856558264751?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/6215368856558264751?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/1pRnjk8dNd4/blog-post_04.html" title="ขี้ผึ้งรักษาน้ำกัดเท้า" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-NYcwenmbWiY/TrPPNS0qHnI/AAAAAAAAAQg/LvrcEnfvswY/s72-c/leg.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/11/blog-post_04.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEADRHw6eyp7ImA9WhRTFE0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-4034529226167789006</id><published>2011-11-04T18:39:00.000+07:00</published><updated>2011-11-04T18:39:35.213+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-04T18:39:35.213+07:00</app:edited><title>น้ำท่วมทำคนเครียดทะลุแสน</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/wJ53gBv60IDqljniymUVQG0u1mU/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/wJ53gBv60IDqljniymUVQG0u1mU/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/wJ53gBv60IDqljniymUVQG0u1mU/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/wJ53gBv60IDqljniymUVQG0u1mU/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-LwDHfGbN7Mc/TCTBNxgy-DI/AAAAAAAAANw/WupWfqwsLEk/s1600/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2594.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/-LwDHfGbN7Mc/TCTBNxgy-DI/AAAAAAAAANw/WupWfqwsLEk/s320/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2594.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;strong&gt;สธ.เผยจากปัญหาภัยน้ำท่วมพบผู้ ประสบภัยมีความเครียดทะลุแสนราย เสี่ยงฆ่าตัวตายอีกเฉียดพันราย  และต้องติดตามดูแลเป็นพิเศษ 1,575 ราย ให้ยาคลายกังวล 4,943 ราย&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า  ผลการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่น้ำท่วมทุก จังหวัด จนถึงปัจจุบัน พบผู้เจ็บป่วยแล้วประมาณ 1.3 ล้านราย  ส่วนใหญ่เป็นโรคน้ำกัดเท้า ผลการตรวจสุขภาพจิตใน 37 จังหวัดพบมีความเครียด  110,860 ราย เครียดระดับสูง 5,616 ราย ซึมเศร้า 6,692 ราย  เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 998 ราย และต้องติดตามดูแลเป็นพิเศษ 1,575 ราย  ให้ยาคลายกังวล 4,943 ราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนของ กทม.จากการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เชิงรุก 8 ทีม  ไปบริการที่เขตทวีวัฒนา สายไหม และบางพลัด มีประชาชนเจ็บป่วยประมาณ 800 ราย  นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขยังส่ง อสม. 11,856 คน  ไปปฏิบัติงานดูแลฟื้นฟูสุขภาพ  และดูแลด้านสิ่งแวดล้อมผู้ประสบภัยที่อยู่ในศูนย์พักพิงต่างๆ จำนวน 216  แห่ง ให้บริการไปแล้ว 82,821 ราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; หนังสือพิมพ์คมชัดลึก&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-4034529226167789006?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/WrKqMQ6Wm6E" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/4034529226167789006/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/11/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/4034529226167789006?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/4034529226167789006?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/WrKqMQ6Wm6E/blog-post.html" title="น้ำท่วมทำคนเครียดทะลุแสน" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-LwDHfGbN7Mc/TCTBNxgy-DI/AAAAAAAAANw/WupWfqwsLEk/s72-c/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2594.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/11/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkYBQHYzfSp7ImA9WhdbGE0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-8109516003501401682</id><published>2011-10-17T06:35:00.000+07:00</published><updated>2011-10-17T06:35:51.885+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-10-17T06:35:51.885+07:00</app:edited><title>'17 มาตรการ' ป้องกันอันตรายจากภัยน้ำท่วม</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hwmJzbcWcU69PhRY4bouXzGsk8w/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hwmJzbcWcU69PhRY4bouXzGsk8w/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hwmJzbcWcU69PhRY4bouXzGsk8w/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hwmJzbcWcU69PhRY4bouXzGsk8w/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;strong&gt;กรมควบคุมโรคแนะ "17 มาตรการ"  ป้องกันอันตรายจากภัยน้ำท่วม  ระบุสาเหตุส่วนใหญ่ของการจมน้ำเกิดจากการหมดแรงหรือการได้รับอุบัติเหตุ ชนกระทบกระแทกกับวัตถุ...&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวันที่ 13 ต.ค. &lt;strong&gt;เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ  หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยง และพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ  สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค&lt;/strong&gt; กล่าวว่า  จากสถานการณ์น้ำท่วมที่วิกฤติหลายจังหวัดของประเทศไทยในขณะนี้  ส่งผลให้ประชาชนประสบความเดือดร้อนในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นด้านที่อยู่อาศัย  อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม และความเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่มากับน้ำท่วม  เช่น น้ำกัดเท้า อุจจาระร่วง ไข้ฉี่หนู ตาแดง ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก  รวมทั้งอันตรายจากภัยสุขภาพจากน้ำ เช่น การตกจมน้ำ ไฟฟ้าช๊อต  สัตว์มีพิษอันตราย ฯลฯ  ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของการจมน้ำเกิดจากการหมดแรงหรือการได้รับอุบัติเหตุ ชนกระทบกระแทกกับวัตถุ&lt;br /&gt;
ขณะที่มีการจมน้ำระยะแรกผู้จมน้ำจะพยายามหายใจเอาอากาศเข้าไปให้มากที่ สุด แต่ส่วนใหญ่จะเกิดอาการสำลักน้ำเข้าไปในปอด หลังจากนั้นเกิดอาการหมดสติ  ชักเกร็ง และหัวใจหยุดเต้นในเวลาต่อมา  ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตผู้ประสบภัยช่วงนี้จำนวนมาก นอกจากนี้  สิ่งที่ควรระมัดระวังที่สำคัญช่วงน้ำท่วมที่พบการเสียชีวิตและบาดเจ็บของ ประชาชนจำนวนมากเช่นกัน คือ อันตรายจากกระแสไฟฟ้าดูด  หรืออาจจะถูกเรียกอีกอย่างว่าไฟช๊อต  ที่เป็นภาวะที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายมีผลทำให้กล้ามเนื้อเกิดการเกร็ง  จนไม่สามารถสะบัดให้หลุดได้  ปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกายส่งผลทำให้เสียชีวิต หรือพิการ  การดำเนินชีวิตในช่วงน้ำท่วมจึง  มีความเสี่ยงหลายประการจากจากภัยอันตรายต่างๆ ดังนั้น  เพื่อให้การดำเนินชีวิตในช่วงน้ำท่วมของผู้ประสบภัยเป็นไปด้วยความปลอดภัย  จึงขอแนะนำให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;strong&gt;เภสัชกรเชิดเกียรติ เผยคำแนะนำมาตรการจำเป็น 17 ประการเพื่อการป้องกันโรคและภัยจากน้ำท่วม ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)  หากจำเป็นต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมทางน้ำควรเตรียมตัวอุปกรณ์ชูชีพให้พร้อม  หรือนำอุปกรณ์ประยุกต์ที่หาง่ายติดตัวไปด้วยเสมอ เช่น ถังแกลลอนเปล่าปิดฝา  ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา&lt;br /&gt;
2) ให้ระวังเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ  หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว  เพราะอาจถูกกระแสน้ำพัดพาหรือตกลงในบ่อน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
3) อย่าพยามยามวิ่งหรือขับรถผ่านในที่มีน้ำไหลเชี่ยว&lt;br /&gt;
4) ควรงดการดื่มสุรา เนื่องจากทำให้ทรงตัวไม่ดีเพิ่มโอกาสลื่นล้ม  พลัดตกจมน้ำ หรือ งดตัดสินใจทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเสี่ยงต่อการเสียชีวิต  เช่น กระโดดจากสะพานลงเล่นน้ำ&lt;br /&gt;
5) ให้ตัดสวิทซ์กระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันไฟฟ้าดูดหรือช็อต ขณะเกิดน้ำท่วมขัง&lt;br /&gt;
6) เก็บของมีค่าและจำเป็นขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม&lt;br /&gt;
7) จัดเตรียมของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น น้ำดื่ม ไฟฉาย  ยารักษาโรคพื้นฐาน ยาโรคประจำตัว  และสิ่งของที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตอื่นๆ&lt;br /&gt;
8) อาหารกล่องที่ได้รับแจก ควรรับประทานทันทีอย่าเก็บไว้  เพราะจะทำให้อาหารบูด เน่าเสีย อาหารเป็นพิษได้  หากมีเหลือควรทิ้งใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดปากถุง&lt;br /&gt;
9) ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังออกจากห้องน้ำ ห้องส้วมทุกครั้ง&lt;br /&gt;
10) ไม่ควรใช้มือขยี้ตาอาจทำให้ตาติดเชื้อ และอาจเสี่ยงเป็นโรคตาแดงได้&lt;br /&gt;
11) ในกรณีที่มีบาดแผล ไม่ควรเดินลุยย่ำน้ำ ย่ำโคลน  ควรใส่รองเท้าบูทหรือถุงพลาสติกยาวป้องกันเท้าและสวมทับด้วยถุงเท้าและ  รองเท้า แต่หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ  ย่ำน้ำเสร็จแล้วควรทำความสะอาดเท้าและแผลแล้วเช็ดให้แห้ง&lt;br /&gt;
12) กรณีมีสัตว์ป่วยตาย ให้ใส่ถุงพลาสติกแล้วผูกให้มิดชิด หรือนำไปฝัง  เผา ไม่ควรนำทิ้งลงน้ำอาจทำให้แพร่เชื้อในกระแสน้ำเกิดโรคระบาดได้&lt;br /&gt;
13) ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงมาอยู่ใกล้ชิดเพราะอาจติดเชื้อโรคจากสัตว์ได้&lt;br /&gt;
14) สำรวจภาชนะที่มีน้ำขังให้คว่ำไว้ เพื่อป้องกันเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายพาหนะโรคไข้เลือดออก&lt;br /&gt;
15) ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกเสมอ และดื่มน้ำสะอาด&lt;br /&gt;
16) ทิ้งขยะและเศษอาหารในถุงพลาสติก มัดปากถุงให้มิดชิดห้ามทิ้งลงน้ำ และสุดท้าย&lt;br /&gt;
17) ให้ระมัดระวังสัตว์มีพิษ กัด ต่อย พร้อมทั้งหมั่นสำรวจตรวจตราบ้าน  กองผ้า ถุงใส่ของ เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษหลบเข้าไปอยู่อาศัยใกล้ตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;strong&gt;ที่มา :&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-8109516003501401682?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/ktbHuKiP7fc" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/8109516003501401682/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/10/17.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/8109516003501401682?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/8109516003501401682?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/ktbHuKiP7fc/17.html" title="'17 มาตรการ' ป้องกันอันตรายจากภัยน้ำท่วม" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/10/17.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CkICRXc9fSp7ImA9WhdUGE8.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-4334333207887403141</id><published>2011-10-05T20:16:00.000+07:00</published><updated>2011-10-05T20:16:04.965+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-10-05T20:16:04.965+07:00</app:edited><title>หลากคำถามเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LppZTZcCK2RgpjQwDtZoZ8BTgt4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LppZTZcCK2RgpjQwDtZoZ8BTgt4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LppZTZcCK2RgpjQwDtZoZ8BTgt4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/LppZTZcCK2RgpjQwDtZoZ8BTgt4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-pR5gTku_OZM/ToxYhbo-SEI/AAAAAAAAAQc/_MvO6zOdbKw/s1600/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%258D%25E0%25B9%25882009.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="212" src="http://1.bp.blogspot.com/-pR5gTku_OZM/ToxYhbo-SEI/AAAAAAAAAQc/_MvO6zOdbKw/s320/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%258D%25E0%25B9%25882009.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;กลับมาระบาดอีกครั้งสำหรับโรคไข้หวัด ใหญ่ 2009 ซึ่ง ณ วันนี้กลายเป็นหนึ่งในโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลไปแล้ว  และล่าสุด  มีผู้ป่วยจากโรคไข้หวัดใหญ่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;  ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุข จึงได้เร่งรณรงค์ให้ประชาชนในกลุ่มเสี่ยงทั้ง 7  กลุ่ม เข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ประจำปี 2010 ฟรี  ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ตุลาคม 2553  ที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยวัคซีน 1 เข็ม  ครอบคลุมโรคไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  ไข้หวัดใหญ่ชนิด B และไข้หวัดใหญ่ชนิด เอ H3N2 (ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล)  วันนี้กระปุกดอทคอม  จึงมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ประจำปี 2010  มาบอกกันค่ะ&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;ใครคือบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่ควรฉีดวัคซีน&lt;/span&gt;&lt;br style="background-color: white;" /&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; 1. หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์มากกว่า 7 เดือนขึ้นไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; 2. คนอ้วนน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัมขึ้นไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; 3. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt;  4. บุคคลอายุ 6 เดือนขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอดอุดกั้น  หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย  ผู้ป่วยมะเร็งอยู่ระหว่างได้รับเคมีบำบัด เบาหวาน ธาลัสซีเมีย  ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันผิดปกติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; 5. ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; 6. เด็กอายุ 6 เดือน - 2 ปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; 7. บุคลากรสาธารณสุขและผู้มีหน้าที่กำจัดซากสัตว์ปีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;  ทั้งนี้ สำหรับบุคคลที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง  สามารถติดต่อสอบถามไปยังโรงพยาบาลแต่ละแห่ง  ทั้งของรัฐบาลและเอกชนที่ให้บริการ เพื่อขอฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 3  สายพันธุ์ได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อวัคซีน 1 เข็มแตกต่างกันตามแต่ละโรงพยาบาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;ข้อห้ามในการฉีดวัคซีน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ผู้ที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ คือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; ผู้ที่มีอาการแพ้ไข่ หรือโปรตีนจากไก่ หรือไข่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; ผู้ที่เคยแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; ผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; ผู้ที่กำลังมีไข้ หรือมีการติดเชื้ออย่างเฉียบพลัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/cs_icon/bullet02.gif" /&gt; ผู้ที่มีอาการโรคประจำตัวกำเริบ ไม่สามารถควบคุมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;span style="color: blue; font-weight: bold;"&gt;แต่หากเป็นหวัดเล็กน้อย และไม่มีไข้ สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;ช่วงเวลาที่เหมาะในการฉีดวัคซีน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;  ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ ช่วงเดือนพฤษภาคม  ซึ่งเป็นช่วงก่อนฤดูผล ก่อนเกิดการระบาดของโรค  และช่วงก่อนฤดูหนาวในเดือนตุลาคม โดยวัคซีนนี้ต้องฉีดซ้ำทุก 1 ปี  เนื่องจากแต่ละปีเชื่อไวรัสจะมีการกลายพันธุ์  จึงต้องมีการผลิตวัคซีนขึ้นมาใหม่ทุก ๆ ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;วัคซีนสามารถป้องกันได้เมื่อไหร่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;  หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว จะต้องใช้เวลา 2-3 อาทิตย์  เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์  ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไข้หวัดใหญ่ชนิด B  และไข้หวัดใหญ่ชนิด เอ H3N2 (ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล)  แต่วัคซีนนี้ไม่สามารถป้องกันไข้หวัดที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ อื่น ๆ หรือโรคหวัดทั่วไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;อาการหลังฉีดวัคซีน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;  ผู้ที่ฉีดวัคซีนบางคนอาจมีอาการบวมแดง ปวด เป็นตุ่มนูนบริเวณที่ฉีด  บางคนอาจเป็นไข้ มีอาการปวดเมื่อยตามมา แต่จะหายได้เองภายใน 1-2 วัน  แต่หากใครเกิดอาการหายใจไม่สะดวก เสียงแหบ หายใจเสียงดัง เกิดลมพิษ  หน้าซีดขาว อ่อนเพลีย หัวใจเต้นเร็ว หรือเวียนศีรษะ ให้รีบพบแพทย์ทันที  เนื่องจากอาจแพ้วัคซีนดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;หากเคยฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 มาก่อน จะฉีดวัคซีนตัวนี้ได้อีกหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;  สามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ได้อีก  เนื่องจากเมื่อฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไปแล้ว  ร่างกายจะมีภูมิต้านทานอยู่ได้ประมาณ 6 - 12 เดือน  หากฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์เข้าไปอีก  จะช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : kapook.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-4334333207887403141?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/gEyJ6l_6XXU" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/4334333207887403141/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/10/blog-post_05.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/4334333207887403141?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/4334333207887403141?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/gEyJ6l_6XXU/blog-post_05.html" title="หลากคำถามเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/-pR5gTku_OZM/ToxYhbo-SEI/AAAAAAAAAQc/_MvO6zOdbKw/s72-c/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%258D%25E0%25B9%25882009.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/10/blog-post_05.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEEDQXg5cCp7ImA9WhdUFkU.