<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/rss2enclosuresfull.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/" xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" version="2.0">
<channel>
	<title>แก้จนดอทคอม 108อาชีพเสริม</title>
	
	<link>http://www.keajon.com</link>
	<description>อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ของคนทำกิน</description>
	<lastBuildDate>Sun, 05 Sep 2010 19:54:03 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/rss+xml" href="http://feeds.feedburner.com/keajon/QuyB" /><feedburner:info uri="keajon/quyb" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><itunes:explicit>no</itunes:explicit><itunes:subtitle>อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ของคนทำกิน</itunes:subtitle><feedburner:browserFriendly></feedburner:browserFriendly><item>
		<title>บ้านไอติมทอด</title>
		<link>http://www.keajon.com/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Aug 2010 17:23:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bannitim</dc:creator>
				<category><![CDATA[108วิธีหาเงินบนเน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ SME]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจแฟรนไชส์]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์สินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือพารวย]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียอาชีพแปลก]]></category>
		<category><![CDATA[108อาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[แฟรนส์ไชส์ไอศครีมทอด]]></category>
		<category><![CDATA[แฟรนไชส์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอติม]]></category>
		<category><![CDATA[ไอติมทอด]]></category>
		<category><![CDATA[ไอศครีม]]></category>
		<category><![CDATA[ไอศครีมทอด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4777</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.keajon.com/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94/"><img align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.bannitim.ob.tc/image/banner_120.gif" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="บ้านไอติมทอด" title="" /></a>จำหน่าย ไอศครีมทอด ปลีก-ส่ง ( ไม่เสียค่าแรกเข้า ) ใช้เงินลงทุนไม่มาก ผลตอบแทน เฉลี่ย 500 &#8211; 1,500 บาท ต่อวันขึ้นไปสามารถตกแต่งร้านค้าได้ตามใจชอบ &#8220;ทางเรามีป้ายโฆษณาเพื่อตกแต่งร้านให้ยืม&#8221;ขายในราคา ลูกละ 15 &#8211; 20 บาท ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งทำเลวัสดุ &#8211; อุปกรณ์ที่ใช้ทอดสามารถหาใช้ได้ตามครัวเรือนทั่วไปเป็นธุรกิจที่ไม่เสียค่าแรกเข้าหรือค่าแฟรนไชส์สามารถทดลองขายได้โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ไอศครีมทั้งหมดมี 5 รสชาติ ได้แก่ ช็อคโกแลต, วนิลา, สตอเบอรี่, มะนาว, ช็อคโกแลตชิพ &#8221; ส่งในราคาลูกละ 8 บาท &#8220; ( packing ใส่กล่องโฟมอัดน้ำแข็งแห้งให้ โดยลูกค้าไม่ต้องเสียค่าน้ำแข็งแห้งเพิ่มเติม ) สนใจติดต่อ คุณ อั้ม  083-7124428E-MAIL : bann_itim@hotmail.comClick ดูรายละเอียด =&#62;&#62; Http://www.bannitim.ob.tc]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.bannitim.ob.tc/image/banner_120.gif" alt="บ้านไอติมทอด" title="บ้านไอติมทอด" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;"> </span><span style="color: #0000ff;">จำหน่าย ไอศครีมทอด ปลีก-ส่ง ( ไม่เสียค่าแรกเข้า )</span></p>
<p style="text-align: center;">ใช้เงินลงทุนไม่มาก ผลตอบแทน เฉลี่ย 500 &#8211; 1,500 บาท ต่อวันขึ้นไป<br />สามารถตกแต่งร้านค้าได้ตามใจชอบ &#8220;ทางเรามีป้ายโฆษณาเพื่อตกแต่งร้านให้ยืม&#8221;<br />ขายในราคา ลูกละ 15 &#8211; 20 บาท ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งทำเล<br />วัสดุ &#8211; อุปกรณ์ที่ใช้ทอดสามารถหาใช้ได้ตามครัวเรือนทั่วไป<br />เป็นธุรกิจที่ไม่เสียค่าแรกเข้าหรือค่า<a href="http://www.keajon.com/franchise/"target="_self"title="ธุรกิจแฟรนไชส์" >แฟรนไชส์</a>สามารถทดลองขายได้โดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;">ไอศครีมทั้งหมดมี 5 รสชาติ ได้แก่ ช็อคโกแลต, วนิลา, <br />สตอเบอรี่, มะนาว, ช็อคโกแลตชิพ</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;">&#8221; ส่งในราคาลูกละ 8 บาท &#8220;</span></p>
