<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" standalone="no"?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><rss xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" version="2.0"><channel><title>สุขภาพ การดูแลผิว ป้องกันโรค แพทย์ ยา สมุนไพร</title><description>สุขภาพ การดูแลผิว ป้องกันโรค แพทย์ ยา สมุนไพร แนะนำ ของดีน่าซื้อ ใช้ดี ราคาถูก คุ้มค่า บอกต่อ</description><managingEditor>noreply@blogger.com (น่ารู้)</managingEditor><pubDate>Fri, 30 Aug 2024 08:42:41 +0700</pubDate><generator>Blogger http://www.blogger.com</generator><openSearch:totalResults xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">14</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/">25</openSearch:itemsPerPage><link>http://health109.blogspot.com/</link><language>en-us</language><itunes:explicit>no</itunes:explicit><itunes:subtitle>สุขภาพ การดูแลผิว ป้องกันโรค แพทย์ ยา สมุนไพร แนะนำ ของดีน่าซื้อ ใช้ดี ราคาถูก คุ้มค่า บอกต่อ</itunes:subtitle><itunes:owner><itunes:email>noreply@blogger.com</itunes:email></itunes:owner><item><title>ประโยชน์ของ ยาสีฟัน</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/10/blog-post_30.html</link><category>เคล็ดลับ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Sat, 30 Oct 2010 15:31:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-2369782021158475081</guid><description>&amp;nbsp; อันว่ายาสีฟันนี้&amp;nbsp; นอก จากจะทำให้ฟันสะอาดสดใสแล้ว ยาสีฟันยังใช้งานได้อย่างวิเศษกับของอย่างอื่นที่ไม่ใช่ฟันด้วยนะครับ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;และนี่คือการใช้ยาสีฟันแบบสีขาว (เว้นแต่บอกไว้อย่างอื่น) กับงานต่าง ๆ รอบบ้านและรอบตัวคุณ&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;b&gt;&amp;nbsp; 1. บรรเทาอาการระคายเคืองจากแมลงกัดต่อยหรือแผลพุพอง &lt;/b&gt;ทายา สีฟันลงไปบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อยโดยตรง  มันจะบรรเทาอาการคันและลดความบวมลงได้  ส่วนแผลพุพองยาสีฟันจะทำให้แผลแห้งและหายเร็วขึ้น  โดยควรทาทิ้งไว้ข้ามคืนเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. บรรเทาแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก &lt;/b&gt;สำหรับแผลเล็กน้อยที่ไม่มีรอยเปิด ยาสีฟันจะให้ความเย็นที่ช่วยบรรเทาอาการได้ โดยต้องทาลงไปทันทีหลังเกิดรอยแผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;b&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. กำจัดสิว &lt;/b&gt;อยากให้สิวหายเร็วขึ้นงั้นหรือ? ลองทายาสีฟันลงบนสิวแล้วทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วล้างออกในตอนเช้าสิ สิวจะยุบลงและหายเร็วขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;b&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4. ทำความสะอาดเล็บ&lt;/b&gt;  ทั้งเล็บและฟันมีส่วนประกอบของกระดูกเหมือนกัน ยาสีฟัน  จึงดีกับเล็บเช่นกันเพราะฉะนั้นอย่าลืมใช้แปรงและยาสีฟันขัดเล็บเป็นประจำ  เพื่อช่วยให้เล็บสะอาดเป็นเงางาม และแข็งแรงขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 5. ทำให้ผมอยู่ทรง &lt;/b&gt;ยา สีฟันแบบเจลมีส่วนผสมของโพลีเมอร์ที่ละลายน้ำ  ซึ่งเป็นส่วนผสมแบบเดียวกับที่เจลแต่งผมส่วนใหญ่ใช้ ฉะนั้น  ถ้าคุณมองหาอะไรที่จะสร้างสรรค์ผมซึ่งต้องการความอยู่ตัวแบบสุด ๆ  แต่เจลแต่งผมเกิดขาดมือ ลองใช้ยาสีฟันแบบเจลแทนก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;b&gt; 6. กำจัดกลิ่นเหม็น &lt;/b&gt;ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นกระเทียม หัวหอม ปลา หรืออาหารกลิ่นแรงอื่น ๆ ที่ติดอยู่บนมือ ลองใช้ยาสีฟันถูมือ มันจะช่วยกำจัดกลิ่นพวกนี้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 7. กำจัดรอยเปื้อน&lt;/b&gt;  รอยเปื้อนที่กำจัดยากบนเสื้อผ้าหรือพรม  ยาสีฟันสามารถช่วยได้สำหรับเสื้อผ้า  ทายาสีฟันลงบนรอยเปื้อนโดยตรงและขยี้เบา ๆ จนกระทั่งรอยเปื้อนหายไป  แล้วซักตามปกติ (แต่ควรระวัง  ถ้าใช้ยาสีฟันแบบไวเทนนิ่งบนผ้าสีอาจทำให้สีผ้าซีดลงได้)  สำหรับรอยเปื้อนบนพรม ทายาสีฟันลงบนรอยเปื้อน ใช้แปรงขัดจนรอยเปื้อนจางลง  แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 8. ชุบชีวิตรองเท้าเก่า &lt;/b&gt;ทำความสะอาดรองเท้าวิ่งที่สกปรกมอมแมม แต่ซักน้ำไม่ได้ ด้วยการทายาสีฟันลงบนรอยเปื้อนแล้วขัดเบา ๆ จากนั้น เช็ดให้สะอาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 9. กำจัดรอยสีเทียนบนผนัง&lt;/b&gt; ใช้ผ้าชุบน้ำพอชื้น ๆ กับยาสีฟันขัดเบา ๆ บนรอยเปื้อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 10. ทำความสะอาดเครื่องประดับเงิน&lt;/b&gt;  ทายาสีฟันลงบนเครื่องประดับเงิน แล้วทิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นใช้ผ้าสะอาด ๆ  เช็ดออกในตอนเช้า ส่วนเครื่องประดับที่เป็นเพชร ก็สามารถใช้แปรงนุ่ม ๆ  ยาสีฟันเล็กน้อย และน้ำขัดเบา ๆ ให้แวววาวดังเก่าได้  แต่อย่าใช้กับมุกเพราะจะทำให้เคลือบผิวเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;b&gt; 11. กำจัดรอยขีดข่วนบนซีดี&lt;/b&gt; ได้ผลดีกับรอยขีดข่วนตื้น ๆ และรอยเปื้อนทั่วไปแค่ทายาสีฟันบาง ๆ ลงบนแผ่นซีดี ถูเบา ๆ แล้วเช็ดด้วยน้ำให้สะอาด&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 12. ทำความสะอาดคีย์เปียโน &lt;/b&gt;น้ำมัน บนผิวหนังอาจติดอยู่บนคีย์เปียโน และดึงดูดเอาฝุ่นและความสกปรกมาสะสมไว้  ทำความสะอาดมันด้วยผ้าที่ปราศจากขุยชุบน้ำพอชื้น ๆ  แตะยาสีฟันเล็กน้อยจากนั้น เช็ดซ้ำด้วยผ้าสะอาด ๆ อีกผืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;b&gt;&amp;nbsp; 13. กำจัดกลิ่นขวดนมเด็ก &lt;/b&gt;ถ้า ขวดนมเริ่มมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของนมบูด  ลองใช้ยาสีฟันทำความสะอาดคราบตกค้างและกำจัดกลิ่น  แต่ต้องล้างน้ำสะอาดให้หมดจดจริง ๆ ก่อนใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 14. กำจัดรอยไหม้บนหน้าเตารีด &lt;/b&gt;ซิลิก้าในยาสีฟันสามารถช่วยกำจัดคราบดำ ๆ ไหม้ ๆ พวกนั้นได้&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 15. คืนความใสให้เลนส์ แว่นตา&lt;/b&gt;&amp;nbsp;  &amp;nbsp; สำหรับว่ายน้ำหรือดำน้ำอาจขุ่นมัวได้เมื่อใช้ไปนาน ๆ&amp;nbsp;  ก่อนจะซื้ออันใหม่ลองทายาสีฟันเล็กน้อย ลงบนกระจกแว่น  ถูให้ทั่วแล้วล้างให้สะอาด แต่อย่าขัดแรงเกินไป  เนื่องจากส่วนผสมที่มีฤทธิ์ในการขัดสีในยาสีฟันอาจทำให้เลนส์เป็นรอยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;คัดลอกจาก kapook.com</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>กินให้น้ำหนักลด แบบเห็นผล</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/10/blog-post_8857.html</link><category>สุขภาพ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 8 Oct 2010 14:25:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-6407540124813602337</guid><description>&lt;span style="color: #009900;"&gt;&lt;b&gt;รับประทานอาหารน้อยลงประมาณวันละ 500 แคลอรี่ &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