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-4282428589155278889</id><published>2011-10-04T07:03:00.001+07:00</published><updated>2011-10-04T07:04:30.628+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-10-04T07:04:30.628+07:00</app:edited><title>รู้ไว้ห่างไกลไข้หวัดใหญ่</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/E9HtNWCarggq0a3QN9A2mVc0k-E/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/E9HtNWCarggq0a3QN9A2mVc0k-E/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/E9HtNWCarggq0a3QN9A2mVc0k-E/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/E9HtNWCarggq0a3QN9A2mVc0k-E/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-RFp4uxKQu9o/TopNREsaDXI/AAAAAAAAAQY/CZHN1TAmZmM/s1600/h1n1.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="http://1.bp.blogspot.com/-RFp4uxKQu9o/TopNREsaDXI/AAAAAAAAAQY/CZHN1TAmZmM/s320/h1n1.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;รู้ไว้ห่างไกลไข้หวัดใหญ่ (กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;span style="color: #38761d;"&gt;&amp;nbsp;  โรคไข้หวัด 2009 ปัจจุบันกลายมาเป็น "ไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล" แล้ว  และกลับมาระบาดอีกครั้งหนึ่ง วันนี้เรามีข้อมูลดี ๆ จากกรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข มาแนะนำ เพื่อให้พวกเราเฝ้าสังเกตอาการ  และป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ได้ทันท่วงทีค่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;โรคไข้หวัดใหญ่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black; font-weight: bold;"&gt;เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; อยู่ในฝอยละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; ช่วงป่วย 3 วันแรก มีโอกาสแพร่เชื้อได้มากสุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;เราติดเชื้อได้อย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; ถูกผู้ป่วยไอจามรด ในระยะ 1 ช่วงแขน&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt;  จับต้องสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อจากผู้ป่วย เช่น โทรศัพท์  แป้นคอมพิวเตอร์ผ้าเช็ดมือ ลูกบิดประตู แล้วใช้มือมาแคะจมูกขยี้ตา จับปาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;อาการป่วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;  หลังได้รับเชื้อ 2-3 วัน (มักไม่เกิน 7 วัน) ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ  หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก  น้ำมูกไหลบางคนอาจมีอาเจียน ท้องเสียด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่...ใครบ้างต้องรีบไปโรงพยาบาล...?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black; font-weight: bold;"&gt;ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; ไข้สูง ไม่ลดลงภายใน 2 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; ไอมาก เจ็บหน้าอก หายใจถี่ หอบเหนื่อย&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; ซึม อ่อนเพลียมาก เด็กร้องไห้งอแงมาก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; กินอาหารไม่ได้ หรือกินน้อยมาก&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; อาเจียน ท้องร่วงมาก มีภาวะขาดน้ำ เช่น ผิวแห้ง ริมฝีปากแห้ง ตาโหล&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; ปัสสาวะน้อย ปลายมือปลายเท้ามีสีม่วงคล้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black; font-weight: bold;"&gt;ผู้ป่วยที่เสี่ยงป่วยรุนแรง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; หญิงมีครรภ์ เสี่ยงป่วยรุนแรงกว่าคนทั่วไป 4 เท่า&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด หัวใจ ไต เบาหวาน โรคเลือด มะเร็ง เอดส์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; ผู้พิการทางสมอง&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; คนอ้วนมาก (น้ำหนัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป)&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; เด็กเล็ก อายุน้อยกว่า 2 ปี&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="background-color: white; font-weight: bold;"&gt;การดูแลรักษาผู้ป่วยที่บ้าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black; font-weight: bold;"&gt;อาการป่วยไม่รุนแรง คือ ไข้ไม่สูง ไม่อ่อนเพลียมาก และพอรับประทานอาหารได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt;  รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซทามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพริน)  และยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก  ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; หากติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะให้หมดตามที่แพทย์สั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt;  เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำสะอาดอุ่นเล็กน้อยเป็นระยะ เช็ดแขนขาย้อนเข้าหาลำตัว  เช็ดบริเวณหน้าผาก ซอกรักแร้ ขาหนีบข้อพับแขนขา และใช้ผ้าห่มปิดหน้าอกไว้  เพื่อไม่ให้หนาวเย็นจนเสี่ยงเกิดปอดบวม หากผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่น  ต้องหยุดเช็ดตัวและห่มผ้าให้อบอุ่นทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ งดดื่มน้ำเย็นจัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; รับประทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก และผลไม้ให้พอเพียง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;img alt="" border="0" src="http://img.kapook.com/image/icon/arrow.gif" /&gt; ทำจิตใจให้สบาย นอนพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่อากาศไม่เย็นเกินไป และ&lt;br /&gt;
อากาศถ่ายเทสะดวก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: #38761d; font-weight: bold;"&gt;"อาการจะค่อย ๆ ทุเลา และหายป่วยภายใน 5 ถึง 7 วัน แต่...ห้ามออกกำลังกายหรือทำงานหนักเพราะอาการอาจทรุดลงได้!"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #38761d; font-weight: bold;"&gt;ที่มา : kapook.com &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-4282428589155278889?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/1APJI7w3UII" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/4282428589155278889/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/10/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/4282428589155278889?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/4282428589155278889?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/1APJI7w3UII/blog-post.html" title="รู้ไว้ห่างไกลไข้หวัดใหญ่" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://1.bp.blogspot.com/-RFp4uxKQu9o/TopNREsaDXI/AAAAAAAAAQY/CZHN1TAmZmM/s72-c/h1n1.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/10/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;Dk8HQ3Y9fip7ImA9WhdUEkw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-8581483245211819291</id><published>2011-09-28T20:00:00.001+07:00</published><updated>2011-09-28T20:00:32.866+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-09-28T20:00:32.866+07:00</app:edited><title>เตือนกินเจ-ระวัง "สารฟอกขาว"</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0HI_tsH94flySB7jmlnYfCDrYw0/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0HI_tsH94flySB7jmlnYfCDrYw0/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0HI_tsH94flySB7jmlnYfCDrYw0/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0HI_tsH94flySB7jmlnYfCDrYw0/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-7dkGl87yijs/ToMaOQeenPI/AAAAAAAAAQQ/ydRGhnzSFGM/s1600/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2588.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="162" src="http://4.bp.blogspot.com/-7dkGl87yijs/ToMaOQeenPI/AAAAAAAAAQQ/ydRGhnzSFGM/s320/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2588.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;b&gt;เตือนไปยังประชาชนที่บริโภคอาหาร เจ ว่าขอให้ดูรายละเอียดของอาหารด้วย เพราะส่วนผสมของอาหารเจ ไม่ว่าจะเป็น  หน่อไม้จีน เยื่อไผ่ และผักแห้งหลายอย่าง มีส่วนผสมของสารฟอกขาวอยู่  ซึ่งถ้าล้างไม่สะอาดหรือแค่แช่น้ำอย่างเดียว สารฟอกขาวจะไม่ออกทั้งหมด&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รมช.สาธารณสุข&lt;/b&gt;  กล่าวถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจพบอาหารเจปลอมว่า  ในแง่ของบทลงโทษต้องไปดูข้อกฎหมายอีกครั้ง  แต่เราคงไม่ได้มุ่งมั่นไปกล่าวโทษกับผู้ประกอบการ  เพียงแต่ต้องมีการกล่าวตักเตือน  เพื่อให้มีจิตสำนึกในการดูแลส่วนผสมและคุณภาพอาหารของประชาชนที่ร่วมถือศีล กินเจ ทั้งนี้ตนจะออกหน่วยร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  เพื่อตรวจตราคุณค่าทางอาหาร สารปนเปื้อน และสารตกค้างในอาหารเจให้มากขึ้น&lt;br /&gt;
รมช.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า จึงขอเตือนไปยังประชาชนที่บริโภคอาหารเจ  ว่าขอให้ดูรายละเอียดของอาหารด้วย เพราะส่วนผสมของอาหารเจ ไม่ว่าจะเป็น  หน่อไม้จีน เยื่อไผ่ และผักแห้งหลายอย่าง มีส่วนผสมของสารฟอกขาวอยู่  ซึ่งถ้าล้างไม่สะอาดหรือแค่แช่น้ำอย่างเดียว สารฟอกขาวจะไม่ออกทั้งหมด  หรือถ้าล้างนานเกินไป คุณค่าทางอาหารก็จะหายไปด้วย  จึงอยากให้ประชาชนใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ เพราะอยากให้ประชาชนอิ่มบุญ  กินเจอย่างมีความสุข และถูกอนามัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;b&gt;ที่มา:&lt;/b&gt; หนังสือพิมพ์ข่าวสด&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-8581483245211819291?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/1oY3STqcPq0" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/8581483245211819291/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/09/blog-post_7392.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/8581483245211819291?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/8581483245211819291?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/1oY3STqcPq0/blog-post_7392.html" title="เตือนกินเจ-ระวัง &quot;สารฟอกขาว&quot;" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-7dkGl87yijs/ToMaOQeenPI/AAAAAAAAAQQ/ydRGhnzSFGM/s72-c/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2588.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/09/blog-post_7392.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkEDRXs9cCp7ImA9WhdUEkw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-1160428217214633406</id><published>2011-09-28T19:54:00.001+07:00</published><updated>2011-09-28T19:57:54.568+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-09-28T19:57:54.568+07:00</app:edited><title>แอพพลิเคชั่นเพื่อสุขภาพ</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/l6WXVN_YbOxUpZJqUVK07OpnaUo/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/l6WXVN_YbOxUpZJqUVK07OpnaUo/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/l6WXVN_YbOxUpZJqUVK07OpnaUo/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/l6WXVN_YbOxUpZJqUVK07OpnaUo/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;b&gt;เครื่องมือทางสุขภาพออนไลน์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;b&gt;1. ประเด็นสุขภาพที่โลกกำลังจับตามอง (Global spotlight on health) หรือแนวโน้มงานการสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion Trends)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-RD9jr6uFLeg/ToMY5DDs33I/AAAAAAAAAQI/uSus-_vouM0/s1600/d1_0.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="212" src="http://2.bp.blogspot.com/-RD9jr6uFLeg/ToMY5DDs33I/AAAAAAAAAQI/uSus-_vouM0/s320/d1_0.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;แอพพลิเคชั่นเพื่อสุขภาพ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
การส่งข้อความทางด้านสุขภาพผ่านมือถือก็ยังเป็นตัวกำหนดค่าที่ราคาถูกที่สุดที่หาได้โดยทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รายละเอียด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ปัจจุบันนี้มีแอพพลิเคชั่น มากกว่า 250, 000 แอพฯ  ที่พร้อมใช้สำหรับอุปกรณ์สมาร์ทโฟนอย่างไอโฟนและมีมากกว่า 30, 000 แอพฯ  สำหรับสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และอีกหลายพันแอพฯ  สำหรับอุปกรณ์แบล็กเบอร์รี่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แอพฯ ที่ใช้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตามตัว  ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแนวโน้มใหญ่ๆ  ที่จะเกิดขึ้นสำหรับภาคการดูแลรักษาสุขภาพ แต่คำถามก็คือ  เราถึงขั้นนั้นกันหรือยัง? ตามการสำรวจของโครงการที่มีชื่อว่า Pew Internet  and American Life Project พบว่าร้อยละ 17 ของผู้ใช้โทรศัพท์ติดตามตัว  ได้ใช้โทรศัพท์ของพวกเขาเพื่อค้นหาข้อมูลทางการแพทย์หรือข้อมูลทางสุขภาพ  แต่มีเพียงร้อยละ 9  เท่านั้นที่มีแอพพลิเคชั่นซอฟท์แวร์บนมือถือที่ช่วยพวกเขาในการสืบย้อนหรือ จัดการสุขภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการส่งข้อความสั้น ๆ หรือเอสเอ็มเอส (SMS)  นั้นไม่ได้ต้องการการครอบครองสมาร์ทโฟน หรือต้องดาวน์โหลดแอพฯ  หรือการเรียนรู้อะไรมากมายเลย  มันเกือบจะใช้ได้กับโทรศัพท์ทุกเครื่องและกับทุกคน รวมไปถึงคนรุ่น ปู่  รุ่นย่าสามารถศึกษาวิธีการทำงานของมันได้ &amp;nbsp;ดังนั้นแม้ในขณะที่แอพฯ  สุขภาพในโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตามตัวจะดำเนินวิวัฒน์ต่อไปและกลายเป็นสิ่ง ยอดนิยมมากขึ้น  &amp;nbsp;การส่งข้อความทางด้านสุขภาพผ่านมือถือก็ยังเป็นตัวกำหนดค่าที่ราคาถูกที่ สุดที่หาได้โดยทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;strong&gt;2. ออนไลน์คอร์ส (Health Promotion on-line course)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-lXsJVVgB_lc/ToMZtJPAhfI/AAAAAAAAAQM/tgj_atutLNU/s1600/study-online.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://1.bp.blogspot.com/-lXsJVVgB_lc/ToMZtJPAhfI/AAAAAAAAAQM/tgj_atutLNU/s1600/study-online.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
ผู้เรียนสามารถเรียนผ่านวิดีโอหรือเสียงออดิโอ  บนเว็บไซท์อินเตอร์เน็ตที่กำลังเปิดอยู่ได้เลย  โดยไม่ต้องทำการต่อผ่านเครื่องมืออื่นๆ แต่อย่างใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;รายละเอียด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
เป็นชั้นเรียนออนไลน์ของมหาวิทยาลัยยูทาห์ &amp;nbsp;(University of Utah)  โดยผู้เรียนสามารถเรียนผ่านวิดีโอหรือเสียงออดิโอ  บนเว็บไซท์อินเตอร์เน็ตที่กำลังเปิดอยู่ได้เลย  โดยไม่ต้องทำการต่อผ่านเครื่องมืออื่น ๆ แต่อย่างใด มีทั้งภาพกราฟฟิก  วิดีโอ เสียงออดิโอ การนำเสนอแบบ พาวเวอร์พอยท์  การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าช่วยจะทำให้กระบวนการเรียนรู้น่าสนใจและมีชีวิต ชีวามากขึ้น  ส่วนผู้ที่เป็นนักฝึกอบรมก็สามารถเข้าไปใช้บทเรียนเหล่านี้เป็นสื่อในการ เรียนการสอนได้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นต่างๆ ที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปเรียนรู้ได้  เช่น&amp;nbsp;อาการแพ้และพิษจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย&amp;nbsp;การจัดการโรคหืดหอบและการ รักษา&amp;nbsp;เลือดออก&amp;nbsp;ภาวะฉุกเฉินของโรคเบาหวาน&amp;nbsp;การจัดทำเอกสาร&amp;nbsp;การดำเนิน ชีวิต/ไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อสุขภาพ&amp;nbsp;ฯลฯ &lt;span style="color: green;"&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; :สำนักต่างประเทศ สสส.&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;b&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-1160428217214633406?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/xrO-LzT-Kjo" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/1160428217214633406/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/09/blog-post_4579.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/1160428217214633406?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/1160428217214633406?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/xrO-LzT-Kjo/blog-post_4579.html" title="แอพพลิเคชั่นเพื่อสุขภาพ" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-RD9jr6uFLeg/ToMY5DDs33I/AAAAAAAAAQI/uSus-_vouM0/s72-c/d1_0.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/09/blog-post_4579.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;Dk4GRnk-eSp7ImA9WhdUEkw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-5051946723586648057</id><published>2011-09-28T19:51:00.003+07:00</published><updated>2011-09-28T20:02:07.751+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-09-28T20:02:07.751+07:00</app:edited><title>อารมณ์เหวี่ยง 'สาวออฟฟิศ' ต้นเหตุโรคทำลายสุขภาพ</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/72VEAyqb_hh2Nn2pNjrQM7mlRsU/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/72VEAyqb_hh2Nn2pNjrQM7mlRsU/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/72VEAyqb_hh2Nn2pNjrQM7mlRsU/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/72VEAyqb_hh2Nn2pNjrQM7mlRsU/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;b&gt;จากการสำรวจของสวนดุสิตโพลเผยให้ ทราบว่า อาชีพสาวออฟฟิศ  ถือเป็นอาชีพที่ก่อให้เกิดความเครียดและอารมณ์เหวี่ยงในผู้หญิงติดอันดับ หนึ่ง ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน  ไม่ว่าจะเป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลสมาชิกในครอบครัว  ประกอบกับการที่ผู้หญิงต้องทำงานนอกบ้านไปพร้อมๆ กัน  รวมทั้งปัจจัยภายในที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนก่อนมีประจำ เดือน 5&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;วัน หรือที่เรียกกันว่า PMS &lt;/b&gt;&lt;b&gt;ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงออฟฟิศ เกิดความเครียดและมีอารมณ์ฉุนเฉียวได้ง่าย&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-DaYIj6isXo8/ToMav62H_pI/AAAAAAAAAQU/Chyl8djjQzw/s1600/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2594.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="346" src="http://2.bp.blogspot.com/-DaYIj6isXo8/ToMav62H_pI/AAAAAAAAAQU/Chyl8djjQzw/s400/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2594.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ช่วงอายุ 25-35&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;ปีนั้น เป็นวัยที่สาวๆ ออฟฟิศมักตกอยู่ในความเครียดมากที่สุด ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1.&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;ควรหาเวลาออกกำลังกาย&amp;nbsp;&lt;/b&gt;เพราะการออก กำลังกายนั้นจะช่วยทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟีน หรือสารแห่งความสุขออกมา  และเมื่อสารเหล่านี้ถูกหลั่งออกมา  ก็จะสามารถขจัดอารมณ์เครียดหรือฉุนเฉียวลงได้&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;2.&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก็ช่วยได้เช่นกัน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;3.&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;การรับประทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์&amp;nbsp;&lt;/b&gt;เช่น  ผักและผลไม้ หรือรับประทานสมุนไพรบางชนิด เช่น แปะก๊วย  หรือน้ำมันดอกอีฟนิงพริมโรสและวิตามินบี  หากรับประทานผักผลไม้และสมุนไพรยังไม่ได้ผล คุณหมอแนะนำว่า  ควรรับประทานยาปรับฮอร์โมน  ซึ่งยาดังกล่าวช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนบางชนิดในร่างกาย  แต่หากอาการรุนแรงและส่งผลต่อคนรอบข้าง อาจต้องรับประทานยาลดความวิตกกังวล  (อยู่ในการพิจารณาของแพทย์)&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;4.&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;การหลีกเลี่ยงจากสภาพที่ ทำให้เกิดความเครียดก็สามารถช่วยได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