<p style="text-align: center;">( packing ใส่กล่องโฟมอัดน้ำแข็งแห้งให้ โดยลูกค้าไม่ต้องเสียค่าน้ำแข็งแห้งเพิ่มเติม )</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #0000ff;">สนใจติดต่อ <br />คุณ อั้ม  083-7124428<br />E-MAIL : </span><a href="mailto:bann_itim@hotmail.com"><span style="color: #0000ff;">bann_itim@hotmail.com</span></a><br /><span style="color: #000000;">Click ดูรายละเอียด =&gt;&gt; </span><a href="http://www.bannitim.ob.tc/"><span style="color: #0000ff;">Http://www.bannitim.ob.tc</span></a></p>
<script type="text/javascript" class="owbutton" src="http://onlywire.com/btn/button_39082" title="บ้านไอติมทอด" url="http://www.keajon.com/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94/"></script>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โปรแกรมฝึกอบรมวิชาชีพ “คมชัดลึกฝึกอาชีพ” เดือนกันยายน</title>
		<link>http://www.keajon.com/%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.keajon.com/%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Aug 2010 17:08:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>kaikook</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home]]></category>
		<category><![CDATA[ฝึกอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ลงทุน]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4783</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.keajon.com/%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81/"><img align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>วันเสาร์ที่ 4 กันยายน 2553 ราดหน้ายอดผักสูตรเอ็มไพร์                อ.มนต์ชัย พลบุบผา เจ้าของร้าน “ราดหน้านายรอนเอ็มไพร์” ที่เปิดกิจการมากว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 เริ่มแรกเป็นสูตรเอ็มไพร์ แต่ อ.มนต์ชัยนำมาปรับปรุงให้เป็นสูตรของตนเองทำให้มีรสชาติเข้มข้นขึ้น โดยจะพิถีพิถันในเรื่องของวัตถุดิบต้องเป็นของแท้และสะอาด ไม่ใช้สารเคมี หมักหมูให้นุ่มด้วยสัปปะรดแทนที่จะใช้ผงหมัก ทำให้ราดหน้ามีความแตกต่างจากเจ้าอื่นๆ แป้งไม่คืนตัวแม้ว่าจะทิ้งไว้ไม่ทานทันทีจึงยังคงรสชาติไว้ได้เหมือนเดิม และยังมีเคล็ดลับการทำหมี่กรอบให้กรอบนานไม่เหม็นหืนด้วย อ.มนต์ชัยยังบอกอีกว่าตนเองมีความตั้งใจที่จะเผยแพร่หลักสูตรนี้เพื่อให้คนมีอาชีพทำกิน และจะให้วิชาทั้งหมดไม่หวงไว้เพราะไม่อยากให้วิชานี้ตายไปกับตน หากใครจะรักษาสูตรนี้ไว้หรือพัฒนาสูตรให้ดียิ่งขึ้นก็ยินดี หลักสูตรราดหน้ายอดผักสูตรเอ็มไพร์ โดย อ.มนต์ชัย ผลบุบผา เจ้าของร้านย่านสุขุมวิท 71 คลองตัน ปากซอยปรีดีพนมยงค์ 31 ค่าสมัคร 1,284 บาท วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน 2553 ก๋วยเตี๋ยวเรือโบราณ สูตรสมุนไพรไทยกว่า 10 ชนิด (ไม่ใส่ผงชูรส) อ.ธนพัฒน์ ธนาธีระสกุล เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือโบราณ ถ.หทัยราษฎร์ กล่าวว่า นอกจากการใส่ใจในคุณภาพความอร่อยทุกชามตามที่ลูกค้าสั่ง ตลอดรวมทั้งเครื่องมือ เครื่องใช้ที่ต้องสะอาดแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>วันเสาร์ที่ </strong><strong>4 กันยายน 2553 </strong></p>
<p>ราดหน้ายอดผักสูตรเอ็มไพร์                <strong>อ.มนต์ชัย พลบุบผา เจ้าของร้าน “ราดหน้านายรอนเอ็มไพร์”</strong> ที่เปิดกิจการมากว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 เริ่มแรกเป็นสูตรเอ็มไพร์ แต่ อ.มนต์ชัยนำมาปรับปรุงให้เป็นสูตรของตนเองทำให้มีรสชาติเข้มข้นขึ้น โดยจะพิถีพิถันในเรื่องของวัตถุดิบต้องเป็นของแท้และสะอาด ไม่ใช้สารเคมี หมักหมูให้นุ่มด้วยสัปปะรดแทนที่จะใช้ผงหมัก ทำให้ราดหน้ามีความแตกต่างจากเจ้าอื่นๆ แป้งไม่คืนตัวแม้ว่าจะทิ้งไว้ไม่ทานทันทีจึงยังคงรสชาติไว้ได้เหมือนเดิม และยังมีเคล็ดลับการทำหมี่กรอบให้กรอบนานไม่เหม็นหืนด้วย อ.มนต์ชัยยังบอกอีกว่าตนเองมีความตั้งใจที่จะเผยแพร่หลักสูตรนี้เพื่อให้คนมีอาชีพทำกิน และจะให้วิชาทั้งหมดไม่หวงไว้เพราะไม่อยากให้วิชานี้ตายไปกับตน หากใครจะรักษาสูตรนี้ไว้หรือพัฒนาสูตรให้ดียิ่งขึ้นก็ยินดี <strong>หลักสูตรราดหน้ายอดผักสูตรเอ็มไพร์ โดย อ.มนต์ชัย ผลบุบผา เจ้าของร้านย่านสุขุมวิท 71 คลองตัน ปากซอยปรีดีพนมยงค์ 31 ค่าสมัคร 1,284 บาท</strong></p>
<p><strong>วันอาทิตย์ที่ </strong><strong>5 กันยายน 2553</strong><strong></strong></p>
<p><strong>ก๋วยเตี๋ยวเรือโบราณ สูตรสมุนไพรไทย</strong><strong>กว่า</strong><strong> 10 ชนิด (ไม่ใส่ผงชูรส)</strong></p>