คุณลองตัดรายการอาหารที่รับประทานอยู่ลงบ้างสิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #009900;"&gt;&lt;b&gt;ควรตั้งเป้าหมายน้ำหนักที่ต้องการจะลดอย่างเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #009900;"&gt;&lt;b&gt;&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;และมีการบันทึกน้ำหนัก สัดส่วนของร่างกายทุกสัปดาห์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #009900;"&gt;&lt;b&gt;ควรมีการวางแผนการรักษาน้ำหนักตัวเมื่อการลดน้ำหนักสิ้นสุดลง &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;นั่นคือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: #009900;"&gt;การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อรักษาน้ำหนักตัวไว้ในระยะยาว&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; รวมถึงการควบคุมการกินอาหาร ซึ่งอาจต้องเพิ่มอาหารขึ้นเล็กน้อย เพื่อมิให้น้ำหนักลดลงมากกว่าที่ตั้งใจไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div align="left"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;หลักการลดน้ำหนัก&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #009900;"&gt;&lt;b&gt;1. ลดปริมาณอาหารโดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;แต่ ละมื้อที่รับประทาน เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลง  อาหารที่มีไขมันสูงหมายถึง อาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมัน ไขมัน มาการีน  เนื้อสัตว์ติดมัน-หนัง เนย กะทิ  ซึ่งดูด้วยตาแล้วอาจบอกไม่ได้ว่าใช้น้ำมันมากหรือไม่  แต่ให้สังเกตลักษณะอาหารที่มีความมันวาวเนื้อสัมผัสนุ่มนวล ไม่แข็งกระด้าง  หรือบางอย่างจะกรอบ ตัวอย่างเช่น ผัดซีอิ้วใส่ไข่ ผัดไทย หอยทอด พาย คุกกี้  เป็นต้น ควรเลี่ยง&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: #009900;"&gt;&lt;b&gt;2. ระดับพลังงานไม่ควรต่ำเกินไป&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;  เพื่อให้ร่างกายยังคงได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน  ระดับพลังงานในการลดน้ำหนักที่ต่ำสุดและปลอดภัยใน 1 วัน คือ  ต้องกินอาหารให้ได้พลังงาน 1200 แคลอรี่สำหรับผู้หญิง และ 1500  แคลอรี่สำหรับผู้ชาย&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;ข้อแนะนำ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นม :&lt;/b&gt; เลือกนมพร่องไขมัน, นมไม่มีไขมัน, โยเกิร์ตรสจืด&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เนื้อสัตว์ 1 ส่วน : &lt;/b&gt;หมายถึง เนื้อสัตว์ชิ้นขนาดกล่องไม่ขีดไฟ (เล็ก) หรือสับละเอียดขนาด 2 ช้อนโต๊ะ หรือ &lt;br /&gt;
ลูกชิ้น 5 - 6 ลูก หรือหั่นบางๆ 5 - 6 ชิ้น หรือไข่ 1 ฟอง หรือกุ้งขนาด 2 นิ้ว 4 - 5 ตัว &lt;br /&gt;
หรือปลาทู ? ตัว&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ข้าว 1 ส่วน :&lt;/b&gt; สามารถเลือกกินขนมปัง 1 แผ่น หรือข้าวสุก 5 ช้อนโต๊ะ หรือข้าวต้ม 2 ทัพพี หรือขนมปังกรอบ &lt;br /&gt;
2 แผ่น&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ผลไม้ 1 ส่วน : &lt;/b&gt;เช่น มะละกอสุก 8 ชิ้นเล็ก หรือมะม่วงดิบ 3 ชิ้นยาว หรือลูกตาล 3 ลอน หรือสับปะรด 8 ชิ้นเล็ก&lt;br /&gt;
หรือฝรั่ง 1 ผลเล็ก หรือแอปเปิ้ล 1 ผลเล็ก&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ผัก : &lt;/b&gt;ควรเลือกผักที่มีสีเขียวเข้ม สีแดง สีส้ม สีเหลือง&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ไขมัน : &lt;/b&gt;ควรเลือกใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว หรือบางมื้ออาจใช้เนย ? ก้อนเล็ก หรือหัวกะทิ&lt;br /&gt;
2 ช้อนกินข้าว แทนไขมัน 1 ช้อนชา&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div align="left"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #009900;"&gt;3. เพิ่มกิจกรรมของการใช้พลังงานของร่างกาย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; เป็นสิ่งสำคัญของการลดน้ำหนัก โดยใช้หลักของ&lt;br /&gt;
ความ สมดุลในการกิน ถ้ากินมากใช้พลังงานมาก-น้ำหนักคงที่  ถ้ากินมากใช้พลังงานน้อย-น้ำหนักเพิ่ม ถ้ากินน้อยใช้พลังงานมาก-น้ำหนักลด  นั่นคือความสำเร็จในการรักษาน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนได้ตลอดไป&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: magenta;"&gt;เทคนิคช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;1. กินอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ และเป็นเวลา&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;  ควรงดอาหารว่างระหว่างมื้อ ถ้าหิวให้ดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ให้พลังงาน เช่น  น้ำเปล่า น้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ น้ำใบเตย (ไม่ต้องเติมน้ำตาล)  จะลดความรู้สึกหิวลงได้&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;2. ห้ามงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; เพราะจะทำให้กินมากขึ้นในมื้อต่อไป&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;3. ปริมาณอาหารควรจัดให้สมดุลตลอดวัน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น โดยเฉพาะควรหลีกเลี่ยง&lt;br /&gt;
การกินอาหารหลัง 6 โมงเย็น หรือช่วงกลางคืน&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;4. ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;  เพราะแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานไม่น้อยเลยทีเดียว คือ 1 กรัมให้พลังงาน 7  แคลอรี่ และแอลกอฮอล์กระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร  แอลกอฮอล์ยังให้พลังงานเพียงอย่างเดียวโดยไม่ให้สารอาหารอื่นที่มีประโยชน์ ต่อร่างกายเลย&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;5. ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองในการดื่มเครื่องดื่มโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; เนื่องจากน้ำตาลกระตุ้นให้เกิดการรับประทานมาก เช่นเดียวกับสารที่ให้รสหวาน&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;6. ไม่ควรรีบกินอาหาร ควรเคี้ยวช้าๆ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; การกินเร็วจะทำให้กินอาหารมากเกินอัตรา&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;7. ควรคำนึงอยู่เสมอว่า การกินทุกครั้งไม่ใช่เพราะความอยากอาหาร &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;แต่กินเพราะร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานและสารอาหารในการดำรงชีวิต อันก่อให้เกิดสุขภาพดี&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6600;"&gt;การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินเป็นสิ่งยั่งยืนที่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style="color: #ff6600;"&gt;&lt;b&gt;ซึ่ง เรื่องของการกินอาหารควรต้องมีการยืดหยุ่นบ้าง เช่นหากมื้อใดกินมาก  มื้อต่อไปต้องลดลง เพื่อให้เกิดความสมดุลของพลังงาน  จะเลือกกินอะไรต้องใช้เหตุผลเหนือจิตใจ ค่อยทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป  อย่าใจร้อน ต้องใช้ความอดทน กิจกรรมประจำวันต้องกระฉับกระเฉง  และควรระลึกอยู่เสมอว่า ถึงมีผลิตภัณฑ์อาหาร  หรือโปรแกรมลดน้ำหนักที่ดีที่สุด แต่ถ้าคุณเองไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน  ความมุ่งมั่นที่แนวแน่ รวมทั้งความรู้สึกที่อยากจะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง  ชาตินี้คุณคงไม่มีวันลดน้ำหนักได้อย่างแน่นอน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;โดยหนังสือ HealthToday Thailand&lt;/div&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>อยากผิวพรรณดี ต้องทาน</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/10/blog-post_9873.html</link><category>สุขภาพ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 8 Oct 2010 14:21:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-5289471015705441868</guid><description>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;&amp;nbsp;อยากผิวพรรณดี ต้องทาน&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เนื้อปลา&lt;/b&gt; เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี  เป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ของร่างกายที่เสื่อมโทรม  และยังมีเซเลเนียม ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยชะลอความชราและความเสื่อมของร่างกาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;น้ำมันมะกอก&lt;/b&gt;  เป็นน้ำมันพืชที่แม้จะมีแคลอรีสูงก็จริง แต่มีข้อดีคือ  มีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์ ต่อร่างกายสูง และเป็นไขมันชั้นดี  ซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ที่สำคัญในน้ำมันมะกอก  ยังประกอบด้วยวิตามินเอและอี ที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์  ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ทำให้ผิวดูอ่อนวัยคงความชุ่มชื้นและเนียนนุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เมล็ดข้าวและธัญพืช&lt;/b&gt;  ทั้งข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ งา  นอกจากจะมีวิตามินบีสูง และวิตามินอีซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์  