นอกจากวิธีที่กล่าวมานั้น คุณหมอแนะนำว่า  การปรับสภาพแวดล้อมภายในที่ทำงาน  ก็สามารถลดความเครียดและอารมณ์ฉุนเฉียวลงได้  เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าสาวออฟฟิศมักถูกจำกัดด้วยเวลาที่เร่งรีบ  และมีพื้นที่ในการทำงานที่ค่อนข้างแคบ  ดังนั้นการปรับเปลี่ยนที่ทำงานให้มีพื้นที่สำหรับออกกำลังกาย&amp;nbsp;รวมถึงเน้นการ สื่อสารในที่ทำงานด้วยการพูดคุยกันให้มากขึ้น  ก็จะช่วยลดการขัดแย้งหรือข้อผิดพลาดในการทำงานลงได้&lt;br /&gt;
และที่สำคัญการจัดเวลาของการทำงานให้เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป หรือประมาณ 8  ชั่วโมง ก็เป็นอีกหนทางในการลดความเครียดลงได้  เพราะระยะของการทำงานที่พอดีจะช่วยให้ผู้ทำงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  พูดง่ายๆ  ว่าไม่เหนื่อยและไม่เร่งรีบมากจนเกินไปก็จะไม่เกิดความเครียดนั่นเอง&lt;br /&gt;
คุณหมอกล่าวย้ำว่า  หากปล่อยอารมณ์เครียดและอารมณ์เหวี่ยงเอาไว้จะส่งผลกระทบต่อตนเอง  โดยเฉพาะด้านจิตใจของตัวผู้เครียดเอง และอาจทำให้ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า  หมดกำลังใจในการทำงานได้ รวมถึงกระทบต่อความสัมพันธ์ในที่ทำงาน  ทำให้เพื่อนร่วมงานไม่อยากปฏิสัมพันธ์หรือพบปะพูดคุยด้วย  ขณะเดียวกันก็จะส่งผล กระทบต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว  อันอาจจะนำมาซึ่งการทะเลาะเบาะแว้ง และเป็นต้นเหตุของการหย่าร้างได้  นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัวเรื้อรัง  โรคปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดต่างๆ ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;b&gt;ที่มา :&amp;nbsp;&lt;/b&gt;หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-5051946723586648057?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/4BB8q-WzZ7o" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/5051946723586648057/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/09/blog-post_28.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/5051946723586648057?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/5051946723586648057?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/4BB8q-WzZ7o/blog-post_28.html" title="อารมณ์เหวี่ยง 'สาวออฟฟิศ' ต้นเหตุโรคทำลายสุขภาพ" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-DaYIj6isXo8/ToMav62H_pI/AAAAAAAAAQU/Chyl8djjQzw/s72-c/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2594.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/09/blog-post_28.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEMCQHw8fyp7ImA9WhdXGEU.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-500261295018405031</id><published>2011-09-01T21:14:00.000+07:00</published><updated>2011-09-01T21:14:21.277+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-09-01T21:14:21.277+07:00</app:edited><title>กรมควบคุมโรคแนะระวังโรคจากน้ำท่วม</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/C9fg1MGkV1K3R46frGvTTwlOrU8/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/C9fg1MGkV1K3R46frGvTTwlOrU8/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/C9fg1MGkV1K3R46frGvTTwlOrU8/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/C9fg1MGkV1K3R46frGvTTwlOrU8/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-a3VmKCrmwis/Tl-TEERLHBI/AAAAAAAAAQE/503-YK5ex7E/s1600/%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1.JPEG" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="http://2.bp.blogspot.com/-a3VmKCrmwis/Tl-TEERLHBI/AAAAAAAAAQE/503-YK5ex7E/s320/%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1.JPEG" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค&lt;/strong&gt; กล่าวว่า  การเกิดอุทกภัยได้นำมาซึ่งความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน  รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การจมน้ำ บาดเจ็บ สัตว์มีพิษกัด  และบาดแผลติดเชื้อ หอบหืดเฉียบพลัน น้ำกัดเท้าและผื่นคัน  และจากข้อมูลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาบ่งชี้ว่ามีโอกาสที่จะเกิดการระบาด ของโรคติดต่อทั้งในระยะที่เกิด น้ำท่วมและภายหลังน้ำท่วม  โดยโรคติดต่อที่มักจะระบาดในระยะที่เกิดน้ำท่วมคือโรคทางเดินอาหารและโรค หวัด โรคตาแดง และระยะหลังน้ำท่วมโรคติดต่อที่ระบาดคือโรคติดต่อนำโดยแมลง  โรคเลปโตสไปโรซิส โรคไข้เลือดออก โรคหัด และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ  ซึ่งอาจพบการระบาดของโรคเหล่านี้ภายหลังน้ำท่วมนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน   โดยพบว่าโรคเลปโตสไปโรซิสและโรคตาแดงจะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง ของการเกิดอุทกภัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้กรมควบคุมโรคได้ตั้งระบบเฝ้าระวังโรคในภาวะอุทกภัยขึ้น  ซึ่งจะช่วยให้ทราบความรุนแรงของปัญหาการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของประชาชนใน พื้นที่เกิดอุทกภัย  สามารถตรวจสอบการระบาดและติดตามแนวโน้มการป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคที่สำคัญ  เพื่อเตรียมการป้องกันควบคุมโรคในภาวะฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบและเหมาะสม  มีความยืดหยุ่น และเฉพาะเจาะจงสำหรับเหตุการณ์และพื้นที่ โดยใช้ 6  กิจกรรมหลักในการเฝ้าระวังโรค ได้แก่ 1.การวินิจฉัย 2.การรายงานผู้ป่วย  3.การยืนยันโรค 4.การวิเคราะห์ข้อมูล 5.การจัดทำรายงาน 6.การส่งกลับรายงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และ 4 กิจกรรมสนับสนุน ได้แก่ การสื่อสาร การอบรม การนิเทศงาน  และการสนับสนุนทรัพยากร ซึ่งจะมีการดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง  เพื่อเฝ้าระวังโรคที่มีโอกาสเกิดการระบาดขึ้นได้ภายหลังน้ำท่วมเพื่อป้องกัน และบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน  ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นพ.นานิต กล่าวแนะนำว่า  ประชาชนต้องรู้จักป้องกันตนเองเพื่อความปลอดภัยจากโรคต่างๆ  ด้วยการไม่ให้สัมผัสกับน้ำที่อาจปนเปื้อนเชื้อ เช่น  หลีกเลี่ยงการย่ำน้ำเป็นเวลานานและควรล้างเท้าหลังย่ำน้ำ  หรือหากจำเป็นควรใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย ได้แก่ รองเท้าบู๊ต  ป้องกันการสัมผัสน้ำสกปรก ในภาวะน้ำขังอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและแมลงวัน  ควรกำจัดและลดแหล่งเพาะพันธุ์โดยเก็บขยะเปียกใส่ถุงและรัดปากถุงให้มิดชิด  ดูแลสุขาภิบาลเรื่องอาหารและน้ำอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการไข้ ปวดศีรษะ  ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณน่อง  และมีอาการตาแดงขอให้รีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านทันที เพื่อให้การดูแลรักษาโดยเร็ว  หากมีการย่ำน้ำลุยโคลนที่มีน้ำขังต้องแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย  มีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : &lt;span style="color: grey;"&gt;หนังสือพิมพ์บ้านเมือง&lt;/span&gt; &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-500261295018405031?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/UPWK7IgFO0o" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/500261295018405031/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/09/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/500261295018405031?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/500261295018405031?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/UPWK7IgFO0o/blog-post.html" title="กรมควบคุมโรคแนะระวังโรคจากน้ำท่วม" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-a3VmKCrmwis/Tl-TEERLHBI/AAAAAAAAAQE/503-YK5ex7E/s72-c/%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1.JPEG" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/09/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkEFRXs_fCp7ImA9WhdQEUw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-2753318151040626032</id><published>2011-08-12T09:03:00.000+07:00</published><updated>2011-08-12T09:03:34.544+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-08-12T09:03:34.544+07:00</app:edited><title>ผู้ป่วยมะเร็งกินครบ 5 หมู่ป้องกันร่างกายอ่อนแอจากการรักษา</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Gz7ciMJCSuat9mLsQ_rZHacja4E/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Gz7ciMJCSuat9mLsQ_rZHacja4E/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Gz7ciMJCSuat9mLsQ_rZHacja4E/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Gz7ciMJCSuat9mLsQ_rZHacja4E/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-EFFcuO6f6AI/TkSJzS6nf5I/AAAAAAAAAO0/EMWHB9MwP4g/s1600/5%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2588.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="305" src="http://3.bp.blogspot.com/-EFFcuO6f6AI/TkSJzS6nf5I/AAAAAAAAAO0/EMWHB9MwP4g/s400/5%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2588.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;strong&gt;แพทย์มะเร็งวิทยาสมาคมแนะ ผู้ป่วยมะเร็ง ต้องกินอาหารคบ 5&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;หมู่ เหตุร่างกายอ่อนแอจากการรักษา พร้อมเตือนคนปกติ กินไม่เลือก ระวังโรคร้ายคุกคาม ชี้พฤติกรรมการกินอาหารไม่เหมาะสม เป็น 1&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;ใน 3&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;สาเหตุของการเกิดมะเร็งทั้งหมด&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
วันนี้ (11 ส.ค.) &lt;strong&gt;ผศ.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์  อุปนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทยและหัวหน้าหน่วยงานมะเร็งวิทยาภาควิชา  อายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/strong&gt; กล่าวว่า  ปัญหาส่วนหนึ่งที่พบในผู้ป่วยมะเร็งส่วนมาก ที่ ผ่านการรักษาด้วยรังสี  การฉายแสง การทำเคมีบำบัดและการทานยาหลายอย่างรวมกัน จนเกิดผลข้างเคียง คือ  อาจอ่อนเพลีย อาเจียน หมดแรง ทำให้บางครั้งเบื่ออาหาร  ประกอบกับมีความเชื่อว่า ควรงดอาหารบางประเภท เช่น โปรตีนจากนม จากเนื้อปลา  หรือบางรายกังวลว่า การทานผัก ผลไม้สดสดจะก่อให้เชื้อมะเร็งลุกลามได้เร็ว  ดังนั้นจึงมักเลือกรับประทานอาหารเฉพาะอย่างตามความเชื่อ เช่น  ดื่มนมอย่างเดียว หรือน้ำสมุนไพร ในปริมาณมาก  และทานอาหารพวกวิตามินมากเกินไป จนร่างกายซูบผอมอยู่ในภาวะที่โภชนาการแย่  ส่งผลให้แพทย์ไม่สามารถรักษาตามแผนที่วางไว้ได้&lt;br /&gt;
เนื่องจากร่างกายอ่อนแอ เช่น  จากแผนปกติจะใช้เวลารักษาด้วยการทำเคมีบำบัด 2-3  สัปดาห์ต่อครั้งซึ่งยาที่ใช้อาจมีประสิทธิภาพพุ่งถึง 80%  แต่เมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะขาดสารอาหาร จำเป็นต้องรอเวลาหรือเลื่อนไปเป็น  4-5 สัปดาห์ต่อครั้ง เพื่อให้ผู้ป่วยมีความพร้อม  ซึ่งประสิทธิภาพก็จะลดลงไปด้วย โดยในระหว่างนี้ต้องกำชับให้ทานอาหารคบ  5หมู่ หรือถ้าในกรณีเบื่ออาหารมากก็ใช้วิธีการทานอาหารระหว่างมื้อ เช่น  น้ำเต้าหู้กับธัญพืช&lt;br /&gt;
ผศ.นพ.วิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ในกรณีการสั่งงดอาหารบางประเภท  นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น  สภาพอาการของตัวผู้ป่วยว่าเป็นมะเร็งชนิดใด อายุเท่าใด ร่างกายขาดอะไร  ซึ่งต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ แต่หลักๆ  นั้นร่างกายทุกคนยังจำเป็นต้องใช้สารอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตัวอย่างเช่น  ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดหรือลูคิวเมีย  มะเร็งชนิดดังกล่าวระดับเม็ดเลือดขาวจะต่ำมาก ภูมิต้านทานก็จะด้อย  จำเป็นต้องทานผักหรือผลไม้ปรุงสุก เนื่องจากผักผลไม้สด อาจปนเปื้อนปุ๋ยคอก  ที่มีแบคทีเรียอยู่ด้วย ขณะที่ผู้ป่วยสูงวัยอายุมากกว่า 40  ปีก็จำเป็นต้องเน้นอาหารกลุ่มแคลเซียมให้มากกว่าเดิม ส่วน  วิตามีนซีนั้นทานในปริมาณปกติ อาจรับได้จากผลไม้รสหวานเปรี้ยว  ซึ่งไม่จำเป็นต้องทานชนิดเม็ด ในปริมาณมาก  เพราะแต่ละวันร่างกายขับวิตามินซีออกมาอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
ด้าน &lt;strong&gt;นพ.กสานติ์ สีตลารมณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แผนกมะเร็งวิทยา กองอายุรกรรม รพ.พระมงกุฎเกล้า และกรรมการมะเร็งวิทยสมาคมแห่งประเทศไทย&lt;/strong&gt;  กล่าวว่า อาหารอาจไม่ใช่สาเหตุหลักที่ก่อมะเร็ง แต่ถือได้เป็นสาเหตุ 1ใน  3ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้หลายอย่าง รองจากการติดเชื้ออื่นๆ  และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบกับสูบบุหรี่ หลักๆได้แก่  มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็ง เต้านม  ซึ่งเหล่านี้เกิดจากการกินอาหารที่มีไขมันสูง ซึ่งมีอยู่ในเนื้อสัตว์ เช่น  หมูสามชั้น รวมทั้งอาหารทอดที่ใช้น้ำมันซ้ำๆ หลายครั้งด้วย  ขณะที่มะเร็งตับอาจเกิดจากการกินอาหารที่ปรุงไม่สุก  ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงมะเร็งควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มเสี่ยงก็จะเป็น ผลดี ได้แก่ กลุ่ม อาหาร หมักดองเค็มและเนื้อสัตว์เค็มตากแห้ง  ที่ใส่ดินประสิว (โปแตสเซียมไนเตรท) สารไนไตรท์  สามารถเปลี่ยนเป็นสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในร่างกายได้  จึงควรกินอาหารเหล่านี้ให้น้อยลง กลุ่มอาหารที่มีเชื้อราขึ้น อาจมีสารพิษ  อะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin X ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ เช่น ถั่ว พริกป่น  หรืออาหารที่ผสมสีย้อมผ้า เป็นต้น&lt;br /&gt;
“เมื่อร่างกายได้รับสารดังกล่าวจะสะสมนานๆหลายสิบปี จึงปรากฏอาการป่วย  ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้เกิดขึ้นทุกราย แต่ การหลักเลี่ยง  หรือทานในปริมาณที่พอเหมาะ ย่อมเป็นผลดีต่อสุขภาพ  อย่างน้อยก็ลดปัจจัยเสี่ยงได้ส่วนหนึ่ง และที่สำคัญต้องออกกำลังกายให้มาก  พยายามงดเหล้า งดบุหรี่ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่ก่อมะเร็งได้เช่นกัน”  นพ.กสานติ์ กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ที่มา :&lt;/strong&gt; หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-2753318151040626032?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/iMYEERIgrYI" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/2753318151040626032/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/08/5.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/2753318151040626032?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/2753318151040626032?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/iMYEERIgrYI/5.html" title="ผู้ป่วยมะเร็งกินครบ 5 หมู่ป้องกันร่างกายอ่อนแอจากการรักษา" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-EFFcuO6f6AI/TkSJzS6nf5I/AAAAAAAAAO0/EMWHB9MwP4g/s72-c/5%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2588.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/08/5.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkQBRXg4eyp7ImA9WhdQEUw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-686610190581248618</id><published>2011-08-12T08:59:00.000+07:00</published><updated>2011-08-12T08:59:14.633+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-08-12T08:59:14.633+07:00</app:edited><title>ชายรักชายเสี่ยง "มะเร็งทวารหนัก" 40 เท่า</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/aUZqCWWF1b_nWlAuW6DvoxRZXmA/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/aUZqCWWF1b_nWlAuW6DvoxRZXmA/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/aUZqCWWF1b_nWlAuW6DvoxRZXmA/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/aUZqCWWF1b_nWlAuW6DvoxRZXmA/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-kpkhp4RhaHk/TkSIxEP-ujI/AAAAAAAAAOw/Np1wP-YcuS0/s1600/285--9d8w.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="162" src="http://3.bp.blogspot.com/-kpkhp4RhaHk/TkSIxEP-ujI/AAAAAAAAAOw/Np1wP-YcuS0/s320/285--9d8w.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: green;"&gt;&lt;strong&gt;ชายรักชายเสี่ยง “&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;มะเร็งรูตูด” &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;หนักกว่าคนทั่วไป 40 เท่า เชื้อไวรัสเอชพีวีตัวเดียวกับมะเร็งปากมดลูกในหญิง แนะชายตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม  ในงานสัมมนาวิชาการการพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วย เอดส์ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 จัดโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  และภาคีเครือข่าย กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)  สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) และศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐ  ด้านสาธารณสุข&lt;br /&gt;