<p><strong>อ.ธนพัฒน์ ธนาธีระสกุล เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือโบราณ ถ.หทัยราษฎร์ </strong>กล่าวว่า นอกจากการใส่ใจในคุณภาพความอร่อยทุกชามตามที่ลูกค้าสั่ง ตลอดรวมทั้งเครื่องมือ เครื่องใช้ที่ต้องสะอาดแล้ว การที่เครื่องปรุงทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นพริกป่น น้ำส้ม ถั่วลิสง ฯลฯ ต้องลงมือปรุงเองทั้งหมด แถมทุกเมนูปลอดผงชูรส และมีส่วนประกอบของสมุนไพรไทยอีกกว่า 10 ชนิด ถือเป็นเคล็ดลับความอร่อยที่สร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าและดีต่อสุขภาพอีกด้วย <strong>หลักสูตรก๋วยเตี๋ยวเรือโบราณ สูตรสมุนไพรไทยกว่า 10 ชนิด</strong> <strong>(ไม่ใส่ผงชูรส)</strong> <strong>โดย อ.ธนพัฒน์-อรภา ธนาธีระสกุล เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือโบราณ ถ.หทัยราษฎร์ เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ</strong> <strong>ค่าสมัครเพียง </strong><strong>1,284 บาท</strong> นับว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว เพราะลงทุนไม่มากแต่สามารถ<a href="http://www.keajon.com/th/category/subwork/"target="_self"title="อาชีพสร้างรายได้" >สร้างรายได้</a>ให้ไม่น้อยพร้อมเผยเคล็ดลับสูตรเด็ดแบบไม่หวง ปัจจุบันร้านก๋วยเตี๋ยวเรือโบราณ ขยายสาขาไปที่ หน้าโรงพยาบาลสนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา</p>
<p><strong>ข้าวมันไก่ไหหลำ  พร้อมน้ำซุปสาหร่าย</strong></p>
<p>อ.ศักดา มีลาภ เจ้าของร้านเป็ดย่างลิตเติ้ลดั๊ก เผยว่า เป็นข้าวมันไก่สูตรลับเฉพาะที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ยกเว้น คม ชัด ลึก <a href="http://www.keajon.com/training_course/"target="_self"title="ข่าวฝึกอาชีพ" >ฝึกอาชีพ</a> ที่เดียว และเป็นสูตรที่ไม่เหมือนกับร้านที่เปิดขายโดยทั่วไป เนื้อไก่นุ่มชุ่มชื้น เข้ากันดีกับน้ำจิ้มรสเด็ด และน้ำซุปสาหร่ายคล่องคอ <strong>หลักสูตรข้าวมันไก่ไหหลำ พร้อมน้ำซุปสาหร่าย โดย อ.ศักดา มีลาภ เจ้าของร้านเป็ดย่างลิตเติ้ลดั๊ก ซ.ลาซาล </strong><strong>29 จ.สมุทรปราการ </strong>สำหรับวิทยากรรายนี้ ทุกครั้งที่มาอบรมการันตีได้ถึงรายละเอียด เคล็ดลับต่างๆ ที่สำคัญทุกเมนูบทสรุปอร่อยทุกรายการ <strong>ค่าสมัคร </strong><strong>1,284 บาท</strong> <strong>เท่านั้น</strong></p>
<p>วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2552</p>
<p>หลักสูตร อาหารญี่ปุ่น 3 อย่าง (ซาซิมิ, ซูชิ, มากิ) ฟรี สูตรสลัดมันคลุกญี่ปุ่น และแกงกะหรี่</p>
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span lang="TH">หลักสูตรก๋วยเตี๋ยวปลาต้มยำน้ำข้น-เย็นตาโฟทรงเครื่อง-ข้าวต้มปลา</span>&#8220;จิง จู ฮวยไฉ่&#8221; สมพล ยินดีจะถ่ายทอดทุกอย่าง ชนิดที่ไม่หวงสูตรในโครงการ &#8220;คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ&#8221; อย่าง หลักสูตรก๋วยเตี๋ยวปลาต้มยำน้ำข้น-เย็นตาโฟทรงเครื่อง-ข้าวต้มปลา&#8221;  จะสอนใน วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2553 ค่าสมัครเพียง 1,819 บาท</p>
<p><span lang="TH"><span> </span></span></p>
<script type="text/javascript" class="owbutton" src="http://onlywire.com/btn/button_39082" title="โปรแกรมฝึกอบรมวิชาชีพ "คมชัดลึกฝึกอาชีพ" เดือนกันยายน" url="http://www.keajon.com/%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81/"></script>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.keajon.com/%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“ลูกปัด”เครื่องประดับแฟชั่น ไอเดียบรรเจิดจนโกอินเตอร์</title>
		<link>http://www.keajon.com/beads-jewelry-fashion-ideas/</link>
		<comments>http://www.keajon.com/beads-jewelry-fashion-ideas/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 Aug 2010 14:43:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>onemanf_webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธุรกิจ SME]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกปัด]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพไอเดีย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4787</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.keajon.com/beads-jewelry-fashion-ideas/"><img align="left" hspace="5" width="150" src="http://pics.manager.co.th/Images/553000012111101.JPEG" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>ลำพังแค่ทำเครื่องประดับเชือกร้อยลูกปัดคงไม่โดดเด่นมากนัก หากไม่ได้ฝีมือของหญิงเก่งและแกร่งอย่าง “เกษร โพธิสัตย์” ที่เติมความคิดสร้างสรรค์ลงไปในผลงาน โดยอาศัยประสบการณ์ที่สะสมมายาวนานกว่า 30 ปี ประกอบกับหยิบวัตถุดิบแปลกๆ ในท้องถิ่นมาผสมผสาน ช่วยให้ชิ้นงานมีเอกลักษณ์เด่นเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า และเติบโตก้าวไกลไปสู่ตลาดส่งออก เกษร โพธิสัตย์ เจ้าของกิจการร้าน “ลูกปัด” ที่ ถ.