ที่จะช่วยสร้างและรักษาความแข็งแรงของเซลล์แล้ว  ยังมีงานวิจัยระบุว่าวิตามินอีช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิว  และช่วยปกป้องความเสียหายที่เกิดจากมลภาวะให้แก่ผิวด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ผลไม้และผักสด&lt;/b&gt;  ผักสดมีวิตามินเอ ช่วยทำให้ผิวหนังไม่แห้ง สดใสเปล่งปลั่งอยู่เสมอ  มีวิตามินซีที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างเส้นใยคอลลาเจน  ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ผิวพรรณของใบหน้าดูเต่งตึง มีความยืดหยุ่น ผลไม้  ที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ส้ม มะนาว มะเขือเทศ สับปะรด ฝรั่ง  ส่วนผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอมาก ได้แก่ กล้วย มะละกอ ฟักทอง แครอท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;น้ำเปล่า&lt;/b&gt;  น้ำทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับทุกระบบภายในร่างกาย  และหากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ผิวพรรณไม่สดใส การดื่มน้ำวันละ  6-8 แก้วโต เป็นวิธีที่ทำให้ผิวผ่องแบบไม่ต้องลงทุนมาก  เพราะน้ำจะช่วยรักษาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ  และยังป้องกันผิวหย่อนยานจากการลดน้ำหนักอย่างฮวบฮาบอีกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอขอบคุณข้อมูลจาก...สาระแน.คอม</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">1</thr:total></item><item><title>ยิ่งกินยิ่งไม่สวย</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/10/blog-post_1157.html</link><category>สุขภาพ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 8 Oct 2010 14:17:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-4623810447404175118</guid><description>&lt;b&gt;# เครื่องเทศ (หัวหอม กระเทียม และพริกแกง) &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
หากมีอาหารรสชาตอ ร่อยจานไหน ที่ปรุงด้วยเครื่องเทศเหล่านี้อย่างกระหน่ำมือล่ะก็  ไม่ควรเป็นอย่ายิ่งที่จะสั่งมาทาน  เพราะหลังจากที่คุณรับประทานเจ้าพวกนี้เข้าไป กลิ่นอันรุนแรงของมัน  ก็จะติดปากคุณแน่นยาวนาน ซึ่งจะทำให้ ความมั่นใจที่จะกระซิบกระซาบต่อกัน  จะหดหายไปอย่างแน่นอน &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;# น้ำอัดลม &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
สาวๆ ผู้รักสวยทั้งหลาย  จงระวังเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมให้ดี  เพราะนอกจากน้ำจะทำให้คุณอ้วนกลมได้หากรับประทานบ่อยๆแล้ว  มันยังเป็นต้นเหตุของแก็สในกระเพาะอาหาร ที่อาจทำให้คุณเผลอ เรอ  ออกมาอย่างไม่รู้ตัว คงไม่ดีแน่ &lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;# ผักดิบ&lt;/strong&gt; จำพวกกระหล่ำดอก กะหล่ำปลี และบล็อกโคลี &lt;br /&gt;
ผัก ดิบเหล่านี้ก็เป็นตัวการอีกตัวที่ทำให้เกิดแก็สในกระเพาะอาหาร  ทำให้ท้องไส้คุณปั่นป่วน อึดอัดอยากผายลม  ซึ่งอาจทำให้คุณต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ รู้แบบนี้แล้ว ก็หลีกเลี่ยงเถอะนะ  &lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;# ข้อระมัดระวังในงานเลี้ยง&lt;/strong&gt; &lt;br /&gt;
ถ้าหากนัดสำคัญของคุณ  บังเอิญเป็นงานเลี้ยง มีแต่อาหารอร่อย เย้ายวนความอยาก กิน กิน กิน  ของคุณเสียเต็มประดา นอกจากว่า  ให้ระวังภาพพจน์ที่อาจเสียหายเพราะอาหารบางจานข้างต้นแล้ว ก็ยังต้องไม่ลืม  ควบคุมตัวเอง ไม่ให้กินเพลินจนอ้วนแผละ เนื่องจากชีวิตนี้  เจองานเลี้ยงบ่อยเหลือเกิน ดังนั้นจึงจำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;เป็นต้องมีเทคนิค  ควบคุมอาหารกันเอาไว้บ้าง ดังนี้ &lt;br /&gt;
**การดื่มน้ำสะระแหน่ ในเวลาที่รู้สึกอยากกินอาหารนั้น จะช่วยลดน้ำหนักของคุณได้ไม่น้อยทีเดียว &lt;br /&gt;
**ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 1 แก้ว ก่อนกินอาหาร  จะมีส่วนช่วยในการเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายมากขึ้นถึง 30% ทีเดียว  แต่คุณก็ควรระวังเอาไว้ด้วยว่า  การดื่มแอลกฮอล์ยังช่วยในกระตุ้นความอยากอาหารและ การดื่มที่มากเกินไปจะ  ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมของคุณ ดังนั้น ควรเลือกดื่ม  เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ เช่น ไวน์ ในปริมาณเพียง 1 แก้วก็พอ &lt;br /&gt;
**การกินอาหารที่เป็นของเหลวนั้น  จะทำให้น้ำหนักขึ้นเร็วกว่าการกินอาหารที่เป็นเนื้อเป็นหนัง  ซึ่งสาเหตุมาจากปริมาณน้ำ ที่มากกว่านั่นเอง  แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว  การดื่มน้ำก็อาจไม่ใช่อุปสรรค์ที่แท้จริง ในการลดความอ้วนของคุณ  มันจะทำให้คุณอิ่ม แทนที่ในส่วนของเนื้อและแป้ง หรือแม้แต่ไขมัน  ที่ให้พลังงานสูง และจะถูกกำจัดได้ง่ายเมื่อมีการออกกำลังกาย &lt;br /&gt;
**ถ้าหากอยากดื่มให้ ’ไม่ได้แคลอรี่’ควรดื่มน้ำเปล่าบริสุทธิ์ก่อนรับประทานจะดีที่สุด &lt;br /&gt;
ว่าแต่การดื่มน้ำที่มากเกินไป ก็อาจทำให้คุณต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ เสียบรรยาการการสนทนาเหมือนกันนะ รู้เคล็ดลับเหล่านี้แล้ว ก็อย่าปล่อยให้อาหารทำลายนัดสำคัญ และหุ่นดีๆ ของคุณล่ะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอขอบคุณข้อมูลจาก....Thaihealth.info.com</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>ดูดีได้ แค่ทานอาหาร</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/10/blog-post_8910.html</link><category>สุขภาพ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 8 Oct 2010 13:54:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-7370449979610275286</guid><description>&lt;span style="color: green;"&gt;คุณรู้รึเปล่าว่าอาหารที่เรารับประทานกันทุกวันนี้ บางอย่าง บางชนิด &lt;/span&gt;&lt;span style="color: green;"&gt;ช่วยทำให้คงความหนุ่ม-สาวที่คุณแสนจะหวงแหนไว้กับคุณได้นานมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ!!!&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;1. หยุดผมร่วง&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รับประทาน กล้วย&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
ผล ไม้มหัศจรรย์ที่อุดมไปด้วยวิตามินบี ซึ่งมีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี  เป็นสารอาหารสำหรับ เส้นผมที่ดีมาก  การรับประทานกล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ  จึงช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวัน  ถ้ากล้วยผลใหญ่เกินกว่าจะรับประทานได้สะดวกก็หั่นให้ชิ้นเล็กลงหน่อยหรืออีก วิธี คือ ผสมกล้วยกับแชมพูที่ทำจาก น้ำผึ้งแล้วนำมาสระผม  ก็จะช่วยเน้นประสิทธิภาพในการป้องกันผมร่วงและช่วยให้ผมนุ่มสลวยขึ้นด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;2. ถ้ามีผิวมันมากเกินไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ต้องรับประทานธัญญาหารทุกเช้า&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
เพราะ การรับประทานธัญญาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี2 ทุกวัน  จะเป็นตัวช่วยในการหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกินของต่อมผลิตภายในร่างกาย ซึ่งเป ็นสาเหตุหนึ่ง ของเส้นผมบางและมัน  แต่ถ้าไม่สะดวกในการรับประทานธัญญาหารเปล่าๆก็ลองผสมกับนมเย็นๆ  เพื่อเพิ่มรสชาติขึ้นก็ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;3. หยุดการลอกของผิวหนัง&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ใช้น้ำมันจาก Primrose ที่มีดอกสีเหลือง&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
ลอง รับประทานวันละ 2 แคปซูล ทุกเย็น จะช่วยให้ได้ผลดีอย่างยิ่ง  ผิวหนังและหนังศีรษะจะดีขึ้น  แต่ถ้าการรับประทานอาหารเสริมแคปซูลทำให้เกิดอาการติดคอ ก็เปลี่ยนมา  รับประทานปลาแซลมอนใส่เกลือรมควัน อาหารทะเลหรือสลัดผักสดก็ได้  สิ่งเหล่านี้จะให้สรรพคุณทัดเทียมกับน้ำมัน Primrose ทีเดียว &lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;4. เพื่อผิวเนียนเหมือนเด็ก&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รับประทานมะม่วง&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