โดย &lt;strong&gt;พญ.นิตยา ภานุภาค แพทย์ประจำศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย&lt;/strong&gt;   กล่าวในการเวิร์กช็อปถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องเริ่มตรวจมะเร็งปากทวาร หนัก (Anal Pap Smear) ว่า จากการศึกษาสถานการณ์ของคลินิกนิรนาม  ศูนย์วิจัยโรคเอดส์  เกี่ยวกับสถานการณ์ความนิยมเข้าตรวจคัดกรองหาเชื้อไวรัสเอชพีวี  ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากทวารหนักในกลุ่มชายรักชาย (MSM)  และเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง  มีประมาณร้อยละ 30 ขณะที่กลุ่มหญิงรักชายมีประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น&lt;br /&gt;
“การตรวจคัดกรองทางคลินิกจะบริการตรวจพร้อมๆ กับเชื้อเอชไอวี  จากการศึกษาในกลุ่มชายรักชายเกือบ 250 ราย  ทั้งผู้ที่ติดเอชไอวีและไม่ติดเชื้อเอชไอวี พบว่า ร้อยละ 10-15  มีเสี่ยงจะเป็นมะเร็งปากทวารหนัก โดยกลุ่มดังกล่าวไม่มีอาการป่วย  ส่วนอุบัติการณ์มะเร็งปากทวารหนักในประเทศไทยยังไม่มีสถิติที่แน่นอน  แต่อัตราการป่วยทั่วโลกพบว่า ในคนทั่วไปมีอัตราการป่วยแค่ 1 ต่อแสนประชากร  แต่ในกลุ่มชายรักชายอัตราการป่วยมากกว่าคนทั่วไปถึง 40 เท่า คือป่วย 40  รายต่อแสนประชากร  ขณะที่กลุ่มชายรักชายซึ่งติดเชื้อเอชไอวีจะมีอัตราการป่วยอยู่ที่ 80  รายต่อแสนประชากร หมายความว่าอัตราเสี่ยงของผู้ป่วยเอชไอวีจะสูงที่สุด  จึงต้องเร่งตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  เพื่อหารอยโรคได้ทันและง่ายต่อการรักษา“พญ.นิตยากล่าว&lt;br /&gt;
พญ.นิตยา กล่าวอีกว่า วิธีการตรวจคัดกรอง คือ วิธี Anal Pap Smear คือ  การป้ายเอาเยื่อในช่องรูทวารลึกลงไปราว 2 ซม.แล้วมาส่องกล้องหาเชื้อ  หากพบเชื้อก่อนมะเร็ง สามารถรักษาด้วยการจี้เลเซอร์ จี้ไฟฟ้า และจี้เย็น  เพราะการลุกลามของเชื้อนั้นยาวนานไม่ต่างกันกับมะเร็งปากมดลูกที่พบบ่อยใน เพศหญิง แต่มะเร็งปากทวารหนักสามารถเกิดได้ทั้งหญิงและชาย  สาเหตุจากการมีเพศสัมพันธ์ทางรูทวาร ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์  จะเร่งศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มากกว่าเดิม  เพื่อจะได้รู้ถึงอุบัติการณ์ของโรคที่ชัดเจน  ก่อนจะเสนอแนวทางในการตรวจคัดกรองแก่ สธ.ต่อไป  เพื่อเตรียมรับมือรักษาโรคดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : สสส. &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-686610190581248618?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/sG03aozIKbM" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/686610190581248618/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/08/40.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/686610190581248618?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/686610190581248618?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/sG03aozIKbM/40.html" title="ชายรักชายเสี่ยง &quot;มะเร็งทวารหนัก&quot; 40 เท่า" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-kpkhp4RhaHk/TkSIxEP-ujI/AAAAAAAAAOw/Np1wP-YcuS0/s72-c/285--9d8w.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/08/40.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUIDR30-cCp7ImA9WhdTEkg.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-3589693019855665080</id><published>2011-07-10T07:21:00.003+07:00</published><updated>2011-07-10T07:26:16.358+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-07-10T07:26:16.358+07:00</app:edited><title>ฟีโรโมน</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/wayqi_2wgvGS1Z4aZCX_SasCMQ8/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/wayqi_2wgvGS1Z4aZCX_SasCMQ8/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/wayqi_2wgvGS1Z4aZCX_SasCMQ8/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/wayqi_2wgvGS1Z4aZCX_SasCMQ8/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h1&gt;ฟีโรโมน&lt;/h1&gt;&lt;h2 style="margin-bottom: -20px; padding-bottom: -20px; position: relative; top: -20px;"&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;สิ่งที่ควรรู้ !!!&lt;/span&gt;&lt;/h2&gt;ฟีโรโมน ไม่ใช่น้ำหอม กลิ่น ฟีโรโมน เป็น สารเคมี  ธรรมชาติที่ร่างกายของมนุษย์ผลิตขึ้นในอัตราส่วนขั้นต่ำเป็นสารที่ช่วยให้ คุณ ด ึงดูด ความสนใจ จากคนอื่่นๆหรือจาก เพศตรงข้าม &lt;br /&gt;
ดังนั้นเราจึงผลิต สารฟีโรโมน ใน ห้องปฎิบัติการ  เราเองเพื่อที่จะช่วยให้เรื่องต่างๆ ในชีวิตของคุณเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น   ไม่ว่าจะเป็น การใช้ชีวิตคู่  การออกเดท  การเข้าสังคม  รวมไปถึง  การติดต่อธุรกิจ      และยังช่วยทำให้คุณเป็นคนที่มี ความมั่นใจสูงขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-Jt90tBiNtuA/Thjwa6zkWoI/AAAAAAAAAOs/6cUnXE9MFLQ/s1600/pheromone-vno.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="266" src="http://4.bp.blogspot.com/-Jt90tBiNtuA/Thjwa6zkWoI/AAAAAAAAAOs/6cUnXE9MFLQ/s400/pheromone-vno.jpg" width="400" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พี โร โมน คือ สารธรรมชาติ ที่ ร่างกายมนุษย์ ผลิตขึ้นมา      จากการศึกษา การใช้ชีวิตของสัตว์โลก สารฟีโรโมน  ได้มีบทบาทเป็นอย่างมากต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสังคม  และมีบทบาทที่สำคัญต่อ การใช้ชีวิตคู่ เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสต์ ได้ค้นพบว่า สารฟีโรโมน  ในตัวมนุษย์มีบทบาทสำคัญต่อ การใช้ชีวิตในสังคม และ การเลือกคู่ครอง  เช่นเดียวกับสัตว์โลก    &lt;br /&gt;
&lt;div id="paraLeft"&gt;เกือบสามร้อยปีมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์ ค้นพบอวัยวะเล็ก ๆ เรียกว่า VNO      (Vomeronasal organ) ซึ่งเชื่อกันว่าอวัยะส่วนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ใด ๆ  แต่ การวิจัย เมื่อไม่นานมานี้พบว่า       VNO นั้นเชื่อมต่อกับระบบ การรับสัมผัส กลิ่น ซึ่งสัมพันธ์กับความจำที่เกี่ยวข้องกับ กลิ่น      (OLFACTOR NERVES)  ประสาทการรับรู้ นี้รับผิดชอบ การตรวจจับ ฟีโรโมน และ ส่งสัญญาณ ไปที่ สมอง LIMBIC REGION    &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;h2&gt;ทำไมคุณจึงควรใช้ ฟีโรโมน&lt;/h2&gt;&lt;div id="paraLeft"&gt;คุณอาจสับสนว่าทำไมควรใช้ ฟีโรโมน ในเมื่อร่างกายเราสามารถสร้าง สารฟีโรโมน เองได้     แน่นอน ร่างกาย เราสามารถผลิต ฟีโรโมน ได้ในบางส่วนของร่างกาย เช่น รักแร้  หัวนม และ บริเวณ อวัยวะสืบพันธุ์    &lt;/div&gt;&lt;div id="paraRight"&gt;ฟีโรโมน จะถูกชำระล้างออกไปเมื่อ คุณอาบน้ำ และเมื่อคุณ ใส่ เสื้อผ้า  ฟีโรโมน ยิ่งถูกปกปิด     ดังนั้น กลิ่นฟีโรโมน จะอ่อนมากจนคนภายนอกไม่สามารถได้กลิ่น     เมื่อคุณใช้ ฟีโรโมนสเปรย์ ของเราไม่ใช่แค่ ทดแทน ฟีโรโมน ตาม ธรรมชาติ  ในร่างกายแต่ยังเพิ่มแรง ดึงดูดทางเพศ เสริมเสน่ห์ น่าหลงใหล    &lt;/div&gt;&lt;div id="paraLeft"&gt;ใช้ ฟีโรโมนสเปรย์ ของเราจะ กระตุ้นสมอง แห่ง การรับรู้กลิ่น  ของผู้คนรายรอบคุณ  เปลี่ยนเป็น แรงดึงดูด ให้อยากอยู่ใกล้ เสริม  แรงดึงดูดทางเพศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;object class="BLOGGER-youtube-video" classid="clsid:D27CDB6E-AE6D-11cf-96B8-444553540000" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0" data-thumbnail-src="http://3.gvt0.com/vi/ZtJNMoIBlDc/0.jpg" height="266" width="320"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/ZtJNMoIBlDc&amp;fs=1&amp;source=uds" /&gt;&lt;param name="bgcolor" value="#FFFFFF" /&gt;&lt;embed width="320" height="266"  src="http://www.youtube.com/v/ZtJNMoIBlDc&amp;fs=1&amp;source=uds" type="application/x-shockwave-flash"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
ที่มา : http://www.sanaeh.com/    &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-3589693019855665080?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/JWUY8onrECY" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/3589693019855665080/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/07/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/3589693019855665080?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/3589693019855665080?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/JWUY8onrECY/blog-post.html" title="ฟีโรโมน" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-Jt90tBiNtuA/Thjwa6zkWoI/AAAAAAAAAOs/6cUnXE9MFLQ/s72-c/pheromone-vno.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/07/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0IBQHw9cSp7ImA9WhZbFEk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-4076100431226887469</id><published>2011-06-19T09:12:00.000+07:00</published><updated>2011-06-19T09:12:31.269+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-06-19T09:12:31.269+07:00</app:edited><title>เตือนภัย!เลือกเนื้อสัตว์ สารพัดกลยุทธ์ใส่สารพิษคงความสด</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/fi12NLuZ_u22A2EpVwZ85GZZoHk/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/fi12NLuZ_u22A2EpVwZ85GZZoHk/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/fi12NLuZ_u22A2EpVwZ85GZZoHk/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/fi12NLuZ_u22A2EpVwZ85GZZoHk/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;strong&gt;ใครจะเชื่อ คนไทยด้วยกัน ทำร้ายกันด้วยการใส่ของที่ไม่ควรกินให้คนกิน&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;!!!&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;strong&gt;ประเด็นข่าวใหญ่เกี่ยวกับเรื่อง ไก่ เนื้อสัตว์ชนิดโปรดของใครต่อหลายคน ที่นิยมนำมาปรุงอาหารในหลากรูปแบบ  ทั้งไก่ทอด ไก่ปิ้ง ไก่ย่าง ต้มข่าไก่ แถมยังแปรรูปเป็นไส้กรอก เป็นลูกชิ้น  อาหารมื้อว่างของคนอยากอิ่มเบา  ที่พ่อค้าหัวใสลักลอบนำซากไก่ตายที่รับซื้อจากฟาร์มหลายแห่งในราคาตัวละ 3  บาท มาชำแหละไปจำหน่าย แถมยังแช่ฟอร์มาลินหรือน้ำยาดองศพในพื้นที่  อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ผสมดินประสิวเพิ่มสีสันให้ไก่เนื้อแดงอีกด้วย&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-0oPVUdmEIxs/Tf1a-ADtbXI/AAAAAAAAAOo/76_ybyqLY5Y/s1600/kao_4.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/-0oPVUdmEIxs/Tf1a-ADtbXI/AAAAAAAAAOo/76_ybyqLY5Y/s1600/kao_4.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;strong&gt;ไม่น่ายกย่องความช่างคิดของคนทำ แต่น่ารังเกียจมากกว่าที่ทำร้ายคนบริโภคด้วยกันเอง...&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;strong&gt;เภสัชกร วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร &lt;/strong&gt;ผู้อำนวยการศูนย์วิทยา ศาสตร์การแพทย์ที่ 7 อุบลราชธานี  และผู้รับผิดชอบโครงการปฏิวัติน้ำมันทอดซ้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างมาก  ซึ่งจากการสำรวจในท้องตลาดพบว่า ฟอร์มาลิน  มักถูกนำมาใช้ในการถนอมอาหารประเภทอาหารทะเล หรือแม้แต่ผ้าขี้ริ้ววัว  ที่ปกติมีสีคล้ำ แต่เมื่อใส่ฟอร์มาลินผสมไป  ก็เหมือนเป็นการฟอกขาวให้ผ้าขี้ริ้วมีสีขาวสวยน่ารับประทานขึ้น  แต่สำหรับการผสมในเนื้อไก่นั้นเพิ่งเคยพบ ซึ่งอันตรายจากฟอร์มาลินหากเข้าตา  จะส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองตาเพราะมีฤทธิ์กัดกร่อนสูงมาก  หากรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ทำลายระบบทางเดินอาหาร  และหากได้รับเข้าสู่ร่างกายในจำนวนมาก จะส่งผลต่อระบบไต  ระบบขับถ่ายปัสสาวะ เป็นต้น และแม้จะใช้ความร้อนในการปรุงสุกอาหาร  ก็ไม่สามารถล้างสารพิษจากฟอร์มาลินได้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;นอกจาก “ฟอร์มาลิน” ต้นเหตุสำคัญของการดองไก่ก็ว่าได้ ผู้ประกอบการยังผสมดินประสิวเพื่อทำให้ไก่มีสีสด โดยดินประสิวหรือ&lt;strong&gt;โพแทสเซียมไนเตรต&lt;/strong&gt;  ที่ทางภาคเหนือนั้นจะขาว นำมาเป็นส่วนผสมของดอกไม้เพลิง ใช้ทำดินปืน  ทำดอกไม้เพลิง หรือใช้ใส่อาหารหมักดอง เช่น กปลาร้า ปลาเจ่า แหนม เรื่องนี้  &lt;strong&gt;เภสัชกร วรวิทย์ บอกว่า &lt;/strong&gt;กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  อนุญาตให้ผสมในอาหารได้ในปริมาณที่กำหนด คือ ใช้ไนเตรทได้ไม่เกิน 500  มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม และไนไตรท์ไม่เกิน 125 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1  กิโลกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารบูดเน่า ช่วยระงับการเจริญเติบโตของเชื้อ&lt;a href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1_%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A1&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1" title="คลอสตริเดียม โบทูไลนัม (หน้านี้ไม่มี)"&gt;คลอสตริเดียม โบทูไลนัม&lt;/a&gt; หรือเพื่อรักษาสีของเนื้อสัตว์ให้ดูใหม่สดนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;ขณะที่ฟอร์มาลินนั้นห้ามผสมในอาหารอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้  หากผสมดินประสิวในปริมาณที่ สธ.กำหนด ร่างกายสามารถขับถ่ายออกมาได้เอง  แต่หากได้รับในปริมาณมากก็จะส่งผลต่อร่างกายเช่นกัน  โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบาก แน่นหน้าอก  มีผลต่อเม็ดเลือดแดงในร่างกาย &lt;strong&gt;ดัง นั้น การเลือกซื้อไก่รับประทาน ควรเลือกดูลักษณะความสดของไก่ เนื้อแน่น  ไม่มีกลิ่นเหม็น และเลือกซื้อในสถานที่สะอาด และปลอดภัย อย่างเช่น  ในตลาดสดน่าซื้อ ตามที่ สธ.จัดทำประกาศรับรองไว้ก็ได้ &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;เภสัชกร วรวิทย์ บอกอีกว่า สำหรับมาตรการป้องกันนั้น  อยากให้เกิดขึ้นในระยะยาว  หลายเรื่องหากรอให้ภาคราชการดูแลอย่างเดียวคงจะลำบาก  ดังนั้นชุมชน-ผู้บริโภคเองต้องมีความเข้มแข็ง ช่วยกันเป็นหูเป็นตา  สอดส่องดูแล หากพบสิ่งผิดปกติก็ควรแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ อาทิ  สายด่วน อย.1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เป็นต้น  เพราะหากชุมชนเข้มแข็งก็จะถือเป็นเกราะป้องกันในพื้นที่ได้ดีอีกชั้นหนึ่ง  ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน  ทั้งกระบวนการการให้ความรู้ต่อประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น  ภาคงานวิจัย ก็ต้องมีการศึกษา สำรวจ  และจัดทำชุดความรู้ให้แก่ประชาชนสามารถนำไปใช้ได้เอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;strong&gt;“หลายเรื่องที่เป็นประเด็นขึ้นมา  เป็นเรื่องที่ประชาชนเป็นฝ่ายเรียกร้องให้หันมาดูแล ซึ่งถือเป็นเรื่องดี  ที่ชุมชนมีความเข้มแข็ง เพราะชุมชนจะดูแลครอบคลุมในพื้นที่ที่ขนาดพอเหมาะ  ก็ถือเป็นอีกทางหนึ่งในหลักประกันระยะยาว  ผู้บริโภคเองก็ต้องเข้าใจสิทธิคุ้มครองตนเอง  หากคนในพื้นที่พบเห็นอะไรผิดปกติ ก็ควรแจ้งมาที่หน่วยงานที่รับผิดชอบ  ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการผลักภาระแก่ผู้บริโภค  แต่นับเป็นมาตรการระยะยาวได้ ยกตัวอย่างผมดูงานวิจัย  ที่ผ่านมาก็พยายามทำงานวิจัยชุดความรู้ อย่างกรณีดินประสิว ที่ผสมในปลาส้ม  จากที่กำหนดไว้ไม่เกิน 125 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม  ผมลงสำรวจในพื้นที่ภาคอีสานก็พบเกือบ 20 เท่าก็มี  ซึ่งก็ต้องช่วยเหลือให้ความรู้แก่ชาวบ้าน แนะนำให้ใช้ปลาส้ม 10 กิโลกรัม  ผสมสารดินประสิวเพียง 10 กรัม ไม่ส่งผลต่อรสชาติที่เปลี่ยน  หรือสีก็ยังสวยน่ารับประทาน สารก็ตกค้างอยู่ไม่ถึง 4 มิลลิกรัมด้วยซ้ำ  เป็นต้น&lt;strong&gt;”&lt;/strong&gt; เภสัชกร วรวิทย์กล่าว&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;div style="color: black;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;strong&gt;ปัจจุบันนี้โลกวันนี้เปลี่ยนแปลง ไปมาก ผู้ค้า ผู้ขายต่างแก่งแย่งแข่งขันกันเพื่อเม็ดเงิน  หวังแต่ประโยชน์ส่วนตน ไร้การคำนึงถึงส่วนรวม กระทบถึงสุขภาพผู้บริโภค  ดังนั้น คงเป็นอย่างที่&lt;strong&gt;เภสัชกรวรวิทย์แนะนำไว้ว่า เราทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะไม่ใช่หน้าที่ใครจะดูแล ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง&lt;/strong&gt; &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-4076100431226887469?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/mJdJB7N53AU" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/4076100431226887469/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/06/blog-post_19.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/4076100431226887469?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/4076100431226887469?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/mJdJB7N53AU/blog-post_19.html" title="เตือนภัย!เลือกเนื้อสัตว์ สารพัดกลยุทธ์ใส่สารพิษคงความสด" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://3.bp.blogspot.com/-0oPVUdmEIxs/Tf1a-ADtbXI/AAAAAAAAAOo/76_ybyqLY5Y/s72-c/kao_4.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/06/blog-post_19.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0UESHg5eyp7ImA9WhZUFEk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-3361370549742076640</id><published>2011-06-07T19:19:00.001+07:00</published><updated>2011-06-07T19:20:09.623+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-06-07T19:20:09.623+07:00</app:edited><title>การระบาดของเชื้ออีโคไลในเยอรมนี</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vffU5HdLdR1AbHW8mc8q3oyITjI/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vffU5HdLdR1AbHW8mc8q3oyITjI/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vffU5HdLdR1AbHW8mc8q3oyITjI/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vffU5HdLdR1AbHW8mc8q3oyITjI/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="display: block; float: left;"&gt;&lt;div class="Glay11normal"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-SHM_qYbP1ms/Te4XIWSFIDI/AAAAAAAAAOk/hi4Eq_pijYE/s1600/1307250135.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="213" src="http://4.bp.blogspot.com/-SHM_qYbP1ms/Te4XIWSFIDI/AAAAAAAAAOk/hi4Eq_pijYE/s320/1307250135.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span _mce_style="font-size: small;"&gt;สถานการณ์ การระบาดของเชื้อแบคทีเรียอีโคไล.