ช้างม่อยตัดใหม่ ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เล่าว่า ชอบทำงานฝีมือโดยเฉพาะเชือกถักมาตั้งแต่เด็ก มักหาซื้อเครื่องประดับเชือกถักมาเลาะแกะทิ้ง เพื่อเรียนรู้วิธีการถัก และลองฝึกทำด้วยตัวเอง ด้วยข้อจำกัดของฐานะ ทำให้มีโอกาสเรียนแค่ระดับประถม และเริ่มยึดอาชีพถักเครื่องประดับลูกปัดขายริมข้างทางบริเวณตลาดวโรรสตั้งแต่วัยรุ่น จากจุดเล็กๆ ในวันนั้น ปัจจุบัน กิจการได้ก้าวมาไกลอย่างยิ่ง โดยร้าน “ลูกปัด” ที่เปิดมากว่า 15 ปีแล้ว ถือเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับลูกปัดรายใหญ่ประจำเมืองเชียงใหม่ โดยมีบริการครบถ้วน ตั้งแต่ขายปลีกและส่ง ขายอุปกรณ์ และรับฝึกสอนอาชีพ นอกจากนั้น จากเริ่มต้นทำคนเดียวขายข้างทาง ปัจจุบัน เปิดเป็นบริษัท เมย์ บีด จำกัด มีแรงงานทั้งประจำ และเครือข่ายป้อนวัตถุดิบรวมกว่าร้อยชีวิต ส่วนตลาดมีฐานลูกค้าประจำสั่งออเดอร์มาจากทั่วประเทศ และเมื่อประมาณ 4-5 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<p><img class="aligncenter" src="http://pics.manager.co.th/Images/553000012111101.JPEG" alt=" ลูกปัดเครื่องประดับแฟชั่น ไอเดียบรรเจิดจนโกอินเตอร์" width="400" height="300" title="ลูกปัดเครื่องประดับแฟชั่น ไอเดียบรรเจิดจนโกอินเตอร์" /></p>
<p style="text-align: justify">ลำพังแค่ทำเครื่องประดับเชือกร้อยลูกปัดคงไม่โดดเด่นมากนัก หากไม่ได้ฝีมือของหญิงเก่งและแกร่งอย่าง “เกษร โพธิสัตย์” ที่เติมความคิดสร้างสรรค์ลงไปในผลงาน โดยอาศัยประสบการณ์ที่สะสมมายาวนานกว่า 30 ปี ประกอบกับหยิบวัตถุดิบแปลกๆ ในท้องถิ่นมาผสมผสาน ช่วยให้ชิ้นงานมีเอกลักษณ์เด่นเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า และเติบโตก้าวไกลไปสู่ตลาดส่งออก</p>
<p style="text-align: center"><img class="aligncenter" src="http://pics.manager.co.th/Images/553000012111102.JPEG" alt=" ลูกปัดเครื่องประดับแฟชั่น ไอเดียบรรเจิดจนโกอินเตอร์" width="300" height="400" title="ลูกปัดเครื่องประดับแฟชั่น ไอเดียบรรเจิดจนโกอินเตอร์" /></p>
<p style="text-align: justify"><strong> เกษร โพธิสัตย์</strong> เจ้าของกิจการร้าน “ลูกปัด” ที่ ถ.ช้างม่อยตัดใหม่ ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เล่าว่า ชอบทำงานฝีมือโดยเฉพาะเชือกถักมาตั้งแต่เด็ก มักหาซื้อเครื่องประดับเชือกถักมาเลาะแกะทิ้ง เพื่อเรียนรู้วิธีการถัก และลองฝึกทำด้วยตัวเอง</p>
<p style="text-align: justify">ด้วยข้อจำกัดของฐานะ ทำให้มีโอกาสเรียนแค่ระดับประถม และเริ่มยึดอาชีพถักเครื่องประดับลูกปัดขายริมข้างทางบริเวณตลาดวโรรสตั้งแต่วัยรุ่น จากจุดเล็กๆ ในวันนั้น ปัจจุบัน กิจการได้ก้าวมาไกลอย่างยิ่ง โดยร้าน “ลูกปัด” ที่เปิดมากว่า 15 ปีแล้ว ถือเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องประดับลูกปัดรายใหญ่ประจำเมืองเชียงใหม่ โดยมีบริการครบถ้วน ตั้งแต่ขายปลีกและส่ง ขายอุปกรณ์ และรับฝึกสอนอาชีพ</p>
<p style="text-align: justify"><strong> นอกจากนั้น จากเริ่มต้นทำคนเดียวขายข้างทาง ปัจจุบัน เปิดเป็นบริษัท เมย์ บีด จำกัด มีแรงงานทั้งประจำ และเครือข่ายป้อนวัตถุดิบรวมกว่าร้อยชีวิต ส่วนตลาดมีฐานลูกค้าประจำสั่งออเดอร์มาจากทั่วประเทศ และเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ยังขยายสู่ต่างประเทศ ผ่านการออกแฟร์เพื่อการส่งออก อย่างงานแสดงสินค้าของขวัญ และงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG&amp;BIH) ซึ่งมีออเดอร์ทั้งยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง เป็นต้น</strong></p>
<p style="text-align: justify">“ข้อดีของงานแฮนด์เมดเครื่องประดับลูกปัด คือ ต้นทุนต่ำ แต่สามารถทำกำไรต่อหน่วยได้สูง หากมีดีไซน์โดดเด่น สร้อยหนึ่งเส้นที่ต้นทุนแค่ 10 บาทก็อาจจะขายได้เป็นพันบาท อีกทั้ง สามารถพลิกแพลงทำเป็นสินค้าได้หลากหลาย ทั้งเครื่องประดับ และสินค้าที่ระลึก ช่วยให้เจาะลูกค้าได้หลายกลุ่ม หรือกรณีสินค้าที่ขายไม่ออก ก็สามารถรื้ออุปกรณ์ออกมาทำเป็นดีไซน์ใหม่ๆ ได้ ทำให้ไม่มีปัญหาของค้างสต๊อก” เจ้าของธุรกิจเผย</p>