เพราะ มีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดีวิตามินในเบต้าแคโรทีนจะช่วยกระตุ  ้นการสร้าง  ผิวหนังทั่วไปรวมทั้งหนังศีรษะให้ทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระให้กลับ มามีความชุ่มชื้นและ นุ่มเนียนอีกครั้ง  แต่ถ้าไม่ชอบมะม่วงก็อาจเปลี่ยนเป็นมันฝรั่ง แครอท แอปริคอด  แต่ควรรับประทานร่วมกับ ไข่และตับจะได้ผลดียิ่งขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;5. หยุดการเปลี่ยนสีผม&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รับประทาน ถั่วลิสงอบเนย ร่วมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อนๆ ก่อนมื้ออาหาร&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
สามารถ หยุดยั้งการเปลี่ยนแปลง ของสีผม  เนื่องจากอาหารดังกล่าวอุดมด้วยวิตามินบีที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้ เป็นสีด อกเลาได้และยังทำให้ ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย  หากไม่ชอบถั่วลิสงก็ลองรับประทานมันฝรั่งอบร้อนและชุ่มด้วยเนยแทน  แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่หยุดยั้งการเปลี่ยนสีผมได้แน่นอนเอา เป็นว่ าทำให้ผมของเราไม่ เปลี่ยนสีรวดเร็วเกินไปก็เพียงพอแล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;6. ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รับประทาน ฝรั่ง หรือน้ำฝรั่ง ซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
วิตามิน ซีสามารถช่วยเก็บรักษาคอลลาเจน ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง  หรือรับประทานมะละกอส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับผลไม้ประจำวัน  ก็จะช่วยเพิ่ม วิตามินซีเช่นกัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;7. บำรุงผิวด้วยบลูเบอร์รี่ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ทานบูลเบอร์รี่บำรุงผนังเส้นเลือดให้มีความแข็งแรง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
อาวุธ ลับแห่งเครื่องสำอางหลายชนิดถูกซ่อนอยู่ภายใต้ผิวสีน้ำเงินเข้มและความเขียว อมม่วงสดของบูลเบอร์รี่นี่แหละ  สรรพคุณของบูลเบอร์รี่ทำให้ผนังเส้นเลือดมีความแข็งแรงโดยการช่วยดูแลผิว หนังให้ เรียบและแข็งแรง  นอกจากนี้ยังหยุดอาการเส้นเลือดเปราะบางและแตกง่ายอีกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: magenta;"&gt;8. ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รับประทานอะโวคาโดช่วยให้ใบหน้าอ่อนกว่าวัย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
รับ ประทาน อะโวคาโด วิตามินบีในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย  และร่างกายเกิดความต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่างๆ  ทั้งนี้รวมไปจนถึงการถูกทำลายจากบรรยากาศแห่ง มลภาวะที่เป็นพิษอีกด้วย  หากรับประทานอะโวคาโดอย่างเดียวแล้วรู้สึกไม่คล่องคอขอแนะนำให้ลองรับประทาน เมล็ด ทานตะวันเคลือบน้ำผึ้งและเมล็ดงาคั่วควบคู่ไปด้วยก็ได้  *จงจำไว้ว่าการดื่ม-กินเฉพาะสิ่งที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ก็สามารถช่วยให้สวย  หล่อได้ทันตาเห็นเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;ขอขอบคุณข้อมูลจาก&lt;/b&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: blue;"&gt;1.เวปsanook.com &lt;/span&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>นิสัยทำลายสุขภาพ อย่างรุนแรง</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/10/blog-post_08.html</link><category>สุขภาพ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 8 Oct 2010 13:49:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-7796248490413960292</guid><description>&lt;span class="hHead1"&gt;                   &lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;1.                    ไม่มีเวลาสำหรับอาหารเช้า&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;                    &lt;br /&gt;
คนจำนวนมากไม่มีเวลาพอสำหรับอาหารเช้า ประโยคยอดนิยม คือ                    "ขอกาแฟแก้วเดียวก็พอแล้ว"                    ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วกาแฟแก้วเดียวนั้น ไม่พอแน่นอน                    สำหรับความต้องการของร่างกาย                    และการใช้พลังงานตลอดภาคเช้าก่อนที่อาหารกลางวันจะตกถึงท้อง                    &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;คำแนะนำ :                    &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;หากไม่สามารถตื่นให้เช้ากว่านี้ได้                    ก็ให้ตัดเวลาเตรียมตัวออกไป                    หรือเตรียมอาหารเช้าไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน                    เลือกกินผลไม้เปลือกแข็ง และพวกธัญพืชสัก 1 กำมือ                    ก็เพียงพอที่จะให้พลังงานสำหรับวันใหม่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;2.                    กลืนยาเม็ดโดยไม่ดื่มน้ำ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;                    &lt;br /&gt;
นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่มักจะพบเห็นเสมอ กินยาเม็ดโดยไม่ใช้น้ำ                    (..ทำได้ไง?) ประเภทคว้ายามาได้ก็กลืนเข้าปาก ทำคอยึกยัก                    เท่านั้นเป็นอันเสร็จพิธี คนประเภทที่ว่านี้มักจะถือคติ                    ทำชีวิตให้ง่ายเข้าไว้ พฤติกรรมดังกล่าวนี้..ผิดอย่างมหันต์                    เสี่ยงต่อการเกิดแผลเปื่อยอย่างรุนแรงบริเวณหลอดอาหาร                    จนอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้โดยไม่รู้ตัว &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;คำแนะนำ :&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ทางแก้ง่ายๆ สำหรับกรณีนี้                    คือ ดื่มน้ำตามหลังกินยาทุกครั้ง ทำให้ติดเป็นนิสัย                    เพราะมันดีต่อสุขภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;3. เข้าฟิตเนสไม่สม่ำเสมอ                    แต่โหมออกกำลังกาย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
หลายคนมีงานรัดตัว                    พอนึกขึ้นว่าไม่ได้ออกกำลังกายมาหลายสัปดาห์ ก็วิ่งเข้าฟิตเนสเลย                    หวังว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้น ก็โหมออกกำลังกาย                    เพราะรู้ตัวว่ามีเวลาน้อย แถมไม่ได้ทำมานาน                    และผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ                    ระบบการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจจะเสียสมดุลไปอีกระยะเวลาหนึ่ง                    &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;คำแนะนำ :                    &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;หากคุณหายไปจากโรงยิมนานเกินกว่า 2 สัปดาห์                    สิ่งที่ควรจะทำ คือ กลับมาเริ่มใหม่                    ตั้งแต่วอร์มร่างกายและเริ่มออกกำลังกายทีละน้อย ไม่หักโหม                    ค่อยปรับระดับไปเรื่อยๆ ตามสมดุลของร่างกาย                    และทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6 สัปดาห์                    ร่างกายก็จะกลับมามีกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นที่แข็งแรงเหมือนเดิม&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span class="hHead1"&gt;                                      &lt;br /&gt;
&lt;table align="left" border="0" cellpadding="8" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr bgcolor="#ffffff"&gt;                       &lt;td height="90"&gt;                         &lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;4. กินอาหารเสริมมากเกินไป&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;                    &lt;br /&gt;