ในเยอรมนี  ล่าสุดเริ่มมีสัญญานว่าการระบาดอยู่ในภาวะคงที่  และมีแนวโน้มสถานการณ์จะไม่รุนแรงไปมากกว่านี้&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span _mce_style="font-size: small;" style="font-size: small;"&gt;เจ้า หน้าที่สาธารณสุขยุโรป เปิดเผยว่าขณะนี้เริ่มมีสัญญานว่า  การแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียอีโคไลเริ่มคงที่ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า  ในช่วงไม่กี่วันมานี้  ผู้ป่วยที่รับเชื้ออีโคไลที่เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลทางเหนือของเยอรมนี ลดน้อยลง แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดยุติแล้ว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span _mce_style="font-size: small;" style="font-size: small;"&gt;สำหรับ ยอดผู้เสียชีวิตจากเชื้อแบคทีเรียอีโคไล ยังอยู่ที่ 18 คน ติดเชื้อ 1,836  คน นับตั้งแต่ที่มีการตรวจพบเชื้อดังกล่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 1  พฤษภาคมที่ผ่านมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span _mce_style="font-size: small;" style="font-size: small;"&gt;ขณะที่ ศูนย์ด้านโรคระบาดในเยอรมนี ยังคงเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงการรับประทานแตงกวา  มะเขือเทศ และผักกาดหอม  อย่างไรก็ตามศูนย์ห้องแล็ปตรวจสอบอีโคไลของอียูในกรุงโรม บอกว่า  การประกาศเตือนดังกล่าวไม่สมเหตุผล  เนื่องจากยังไม่มีการตรวจสอบทางวิทยาศาตร์ที่ชี้ชัดว่า  ผักดังกล่าวเป็นแหล่งต้นตอการแพร่ระบาด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span _mce_style="font-size: small;" style="font-size: small;"&gt;การแพร่ ระบาดของแบคทีเรียอีโคไล  ทำให้เกิดความหวั่นวิตกไปทั่วโลกและเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของเกษตรกร ยุโรปเลยทีเดียว ทั้งนี้รัสเซีย  ตลาดส่งออกผักรายใหญ่ของยุโรปได้ออกมาปฏิเสธคำร้องขอของยุโรปที่ให้ยกเลิกคำ สั่งห้ามนำเข้าผักสดยุโรป ขณะที่อังกฤษกำลังถกเครียดว่า  ควรห้ามนำเข้าผักที่ผลิตในเยอรมนีหรือไม่  ส่วนสหรัฐฯเริ่มให้มีการมีการตรวจสอบการขนส่งสินค้าจากเยอรมนีและสเปนแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;span _mce_style="font-size: small;" style="font-size: small;"&gt;รายงานระบุว่า ผู้ปลูกแตงกวาในแคว้นแซ็กโซนี่ของเยอรมนีต้องทำลายแตงกวาและมะเขือเทศไปกว่า 200 ล้านผลเพียงวันเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้ง นี้รัฐบาลเยอรมนีก็เร่งค้นหาแหล่งต้นตอการแพร่ระบาดอย่างเต็มที่  ล่าสุดกำลังตรวจสอบร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เมืองลูเบ็ค  ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เผยว่า  กำลังตรวจสอบว่าการแพร่ระบาดเริ่มขึ้นที่งานเทศกาลที่ฮัมบรูก์  เมื่อเดือนที่แล้วหรือไม่ ซึ่งในงานนั้นมีประชาชนและนักท่องเที่ยว 1.5  ล้านคน และร้านอาหารดังกล่าวในเมืองลูเบ็ค ก็เป็นร้านที่มาร่วมงานเทศกาลนี้  รายงานระบุว่า ลูกค้าหญิง 8  คนซึ่งเป็นนักท้องเที่ยวชาวเดนมาร์คล้มป่วยเมื่อรับประทานอาหารของร้าน  ขณะที่เจ้าหน้าที่สรรพากรหญิงเยอรมนีที่รับประทานอาหารของร้านเสียชีวิตจาก การติดเชื้ออีโคไล  อย่างไรก็ตามเจ้าของร้านงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็บอกว่า  พนักงานของร้านและคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ป่วยจากเชื้อดังกล่าว  อย่างไรก็ตามได้มีการสั่งตราวจสอบบริษัทที่ขนส่งวัตถุดิบให้กับร้านอาหาร เพื่อหาแหล่งต้นตอการแพร่ระบาดที่แท้จริงด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span _mce_style="font-size: small;" style="font-size: small;"&gt;รายงาน ล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก เผยว่า  ยอดผู้เสียชีวิตจากการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียอีโคไล.ในยุโรป มี 19 คน  และกว่า 2,000 คนในอย่างน้อย 12 ประเทศล้มป่วย ในจำนวนผู้เสียชีวิต 18  คนอยู่ในเยอรมนี และ 1 คนในสวีเดน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span _mce_style="font-size: small;" style="font-size: small;"&gt;ที่มา : www.krobkruakao.com &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-3361370549742076640?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/hj5YA9CUuMA" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/3361370549742076640/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/06/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/3361370549742076640?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/3361370549742076640?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/hj5YA9CUuMA/blog-post.html" title="การระบาดของเชื้ออีโคไลในเยอรมนี" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-SHM_qYbP1ms/Te4XIWSFIDI/AAAAAAAAAOk/hi4Eq_pijYE/s72-c/1307250135.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/06/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;Dk8BQHg8fyp7ImA9WhZWFUk.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-3516021952903781305</id><published>2011-05-16T18:20:00.000+07:00</published><updated>2011-05-16T18:20:51.677+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-05-16T18:20:51.677+07:00</app:edited><title>ทำไมต้องเลือกชนิดน้ำมันสำหรับทอด หรือ ผัด</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/A8GMOsmIdtQeHEYZDoqXnte3UOI/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/A8GMOsmIdtQeHEYZDoqXnte3UOI/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/A8GMOsmIdtQeHEYZDoqXnte3UOI/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/A8GMOsmIdtQeHEYZDoqXnte3UOI/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-XyfRssPVI68/TdEIZkvyo8I/AAAAAAAAAOg/13awl4N8t3g/s1600/01.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://4.bp.blogspot.com/-XyfRssPVI68/TdEIZkvyo8I/AAAAAAAAAOg/13awl4N8t3g/s1600/01.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span id="MainContent_lblTitle"&gt;&lt;span&gt;คุณสมบัติของน้ำมันนั้นขึ้นอยู่กับความอิ่มตัว และความยาวของโมเลกุล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น้ำมัน ที่มีความอิ่มตัวสูง จะมีคุณสมบัติคงสภาพและทนต่อความร้อนได้ดี  เมื่อโดนความร้อน หรือความร้อนสูงที่ใช้ในการทอด  โมเลกุลก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่ยอมให้ ไฮโดรเจน หรือออกซิเจน  เข้าไปจับตัวเพิ่ม (ขบวนการ OXIDATION ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น้ำมัน ที่ไม่อิ่มตัว เนื่องจากแขนของโมเลกุลยังมีช่องว่างอยู่ ไฮโดรเจน หรือ  ออกซิเจน จึงเข้าไปจับตัวได้ง่าย เกิดการ OXIDATION เกิดเป็นอนุมูลอิสระ  และทำให้น้ำมันเสียได้เร็ว &lt;br /&gt;
สาเหตุที่ทำให้น้ำมันเสียมีอยู่ 5 วิธี &lt;br /&gt;
1. แสงสว่าง &lt;br /&gt;
2. ความร้อน &lt;br /&gt;
3. ออกซิเจน &lt;br /&gt;
4.  ไฮโดรจิเนต (การเติมไฮโดรเจนเข้าไป  เพื่อเปลี่ยนจากไขมันไม่อิ่มตัวเป็นอิ่มตัว  ไขมันชนิดนี้อันตรายต่อสุขภาพมาก เรียกว่า TRANS FAT) &lt;br /&gt;
5. โฮโมจิไนซ์ การทำให้ไขมันแตกตัว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใน ขบวนการผลิตน้ำมันผ่านกรรมวิธี  โมเลกุลของน้ำมันได้ถูกรบกวนและเกิดเป็นอนุมูลอิสระไปแล้วในระดับหนึ่ง  และถ้านำมาใช้ซ้ำอีกขบวนการเกิด TRANS FAT จะเกิดขึ้นได้สูงมาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบัน คนไทยมีความรู้สึกที่ดีมากกับน้ำมันมะกอก (VIRGIN OLIVE OIL)  ให้ค่านิยมว่าเป็นน้ำมันสุขภาพ และนำมาใช้ปรุงอาหารทุกชนิดในครัว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึง แม้ว่าน้ำมันมะกอกจะมีกรดโอเลอิกที่มีประโยชน์มากต่อร่างกาย  แต่กลับมีปริมาณไขมันอิ่มตัวเพียง 14% ปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว 1 ตำแหน่ง 77%  และปริมาณไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง 9%  ด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้น้ำมันมะกอกไม่มีความคงทนต่อความร้อน  จึงควรใช้ประกอบอาหาร เช่น น้ำสลัด หรือ การผัดอาหารที่ใช้น้ำมันไม่มาก  และไม่ใช้ความร้อนสูง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นถ้าต้องการทอดอาหารหรือปรุงอาหารโดย ใช้ความร้อนสูง อย่างสบายใจจึงควรใช้น้ำมันที่ผลิตโดยวิธีบีบเย็น (COLD  PRESSED) และมีความอิ่มตัวสูงเท่านั้น เนื่องจากมีคุณสมบัติทนต่ออากาศ แสง  และความร้อนได้ดี ส่วนน้ำมันพืช COLD PRESSED ชนิดอื่นๆ  เมื่อเปิดใช้แล้วควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อป้องกันการเกิด OXIDATION  จากอากาศและแสง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-3516021952903781305?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/KrHyDTPXirI" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/3516021952903781305/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/05/blog-post_16.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/3516021952903781305?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/3516021952903781305?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/KrHyDTPXirI/blog-post_16.html" title="ทำไมต้องเลือกชนิดน้ำมันสำหรับทอด หรือ ผัด" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-XyfRssPVI68/TdEIZkvyo8I/AAAAAAAAAOg/13awl4N8t3g/s72-c/01.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/05/blog-post_16.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CUAMRnw5eip7ImA9WhZXF0o.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-2956770626257905337</id><published>2011-05-07T20:09:00.000+07:00</published><updated>2011-05-07T20:09:47.222+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-05-07T20:09:47.222+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="เว็บข้างบ้าน" /><title>น้ำมันมะพร้าวดีต่อผิวหนังอย่างไร?</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/jwnH-X783aeEK_sMdl264Z9lI_U/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/jwnH-X783aeEK_sMdl264Z9lI_U/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/jwnH-X783aeEK_sMdl264Z9lI_U/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/jwnH-X783aeEK_sMdl264Z9lI_U/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="ArticleDescription"&gt;                 &lt;span id="MainContent_lblTitle"&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-koE_ZwdkvRs/TcVEaVhVizI/AAAAAAAAAOc/9--8l9FHyrg/s1600/oil_girl.jpg" imageanchor="1" style="clear: right; float: right; margin-bottom: 1em; margin-left: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="259" src="http://4.bp.blogspot.com/-koE_ZwdkvRs/TcVEaVhVizI/AAAAAAAAAOc/9--8l9FHyrg/s320/oil_girl.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;1.  ฆ่าเชื้อโรคที่ทำอันตรายต่อผิวหนัง เพราะน้ำมันมะพร้าว มีกรดลอริก  ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดเดียวกันกับที่อยู่ใต้ผิวหนัง  คอยช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง สิว ฝ้า กระ หูด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  ต่อต้านการเติมออกซิเจน น้ำมันมะพร้าว มีสารต่อต้านการเติมออกซิเจน หรือ  แอนตีออกซิแดนต์ (antioxidant)  ซึ่งช่วยต่อต้านการเติมออกซิเจนสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ  ที่เป็นสาเหตุของการเหี่ยวย่นของผิวหนัง  จึงช่วยปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดดได้ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ซึมสู่ผิวหนังได้รวดเร็ว น้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลาง จึงซึมผ่านผิวหนังได้สะดวก และ รวดเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4.  กระตุ้นให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดลอกออก และเกิดเซลล์ใหม่  น้ำมันมะพร้าวเป็นสารธรรมชาติ ที่ช่วยให้เซลล์ที่ตายแล้ว  หลุดลอกออกจากผิวหนัง (natural exfoliant) ที่ดีที่สุด  หากผิวหนังไม่สามารถลอกเซลล์ที่ตายแล้วออกไป เซลล์ที่เกิดใหม่  จะเกิดบนเซลล์ที่ตายแล้ว ทำให้ผิวหนังหยาบกระด้าง และแตก  น้ำมันมะพร้าวจะช่วยให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออกไป และ  กระตุ้นให้เกิดเซลล์ใหม่ ทำให้ผิวดูอ่อนวัย ปราศจากรอยเหี่ยวย่น  และอาการชราภาพก่อนวัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. ผิวนุ่ม ชุ่ม เนียน:  น้ำมันมะพร้าวแทรกซึมเข้าไปใต้ผิวหนังอย่างรวดเร็ว  ทำหน้าที่เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้น (moisturizer) ให้แก่ผิวหนังอย่างดี  เพราะน้ำมันมะพร้าว เป็นสารตัวเดียวกันกับน้ำมันธรรมชาติ (sebum)  ที่มีอยู่ในต่อมขุมขนใต้ผิวหนัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ป้องกันและรักษา ฝ้า กระ จุด  หรือรอยบุ๋ม: น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริกซึ่งจะเปลี่ยนเป็นโมโนลอริน  ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของฝ้า กระ หรือจุด ต่างๆ  อีกทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผิวหนัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.  ป้องกันและรักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน:  น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อโรคผิวหนัง เช่น  โรคสะเก็ดเงิน&amp;nbsp; โรคผิวหนังอักเสบ และโรคผิวหนังติดเชื้ออื่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8.  ป้องกันและรักษาการเกิดอาการไหม้เกรียมเพราะถูกแสงแดด (Sunburn)  น้ำมันมะพร้าวช่วยป้องกันการอักเสบ หรือไหม้เกรียมของผิวหนัง  เนื่องจากถูกแสงแดด เป็นเวลานาน  เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นยากันแดดได้ดี  อีกทั้งยังไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนครีมกันแดดส่วนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9. ป้องกันริมฝีปากแตก: น้ำมันมะพร้าวทำหน้าที่เป็นยาทากันริมฝีปากแตก (Lip balm) ได้ดี เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ริมฝีปาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10.  รักษาพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย นำน้ำมันมะพร้าวมาถูบริเวณที่เป็นผื่นแดง  ไม่นานผื่นแดงนั้นก็จะหายไป พร้อมทั้งอาการคันหรือปวดแสบปวดร้อนจากพิษแมลง  ก็จะดีขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
11. ป้องกันและรักษาโรคมะเร็งผิวหนัง:  นอกจากจะทำให้ผิวหนังดูอ่อนวัยแล้ว  น้ำมันมะพร้าวซึ่งถูกดูดซึมเข้าไปในผิวหนังได้ง่าย เพราะมีโมเลกุลขนาดเล็ก  ยังช่วยสร้างความแข็งแรงให้แก่เซลล์ผิวหนัง ทั้งผิวด้านนอก และส่วนลึก  จึงช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระได้  อันส่งผลให้สามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span&gt;เรียบเรียงจาก "สวยได้ด้วยน้ำมันมะพร้าว" โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span&gt;ที่มา : http://www.tropicanaoil.com/Pages/Article/ArticleDetail.aspx?articleid=6 &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;             &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-2956770626257905337?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/frVxSZDv8vM" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/2956770626257905337/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/05/blog-post.html#comment-form" title="1 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/2956770626257905337?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/2956770626257905337?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/frVxSZDv8vM/blog-post.html" title="น้ำมันมะพร้าวดีต่อผิวหนังอย่างไร?" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-koE_ZwdkvRs/TcVEaVhVizI/AAAAAAAAAOc/9--8l9FHyrg/s72-c/oil_girl.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>1</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/05/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUQHRXo-eip7ImA9WhZXEUs.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-7589740512910237519</id><published>2011-04-30T19:42:00.000+07:00</published><updated>2011-04-30T19:42:14.452+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-04-30T19:42:14.452+07:00</app:edited><title>สาระประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lxgP9BFKp6G5b0a-cBfUQoi85xw/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lxgP9BFKp6G5b0a-cBfUQoi85xw/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lxgP9BFKp6G5b0a-cBfUQoi85xw/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lxgP9BFKp6G5b0a-cBfUQoi85xw/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-IHYwLwyr9sI/TbwDWKJz_6I/AAAAAAAAAOY/ll3DO0GMwws/s1600/%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://2.bp.blogspot.com/-IHYwLwyr9sI/TbwDWKJz_6I/AAAAAAAAAOY/ll3DO0GMwws/s320/%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="font-size: medium;"&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;1. น้ำมันมะพร้าวเป็นโทษกับร่างกายหรือไม่ ?&lt;/u&gt;&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วงการแพทย์และนักโภชนาการสมัยใหม่ค้นพบแล้วว่า  น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นโทษกับร่างกายเลย  อันที่จริงสิ่งที่ให้โทษกับร่างกายคือน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีหรือน้ำมันพืช ที่เราใช้ปรุงอาหารอยู่ในปัจจุบัน ดังที่เป็นข่าวในอเมริกาว่า  ผู้ดำเนินกิจการอาหารฟาสท์ฟู้ดถูกฟ้องฐานทำให้ผู้บริโภคเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะ ใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่มีกรดไขมันทรานส์มาปรุงอาหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางกลับกันน้ำมันมะพร้าวกลับช่วยป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง  ไม่ทำให้อ้วนเพราะเผาผลาญได้เร็วจึงไม่สะสม และไม่ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น  และความที่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวจึงช่วยควบคุมการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันใน ร่างกาย ช่วยลดอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณดี ไม่เหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นโทษแม้แต่กับเด็กเล็ก  เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดลอริค  ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้มากในน้ำนมแม่นั่นเอง  วิธีรับประทานน้ำมันมะพร้าวที่ดีที่สุดคือใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันพืชชนิด อื่นๆในการปรุงอาหาร หรือจะรับประทานเป็นอาหารเสริมก็ได้  ผู้ใหญ่รับประทานวันละ 3-4 ช้อนชา เด็กวันละ 1-2 ช้อนชา  โดยเฉลี่ยแบ่งรับประทานทีละน้อยจนครบจำนวนในแต่ละวัน  หรือจะผสมในเครื่องดื่มร้อนๆเช่นโกโก้ร้อนหรือน้ำผลไม้อุ่นๆก็ได้  น้ำมะเขือเทศอุ่นผสมน้ำมันมะพร้าวมีรสชาติอร่อยมาก.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;2. คุณภาพของน้ำมันมะพร้าวที่ดี  ดูได้จากอะไรบ้าง ?&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณภาพของน้ำมันมะพร้าว เบื้องต้นดูได้จากมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข   โรงงานที่ผลิต  และน้ำมันมะพร้าว ผ่านการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์   มีความใสไม่มีสี ปราศจากสารปนเปื้อน มีกลิ่นหอม  ได้รับการรับรองและเลขสารบบ อย. บนฉลากขวด&lt;br /&gt;