<p style="text-align: justify">เธอ ระบุด้วยว่า จุดเด่นที่ช่วยให้เครื่องประดับร้านลูกปัดได้รับความนิยมและเติบโตมาจนถึงวันนี้ เพราะไม่หยุดนิ่งพัฒนารูปแบบ โดยสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้ในท้องตลาด ทั้งเทคนิคการถักและร้อยเชือก อีกทั้ง สร้างความแปลกใหม่ด้วยการประยุกต์ผสมผสานใช้วัตถุดิบธรรมชาติในท้องถิ่น เช่น เมล็ดกาแฟ กะลามะพร้าว รังไหม ฯลฯ อีกทั้ง เพิ่มมูลค่าด้วยการใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่ลูกค้าจดจำและกลับมาซื้อซ้ำได้</p>
<p style="text-align: justify"><span style="color: #800000"><strong> “เคล็ดลับที่อยากจะฝากถึงคนที่จะยึดอาชีพนี้ ในการออกแบบควรจะเป็นตัวของตัวเอง มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร แนะนำว่าควรใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นของท้องถิ่นมาผสมผสาน เช่น เมล็ดพืช เปลือกหอย ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ได้งานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังสะท้อนถึงความเป็นท้องถิ่น เหมาะเป็นสินค้าที่ระลึก”</strong></span> เกษร แนะนำ</p>
<p><img class="aligncenter" src="http://pics.manager.co.th/Images/553000012111110.JPEG" alt=" ลูกปัดเครื่องประดับแฟชั่น ไอเดียบรรเจิดจนโกอินเตอร์" width="400" height="300" title="ลูกปัดเครื่องประดับแฟชั่น ไอเดียบรรเจิดจนโกอินเตอร์" /></p>
<p style="text-align: justify">สำหรับวัสดุที่ใช้ในร้านนั้น เธอระบุว่า ส่วนใหญ่จะสั่งนำเข้าจากประเทศจีน ทั้งลูกปัด หินสี เม็ดกระดุม เชือกเทียน ฯลฯ ส่วนวัตถุดิบธรรมชาติ สั่งซื้อจากชาวบ้านในท้องถิ่น ส่วนการผลิตไปสอนวิชาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านใน จ.เชียงราย กว่าร้อยชีวิต เพื่อให้เป็นแรงงานจ่ายค่าจ้างเป็นรายชิ้น ขณะนี้ สามารถผลิตได้ประมาณหนึ่งพันชิ้นต่อวัน</p>
<p style="text-align: justify">ทั้งนี้ ในร้าน “ลูกปัด” มีสินค้าเครื่องประดับและตกแต่งให้เลือกนับพันรายการ เช่น สร้อยคอ กำไรข้อมือ พวงกุญแจ ที่ห้อยโทรศัพท์ แหวน ต่างหู ฯลฯ ราคาตั้งแต่ <strong>10 บาทไปจนถึงหลักพันบาท</strong> นอกจากนั้น ยังเปิดขายอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับถักเครื่องประดับครบถ้วน มีให้เลือกกว่าร้อยรายการ <strong>คิดราคาขายตามน้ำหนักที่ขีดละ 100 บาท และยังเปิดสอนอาชีพสำหรับผู้สนใจ คิดค่าเรียน 2,000 บาท (ระยะ 3 วันพร้อมอุปกรณ์) </strong></p>
<p style="text-align: justify">ด้านช่องทางตลาด นอกเหนือจากหน้าร้านแล้ว จะขายผ่านอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ www.lookpud.com และออกงานแสดงสินค้า เช่น งานโอทอป ประจำปี และงาน BIG&amp;BIH เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify">หญิงเก่ง ยอมรับว่า ปัจจุบันมีเครื่องประดับลูกปัดขายในท้องตลาดจำนวนมาก ทั้งจากผู้ผลิตรายใหญ่ถึงรายจิ๋ว แต่เชื่อว่า ตลาดยังไม่ถึงทางตัน เพราะสามารถพลิกแพลงทำเป็นสินค้าได้หลายรูปแบบ</p>
<p style="text-align: justify">อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีผู้ผลิตจำนวนมากและการแข่งขันสูง นับวันภาพรวมของราคาสินค้าประเภทนี้จะถูกกดให้ต่ำลงเรื่อยๆ ดังนั้น เตรียมจะออกแบรนด์ใหม่ ชื่อ “SINEE” ซึ่งจะเน้นเป็นเครื่องประดับแฮนด์เมดที่มีรูปแบบทันสมัยแปลกตาออกไป โดยใช้วัตถุดิบชั้นดีหาไม่ได้จากเจ้าอื่นๆ มุ่งลูกค้าระดับบน วางขายในห้างสรรพสินค้า และส่งออกโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยขยายหาลูกค้ากลุ่มใหม่ ควบคู่กับรักษาตลาดเดิมที่เป็นฐานสำคัญอยู่แล้ว</p>
<p style="text-align: justify">โทร. 08-1951-9221 , 08-9835-9944</p>
<p>www.lookpud.com</p>
<p>ที่มา : <a href="http://www.manager.co.th/" target="_blank">ผู้จัดการออนไลน์</a></p>
<script type="text/javascript" class="owbutton" src="http://onlywire.com/btn/button_39082" title=""ลูกปัด"เครื่องประดับแฟชั่น ไอเดียบรรเจิดจนโกอินเตอร์" url="http://www.keajon.com/beads-jewelry-fashion-ideas/"></script>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.keajon.com/beads-jewelry-fashion-ideas/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรมอุทยานฯ ผุดไอเดีย หนุนเลี้ยงตุ๊กแกไทยส่งขายตลาดไต้หวัน-จีน</title>
		<link>http://www.keajon.com/export-gecko/</link>
		<comments>http://www.keajon.com/export-gecko/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Aug 2010 18:15:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพเสริม]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรแก้จน]]></category>
		<category><![CDATA[Gecko]]></category>