สำหรับคนที่มีสตางค์แล้ว อาหารเสริมกลายเป็นปัจจัยที่ 6                    แต่คุณรู้หรือไม่ว่า                    ปริมาณวิตามินแลเกลือแร่ที่มากเกินไปนั้นสามารถเป็นอันตรายต่อร่างกายได้โดยเฉพาะวิตามินเอ                    วิตามินดี และเบต้าแคโรทีน &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;คำแนะนำ                    :&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; คุณควรจะได้รับสารอาหารจากอาหารมากกว่า                    แต่หากคุณไม่สามารถทำได้ วิตามินรวมก็เป็นทางเลือกหนึ่ง                    โดยกินเพียงวันละ 1 เม็ด                    และหากคุณสงสัยเรื่องโรคติดต่อทางพันธุกรรมก็ควรที่จะตรวจร่างกายเสียก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;5. ยาแก้อักเสบเหรอ                    หายดีแล้วจะกินทำไม&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
อันนี้หลายคนอ่านแล้วอมยิ้ม                    (ถูกใจ..ใช่เลย) คงไม่ต้องยกเหตุผลเรื่องของการดื้อยามาบอก                    แต่คุณรู้ไหมว่า                    ไม่ใช่แต่คุณเท่านั้นนะที่จะเดือดร้อนเพราะเรื่องของอาการดื้อยานั้น                    แต่โรคนั้นจึงอาจกลับมาเป็นใหม่ได้อีก                    หรือเชื้ออาจจะกลายพันธุ์ได้ &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;คำแนะนำ                    :&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; กินยาให้ถูกต้องและครบจำนวนตามคำแนะนำของแพทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;6. เลือกแว่นกันแดดที่ความเท่                    &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
โดยไม่เคยดูเปอร์เซ็นต์การปกป้องรังสี UV                    ส่วนมากหยิบแว่นมาลองใส่เพราะความเท่ พลิกซ้าย                    พลิกขวาอยู่หน้ากระจก เอ้า! เหมาะกับใบหน้าแล้ว จ่ายสตางค์ได้                    คุณลืมไปหรือเปล่าว่า แว่นกันแดดนั้นมีผลต่อสายตา                    ยิ่งทุกวันนี้ที่แดดร้อนแรงขึ้น แว่นกันแดดที่ไม่ได้มาตรฐาน                    จะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าการไม่สวมแว่นกันแดดเลย&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;คำแนะนำ :&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;                    ควรสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสี UV ได้ 100% เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;7. เชื่อว่าร่างกายต้องทนทานได้มาก                    ถึงจะเป็น "ตัวจริง"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
หากความเชื่อแบบนี้                    เกิดขึ้นกับทุกกิจกรรมที่คุณทำ                    หากคุณเชื่อว่าร่างกายของคุณแข็งแกร่งเกิน 100                    และทนทานได้มากกว่าคนอื่นๆ                    การทนรับความเจ็บปวดทางกายให้มากที่สุด คือ หนทางของตัวจริง                    &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;คำแนะนำ :&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;                    ร่างกายก็ไม่ใช่เหล็ก และ "ความเจ็บปวด"                    ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่ร่างกายใช้เตือนว่า ให้เลิกทำกิจกรรมนั้นๆ                    เถอะ เพราะเป็นอันตรายได้                    การทำกิจกรรมทุกอย่างควรทำด้วยความระมัดระวัง                    และอย่าฝืนหากว่าร่างกายส่งสัญญาณเตือนแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;8. ใช้เวลากับการนอนหลับ                    น้อยถึงน้อยที่สุด&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
การพักผ่อนนอนหลับน้อย                    เอาเวลาไปทุ่มให้กับงาน แต่บ้างก็เฮฮาอยู่ตามวงสังสรรค์                    เช้าตรู่ตื่นขึ้นมาทำงาน ทั้งที่เพิ่งนอนไปตอนตี 3                    การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอมีผลเสียต่อขบวนการเมตาบอลิซึ่มและหน้าที่ของฮอร์โมนอายุของร่างกาย                    และสามารถเพิ่มความรุนแรงของความผิดปกติที่สัมพันธ์กับอายุ เช่น                    โรคหัวใจและเบาหวานได้&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;คำแนะนำ                    :&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ลดกิจกรรมก่อนนอน เข้านอนให้เร็วขึ้นสัก 1/2                    ชั่วโมง หากเป็นคนนอนไม่ค่อยหลับ                    งดออกกำลังกายตอนเย็นเพราะร่างกายของคุณจะตื่นตัว มีอุณหภูมิสูง                    และนอนไม่หลับ ทำอะไรที่เพลินๆ นิ่งๆ เช่น                    อ่านหนังสือก็จะช่วยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;9.                    ลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;                    &lt;br /&gt;
วันนี้ไม่ใช่แต่เพียงผู้หญิงเท่านั้นที่สนใจเรื่องการลดน้ำหนัก                    คุณผู้ชายเขาก็ไม่อยากอ้วน มีอีกหลายคนที่ควบคุมน้ำหนัก                    ระงับความอยาก (กิน) หลายคนเลือกใช้วิธีการงดอาหารบางประเภท เช่น                    ไม่กินไขมัน เขี่ยไขมันทุกประเภทออกจากจาน                    หรือลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต อะไรก็ตามที่ไม่ใช่สมดุล                    ย่อมนำความเสียหายมาสู่ร่างกาย ซึ่งอาจไม่ใช่ผลที่เห็นระยะสั้น                    แต่เป็นผลระยะยาว &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;คำแนะนำ                    :&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; การลดน้ำหนักด้วยการงดอาหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง                    (หรือกินแต่ก็น้อยมาก) ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง อาหาร 5 หมู่                    ยังสำคัญ และกินอาหารตามตารางโภชนาการ เพื่อความสมดุลของร่างกาย                    (ข้อเท็จจริง คือ คุณอ้วน เพราะกินมากเกินไปต่างหาก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;10. เนี้ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า                    แต่..เล็บเท้าไม่สนใจ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
เล็บเท้า                    ดูจะเป็นอวัยวะที่ถูกหลงลืม โดยเฉพาะในผู้ชาย                    ลองสำรวจตัวเองดูว่า                    คุณเป็นคนหนึ่งที่มักจะตัดเล็บเท้าโดยไม่ตัดมุมเล็บออกไปด้วยใช่หรือไม่                    ถ้าใช่ นั่นเป็นวิธีการตัดเล็บเท้าที่ผิด เพราะปลายเล็กๆ                    นั้นอาจทำให้เกิดอาการเล็บขบ หรือทิ่มแทงเนื้อเมื่อคุณมี                    กิจกรรมประเภทที่ต้องอาศัยเท้า และมีแรงกระแทก เช่น เล่นฟุตบอล                    แผลเล็กๆ ที่เท้าเสี่ยงต่อการติดเชื้อ                    และลุกลามเป็นปัญหาเรื้อรังได้ &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: #ff6699;"&gt;คำแนะนำ :&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; หันมาเอาใจใส่กับเล็บเท้า                    และเลือกกรรไกรตัดเล็บที่เหมาะสม                    และหากคุณสังเกตพบเชื้อราที่เล็บเท้า ควรไปพบแพทย์                    เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี                    &lt;br /&gt;
นี่คือ 10 นิสัยที่ทำลายสุขภาพ สำรวจตัวเองหรือคนข้างๆ                    คุณดูซิวา มีนิสัยต่างๆ เหล่านี้หรือไม่                    แล้วแก้ไข..ด่วน!</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>สูตรสำเร็จเพิ่มความฉลาด</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/10/blog-post.html</link><category>สุขภาพ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 8 Oct 2010 13:46:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-1800823054595275069</guid><description>&lt;strong&gt;1.&amp;nbsp; บริหารสมองอยู่เสมอ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยิ่งเราใช้สมองมากและบ่อยเท่าไหร่&amp;nbsp;              เซลล์สมองจะยิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเท่านั้น&amp;nbsp;              ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้ความสามารถในการจำดีขึ้นตามไปด้วย&amp;nbsp;              วิธีบริหารสมอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเล่นหมากฮอส&amp;nbsp;              ต่อจิ๊กซอว์&amp;nbsp; หรือเล่นครอสเวิร์ดในเวลาว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;2.