แต่ก็สามารถตรวจสอบคุณภาพได้ด้วยตนเองง่ายๆ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.  ความใส น้ำมันที่สะอาดจะมีความใส ลักษณะโปร่งแสง  แต่อาจเปรียบเทียบคุณภาพความใสที่แตกต่างกันในแต่ละยี่ห้อได้ไม่ชัดเจน  เนื่องจากไม่ได้อยู่ในขวดลักษณะเดียวกัน  สีของพลาสติกหรือแก้ว  อาจทำให้มีอิทธิพลกับสีได้บ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.  กลิ่น ความหอมของน้ำมันมะพร้าว  ต้องหอมอ่อนให้ความรู้สึกว่าเป็นน้ำมันสดใหม่  ไม่มีกลิ่นหืน หรือเปรี้ยว   ถึงแม้ว่าจะเปิดใช้แล้วกลิ่นต้องไม่เปลี่ยนแปลง   แต่ยังมีผู้ผลิตบางรายดัดแปลงกลิ่น โดยใช้น้ำหอมสังเคราะห์กลิ่นมะพร้าว  หรือ กลิ่นมะพร้าวน้ำหอมเข้าไป   วิธีนี้จะทำให้มีกลิ่นหอมมากในตอนเปิดขวดหรือเปิดใช้   หลังจากนั้นความหอมจะจางลง และเปลี่ยนเป็นเหม็นเปรี้ยว   และทำให้อายุของน้ำมันมะพร้าวอยู่ได้ไม่นาน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.3. ความเบา น้ำมันมะพร้าวคุณภาพดี  จะมีความเบา มีความหนืดน้อยมาก  เวลารับประทานจะผ่านลำคอได้ง่ายและเร็ว  มีความรู้สึกเหมือนละลายในปาก  ในขณะที่กลืนลงคอไม่มีกลิ่นรุนแรง ไม่เลี่ยน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.4.  ความซึมเข้าสู่ผิว น้ำมันมะพร้าวคุณภาพดี  จะมีโมเลกุลเล็ก ทำให้ซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ไม่ทิ้งคราบน้ำมันลอยอยู่บนผิว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;3. ใช้น้ำมันมะพร้าวทำอาหารแล้วมีกลิ่น / เทคนิคการรับประทานน้ำมันมะพร้าว&lt;/u&gt;&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวมีเหตุผล 2 ลักษณะ คือ &lt;br /&gt;
1.  ความเคยชินของการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่ใช้สารเคมีฟอกสี ฟอกกลิ่นออกจนหมดจึงไม่ได้กลิ่นเวลาทำอาหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  น้ำมันพืชบริสุทธิ์ทุกชนิดจะมีกลิ่นเฉพาะตัว  เนื่องจากไม่ได้ใช้สารเคมีใดเข้าไปดัดแปลง น้ำมันมะพร้าวก็เช่นกัน  จะมีกลิ่นเฉพาะของน้ำมันมะพร้าว หากผู้บริโภคไม่เคยชิน  อาจใส่ใบเตยหรือหอมซอยลงไปในน้ำมันก่อนทอด  จะทำให้กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวลดลงได้มาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เทคนิคการับประทานน้ำมันมะพร้าวในรูปแบบต่าง ๆ&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  ใส่ผสมในน้ำผลไม้ (สูตรของ  ดร.ณรงค์โฉมเฉลา ใส่ลงในน้ำส้มคั้นรับประทานทุกวัน) &lt;br /&gt;
2.  ใส่ในแกงจืด อาหารแกงต่างๆ &lt;br /&gt;
3.  ใช้เป็นน้ำสลัด &lt;br /&gt;
4.  ราดบนน้ำแข็งใส ไอศกรีม (สูตรนี้เด็กชอบรับประทาน) &lt;br /&gt;
5.  ใช้ทอดอาหาร อาหารจะไม่ชุ่มน้ำมัน และมีความกรอบได้นาน &lt;br /&gt;
6. ใส่ลงไปพร้อมการหุงข้าว จะทำให้ได้ข้าวนุ่ม หอม อร่อย  (สูตรพิเศษใส่กระเทียมเล็ก 5-6 กลีบ  และใบเตยโรยเกลือนิดหน่อยจะยิ่งทำให้อร่อยมากขึ้น)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;&lt;br /&gt;
4. เวลาน้ำมันมะพร้าวเป็นไข&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น้ำมันและไขมันมีความแตกต่างกันอย่างไร น้ำมัน  และไขมันมักจะถูกใช้แทนที่กันเสมอ  น้ำมันมีสถานะเป็นของเหลว  ส่วนไขมันมีสถานะเป็นของแข็ง น้ำมันทุกชนิด สามารถกลายเป็นไขได้  แต่ด้วยอุณหภูมิที่แตกต่างกัน  น้ำมันมะพร้าวเป็นไข (แข็งตัว  มีลักษณะเป็นครีมขาว)  ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25๐c  เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นน้ำมันอิ่มตัวสูง  จึงเปลี่ยนเป็นไขเร็วกว่าน้ำมันชนิดอื่น   ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีสภาพเป็นครีมขาว ณ ที่จุดวางขาย หากมีอุณหภูมิเย็น  (และจะเปลี่ยนกลับเป็นน้ำมันใสดังเดิมที่อุณหภูมิสูงกว่า 25?c)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไขของน้ำมันมะพร้าวไม่ใช่น้ำมันเสีย  แต่กลับเป็นสัญลักษณ์ของน้ำมันชนิดดี  ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อคุณซื้อมาจากชั้นวางขาย หรือวางไว้ในห้องแอร์  น้ำมันมะพร้าวอาจเป็นไขได้  คุณเพียงแต่ละลายไขนั้นด้วยการนำออกไปวางในห้องที่มีอุณหภูมิปกติ  หรือวางไว้ในบริเวณที่ใกล้แสงแดด (ไม่ควรตากแดด  เพราะหากลืมทิ้งไว้เป็นเวลานาน ความร้อนที่สะสมอาจมีผลกับภาชนะบรรจุ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงแม้น้ำมันมะพร้าวจะเป็นผลิตผลของพืชเมืองร้อน  แต่กลับเป็นที่นิยมของคนที่อยู่ในเขตหนาว  การเป็นไขของน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น  ภาชนะที่ใช้ให้เหมาะสมจึงใช้เป็นกระปุกปากกว้าง เพื่อใช้ตักแทนการเทริน   และขณะนี้การสั่งน้ำมันมะพร้าวออกไปขายยังประเทศเหล่านั้นไม่เพียงพอต่อความ ต้องการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;5. SHELF LIFE ของน้ำมันมะพร้าว &lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น้ำมันมะพร้าวที่ดีจะมี SHELF LIFE (อายุของผลิตภัณฑ์) นานมาก MCFAS  (กรดไขมันสายปานกลาง) จะมีคุณสมบัติเป็นสาร ANTIOXIDANTS  ทำให้ป้องกันการเสียได้นาน จากผลทดลองในห้อง LAB ของฟิลิปปินส์  น้ำมันมะพร้าวที่บรรจุในกระปุกและเปิดฝาทิ้งไว้ มี SHELF LIFE นานกว่า 5 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าน้ำมันมะพร้าวมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือ หืนแล้ว ไม่ควรรับประทาน  เพราะกลิ่นที่เปลี่ยนไปนี้เกิดจากมีความชื้นเข้าไปรวมตัวกับน้ำมันมะพร้าว  เกิดเป็นสารอนุมูลอิสระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นศัตรูที่สำคัญที่สุดของน้ำมันมะพร้าว คือความชื้น ขั้นตอนการ  DRY OIL คือการกำจัดความชื้นออกจากน้ำมันมะพร้าว  เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่ง  ดังนั้นเมื่อต้องการน้ำมันมะพร้าวที่ดี  การดมกลิ่นจึงสามารถใช้เป็นมาตรฐานการเลือกซื้อเบื้องต้นได้   และหลังจากเปิดใช้แล้วควรเก็บให้ห่างจากการเปียกน้ำ และความชื้น  จะทำให้มีอายุการใช้งานได้นาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt; 6. ทำไมรับประทานน้ำมันมะพร้าวแล้วท้องระบาย และทำไมรับประทานน้ำมันแต่ละยี่ห้อท้องระบายไม่เท่ากัน&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในลำไส้ใหญ่ของเราจะอุดมไปด้วย PROBIOTIC แบคทีเรียชนิดดีอยู่เป็นจำนวนมาก  ทำหน้าที่ควบคุมเชื้อยีสต์ และเชื้อรา (ซึ่งเป็นสาเหตุของลำไส้ใหญ่อักเสบ  เชื้อราในช่องคลอด) เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ซึ่งมีมากใน ผัก  ผลไม้ PROBIOTIC จะใช้เอนไซม์ช่วยย่อย สิ่งที่ได้หลังการย่อย  จะได้เป็นกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) และกรดไขมันสายปานกลาง (MCFAs)  ในสภาวะที่อุดมไปด้วยกรดไขมันนี้เป็นสภาวะที่เอื้อให้ PROBIOTIC  เพิ่มจำนวนขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การย่อยในลำไส้ใหญ่มีประสิทธิภาพสูง  จึงขับถ่ายเร็วขึ้น และขับของเสียออกมาอย่างสะดวกสบายท้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดไขมันสายปานกลาง (MCFAs) จึงมีผลต่อ PROBIOTIC  ทันทีที่น้ำมันเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่  ดังนั้นหลังจากรับประทานน้ำมันมะพร้าวไปได้ไม่นาน  จะรู้สึกเป็นการกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่าย  บวกกับคุณสมบัติความลื่นของไขมันจึงช่วยส่งเสริมให้การขับถ่าย ไหลลื่น  สะดวดรวดเร็ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขับถ่ายที่สะดวกนี้ไม่เหมือนการขับถ่ายที่เกิดจากการรับประทานอาหารผิด สำแดง ไม่มีโทษใดๆ กับร่างกายไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย  เนื่องจากเสียเกลือแร่ ไม่มีผลอันตรายใดๆ  เกิดขึ้นเหมือนเช่นรับประทานยาระบาย เพียงแต่ให้คอยสังเกตว่า  ลำไส้ของเรามีความไวต่อเรื่องนี้มากน้อยอย่างไร ปรับจำนวนการรับประทาน  และเวลาที่สะดวกในการขับถ่าย ก็จะเหมาะสมและสะดวกขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากคุณสมบัติของ MCFAs ที่ช่วยให้การขับถ่ายมีประสิทธิภาพดีแล้ว  และหากคุณใช้น้ำมันมะพร้าวพร้อมกันหลายยี่ห้อและให้ผล  จำนวนการรับประทานที่แตกต่างกัน เช่นบางยี่ห้อรับประทานเพียง 1 ช้อนโต๊ะ   บางยี่ห้อต้องรับประทานถึง 2 ช้อนโต๊ะ จึงจะมีผลในการขับถ่ายเหมือนกัน  ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่ามีความแตกต่างกันที่ความสะอาดในการผลิต   ยี่ห้อที่รับประทานถึง 2 ช้อนโต๊ะน่าจะมีความสะอาดในการผลิตมากกว่า  และควรกลับไปพิจารณาเปรียบเทียบในคุณสมบัติข้ออื่นๆ  (จากหัวข้อวิธีดูคุณภาพน้ำมันมะพร้าว ดูได้อย่างไร)  หรือสอบถามได้โดยตรงกับผู้ผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;7. ทำไมต้องเลือกชนิดน้ำมันสำหรับทอด หรือ ผัด &lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณสมบัติของน้ำมันนั้นขึ้นอยู่กับความอิ่มตัว และความยาวของโมเลกุล  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น้ำมันที่มีความอิ่มตัวสูง จะมีคุณสมบัติคงสภาพและทนต่อความร้อนได้ดี  เมื่อโดนความร้อน หรือความร้อนสูงที่ใช้ในการทอด  โมเลกุลก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่ยอมให้ ไฮโดรเจน หรือออกซิเจน  เข้าไปจับตัวเพิ่ม (ขบวนการ OXIDATION ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
น้ำมันที่ไม่อิ่มตัว เนื่องจากแขนของโมเลกุลยังมีช่องว่างอยู่ ไฮโดรเจน  หรือ ออกซิเจน จึงเข้าไปจับตัวได้ง่าย เกิดการ OXIDATION  เกิดเป็นอนุมูลอิสระ และทำให้น้ำมันเสียได้เร็ว &lt;br /&gt;
สาเหตุที่ทำให้น้ำมันเสียมีอยู่ 5 วิธี &lt;br /&gt;
1.  แสงสว่าง &lt;br /&gt;
2.  ความร้อน &lt;br /&gt;
3.  ออกซิเจน &lt;br /&gt;
4.  ไฮโดรจิเนต (การเติมไฮโดรเจนเข้าไป  เพื่อเปลี่ยนจากไขมันไม่อิ่มตัวเป็นอิ่มตัว   ไขมันชนิดนี้อันตรายต่อสุขภาพมาก เรียกว่า TRANS FAT) &lt;br /&gt;
5.  โฮโมจิไนซ์ การทำให้ไขมันแตกตัว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขบวนการผลิตน้ำมันผ่านกรรมวิธี   โมเลกุลของน้ำมันได้ถูกรบกวนและเกิดเป็นอนุมูลอิสระไปแล้วในระดับหนึ่ง   และถ้านำมาใช้ซ้ำอีกขบวนการเกิด TRANS FAT จะเกิดขึ้นได้สูงมาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันคนไทยมีความรู้สึกที่ดีมากกับน้ำมันมะกอก (VIRGIN OLIVE OIL)  ให้ค่านิยมว่าเป็นน้ำมันสุขภาพ และนำมาใช้ปรุงอาหารทุกชนิดในครัว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงแม้ว่าน้ำมันมะกอกจะมีกรดโอเลอิกที่มีประโยชน์มากต่อร่างกาย  แต่กลับมีปริมาณไขมันอิ่มตัวเพียง 14%  ปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว 1 ตำแหน่ง  77%  และปริมาณไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง 9%   ด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้น้ำมันมะกอกไม่มีความคงทนต่อความร้อน  จึงควรใช้ประกอบอาหาร เช่น น้ำสลัด หรือ การผัดอาหารที่ใช้น้ำมันไม่มาก  และไม่ใช้ความร้อนสูง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นถ้าต้องการทอดอาหารหรือปรุงอาหารโดยใช้ความร้อนสูง  อย่างสบายใจจึงควรใช้น้ำมันที่ผลิตโดยวิธีบีบเย็น (COLD PRESSED)  และมีความอิ่มตัวสูงเท่านั้น  เนื่องจากมีคุณสมบัติทนต่ออากาศ แสง  และความร้อนได้ดี ส่วนน้ำมันพืช COLD PRESSED ชนิดอื่นๆ  เมื่อเปิดใช้แล้วควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อป้องกันการเกิด OXIDATION  จากอากาศและแสง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : http://www.baanmaha.com/community/thread22292.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-7589740512910237519?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/2EKgmwM0KhE" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/7589740512910237519/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/04/blog-post_30.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/7589740512910237519?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/7589740512910237519?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/2EKgmwM0KhE/blog-post_30.html" title="สาระประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-IHYwLwyr9sI/TbwDWKJz_6I/AAAAAAAAAOY/ll3DO0GMwws/s72-c/%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/04/blog-post_30.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DE4NQHkzcCp7ImA9WhZQEkw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-9102126305770235727</id><published>2011-04-19T19:43:00.000+07:00</published><updated>2011-04-19T19:43:11.788+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-04-19T19:43:11.788+07:00</app:edited><title>โรคข้อเข่าเสื่อมและกระดูกพรุน</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/apM135MDgYYuEClXuB5r4Q1ioIg/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/apM135MDgYYuEClXuB5r4Q1ioIg/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/apM135MDgYYuEClXuB5r4Q1ioIg/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/apM135MDgYYuEClXuB5r4Q1ioIg/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;โรคข้อเข่าเสื่อมนี้เกิดจากการเสื่อมตามอายุขัยส่วนใหญ่ เกิดกับข้อใหญ่ๆ เช่น ข้อสะโพก ข้อเข่าและข้อกระดูกสันหลัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="h2"&gt;สาเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;ปัญหา ปวดเข่าพบได้มากในผู้สูงอายุหญิงมากกว่าชาย  เนื่องจากขนบธรรมเนียมไทยที่ต้องนั่งคุกเข่าพับเพียบ ขัดสมาธิ  ซึ่งเป็นท่าที่ทำให้ข้อเข่าถูกกดพับ และเอ็นกล้ามเนื้อถูกยึดมาก  การนั่งเช่นนั้นนานๆ ทำให้การหมุนเวียนของเลือดไปเลี้ยงเข่าไม่ได้ดี  และเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย  อีกทั้งต้องทำงานหนักไม่มีการพัก ประกอบกับน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น  ทำให้เข่าต้องแบกน้ำหนักส่วนเกินนั้น กล้ามเนื้อจึงหย่อนสมรรถภาพลง  จึงทำให้เป็นโรคเข่าเสื่อมได้ง่าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="h2"&gt;อาการเริ่มแรกที่เตือนให้รู้ว่าเข่ากำลังมีปัญหา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;&lt;strong&gt;เจ็บปวด&lt;/strong&gt; เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด อาจเป็นปวดแบบเมื่อยๆ พอทน ปวดแบบเป็นๆ หายๆ หรือในรายที่เข่าได้รับบาดเจ็บ จะปวดแบบเฉียบพลันและปวดรุนแรง&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;&lt;strong&gt;เข่าบวม&lt;/strong&gt;  เข่าที่บวมทันทีภายหลังจากได้รับบาดเจ็บ มักเกิดจากมีเลือดออกภายในข้อเข่า  บวมที่เกิดขึ้นช้าๆ มักเกิดจากมีความผิดปกติขององค์ประกอบภายในข้อเอง&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;&lt;strong&gt;เข่าอ่อนหรือเข่าสะดุดติด&lt;/strong&gt;  อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ แต่ที่พบบ่อยคือ  เกิดจากมีบางสิ่งบางอย่างภายในข้อ ทำให้งอ  หรือเหยียดเข่าในทันทีทันใดไม่ได้ เช่น เส้นเอ็นหรือกระดูกอ่อนที่ฉีกขาด  หรือเศษกระดูกที่หยุดอยู่ในข้อ&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;&lt;strong&gt;เข่าฝืดหรือยึดติด&lt;/strong&gt; อาจเป็นเฉพาะบางช่วงเวลาของวัน เช่น ตอนเช้าหลังตื่นนอน นั่งนานๆ แล้วลุกขึ้น หรือเกิดขึ้นภายหลังจากได้รับบาดเจ็บที่ข้อเข่า&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;เมื่อ ปรากฎอาการดังกล่าวแล้วแสดงว่า ท่านเริ่มมีปัญหาของข้อเข่า  ควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง และพิจารณาดูว่า มีอะไรเป็นสาเหตุดังกล่าว  จะเป็นต้องเริ่มต้นฝึกออกำลังกล้ามเนื้อของข้อเข่าให้แข็งแรงขึ้น  ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะให้หลักประกันได้ว่า ท่านจะสามารถยืนและเดินอยู่บนขา  และเข่าของตนเองได้ตลอดไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="h2"&gt;วิธีป้องกันและการปฏิบัติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
- ควบคุมไม่ให้อ้วนเกินไป โดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย&lt;br /&gt;
- บริหารกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อนั้นให้แข็งแรง (วิธีการบริหารดูในการออกกำลังกาย)&lt;br /&gt;
- ลดการใช้งานข้อนั้นในท่าที่ผิดจากธรรมชาติ เช่น การนั่งยองๆ การนั่งพับเพียบ คุกเข่าและการนั่งขัดสมาธินานเกินไป เป็นต้น&lt;br /&gt;