		<category><![CDATA[ซื้อตุ๊กแก]]></category>
		<category><![CDATA[ฟาร์มตุ๊กแก]]></category>
		<category><![CDATA[ส่งออกตุ๊กแก]]></category>
		<category><![CDATA[เพาะเลี้ยงตุ๊กแก]]></category>
		<category><![CDATA[เลี้ยงตุ๊กแกขาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4755</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.keajon.com/export-gecko/"><img align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.sudhits.com/wp-content/uploads/2010/07/63011.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ขายตุ๊กแก" title="ตุู๊๊กแก" /></a>กรมอุทยานฯ ผุดไอเดียเจ๋งหนุนชาวบ้านเลี้ยง &#8220;ตุ๊กแก&#8221; ส่งออกนอกหวังเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะไต้หวันเป็นตลาดใหญ่ เน้นวิจัย-เพาะพันธุ์ตุ๊กแกพันธุ์ไทยดั้งเดิม ซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวไต้หวัน ส่วนใหญ่นำไปทำกระเป๋า เข็มขัด แทนหนังจระเข้ โดยจะใช้สมุทรสงครามเป็นพื้นที่นำร่องเพราะมีร่องสวนจำนวนมาก และยังเป็นปัญหาของชาวบ้าน ขณะที่ยังมีผู้ส่งออกรายเล็กเพียงรายเดียวที่จ.สกลนครวันที่ 14 พ.ค. นายวัฒนา เวทยประสิทธิ์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญาไซเตส กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ปัจจุบันเนื้อตุ๊กแกตากแห้งนับว่าเป็นสินค้าที่มีความต้องการในตลาดสูงมาก โดยเฉพาะตลาดในต่างประเทศ ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ดำเนินกิจการนี้อยู่เพียงไม่กี่ราย อยู่ในแถบจ.สกลนคร และยังทำเป็นกิจการขนาดเล็กอยู่ซึ่งที่ผ่านมากรมอุทยานฯ อนุญาตให้ส่งตุ๊กแกตากแห้งออกไปขายที่ไต้หวันเฉลี่ยปีละ 1 แสนตัว และต้องรับรองว่าเป็นตุ๊กแกจากประเทศไทย แม้ว่าจะยังไม่อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองตามอนุสัญญาไซเตสก็ตาม นอกจากนี้สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ยังได้พยายามที่จะศึกษาวิจัยเพื่อการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนตุ๊กแกพันธุ์ดั้งเดิมของไทย ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ชาวไต้หวันต้องการมาก เพื่อที่จะไปสอนให้ชาวบ้านประกอบเป็นอาชีพเสริม เพาะขายส่งออก เพราะขณะนี้แม้จะมีความต้องการสูง แต่ก็ยังไม่มีการส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงมากนักนายวัฒนากล่าวต่อว่า นอกจากตุ๊กแกที่กรมอุทยานฯ กำลังพยายามศึกษาเพื่อเพิ่มจำนวน ในการสร้างโอกาสให้ชาวบ้านนำไปเพาะเพื่อส่งขายเป็นอาชีพเสริมแล้ว ยังมีสัตว์เลื้อยคลานประเภทตัวเงินตัวทอง ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องร่องในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของท้องตลาดต่างประเทศเช่นกันโดยส่วนใหญ่ต้องการนำหนังไปใช้ประโยชน์ในการผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง กระเป๋า เข็มขัด ทดแทนหนังจระเข้ ซึ่งสัตว์ชนิดนี้กรมอุทยานฯก็เตรียมเปิดให้เพาะเลี้ยงได้ด้วย ซึ่งในระยะแรกเริ่มนี้ อยู่ในขั้นตอนการเลือกพื้นที่นำร่องคือ จ.สมุทรสงคราม เพราะที่ผ่านมาพบว่าตัวเงินตัวทองอาศัยอยู่มาก และยังสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ด้วยการเข้าไปทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวสวน จนต้องหาทางกำจัดด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<p><img class="alignleft" title="ตุู๊๊กแก" src="http://www.sudhits.com/wp-content/uploads/2010/07/63011.jpg" alt="ขายตุ๊กแก" width="362" height="217" />กรมอุทยานฯ ผุดไอเดียเจ๋งหนุนชาวบ้านเลี้ยง &#8220;ตุ๊กแก&#8221; ส่งออกนอกหวังเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะไต้หวันเป็นตลาดใหญ่ เน้นวิจัย-เพาะพันธุ์ตุ๊กแกพันธุ์ไทยดั้งเดิม ซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวไต้หวัน ส่วนใหญ่นำไปทำกระเป๋า เข็มขัด แทนหนังจระเข้ โดยจะใช้สมุทรสงครามเป็นพื้นที่นำร่องเพราะมีร่องสวนจำนวนมาก และยังเป็นปัญหาของชาวบ้าน ขณะที่ยังมีผู้ส่งออกรายเล็กเพียงรายเดียวที่จ.สกลนคร<br /><br />วันที่ 14 พ.ค. นายวัฒนา เวทยประสิทธิ์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญาไซเตส กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ปัจจุบันเนื้อตุ๊กแกตากแห้งนับว่าเป็นสินค้าที่มีความต้องการในตลาดสูงมาก โดยเฉพาะตลาดในต่างประเทศ ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ดำเนินกิจการนี้อยู่เพียงไม่กี่ราย อยู่ในแถบจ.