&amp;nbsp; กินยาเสริมความจำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีผลการวิจัยยืนยันว่าหลังจากการกินโสมในปริมาณ&amp;nbsp;              400 มิลลิกรัมไปแล้ว&amp;nbsp; 1 ชั่วโมง&amp;nbsp;              จะทำให้ความสามารถในการจำดีขึ้นและส่งผลต่อไปอีกถึง&amp;nbsp; 6              ชั่วโมง&amp;nbsp;              แปะก๊วยก็มีการยืนยันว่าส่งผลดีต่อระบบความจำเหมือนกัน&amp;nbsp;              เพราะจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในสมอง&amp;nbsp;              นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในอเมริกาพบว่า&amp;nbsp; Vinpocetine&amp;nbsp;              ที่สกัดได้ขากต้น&amp;nbsp; Periwinkle              (ไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีดอกสีฟ้า&amp;nbsp; ใบเข้มเป็นมัน)&amp;nbsp;              นั้นจะช่วยเพิ่มความจำและความจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ให้มากขึ้นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;3.&amp;nbsp; กินผักและผลไม้สด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่สูงในผักและผลไม้สด จะไปทำลายอนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากการสะสมเป็นเวลานอนของเนื้อเยื่อไขมันอันจะ ทำให้สมองอ่อนแอลง&amp;nbsp;              และช่วยชะลออาการความจำถดถอยในผู้สูงอายุ&amp;nbsp; อาทิ&amp;nbsp;              ผมไม้ที่มีสีแดง&amp;nbsp; ม่วง&amp;nbsp; และน้ำเงิน&amp;nbsp;              โดยเฉพาะตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ&amp;nbsp;              จะมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่มีความเข้มข้นสูงที่เรียกว่า&amp;nbsp;              Anthocyanidin&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;4.&amp;nbsp; ลดปริมาณแอลกอฮอล์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะจะส่งผลต่อการปลดปล่อยสาระสำคัญในสมองโดยจะไปขัดขวางความสามารถในการสร้างความจำใหม่              ๆ&amp;nbsp; โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นชื่อ&amp;nbsp; ตัวเลข&amp;nbsp;              และเหตุการณ์ณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น&amp;nbsp; ยิ่งไปกว่านี้&amp;nbsp;              ความสามารถในการระลึกเหตุการณ์ณ์หรือเรื่องราวเก่า ๆ&amp;nbsp;              ในอดีตก็จะถูกบั่นทอนไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;5.&amp;nbsp; ออกกำลังกาย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่ร่างกายของเราเคลื่อนไหวนั้นสมองจะได้รับเลือดมาก เป็นพิเศษซึ่งนั่นหมายถึงว่าสมองจะได้รับกลูโคสและออกซิเจนมากขึ้นทำให้สมอง แข็งแรงขึ้น&amp;nbsp;               นอกจากนี้การออกกำลังกายยังไปเพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นความจำของสารเคมี ในสมองที่เรียกว่า              Brain-Derived&amp;nbsp; Neurotrophic&amp;nbsp; Factor)&amp;nbsp;              ให้ทำงานได้ดีขึ้นด้วย&amp;nbsp;               แต่การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไปกลับไม่เกิดประโยชน์ต่อระบบความจำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;6.&amp;nbsp; จดบันทึกช่วยจำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะโดยธรรมชาติของสมองเรานั้นเมื่อจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตรงหน้า&amp;nbsp;              ความสามารถในการจดจำสิ่งอื่นก็จะลดลง&amp;nbsp;              ฉะนั้นการย้ายข้อมูลจากสมองมาเก็บไว้ในสมุดบันทึกอย่างคอมพิวเตอร์&amp;nbsp;              ปาล์ม&amp;nbsp; หรือโทรศัพท์มือถือ&amp;nbsp;              ก็เหมือสเป็นการช่วยลดความหนาแน่นของข้อมูลหรือเพิ่มพื้นที่ว่างในสมองเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;7.&amp;nbsp; ทำสมาธิ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;สมองของคนเรานั้นทำงานที่ความถี่หรือคลื่นสมองที่แตกต่างกัน&amp;nbsp;              ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำหรือคิดอยู่&amp;nbsp;              ภายใต้ความเครียดที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;              คลื่นเบต้าของสมองจะทำงานเร็วขึ้นซึ่งจะส่งผลให้สมองลืมสิ่งต่างๆ              ได้ง่ายขึ้น&amp;nbsp; ฉะนั้นเราควรคิดให้ช้าลง&amp;nbsp; โดยการทำสมาธิ&amp;nbsp;              หลับตาลงช้าๆ&amp;nbsp; หายใจเข้าเบาๆ&amp;nbsp; ช้าๆ&amp;nbsp;              โดยตั้งสติอยู่ที่ปลายจมูก&amp;nbsp; จากนั้นหายใจออกช้าๆ&amp;nbsp;              โดยตั้งสติอยู่ที่ช่องจมูกทางขวา&amp;nbsp; จากนั้นหายใจเข้าอีกครั้ง&amp;nbsp;              แต่ครั้งนี้เวลาผ่อนลมหายใจออกให้ตั้งสติที่ช่องจมูกทางซ้าย&amp;nbsp;              ทำเช่นนี้สลับกันประมาณ&amp;nbsp; 10 นาที&amp;nbsp;              ทุกวันรับรองว่าสมองตื้อๆ&amp;nbsp; ตันๆ&amp;nbsp;              จะกลับมาโล่งโปร่งใสเหมือนเดิม</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>18 คำตอบ ที่ทำให้คุณไม่มีเรี่ยวแรง</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/10/18.html</link><category>สุขภาพ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 8 Oct 2010 13:41:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-7221575443557640239</guid><description>&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;หนังสือพิมพ์ต่างประเทศ daily mail เข้าเล่าว่า&lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;เวลาที่เราอ่อนเพลีย เรามักโทษความเครียดและการนอนน้อย  แต่ยังมีสิ่งผิดปกติอื่นๆ อีกที่สามารถสูบพลังจนหมดตัวคุณได้&amp;nbsp; &lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;มีอยู่ 18 คำตอบที่จะบอกได้ว่าทำไมเราถึงเพลียกันได้ เพลียกันดีครับ พี่น้อง เอิ๊กๆๆ&lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;1. ใช้โทรศัพท์มากเกินไป&lt;br /&gt;
คุณจะเสียน้ำในร่างกายไปทางปากขณะพูด&lt;br /&gt;
ซึ่งเป็นอาการที่เรียกว่า 'phone-fatigue'ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพนักงานตามศูนย์บริการลูกค้า อาการขาดน้ำทำให้เลือดแข็งตัวและลดปริมาณออกซิเจนในระบบที่เป็นตัวให้พลังงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดัง นั้น ถ้าพี่น้องใช้โทรศัพท์นาน ควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างคุย  แต่ไม่ใช่แบบดื่มไปคุยไปนะครับ อึกๆๆอ๊อกๆๆ อะแหวะๆ&amp;nbsp;เด๋ยวไม่รู้เรื่อง  เอิ๊กๆๆๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ความดันเลือดต่ำ&lt;br /&gt;
ความดันเลือดต่ำคือสาเหตุใหญ่ที่คุณหมดแรง แพทย์ยังไม่รู้ว่าทำไม แต่เป็นไปได้ว่ามันทำให้เลือดส่งไปยังสมองไม่เต็มที่ซึ่งอาจทำให้อ่อนเพลีย อาการที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่มีความดันเลือดต่ำ คือ รู้สึกหน้ามืดเวลาลุกขึ้นปุปปับ หรือเวลายืนนานๆถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์ ชัวร์สุดครับ&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;3. เล่นเน็ตดึกเกินไป&lt;br /&gt;
ฮอร์โมนเมลาโทนินจะกระตุ้นให้เรานอนหลับ แต่แสงจากจอคอมพิวเตอร์ อาจทำให้เราหลับยากโดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังดูสิ่งที่สนใจอยู่ ซึ่งทำให้คุณมักนอนดึก และมีเวลานอนหลับน้อยลงให้คุณทำอย่างอื่นที่ผ่อนคลายกว่า เช่น อ่านหนังสือแล้วดูสิว่าคุณจะตื่นตัวมากกว่าเดิมในวันใหม่หรือเปล่า&lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;4. กินอาหารไม่เต็มที่&lt;br /&gt;
การเฝ้ารออาหารจะเพิ่มปริมาณน้ำย่อย และทำให้เราดูดซับสารอาหารได้มากขึ้นที่มันเกี่ยวกับอาการอ่อนเพลีย ก็เพราะการขาดธาตุเหล็กคือหนึ่งในสาเหตุของความอ่อนเพลียที่พบมากในผู้หญิงดังน ั้นไม่ว่าอะไรที่เพิ่มระดับสารอาหารให้คุณก็จะเพิ่มพลังใจและกายให้ด้วย สู้ๆครับ&lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;5. ไม่ออกกำลัง&lt;br /&gt;
นักวิจัยพบว่าคนที่ออกกำลังอย่างน้อย 20 นาทีแม้จะแค่อาทิตย์ละครั้งก็จะรู้สึกอ่อนเพลียน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังเลย&lt;br /&gt;
ประมาณ ! 30%ถ้าเห็นว่าออกกำลังเป็นเรื่องยากเกินไปให้คุณกินผักและผลไม้เพิ่มคนที่กินผักผลไม้อย่างน้อย 4-5 จานต่อวัน&lt;br /&gt;
จะออกกำลังได้อย่างสบายๆ&lt;br /&gt;
&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;6. อิทธิพลของเดือนเกิด&lt;br /&gt;