- ขณะที่มีอาการปวด ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อให้การรักษาภาวะอักเสบของข้อ แล้วเริ่มทำกายภาพบำบัดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="head1"&gt;โรคกระดูกพรุน (osteoporosis)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;เป็น โรคที่พบได้ในผู้สูงอายุทุกคน เป็นภาวะที่มีการกร่อนของเนื้อกระดูก  เนื่องจากมีความผิดปกติในการสร้างสารเนื้อกระดูก ทำให้กระดูกอ่อนตัวลง  สาเหตุที่สำคัญอันหนึ่ง คือ การทำงานของฮอร์โมนที่ลดลงในผู้สูงอายุ  พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย การเคลื่อนไหวลดลง ภาวะกระดูนทรุดยุบมีอาการ  การเคลื่อนไหวลดลง ปวดหลัง หลังค่อมทำให้ความสูงลดลง กระดูกหักง่าย  แม้มีอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="h2"&gt;การป้องกัน&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ออกกำลังกายเป็นกิจวัตร โดยเฉพาะกลางแจ้ง ตอนที่มีแดดอ่อนๆ เช่น เวลาเช้าหรือเย็น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เมื่อมีความเจ็บป่วยไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรรีบทำกายภาพบำบัด  หรือเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย  ให้เร็วที่สุดเท่าที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง วิตามินดีสูง เช่น ปลากระป๋อง ซึ่งสามารถรับประทาน, กระดูกปลาได้ นมพร่องไขมันเนย ผักผลไม้ เป็นต้น&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;งดการดื่มสุรา และสูบบุหรี่&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เช่น ยาลูกกลอน เพราะมักจะมีสารพวกสเตียรอยด์ผสมอยู่ทำให้กระดูกพรุนได้ &lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;&lt;span class="h2"&gt;อาการปวดเมื่อยในผู้สูงอายุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;อาการ ปวดมาจากข้อต่อ บางคนจะบ่นปวดหลัง ปวดน่อง ปวดส้นเท้า ปวดคอ  อาการปวดนี้เกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย  สาเหตุของการปวดเมื่อยที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะในการเคลื่อนไหวของร่างกายแบ่ง ได้เป็น 5 พวกใหญ่ๆ ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="h2"&gt;อาการปวดเมื่อยที่พบบ่อย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ปวดเมื่อยที่มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อ จะแสดงออกด้วยอาการปวดเมื่อย เมื่อยล้ามักจะบอกตำแหน่งที่ปวดไม่ค่อยชัดเจน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปวดเมื่อยที่มีสาเหตุจากเส้นเอ็น  อาการปวดจากเส้นเอ็นจะเป็นการปวดเฉพาะที่ปวดมากเวลาถูกกดและเมื่อมีอาการ เคลื่อนไหว พบบ่อยบริเวณไหล่ ส้นเท้า บริเวณมือและบริเวณเอ็นร้อยหวาย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปวดเมื่อยสาเหตุจากเส้นประสาท สาเหตุจากเส้นประสาทถูกกดถูกทับ  ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน และร้าวไปตามเส้นประสาทส่วนนั้น  มักจะมีอาการชาร่วมอยู่ด้วย พบบ่อยที่บริเวณหลังมีการถูกกดของเส้นประสาท  ทำให้มีอาการปวดร้าวจากหลังไปบริเวณน่องและปลายเท้าอีกตำแหน่งหนึ่งคือ บริเวณคอ เมื่อเส้นประสาทถูกทับจะมีอาการปวดร้าวจากคอไปบริเวณแขนและมือ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปวดเมื่อยจากเส้นเลือด  พบบ่อยจากเส้นเลือดขอดบริเวณขาทำให้มีอาการปวดถ่วงๆ  เส้นเลือดขอดจะโป่งออกมา ปวดมากเมื่อยืนนานๆ  เมื่อนั่งหรือนอนยกขาสูงขึ้นอาการปวดจะลดลงได้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ปวดจากข้อเป็นอาการที่ปวดจากข้อต่อ  พบว่าในบริเวณที่เป็นจะบวมกว่าข้อต่อด้านตรงข้ามที่ปกติ  อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีการขยับเขยื้อน  ถ้าเป็นข้อต่อซึ่งใช้ในการลงน้ำหนัก เมื่อเดินจะปวดมากขึ้น  และถ้างอข้อต่อมากอาการจะปวดมากขึ้นตามไปด้วย &lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;อาการ ปวดเมื่อย ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แสดงถึงความเสื่อมของข้อต่อกระดูก  ตลอดจนเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อต่อ  จะพบสาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดเมื่อย ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span class="h2"&gt;สาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดเมื่อย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;เริ่มมีการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณรอบๆ ข้อ เช่น ข้อไหล่ แล้วไม่ยอมใช้ไหล่ข้างนั้นๆ นานๆ เพราะกลัวเจ็บ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ยกของหนักเกินไป ในท่าที่ไม่ถูกต้อง ทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาด หรืออักเสบ ปวดหลัง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ท่านอน เช่น หนุนหมอนสูงเกินไป ที่นอนนิ่มเกินไป นอนตะแคงแล้วศีรษะห้อยลง หรือบิดทำให้ปวดต้นคอ ปวดบริเวณหลัง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การที่ปล่อยตัวให้อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ เช่น นั่ง ยืน เดิน ศีรษะ  งุ้มไปทางด้านหน้าหรือเงยจนมากเกินไป หรือเอนไปด้านใดด้านหนึ่งนานๆ  ทำให้รู้สึกปวดเมื่อย&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น ถูกกระแทก หรือหกล้ม อาจจะทำให้กระดูกหัก กล้ามเนื้อฉีกขาดหรือเกิดการอักเสบ ทำให้ปวดเมื่อยได้ &lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="h2"&gt;การป้องกันและการรักษา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;ol&gt;&lt;li&gt;อาการปวดหลัง เกิดจากการทรงตัวอยู่ในลักษณะท่าทางที่ไม่ถูกต้องนานๆ  ป้องกันได้โดยวิธีการออกกำลังกายโดยการบริหารร่างกาย  และปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง เช่น ยืนเอวไม่แอ่น หลังไม่ค่อม  ศีรษะตั้งตรงไว้เสมอ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;อาการปวดเข่า มักจะเป็นกับคนอ้วนที่มีน้ำหนักมาก และคนที่มีลักษณะขาโก่ง ป้องกันได้โดยการลดน้ำหนักตัวและบริเวณข้อเข่า&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;อาการปวดกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นที่อยู่รอบๆ ข้อ กล้ามเนื้อจะขนาดเล็กลง  และมีการเคลื่อนไหวน้อยลง หรือเส้นเอ็นขาดได้ง่าย  ป้องกันโดยทำให้ข้อมีการเคลื่อนไหว การยึด  และกล้ามเนื้อมีการยืดหยุ่นตัวดีจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง &lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="h2"&gt;การช่วยเหลือตนเองโดยทั่วๆ ไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
1. ให้พักผ่อน หรือหยุดทำงานทันทีเมื่อรู้สึกปวดอย่างเฉียบพลัน&lt;br /&gt;
2. ประคบความร้อนบริเวณที่ปวด&lt;br /&gt;
3. นวดบริเวณที่ปวดกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;
4. ใช้อุปกรณ์ช่วยลดอาการปวด เช่น บริเวณคอใช้ปลอกคอ&lt;br /&gt;
5. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;5.1 โดยการจัดทำท่าให้ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;5.2 ให้มีการเคลื่อนไหวของข้อและข้อต่อไว้เสมอ&lt;br /&gt;
&lt;img alt="" height="10" src="http://seedang.com/img/0.gif" width="50" /&gt;5.3 หมั่นออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อลีบ และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง&lt;br /&gt;
6. ถ้าปวดมากให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : http://atcloud.com/stories/46898&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-9102126305770235727?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/3mUJqdLilnc" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/9102126305770235727/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/04/blog-post_19.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/9102126305770235727?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/9102126305770235727?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/3mUJqdLilnc/blog-post_19.html" title="โรคข้อเข่าเสื่อมและกระดูกพรุน" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/04/blog-post_19.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkACRXsyeCp7ImA9WhZRE0Q.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-6620248623996342834</id><published>2011-04-10T07:19:00.002+07:00</published><updated>2011-04-10T07:19:24.590+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-04-10T07:19:24.590+07:00</app:edited><title>ออรัลเซ็กซ์ แบบสะอาดและปลอดภัย</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/PiY3rWk-FUMDEnlpKeWEaZRhvxo/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/PiY3rWk-FUMDEnlpKeWEaZRhvxo/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/PiY3rWk-FUMDEnlpKeWEaZRhvxo/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/PiY3rWk-FUMDEnlpKeWEaZRhvxo/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;ก็คงต้องยอมรับว่า เรื่องของเซ็กซ์ในยุคปัจจุบันนั้น  ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะต้องคอยปกปิดเหมือนสมัยก่อน  แต่เป็นเรื่องที่สามารถคุยกันได้อย่างค่อนข้างเปิดเผยทีเดียว  นอกจากนั้นเรื่องเซ็กซ์ยังมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบต่างๆ  อีกมากมาย  และออรัลเซ็กซ์หรือการทำรักด้วยปากนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งอาจจะถือได้  ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พบได้บ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน  แต่ก็เข้าใจว่าหญิงไทยส่วนมากนั้นไม่ว่ายังไงก็ยังมีความเขินอายในเรื่องที่  ดูเหมือนไม่ธรรมดาเรื่องนี้อยู่ดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ออรัลเซ็กซ์นั้น  ก็หมายความถึงการใช้ปากและลิ้นในการช่วยตอบสนองและปลดปล่อยความต้องการทาง  เพศของอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ทำและถูกทำกันได้ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายแหละ  หลายคนมองว่าการใช้ปากในการทำรักนั้นน่ารังเกียจและเป็นเรื่องที่สกปรก  แต่จริงๆ  แล้วบริเวณอวัยวะส่วนสงวนของเรานั้นไม่ได้สกปรกอะไรมากมายอย่างที่คิดหรอก  ค่ะ อย่ากังวลให้มากไปเลย (ดีไม่ดีปากบางคนยังจะสกปรกกว่าด้วยซ้ำ...)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;  &amp;nbsp;  &amp;nbsp;สำหรับการทำออรัลเซ็กซ์ให้กับทางฝ่ายชายนั้นก็ไม่ได้มีเทคนิควิธีการอะไร ที่พิสดารมากนัก แต่จะให้บอกละเอียดมากไปก็คงไม่เหมาะสม  เอาเป็นว่าลองนึกภาพตอนเราเป็นเด็ก  และได้ไอศกรีมแท่งมาสักแท่งหนึ่งก็แล้วกัน  ปฏิบัติการอย่างว่านั้นก็เหมือนวิธีการที่เราจัดการกับไอศกรีมแท่งนั้นนั่น เอง ก็เป็นการใช้ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม  และลิ้นในการช่วยปลดปล่อยอารมณ์ของเขา (อย่ากัดก็แล้วกัน!!!)  หวังว่าคงจะพอนึกภาพออก ส่วนรายละเอียดเรื่องลีลาท่าทางนั้น  ต่างคนต่างก็ชอบกันไปคนละแบบ ต้องคุยกันเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;  &amp;nbsp;สำหรับการเตรียมตัวในการทำออรัลเซ็กซ์นั้น  ก็เพียงแต่ดูแลรักษาความสะอาดในช่องปากของคุณให้ดี บ้วนปาก  แปรงฟันซะให้เรียบร้อย และก็คงต้องทำความสะอาดส่วนนั้นด้วยเช่นกัน อาบน้ำ  ชำระล้างความสกปรกออกเสียให้หมด  และอย่าลืมทำความสะอาดกันอีกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจกันแล้ว  ส่วนในประเด็นของการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ นั้น  ถ้าไม่มีใครมีโรคอะไรอยู่ในตัว  และปากกับอวัยวะส่วนสำคัญนั้นไม่มีบาดแผลอะไร  ก็คงไม่ต้องกังวลกับการติดเชื้อเท่าใดนัก แต่ถ้าไม่แน่ใจ  การใช้ถุงยางอนามัยก็จะช่วยป้องกันการติดโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;  &amp;nbsp; &amp;nbsp;ออรัลเซ็กซ์นั้น  ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องใช้ปากทำรักจนอีกฝ่ายหนึ่งไปถึงดวงดาวเสมอไป  อาจใช้ในช่วงแรกของการทำรักเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องกระตุ้นอารมณ์อีกฝ่าย  หนึ่งก่อนจะลงมือปฏืบัติการกันจริงก็ได้ จะดีหรือไม่อย่างไร  ก็คงต้องทดลองดูเอง แต่ควรที่จะต้องคุยตกลงกันให้ดีเสียก่อน  ให้สมัครใจกันทั้ง 2 ฝ่ายจึงจะดีที่สุด... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มาจาก&amp;nbsp; women.thaiza.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-6620248623996342834?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/KS3Pr58yjis" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/6620248623996342834/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/04/blog-post_10.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/6620248623996342834?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/6620248623996342834?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/KS3Pr58yjis/blog-post_10.html" title="ออรัลเซ็กซ์ แบบสะอาดและปลอดภัย" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/04/blog-post_10.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkEFSXc6fSp7ImA9WhZRE0Q.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-8412868343904940735</id><published>2011-04-10T07:16:00.000+07:00</published><updated>2011-04-10T07:16:58.915+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-04-10T07:16:58.915+07:00</app:edited><title>เซ็กส์...ถึงตาย !</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SQuMUELFIgXYJi05TbwvgFuFu9E/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SQuMUELFIgXYJi05TbwvgFuFu9E/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SQuMUELFIgXYJi05TbwvgFuFu9E/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SQuMUELFIgXYJi05TbwvgFuFu9E/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;Article : กฤตยกร แสงขาว นักจิตวิทยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;  &amp;nbsp;เห็นหัวข้อแล้วคงทำให้หลายๆ คนนึกหวาดเสียวไปตามๆ กัน  มันจะเป็นไปได้ขนาดนั้นเลยหรือ เซ็กส์อะไรกันทำให้คนตายได้  คุณผู้อ่านคงกำลังนึกถึง “การข่มขืนแล้วฆ่า” หรืออาจนึกไปถึง “เซ็กส์วิปริต  หรือกามวิปริต (Paraphilia)”  นึกภาพว่าตรงหน้ามีอุปกรณ์หลากชนิดประกอบการมีเพศสัมพันธ์  แล้วอุปกรณ์เหล่านี้เองที่ปลิดชีวิต บางคนอคิดว่าเพราะ “อกหัก”  จึงตัดสินใจจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า หรืออาจเป็นเพราะ “พิษรักแรงหึง”  ทำให้เผลอระบายความแค้นรุนแรงไปหน่อย  แต่วันนี้เซ็กส์ที่เราพูดถึงนั้นเป็นเซ็กส์แบบที่ไม่ได้ทำให้เราตายโดยตรง  แต่เป็นเซ็กส์ชนิดที่เมื่อเป็นแล้วคนที่เป็นกลับชอบด้วยซ้ำไป  โดยไม่รู้ตัวว่านั่นเป็นอาการป่วย กว่าจะรู้ตัวชีวิตก็แทบไม่เหลืออะไรแล้ว  แถมบางครั้งก็โดนคนในสังคมรังเกียจด้วยซ้ำไป น่าสนแล้วใช่ไหมครับ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;  &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  ถ้าใครอ่านพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์หลายฉบับ  ก็คงจะได้เห็นเซ็กส์ที่พาให้หนุ่มใหญ่นายหนึ่งต้องจบชีวิตลงอย่างไม่น่า เชื่อ แล้วคนที่ทำให้เขาต้องจบชีวิตลงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน  กลับเป็นภรรยาสุดที่รักของเขานั่นเอง  โดยหลังเกิดเหตุแล้วแม้ว่าภรรยาจะอยู่ในอาการโศกเศร้าเพียงใด  แต่ก็ไม่ลืมที่จะไปแจ้งความถึงการตายของสามี  โดยตัวเธอเองนั่งเฝ้าศพสามีไม่หนีหายไปไหน  นั่งร้องไห้รอให้ตำรวจนำตัวไปดำเนินคดี รายละเอียดของข่าวก็มีอยู่ว่า  หนุ่มใหญ่อายุ 52 ปีรายนี้อยู่กับภรรยาอายุ 42 ปี  โดยฝ่ายสามีนั้นเป็นคนชอบดื่มสุรา และมีอารมณ์ทางเพศสูงมาก  ทุกคืนจะต้องขอร่วมเพศ 5-6 ครั้ง และแต่ละครั้งก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 30  นาทีจึงจะสำเร็จความใคร่ ในวันเกิดเหตุสามีหนุ่มใหญ่นั้นอยู่ในอาการมึนเมา  และขอร่วมเพศกับภรรยาแต่ภรรยาไม่ยอม  ฝ่ายสามีไม่พอใจจึงใช้ความรุนแรงเพื่อจะมีเพศสัมพันธ์  ภรรยาเลยสู้และพลั้งมือบีบคอสามีเสียชีวิตในที่สุด  นั่นคือรายละเอียดเท่าที่ข่าวได้ให้ไว้ครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;  &amp;nbsp;เป็นไงบ้างครับความตายที่มากับเซ็กส์  นี่เป็นหนึ่งตัวอย่างของความไม่สมดุลทางเพศระหว่างคู่สามีภรรยาที่เกิดขึ้น จากความต้องการทางเพศที่ไม่เท่ากัน  จนนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิด  ดูตามรูปการณ์ของตัวสามีเองแล้ว ทางการแพทย์เรียกภาวะเช่นนี้ว่า  “Hypersexual”  หรือการที่มีความต้องการทางเพศที่มากมายเกินกว่าที่คนปกติต้องการ  เรียกกันง่ายๆ ว่า “หมกมุ่นทางเพศ” ก็ได้เหมือนกัน  ผมจะอธิบายตามเกณฑ์การวินิจฉัยที่มีผู้เสนอไว้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;Stein และคณะ ได้เสนอเกณฑ์การวินิจฉัย Hypersexual ไว้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;  &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีการคงอยู่ของการกระตุ้นทางเพศ การจินตนาการทางเพศ อย่างซ้ำๆ  และรุนแรง หรือมีพฤติกรรมทางเพศที่เจ้าตัวยืนกรานที่จะทำ อยู่ในช่วงตั้งแต่  6 เดือนขึ้นไป และไม่ได้จัดเข้ากับกลุ่มกามวิปริต (Paraphilia)  ในเนื้อข่าวไม่ได้บอกว่า ตัวสามีเองมีอารมณ์ทางเพศมากมายมาตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่ก็เป็นการกระทำซ้ำๆ สม่ำเสมอและจำนวนมาก (5-6 ครั้งต่อคืน)  แต่ถึงกระนั้นการกระทำแบบนี้ก็ยังไม่ได้จัดเป็นพวกกามวิปริต (เช่น ถ้ำมอง  ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก ฯลฯ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จินตนาการ การกระตุ้นทางเพศนั้น  ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมาก หรือทำให้การเข้าสังคม การทำงาน  หรือสิ่งสำคัญในชีวิตอื่นๆ เสียหาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;  &amp;nbsp;ข้อนี้ตามเนื้อข่าวไม่ได้บอกว่าฝ่ายสามีทุกข์ทรมานหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ  ความสัมพันธ์กับภรรยาก็คงไม่ค่อยจะดีซักเท่าไร  เพราะความต้องการทางเพศที่ไม่เท่ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;  อาการที่เกิดขึ้นไม่เข้ากับเกณฑ์ความผิดปกติใน Axis I (เช่น  ช่วงภาวะเพ้อคลั่ง (mania) อาการหลงผิด หรือหลงผิดคิดว่าคนอื่นมาชอบ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามเนื้อข่าวก็ไม่ได้กล่าวถึงอาการป่วยทางจิต จำพวกอาการหลงผิด หรืออะไรทั้งนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;  &amp;nbsp; &amp;nbsp;  อาการที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นผลโดยตรงทางร่างกายที้เกิดจากการติดสารเสพติด  (เช่น การใช้ยาผิดวิธี หรือการรักษา) หรือได้รับการรักษา เช่น  การกินยาที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศมากกว่าปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;  แต่กรณีนี้อาจเป็นไปได้ว่าอาการ Hypersexual  ที่เกิดขึ้นมาจากการดื่มสุราแล้วเกิดอารมณ์ทางเพศอย่างมาก  ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะไม่ถือว่านี่คือ Hypersexual ของจริง  แต่ในรายนี้น่าจะเป็นของจริง เพราะต้องมีเพศสัมพันธ์ทุกวัน  ซึ่งโดยปกติแล้วอาการ Hypersexual  ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเองจะมีความรุนแรงและคงทนยาวนานกว่าการเกิดจากยาหรือ สารเคมีอื่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;  สรุปแล้วเมื่อเทียบเนื้อหาจากข่าวกับเกณฑ์การวินิจฉัยที่ให้ไว้ข้างต้น  ก็คงพอจะบอกได้ว่าสามีหนุ่มใหญ่รายนี้น่าจะเข้าข่ายเป็น Hypersexual  แต่ก็ยังต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมในอีกหลายประเด็นเพื่อการวินิจฉัยที่ถูก ต้องแม่นยำมากขึ้น  ที่นี้ลองมาดูกันสิว่าเราจะสังเกตได้อย่างไรว่าเราหรือคนใกล้ชิดเข้าข่ายที่ จะเป็น Hypersexual หรือเปล่า ก็ได้มีการพยายามที่บรรยายถึงลักษณะ  หรือการกระทำที่เข้าข่ายไว้พอสังเขปดังนี้&lt;br /&gt;