สกลนคร และยังทำเป็นกิจการขนาดเล็กอยู่<br /><br />ซึ่งที่ผ่านมากรมอุทยานฯ อนุญาตให้ส่งตุ๊กแกตากแห้งออกไปขายที่ไต้หวันเฉลี่ยปีละ 1 แสนตัว และต้องรับรองว่าเป็นตุ๊กแกจากประเทศไทย แม้ว่าจะยังไม่อยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองตามอนุสัญญาไซเตสก็ตาม นอกจากนี้สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ยังได้พยายามที่จะศึกษาวิจัยเพื่อการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนตุ๊กแกพันธุ์ดั้งเดิมของไทย ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ชาวไต้หวันต้องการมาก เพื่อที่จะไปสอนให้ชาวบ้านประกอบเป็น<a href="http://www.keajon.com/newcareer/"target="_self"title="อาชีพเสริม" >อาชีพเสริม</a> เพาะขายส่งออก เพราะขณะนี้แม้จะมีความต้องการสูง แต่ก็ยังไม่มีการส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงมากนัก<br /><br />นายวัฒนากล่าวต่อว่า นอกจากตุ๊กแกที่กรมอุทยานฯ กำลังพยายามศึกษาเพื่อเพิ่มจำนวน ในการสร้างโอกาสให้ชาวบ้านนำไปเพาะเพื่อส่งขายเป็นอาชีพเสริมแล้ว ยังมีสัตว์เลื้อยคลานประเภทตัวเงินตัวทอง ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องร่องในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของท้องตลาดต่างประเทศเช่นกัน<br /><br />โดยส่วนใหญ่ต้องการนำหนังไปใช้ประโยชน์ในการผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง กระเป๋า เข็มขัด ทดแทนหนังจระเข้ ซึ่งสัตว์ชนิดนี้กรมอุทยานฯก็เตรียมเปิดให้เพาะเลี้ยงได้ด้วย ซึ่งในระยะแรกเริ่มนี้ อยู่ในขั้นตอนการเลือกพื้นที่นำร่องคือ จ.สมุทรสงคราม เพราะที่ผ่านมาพบว่าตัวเงินตัวทองอาศัยอยู่มาก แ<br /><br />ละยังสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ด้วยการเข้าไปทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวสวน จนต้องหาทางกำจัดด้วย ซึ่งถ้าหากมีการส่งเสริมให้เพาะขายเชิงพาณิชย์ เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ และยังทำให้ชาวบ้านมีอาชีพเพิ่มมากขึ้นด้วย<br /><br />&#8220;ที่เราต้องการส่งเสริมพวกนี้เพราะที่ผ่านมามีชาวบ้านมาขอให้ไปช่วยเหลือ เพราะตัวเงินตัวทอง ตุ๊กแก มีจำนวนมาก และสร้างความเดือดร้อน ทำให้บางทีก็ต้องกำจัดด้วยการยิงทิ้งบ้าง ก็น่าสงสารสัตว์ เราได้พยายามกลับมาศึกษาเพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จากมัน ส่วนหนึ่งจะส่งเสริมให้มีการเลี้ยง อาจจะเลี้ยงเป็นลักษณะฟาร์ม สวนสัตว์ เพื่อการท่องเที่ยวหรือเลี้ยงไว้ตามบ้าน อาจจะขายได้&#8221; นายวัฒนากล่าว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>อาชีพใหม่ ตุ๊กแกอบแห้ง รายได้เดือนละ 10 ล้าน!</strong></p>
<p><br /> อาชีพแปลกทำ”ตุ๊กแกอบแห้ง”ส่งออกทำเงิน ช่วงเศรษฐกิจซบเซา และภาวะภัยแล้ง  แห่งเดียวนครพนม ไม่กระทบยอดส่งออกตุ๊กแกตากแห้ง ส่งนอก  พบเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 10 ล้านบาท…..</p>
<p>ที่ จ.นครพนม  ถึงแม้หลายพื้นที่จะประสบปัญหาภัยแล้งไม่สามารถทำนาและการเกษตรได้ตามปกติ  รวมถึงสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ประชาชนรายได้ลดลง แต่สำหรับราษฎรบ้านตาล  ต.นาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม กลับไม่ได้รับผลกระทบ  เนื่องจากเป็นหมู่บ้านแห่งเดียวของนครพนมที่ยึดอาชีพสุดแปลกมานานกว่า 20  ปีคือทำตุ๊กแก ไส้เดือน และปลิง ตากแห้ง  ส่งออกขายต่างประเทศหมุนเวียนตามฤดูกาลตลอดปี  สร้างงาน <a href="http://www.keajon.com/th/category/subwork/"target="_self"title="อาชีพสร้างรายได้" >สร้างรายได้</a>  ให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี สวนกระแสในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ</p>
<p>นายคนึง มีพรหม นายอำเภอนาหว้า จ.นครพนม  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ว่า สำหรับ ต.นาหว้า อ.นาหว้า   ถึงแม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจและภัยแล้ง แต่ชาวบ้านมีอาชีพทำตุ๊กแก ไส้เดือน  และปลิง ตากแห้ง ส่งขายต่างประเทศ สร้างเงินหมุนเวียนเดือนละกว่า 10  ล้านบาท อำเภอได้เข้าไปดูแลส่งเสริมสนับสนุนบางส่วน  ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพหลัก</p>
<p>ขณะ ที่นายปราณีต นางทราช อายุ 50 ปี  ราษฎรบ้านตาลที่ยึดอาชีพทำตุ๊กแกตากแห้งส่งออก กล่าวว่า ทำมานานกว่า 20  ปีแล้ว รายได้ดี ไม่ว่าจะสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ไม่มีผลกระทบ  ช่วงนี้จะเป็นตุ๊กแกตากแห้ง คนที่ออกไปจับมาขายตัวละประมาณ 10 – 25 บาท  ตามขนาด และชำแหละแปรรูปตามแบบมาตรฐานนำไปตากแห้งหรืออบ  ก่อนแพ็กส่งขายให้พ่อค้าส่งออกไป จีน ไต้หวัน นำไปปรุงอาหาร เป็นยาชูกำลัง  ในราคาตัวละประมาณ 30 บาท ตามขนาดเล็กใหญ่ มียอดส่งออกเดือนละหลายแสนตัว  มีรายได้ครอบครัวละ 5,000 – 10,000 บาทต่อเดือน</p>