ถ้าคุณเกิดเดือนธันวาคม หรือมกราคม&lt;br /&gt;
จะอ่อนเพลียในช่วงเย็นมากกว่าคนที่เกิดเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
หรือ กรกฎาคมที่จะขี้เซาในยามเช้า นักวิทยาศาสตร์บอกว่า  การสัมผัสของแสงแดดยามเช้าประมาณ15 นาที จะทำให้คนประเภทหลังตาสว่าง  ส่วนกาแฟยามบ่ายจะเพิ่มพลังให้กับคนประเภทแรกน่านดวงก็มีส่วนด้วยครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. กรามแข็ง&lt;br /&gt;
คุณ สามารถใส่นิ้ว 3 นิ้วเรียงเป็นแนวตั้งเข้าปากพร้อมกันหรือเปล่า ถ้าไม่ได้  คุณคงมีปัญหาที่เรียกว่าโรค TMJ (temporomandi bular joint)&lt;br /&gt;
แพทย์บอกว่ามันคือความไม่สมดุลระหว่างกล้ามเนื้อใกล้กราม&lt;br /&gt;
และตำแหน่งของฟัน อาการทั่วไปคืออ่อนเพลียและปวดหัว&lt;br /&gt;
ปวดคอ หรือไหล่ ควรปรึกษาทันตแพทย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8. ธรณีหน้าต่างสกปรก&lt;br /&gt;
จากการวิจัยพบว่า 88% ของบ้านทั่วไปจะมีราขึ้นตามหน้าต่าง&lt;br /&gt;
และการแพ้เชื้อราเหล่านี้เองคือสาเหตุหนึ่งของความอ่อนเพลีย&lt;br /&gt;
ใช้ผงซักฟอกทำความสะอาดและตรวจดูผ้าม่านอาบน้ำของคุณด้วยว่ามีราหรือเปล่า &lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;9. ไม่ได้เอาผ้าห่มไปผึ่งแดด&lt;br /&gt;
ระดับความขึ้นสูงทำให้ไรฝุ่นเติบโตได้ดี&lt;br /&gt;
มัน อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามหลอดลมในปอดทำให้หายใจติดขัดและนอนหลับไม่ สนิทและเป็นสาเหตุของความอ่อนเพลียใน วันต่อมานำผ้าห่มผึ่งแดดเป็นประจำ  เมื่อความชื้นหมดไป ก็ไม่มีไรฝุ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10. เชื่องช้า งุ่มงาม&lt;br /&gt;
ร่างกายจะใช้พลังงานมากขึ้น&lt;br /&gt;
เมื่อ คุณงุ่มง่าม เพราะปริมาณกลูโคสเข้าสู่สมองน้อยลงคุณเลยอ่อนเพลีย  การผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดทำได้โดยเหวี่ยงแขนไปหน้าและหลัง  สลับทีละแขน&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;11. อยู่ใกล้คนมองโลกในแง่ร้าย&lt;br /&gt;
คนที่มองทุกอย่างในแง่ร้ายจะฉุดพลังคุณหดหายไปด้วยเพื่อลดอิทธิพลของพวกเขา&lt;br /&gt;
ให้จินตนาการว่าคุณกำลังใส่เสื้อคลุมสีดำเวลาคุยกันก็จะยับยั้งไม่ให้คุณดูดพลังแง่ลบจากพวกเขาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
12. อยู่ใกล้เครื่องใช้ ไฟฟ้ามากเกินไป&lt;br /&gt;
ขั้วบวกที่มาจากอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ หรือเครื่องปรับอากาศอาจกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมน ที่ทำให้เราอ่อนเพลียและซึมเศร้าให้เสียบปลั๊กตัวแปลงขั้วไฟฟ้าเพิ่มระดับของขั้วลบที่เสริมพลังในอากาศ&lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;13. ลืมดื่มกาแฟตอนเช้า&lt;br /&gt;
ถ้าคุณไม่ได้ดื่มกาแฟยามเช้า&lt;br /&gt;
พลังกายและใจอาจตกวูบในวันนี้&lt;br /&gt;
จากงานวิจัยพบว่า ผู้ร่วมวิจัย 50% มีอาการอ่อนเพลีย&lt;br /&gt;
ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟถ้วยแรกของวัน&lt;br /&gt;
ซึ่งมีถึง 13% ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;14. บ้านรก อิอิ อ่านว่า บ้าน-รก นะคร๊าบ&lt;br /&gt;
ผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยบอกว่ากองสิ่งของรกเกะกะ จะทำให้สถานที่นั้นขาดพลังและกระตุ้นให้คุณขาดพลังไปด้วยคุณไม่ต้องถึงกับเก็บทุกอย่างในทันที&lt;br /&gt;
แค่สะสางพื้นที่อาทิตย์ละครั้งก็ใช้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
15. ร่างกายมีปัญหา&lt;br /&gt;
แม้ว่าการเจ็บหน้าอกคือสัญญาณหลักๆ&lt;br /&gt;
บอกถึงอาการโรคหัวใจ แต่สำหรับเพศหญิง สัญญาณนั้นอาจเป็นความอ่ อนเพลีย ซึ่งมีมากถึง 70% ที่อ่อนเ พลียภายในเดือนนั้นก่อนหัวใจกำเริบ สัญญาณอื่นๆอาจรวมถึงการนอนไม่หลับ หายใจขาดห้วง อาหารไม่ย่อยและความเครียด 43% ของผู้หญิงไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเลย แม้โรคหัวใจจะกำเริบก็ตามพบ ผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนเป็นโรคหัวใจน้อยมากแต่ถ้าคุณรู้สึกไม่ดี  ควรตรวจร่างกายโดยเฉพาะถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น  สูบบุหรี่ความดันเลือดสูง คลอเรสเตอรอลสูง  เป็นเบาหวานหรือคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ&lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;16. กลั้นหาว&lt;br /&gt;
การหาวเป็นวิธีธรรมชาติที่ร่างกายของเรากระตุ้นให้เราตื่น นักจิตวิทยาบอกว่าการเคลื่อนไหวของกรามจะบีบหลอดเลือดบนใบหน้าซึ่งส่งเลือดไปยังสมอง การกลั้นหาวจึงเป็นการยับยั้งกระบวนการนี้และทำให้คุณยิ่งง่วงนอนมากขี้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
17. ใช้ชีวิตตามตาราง&lt;br /&gt;
ตาราง กิจกรรมที่เตือนคุณทุกอย่างว่าต้องทำอะไรบ้าง คือตัวดูดพลังชั้นดี  นักวิจัยพบว่าคนที่คิดว่าเขาทำอะไรไปได้มากแค่ไหนมักจะอ่อนเพลียง่ายกว่าคน ที่ทำสิ่งที่ต้องทำไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;h2 style="color: #444444;"&gt;18. หมอนเก่าเกินไป&lt;br /&gt;
ถ้าหมอนของคุณยวบยาบไม่แข็งพอ&lt;br /&gt;
จะทำให้ลำคอของคุณไม่ได้ระนาบเดียวกับลำตัวซึ่งไม่เพียงทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวซึ่งทำให้คุณนอนไม่หลับแล้ว&lt;br /&gt;
ยังไปกีดขวางระบบการหายใจเวลาคุณหลับด้วย ถ้าหมอนของคุณอ่อนนิ่มจนโอบรอบแขนคุณได้ก็ถึงเวลาซื้อใบใหม่แล้ว&lt;/h2&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>รักษาหน้าให้สะอาด อย่าปล่อยให้เป็นนสิว</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/10/mp4.html</link><category>สุขภาพ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Tue, 5 Oct 2010 16:40:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-2099144562530691558</guid><description>&lt;object height="344" style="background-image: url(&amp;quot;http://i3.ytimg.com/vi/jJ0SJfO9Ods/hqdefault.jpg&amp;quot;);" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/jJ0SJfO9Ods?fs=1&amp;amp;hl=en_US"&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/jJ0SJfO9Ods?fs=1&amp;amp;hl=en_US" allowscriptaccess="never" allowfullscreen="true" wmode="transparent" type="application/x-shockwave-flash" height="344" width="425"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>รูปของกินขำๆ</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/09/blog-post_20.html</link><category>อาหาร</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Mon, 20 Sep 2010 19:39:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-8726596602766431502</guid><description>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_1.jpg" imageanchor="1" linkindex="50" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="241" src="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_1.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_2.jpg" imageanchor="1" linkindex="51" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_2.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_4.jpg" imageanchor="1" linkindex="52" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_4.jpg" width="320" /&gt;&amp;nbsp;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&amp;nbsp;&lt;a href="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_5.jpg" imageanchor="1" linkindex="53" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="239" src="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_5.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_7.jpg" imageanchor="1" linkindex="54" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_7.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_24.jpg" imageanchor="1" linkindex="55" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="240" src="http://media.themeflash.com/foodart/foodart_24.jpg" width="320" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>การออกกำลังกายแบบนำไขมันมาใช้ทั่วร่างกาย</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/09/blog-post.html</link><category>ลดน้ำหนัก</category><category>สุขภาพ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Fri, 17 Sep 2010 23:17:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-3887040990157002849</guid><description>คือการออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดใหญ่หลายๆ มัด แรงต้านไม่มากแต่เวลานาน หัวใจเต้นเร็วขึ้นกว่าปกติ เช่นวิ่ง ปั่นจักรยาย เดินเร็ว แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นเวลานาน อย่างน้อย 20 - 30 นาทีต่อเนื่อง&lt;br /&gt;