Kafka ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับ Hypersexual ไว้ 6 ข้อดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;  &amp;nbsp; &amp;nbsp;1. Compulsive Masturbation (การช่วยตัวเองซ้ำ ๆ บ่อย ๆ)  โดยทั่วไปแล้วการช่วยตัวเองถือเป็นพื้นฐานของการระบายออกถึงความต้องการทาง เพศ ทั้งคนโสดและผู้ที่แต่งงานแล้ว ไม่มีข้อห้ามในการช่วยตัวเอง  แต่ผู้ที่ถือว่าเป็น Hypersexual นั้นมีการช่วยเหลือตัวเองมากเป็นพิเศษ  จนบางครั้งเรียกได้ว่าหมกมุ่นเกี่ยวกับการช่วยตัวเอง ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าบ่อยๆ  จนแทบจะเป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2. Protracted Promiscuity  (สำส่อนทางเพศ) อันนี้ตรงไปตรงมานะครับ  เป็นพฤติกรรมจำพวกเพศสัมพันธ์ข้ามคืน การซื้อบริการทางเพศ  การไปเสาะหาคู่นอนตามที่สาธารณะต่างๆ เช่น สวนสาธารณะ เป็นต้น  การมีคู่นอนหลายคนอาจเป็นแบบครั้งเดียวจบ  หรือคบกันเพื่อการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น  หรืออาจจะใช้บริการเพื่อนเที่ยวก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3. Pornography Dependence (การพึ่งพาสิ่งลามกต่างๆ) ในการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ เช่น รูปโป๊ หนังโป๊ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;  &amp;nbsp; &amp;nbsp;4. Telephone Sex Dependence (เซ็กส์โฟน)  ใช้โทรศัพท์ในการพูดคุยเรื่องเพศสัมพันธ์ โดยการคุยนี้จะทุ่มเททั้งเวลา  และค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์ไปเพื่อการเซ็กส์โฟนอย่างเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;5.  Cyber Sex  กลุ่มนี้จะให้ความสนใจและพยายามมีส่วนร่วมเป็นอย่างมากในการพูดคุยผ่าน อินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับเรื่องเพศ (Chat room)  หรือการอ่านคำตอบข้อความในกระทู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ  หรืออาจตั้งกระทู้เอง ตั้งใจใส่ใจตอบ reply ในกระทู้ต่างๆ  ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เพื่อการดึงดูดและกระตุ้นอารมณ์ทางเพศทั้งสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;  &amp;nbsp; &amp;nbsp;6. ความไม่สอดคล้องกันของความปรารถนาทางเพศอย่างรุนแรง  ในผู้ที่มีปัญหาจาก Hypersexual  ข้อหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาระหว่างคู่สามีภรรยาคือ  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความต้องการทางเพศมากกว่าอีกฝ่าย  และมักจะลงเอยด้วยการเลิกรากันไป  ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบความสัมพันธ์ของชีวิตคู่เป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;  คนที่เกิด Hypersexual  ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้ตัวและไม่รู้สึกว่านี่คือปัญหาครับ  เกิดอารมณ์ก็แค่หาทางระบายออกเท่านั้นเอง  ดังนั้นโอกาสที่จะมารับการวินิจฉัยรักษาก็เลยเป็นเรื่องที่ห่างไกล  ที่จริงแล้วคนใกล้ชิดสามารถสังเกตได้ง่ายๆ ว่าเขาหรือเธอเป็น Hypersexual  หรือไม่ นอกเหนือจากเกณฑ์การวินิจฉัยข้างต้น  แล้วควรจะสังเกตด้วยว่าเขาหรือเธอมีความเปลี่ยนแปลงไปในเรื่องความคิด  อารมณ์ พฤติกรรมทางเพศหรือไม่ เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่  ก่อนหน้านั้นเกิดเหตุการณ์สำคัญอะไรในชีวิตบ้าง เช่น  เกิดอุบัติเหตุซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดความผิดปกตินี้ได้  ลองนำไปสังเกตดูนะครับ แล้วอาจจะปรึกษากับจิตแพทย์ นักจิตวิทยา  หรือผู้ให้คำปรึกษาปัญหาทางเพศก็ได้  เพื่อปัญหาจะได้ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : http://www.endcenter.com/&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-8412868343904940735?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/WoRgs6CN4J0" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/8412868343904940735/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/04/blog-post.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/8412868343904940735?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/8412868343904940735?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/WoRgs6CN4J0/blog-post.html" title="เซ็กส์...ถึงตาย !" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/04/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DU8EQXc4cCp7ImA9WhZTE08.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-4024780892946602145</id><published>2011-03-17T09:09:00.001+07:00</published><updated>2011-03-17T09:10:00.938+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-03-17T09:10:00.938+07:00</app:edited><title>ผู้หญิงกับปฏิกิริยาตอบโต้ในเรื่องความต้องการทางเพศ</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UC41m4B7Q7fGRe3g3mD_8kSCcZ0/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UC41m4B7Q7fGRe3g3mD_8kSCcZ0/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UC41m4B7Q7fGRe3g3mD_8kSCcZ0/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UC41m4B7Q7fGRe3g3mD_8kSCcZ0/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt;รู้มั้ยว่า ผู้หญิงกับผู้ชายมีปฏิกิริยาตอบโต้ในเรื่องความต้องการทางเพศ และเพศสัมพันธ์แตกต่างกันหลายเรื่อง เช่น &lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  เมื่อดูหนังเรตเอ็กซ์ (Rate X)  ผู้ชายจะถูกกระตุ้นอารมณ์ทางเพศโดยตรงกับการเห็นภาพคนร่วมเพศหรือภาพโป๊ เปลือย ทำให้เกิดความต้องการและพร้อมที่จะมีเพศสัมพันธ์  ขณะที่ผู้หญิงจะไม่ชอบหนังลักษณะนั้นมากนัก  ที่กระตุ้นอารมณ์ทางเพศของผู้หญิงได้มักเป็นหนังรักใคร่อ่อนโยนนุ่มนวล  ภาพโป๊นิดๆ เปลือยหน่อยๆ ภาพสาวสวยแต่งตัวเซ็กซี่  ภาพหนุ่มหล่อที่ถูกใจในชุดเท่ๆ  จะทำให้ผู้หญิงวาบหวามมากกว่าหนุ่มสาวเปลือยกาย  ซึ่งบางทีผู้หญิงจะนึกรังเกียจเสียอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การสัมผัสอย่างอ่อนโยน &lt;br /&gt;
เมื่อ มีความต้องการทางเพศ ฝ่ายชายอยากจู่โจมตรงจุดสงวนหรือหน้าอกของฝ่ายหญิง  แต่ฝ่ายหญิงไม่ต้องการเช่นนั้น เธอต้องการให้เขาสัมผัสเบาๆ ตรงแก้ม ไหล่  คิ้ว คาง หรือส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่จุดสงวน ซึ่งให้ความรู้สึกดีๆ มากกว่า  เธอต้องการเซ็กส์ที่อ่อนโยนแสดงความรักทะนุถนอมแคร์ความรู้สึก  ไม่ต้องการแบบรุนแรงเช่นในวิดีโอเอ็กซ์ทั้งหลาย  ซึ่งอาจทำให้เธอหมดอารมณ์ไปเลย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. คำพูดที่อ่อนหวาน &lt;br /&gt;
งาน วิจัยทั้งหลายพบว่า วัยรุ่นหญิงไทยเสียตัวมากที่สุดในวันวาเลนไทน์  วันลอยกระทง และวันปีใหม่ นอกจากบรรยากาศโรแมนติกที่เป็นใจแล้ว คำพูดหวานๆ  ที่แสดงว่า ผมรักคุณแคร์คุณนั่นแหละ  โน้มน้าวความรู้สึกให้ฝ่ายหญิงยอมเสียตัวมามากต่อมากแล้ว  แม้จะผ่านวัยรุ่นหรือเพศสัมพันธ์มานานแล้ว  ผู้หญิงก็ยังต้องการการยืนยันจากฝ่ายชายเสมอว่า ผมรักคุณ คิดถึงคุณ แคร์คุณ  ตลอดเวลา อะไรทำนองนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. มีเพศสัมพันธ์เหมือนกับการเล่นละคร  ผู้หญิงไม่อยากให้การมีเพศสัมพันธ์เป็นแบบละครตอนจบ  คือพระเอกได้กับนางเอกแล้วปิดฉาก แต่ต้องการการปูเรื่อง (Foreplay)  โดยสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกก่อนมีเพศสัมพันธ์ เช่น เอสเอ็มเอสไปหา  โทรศัพท์ไปหา ซื้อของที่ชอบมาฝาก พูดคุยตลกสนุกสนาน ถามไถ่ปัญหาทุกข์สุข  บีบนวดให้คลายเมื่อย และแม้แต่จบการมีเพศสัมพันธ์แล้ว  เธอก็อยากอ้อยอิ่งได้สัมผัส หรือคำพูดประทับใจ ก่อนผละออกจากกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. ผู้หญิงต้องการให้ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์ที่ตั้งใจ &lt;br /&gt;
ขณะ ที่ฝ่ายชายสามารถดูทีวี ฟังเพลง โทรศัพท์ ดูรูปโป๊ ดูหนังเอ็กซ์ไปด้วย  มีเพศสัมพันธ์ไปด้วย ฝ่ายหญิงไม่ใช่เช่นนั้น  การทำอย่างอื่นขณะที่กระทำกิจสำคัญในความคิดของผู้หญิง ทำให้เธอหมดอารมณ์  ในช่วงนั้นผู้หญิงปรารถนาให้มีเธอคนเดียวที่ฝ่ายชายสนใจ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6.  ผู้หญิงต้องการให้ฝ่ายชายเอาใจใส่ดูแลความรู้สึก  การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องผ่อนคลายและสร้างความสุข  หากฝ่ายหญิงมีความเจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์  ฝ่ายชายต้องไม่คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเจ็บแบบนี้  ควรหาสาเหตุโดยรีบด่วน เช่น น้ำหล่อลื่นน้อย ท่วงท่าไม่เหมาะสม ฯลฯ  ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ ควรไปพบแพทย์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์  เป็นเรื่องตกลงระหว่างคนสองคน  กี่ครั้งก็ตามหากฝ่ายหญิงรับได้ก็ไม่เป็นปัญหา  แต่ต้องระวังว่าขณะที่ผู้ชายรู้สึกต้องการทางเพศทั้งวัน วันละหลายๆ ครั้ง  ความถี่ (ปริมาณ) ที่มากไปโดยปราศจากคุณภาพ  อาจเป็นเรื่องน่าเบื่อน่ารำคาญและน่ากลัวสำหรับผู้หญิงบางคน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่อง ความถี่ที่ไม่สมดุลนี้ หมอเคยเจอคุณผู้หญิงอายุ 20 มาตรวจ  เพราะเจ็บปวดภายใน เธอแต่งงานโดยการขอดูตัวกับพ่อม่ายอายุ 40 ปี 2-3 วันแรก  ฝ่ายชายมีเพศสัมพันธ์กว่า 10 ครั้ง ฝ่ายหญิงจึงหนีมาหาพ่อแม่  และขอเลิกโดยคืนสินสอดทองหมั้นให้หมด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8. เรื่องการถึงจุดสุดยอด&lt;br /&gt;
ฝ่าย ชายนั้นสังเกตได้ไม่ยาก เพราะมีการหลั่งน้ำอสุจิ  แต่ฝ่ายหญิงนั้นสังเกตได้ยากกว่า การมีเพศสัมพันธ์ที่จะทำให้ฝ่ายหญิงติดใจ  ฝ่ายชายต้องดูแลฝ่ายหญิง ให้ถึงจุดสุดยอดก่อนหรือพร้อมกัน  การรีบร้อนเริ่มและจบ โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายไปถึงฝั่งฝันไหม  นอกจากเป็นเพศสัมพันธ์ที่รังแต่จะทำให้ฝ่ายหญิงรังเกียจ  แกล้งให้ไปตามหน้าที่เท่านั้น  ยังจะสร้างความตึงเครียดทั้งทางใจและกายให้ฝ่ายหญิงอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : http://www.endcenter.com/&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-4024780892946602145?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/kDl3gICsStM" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/4024780892946602145/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/03/blog-post_6841.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/4024780892946602145?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/4024780892946602145?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/kDl3gICsStM/blog-post_6841.html" title="ผู้หญิงกับปฏิกิริยาตอบโต้ในเรื่องความต้องการทางเพศ" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/03/blog-post_6841.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUIBRH07eSp7ImA9WhZTE08.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-9005183590442076055</id><published>2011-03-17T09:05:00.002+07:00</published><updated>2011-03-17T09:05:55.301+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-03-17T09:05:55.301+07:00</app:edited><title>มีเซ็กซ์ให้มากขึ้น...แล้วคุณจะเป็นคนดีขึ้น</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0l2LZWaWupuKdL2qmbKBqROO7nk/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0l2LZWaWupuKdL2qmbKBqROO7nk/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0l2LZWaWupuKdL2qmbKBqROO7nk/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0l2LZWaWupuKdL2qmbKBqROO7nk/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;สารเคมีในสมองที่ชื่อ “ออกซิโทซิน (Oxytocin)” ได้รับขนานนามว่า  “ฮอร์โมนรัก” เพราะมันถูกหลั่งออกมาในระหว่างการมีเซ็กซ์ การจูบ  และการกอดก่ายกัน งานวิจัยใหม่ๆ  แสดงว่ามันไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความผูกพันและสนิทเสน่หา  แต่ยังอาจทำให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้นได้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ออกซิโทซินสามารถ สร้างความรู้สึกอ่อนไหวที่คุณมีต่อคนอื่นให้มากขึ้น” ดร. เฮเลน ฟิชเชอร์  นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยรัทเกอร์  ซึ่งศึกษาเรื่องเซ็กซ์กับสมองบอกเช่นนั้น ในการศึกษาชิ้นหนึ่ง  ผู้เข้าร่วมที่ได้รับการฉีดอกซิโทซินให้เงินแก่คนแปลกหน้ามากกว่าคนที่ไม่  ได้รับออกซิโทซิน (ตอนนี้นักวิจัยกำลังอยากรู้ว่า  ออกซิโทซินสามารถใช้เพื่อรักษาอาการผิดปกติทางจิตที่ร้ายแรงบางชนิดได้หรือ  เปล่า) แผนการปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นโดยมีเซ็กซ์ให้มากขึ้นแบบนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา : Mthai&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-9005183590442076055?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/7RmBmk6MhHw" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/9005183590442076055/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/03/blog-post_17.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/9005183590442076055?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/9005183590442076055?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/7RmBmk6MhHw/blog-post_17.html" title="มีเซ็กซ์ให้มากขึ้น...แล้วคุณจะเป็นคนดีขึ้น" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/03/blog-post_17.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUMASX04fCp7ImA9WhZTE08.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-503987366044545729.post-1575554558841734024</id><published>2011-03-17T09:04:00.000+07:00</published><updated>2011-03-17T09:04:08.334+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-03-17T09:04:08.334+07:00</app:edited><title>10 เรื่องร้าย… ของการมีเซ็กส์ก่อนวัยอันควร</title><content type="html">
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/NAwqsNIwypgGMnc5hwRlxcduS-U/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/NAwqsNIwypgGMnc5hwRlxcduS-U/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/NAwqsNIwypgGMnc5hwRlxcduS-U/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/NAwqsNIwypgGMnc5hwRlxcduS-U/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;เซ็กส์สนุกหฤหรรษ์แต่ก็ทุกข์เสมอเมื่อเวลาผ่านเลย  โดยเฉพาะวัยที่ยังไม่เหมาะไม่ควร ผลดีของการมีเซ็กส์ก็มากหลาย  นิตยสารบางเล่มเคยแยกแยะออกมาได้เกือบครึ่งร้อยประเด็น  ซึ่งถ้ามองกลับกันก็ใช่จะดีตามนั้นเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พบกับเรื่องร้ายๆ 10  ข้อที่เกิดจากเซ็กส์ก่อนวัยอันควร  เพื่อเป็นแนวทางคิดก่อนที่จะเผลอทำอะไรลงไปด้วยตัณหาราคะ โดยเฉพาะหญิงสาว  แม้โลกจะยอมรับให้สิทธิเท่าเทียมชาย แต่ท่านมักจะเสียเปรียบเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1.  ท้อง และแท้ง ยิ่งในวัยเรียนการได้รับปริญญาใจก่อนกำหนด 4 ปีการศึกษานั้น  มันทำลายชีวิตมากพอตัวเชียวนะ  มีน้อยคนที่จะทนอุ้มท้องไปนั่งร่วมชั้นเรียนกับเพื่อน  และเชื่อเลยว่าคงไม่มีสถานศึกษาใดสนับสนุนด้วย  เมื่อชีวิตของการเป็นแม่เริ่มต้นขึ้น ความพร้อมสำหรับทารกน้อยๆ  ย่อมคลุกคลัก ปัญหาปากท้องและสังคมก็จะตามมาทีหลัง ส่วนใครที่ไม่เกรงต่อบาป  ยืนยันว่าฉันจะทำแท้งนั่นก็เท่ากับว่าทำร้ายตัวเองไปเสียแล้ว  แต่ถ้ามั่นใจว่า “ฉันไม่ท้องหรอกย่ะ ป้องกันดี”  จากการวิจัยระบุว่าแม้จะมีการใช้ถุงยางอนามัย ก็ยังมีโอกาสพลาดได้สูงถึง  21% เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อม  หรือใช้ไม่ถูกต้องและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง 5%&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.  ซึมเศร้า เพราะวัยรุ่นยังไม่ใช่วัยที่จะตั้งรากปักฐานกับใครผู้ใด  ยังเป็นวัยแห่งการแสวง เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนคู่นอนจึงเกิดเสมอๆ  การซึมเศร้าที่เกิดจากขาดความรักที่ยั่งยืนอาจเกาะกินหัวใจคนเราได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.  ติดโรค อันนี้น่ากลัวนะครับอย่างที่บอกในข้อ 2  ว่าวัยรุ่นเป็นเพียงวัยแสวงหา  น้อยคนนักที่จะพบรักแท้ยืนยาวเหมือนชีวิตคู่ผู้ใหญ่ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ  ย่อมเกิดโรคตามมาแม้จะป้องกันก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. อาจทำให้เรียนซ้ำชั้นได้ เพราะมุ่งมั่นทำแต่คะแนนรักไม่สนใจการเรียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.  เป็นขี้ปากชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกขี้อิจฉา โดนนินทาว่าเสียตัวแล้วบ้าง  เปลี่ยนแฟนอีกแล้ว โดนแฟนทิ้งอีกแล้วบ้าง  สำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นที่รังเกียจของสาวดีๆ โดยข้อหานักล่าผู้หญิง  หรือนักล่าพรหมจรรย์ ฟังดูน่ากลัวนะครับ แต่เชื่อเลยว่าใครที่อ่านถึงข้อนี้  หัวเราะชัวร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. เกิดการหมิ่นเกียรติกันและกันระหว่างชายหญิง  ต่างฝ่ายมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวสนองความใคร่ ไม่มีรักแท้จีรัง  ก่อนที่จะรู้จักกันอย่างแน่นแฟ้นเราอาจจะมองเขาในแง่อื่นไปเสียแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7.  ถูกหลอกซ้ำซาก เพราะเคยปล่อยตัวและใจให้คนก่อนและความต้องการรักแท้  เพราะฉะนั้นคำว่ารักก็อาจจะกลายเป็นแค่ตะขอเบ็ดเกี่ยวเยื่อเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8. ใคร่มากกว่ารัก วัยรุ่นอาจจะต้องการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ารัก และเข้าใจคำว่ารักผิดไป สุดท้ายส่งผลให้ไม่เข้าใจกันในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9.  ผิดหวังในรัก เมื่อคนดีที่เหมาะกับเราเข้ามาในชีวิต  เมื่อเขารู้เรื่องราวในอดีตก็อาจจะหลีกหายไปได้  หรือเราเองอาจจะรู้สึกผิดกับอดีตไม่กล้าสู้หน้าเขาหรือเธอคนนั้น  จนกลายเป็นคำว่า เธอดีเกินไป หรือเธอไม่คู่ควรกับฉัน เพราะเธอมันช่ำชอง  ไม่น่าไว้วางใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10. สร้างความร้าวฉานในชีวิตคู่  เรื่องราวในอดีตไม่สามารถลบมันได้ แม้เราจะพยายามลืมไปเท่าไหร่ก็ตาม  เมื่อคู่ชีวิตล่วงรู้อดีตกาลของเราย่อมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ  ชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร แก้วเริ่มร้าวไม่นานก็แตก  และไม่อาจประกอบได้ดั่งเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หวังว่าโทษ 10  ข้อของการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร  พอจะช่วยแตกหน่อทางความคิดให้ยับยั้งชั่งใจได้บ้าง  เพราะความสุขชั่วครู่เพียงไม่กี่นาทีอาจทำลายความสุขชั่วชีวิตลงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอขอบคุณข้อมูลจาก อสมท.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/503987366044545729-1575554558841734024?l=freedayfreetime.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/freedayfreetime/~4/TGt1ZSNoCaA" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/feeds/1575554558841734024/comments/default" title="ส่งความคิดเห็น" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/03/10.html#comment-form" title="0 ความคิดเห็น" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/1575554558841734024?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/503987366044545729/posts/default/1575554558841734024?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/freedayfreetime/~3/TGt1ZSNoCaA/10.html" title="10 เรื่องร้าย… ของการมีเซ็กส์ก่อนวัยอันควร" /><author><name>Nutkung</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17937371990252790167</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="24" height="32" src="http://3.bp.blogspot.com/_mUZXhPX7tFc/SMcF5GrdUqI/AAAAAAAAAAg/2LnIk0-qDUU/S220/DSCF2008.jpg" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://freedayfreetime.blogspot.com/2011/03/10.html</feedburner:origLink></entry></feed>