ห้าม หยุดก่อนถึง 15 นาที ไม่ใช่ว่าร่างกายจะจำ แล้วนับทบต่อนะ (เช่น ออก 5 นาที พัก ต่ออีก 10 นาที) มันจะกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่เลยครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้อ...เวลาที่เหมาะกับการออก กำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ถ้าเป็นไปได้ให้เป็นตอนเช้า ก่อนทานอาหารเช้า เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายตื่นตัวจากการหลับไหล พร้อมที่จะเผาผลาญสารอาหารได้ดีที่สุด แล้วยังกระตุ้นให้เราสดชื่นกระปรี้กระเปร่า</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>แข่งขันลดน้ำหนัก ชิงรางวัลกว่า 1 ล้าน Thailand super loss 2010</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/08/1-thailand-super-loss-2010.html</link><category>ลดน้ำหนัก</category><category>สุขภาพ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Mon, 23 Aug 2010 22:57:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-1233309330209760685</guid><description>&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;b&gt;ที่สุดแห่งการแข่งขันที่ทุก คนรอคอย Thailand Super loss 2010 การแข่งขันลดน้ำหนักครั้งยิ่งใหญ่  &amp;nbsp;มูลค่ารางวัลรวม 1,000,000 บาท&amp;nbsp;และผู้ชนะจะได้เป็นพรีเซนเตอร์ของ บอดี้เชพ  โดยคัดเลือกจากผู้ชนะ จากผู้เข้าโครงการ 100  ท่านจะรับการลดน้ำหนักจากผลิตภัณท์และบริการของบอดี้เชพฟรี  &amp;nbsp;&amp;nbsp;กิจกรรมดีๆที่ส่งเสริมสุขภาพ ซึ้งปัจจุบันประเทศไทย ติดอันดับ 1 ใน 10  ประเทศที่มีคนอ้วนมากที่สุด โดยพบว่าแบ่งเป็นชาย ร้อยละ 50.9 และ เพศหญิง  ร้อยละ 72.5 บอดี้เชพเล็งเห็นอันตรายต่างๆจากความอ้วน การรับสมัคร ไม่จำกัด  เพศ วัย อายุ ใดๆทั้งสิ้น และ สมัครฟรี ได้ตั้งแต่วันนี&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;&lt;div style="color: #666666;"&gt;&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>เคล็ดวิธีดูแลผิวหน้าให้สวยใส ขจัดสิวอุดตันทุกรูขุมขน</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/08/blog-post_17.html</link><category>สุขภาพ</category><category>เคล็ดลับ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Wed, 18 Aug 2010 01:06:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-7535076553342887929</guid><description>&lt;b&gt;เคล็ดวิธีดูแลผิวหน้าให้สวยใส ขจัดสิวอุดตันทุกรูขุมขน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิวส่วนใหญ่มักจะเกิด ตอนอยู่ในช่วงวัยรุ่น เนื่องจากในช่วงวัยรุ่น  จะมีต่อมไขมันที่ขยันผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป  ส่งผลให้หน้ามันและอุดตันรูขุมขนและทำให้เกิดสิว  วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีการป้องกันและการรักษาสิวมาบอกกัน...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. อย่าลืมล้างเมคอัพก่อนเข้านอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. รักษาใบหน้าให้สะอาดเสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.  ล้างหน้าวันละประมาณ 2-3 ครั้ง การล้างหน้าบ่อยเกินไปไม่ทำให้หยุดเป็นสิว  แต่จะทำให้แพ้และสิวก็ขึ้นมามากกว่าเดิมอีก  แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ผิวสกปรกเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. อย่าเครียด เพราะความเครียดเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5.  ไม่มีคำยืนยันที่แน่นอนว่าขนมหวาน ๆ จำพวกช็อคโกแล็ตนั้น  มีผลต่อการเป็นสิวหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ คือ ช็อคโกแล็ตทำให้อารมณ์ดี  ไม่เครียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรักษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ยาใช้รักษาสิวจะเป็นพวกกรดวิตามิน เอ  ในกรณีนี้จะใช้ในคนที่เป็นสิวไม่หายและต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์เท่านั้น  เพราะอาจเป็นอันตรายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. อย่าพยายามแต่งหน้าให้หนาเกินไป  ในช่วงเป็นสิวควรแต่งหน้าแบบบางเบาหรืออาจไม่แต่งเลย  แต่ถ้าเป็นสาวทำงานต้องสวยอยู่เสมอ ก็อย่าลงรองพื้นหนานัก  เพราะจะทำให้เป็นสิว และยังเกิดรอยย่นได้ง่าย ๆ อีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ในกรณีที่มีสิวเสี้ยน วิธีนี้อาจช่วยได้ ใช้ไข่ขาวพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. ทาครีมหรือเจลรักษาสิวที่มีส่วนผสมจำพวก ซาลิไซลิก แอซิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมหันมาดูแลรักษาผิวไม่ให้เป็นสิวกันดีกว่า</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item><item><title>วิธีดูแลผิวให้นุ่มเนียนและกระชับ</title><link>http://health109.blogspot.com/2010/08/blog-post.html</link><category>สุขภาพ</category><category>อาหาร</category><category>เคล็ดลับ</category><author>noreply@blogger.com (น่ารู้)</author><pubDate>Wed, 18 Aug 2010 01:03:00 +0700</pubDate><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-5530004591115310586.post-1251757477717483437</guid><description>เรามาลองวิธีที่ทำให้ สวย เด้ง ตึง ได้ทุกสัดส่วนง่ายๆ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ลอก&lt;br /&gt;
การลอกผิวจะกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว และยังช่วยสลายไขมัน คุณสามารถจะลอกผิวได้ง่ายๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยตัวเอง โดยนำเกลือทะเลผสมน้ำมันมะกอกมานวดขัดผิว โดยเฉพาะบริเวณผิวที่มีเซลลูไลต์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ขัด&lt;br /&gt;
การขัดผิวเบาๆ โดยใช้แปรงนุ่มๆ หรือใยบวบที่แช่น้ำให้นิ่ม จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้ทำงานอย่างสม่ำเสมอทั่วถึง และยังช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกได้หมดจด เวลาที่เหมาะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สุดในการขัด คือขณะฟอกสบู่ อาบน้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ห่อ&lt;br /&gt;
หมั่นนำพลาสติกใสๆ บางๆ มาพันต้นขาให้กระชับเพรียวสวย โดยเริ่มจากลงไปแช่น้ำอุ่น จาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั้นเช็ดตัวให้แห้ง นำผ้าขนหนูจุ่มน้ำร้อนที่ผสมน้ำมันหอม (กลิ่นมะนาวหรือโรสแมรี่) บิดให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แห้งพอหมาดแล้วนำมาพันต้นขา จากนั้นจึงพันด้วยแผ่นฟิล์มแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. ดัน&lt;br /&gt;
เป็นการบริหารที่ควรทำทุกวันเพื่อให้ช่วงอกสวย ประกบฝ่ามือทั้งสองไว้กลางหว่างอก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เหมือนการไหว้) เกร็งและดันฝ่ามือทั้งสองซึ่งกันและกัน ค้างไว้ 10 นาที แล้วทำซ้ำ 5 ครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. กลิ้ง&lt;br /&gt;
การนวดโดยใช้ลูกกลิ้ง กลิ้งไปบนผิว จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตมาเลี้ยงผิวได้ดีขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ควรจะนวดหมุนเป็นวงกลม เริ่มจากขา แขน แล้วปิดท้ายด้วยบริเวณ ช่วงลำตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. ดึง&lt;br /&gt;
ใครที่มีไขมันสะสมใต้ผิวหนังตรงสะโพก หรือแก้มก้นมากเกินไป อาจลดได้ด้วยวิธีใช้นิ้วชี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กับนิ้วหัวแม่มือดึงผิวหนังให้ทั่วทั้งบริเวณสะโพก หมั่นทำเป็นประจำ วันละ 10 นาที ผิวแตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลายจะจางลง</description><thr:total xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">0</thr:total></item></channel></rss>