<p>นายปราณีต กล่าวอีกว่า  ส่วนเรื่องปัญหาการสูญพันธุ์ของตุ๊กแกนั้นไม่มีอย่างแน่นอน เพราะในระยะเวลา  1 ปี จะมีช่วงพักประมาณเดือน ต.ค. – ม.ค. เป็นช่วงตุ๊กแกผสมพันธุ์ออกไข่  ซึ่งธรรมชาติของตุ๊กแกนั้น ขยายพันธุ์ได้เร็วและมีจำนวนมาก   เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนก็จะไปทำปลิงตากแห้งแทน สำหรับตุ๊กแกที่นำมาผลิตนั้น   จับตามบ้านเรือนทั่วไป  ไม่ใช่ตุ๊กแกตามป่า จึงไม่ผิดตาม  พ.ร.บ.สัตว์ป่าหวงห้าม ในอนาคตกำลังหาทางเลี้ยงขยายพันธุ์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ</p>
<p>&nbsp;</p>
<script type="text/javascript" class="owbutton" src="http://onlywire.com/btn/button_39082" title="กรมอุทยานฯ ผุดไอเดีย หนุนเลี้ยงตุ๊กแกไทยส่งขายตลาดไต้หวัน-จีน" url="http://www.keajon.com/export-gecko/"></script>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.keajon.com/export-gecko/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โมบายหลอดกาแฟ เล็ก-ง่าย แต่กลายเป็นเงิน</title>
		<link>http://www.keajon.com/drinking-straw-mobile/</link>
		<comments>http://www.keajon.com/drinking-straw-mobile/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Aug 2010 20:06:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียงานประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[งานประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[บุญสืบ ฟักน่วม]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดกาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[โมบาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4703</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.keajon.com/drinking-straw-mobile/"><img align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/08/mobile-drinking-straw11-150x150.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="งานประดิษฐ์" title="โมบายหลอดกาแฟ" /></a>‘หลอดกาแฟ’ ก็ทำเงิน !! การทำชิ้นงานศิลปะประดิษฐ์บางชนิดไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมาก งานประดิษฐ์บางชนิดเราสามารถนำวัสดุและวัตถุดิบที่มีอยู่ใกล้ตัว หาได้ง่าย ราคาไม่แพง มาใช้ผลิตเป็นชิ้นงานขายได้ อย่างเช่นงานประดิษฐ์ “โมบายแขวนจากหลอดกาแฟ” หลากสีสัน ที่ก็เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ได้&#8230; บุญสืบ ฟักน่วม เจ้าของชิ้นงานนี้เล่าว่า ยึดอาชีพผลิต “โมบายแขวนจากหลอดกาแฟ” ขายมานานกว่า 15 ปีแล้ว ซึ่งพัฒนามาจากงานเครื่องแขวนหรือโมบายที่ใช้วัตถุดิบในการทำจากเปลือกหอย โดยจากเดิมที่คิดแค่จะทำเป็นอาชีพเสริมในยามว่าง ต่อมาก็หันมายึดอาชีพนี้ทำอย่างจริงจังเพื่อส่งขายให้กับลูกค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่ออีกทีหนึ่ง เหตุที่สนใจเพราะมองว่าเป็นงานที่สามารถหัดทำได้ไม่ยาก อีกทั้งวัตถุดิบหาได้ง่าย ใช้เงินลงทุนเกี่ยวกับอุปกรณ์ไม่สูงนัก โดยหัดทำด้วยตนเอง เริ่มจากรูปแบบง่าย ๆ เช่น พับเป็นรูปทรงดอกกุหลาบ พับเป็นดาว ต่อมาคิดว่าน่าจะสามารถนำมาพัฒนารูปแบบให้เป็นงานเครื่องแขวนหรือโมบายได้ ชิ้นงานที่ทำขึ้นนั้น เน้นที่งานเครื่องแขวนเป็นหลัก โดยมีรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ปลาตะเพียน ดาว เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังสามารถดัดแปลงทำเป็นพานพุ่มบายศรี หรือพานพุ่มสำหรับตั้งบูชา ได้อีกด้วย ปัจจุบันนอกจากผลิตเพื่อจำหน่ายเองแล้ว ก็ยังมีรายได้เสริมอีกทางจากการรับทำตามความต้องการของลูกค้าที่สั่งเฉพาะอีกด้วย “รูปแบบที่เห็นก็พัฒนามาจากงานฝีมือที่นักเรียนส่วนใหญ่จะเคยหัดทำมาบ้างแล้ว เพียงแต่เอามาเพิ่มรูปแบบให้ละเอียดและซับซ้อนขึ้น มีการนำวัสดุอื่น ๆ เข้ามาตกแต่ง ทำให้ชิ้นงานดูสะดุดตา” เจ้าของงานกล่าว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<p>‘หลอดกาแฟ’ ก็ทำเงิน !! <a href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/08/mobile-drinking-straw11.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-4708" title="โมบายหลอดกาแฟ" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/08/mobile-drinking-straw11.jpg" alt="งานประดิษฐ์" width="322" height="233" /></a> การทำชิ้นงานศิลปะ<a href="http://www.keajon.com/category/handcraft-idea/"target="_self"title="ดูเนื้อหางานประดิษฐ์" >ประดิษฐ์</a>บางชนิดไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมาก งานประดิษฐ์บางชนิดเราสามารถนำวัสดุและวัตถุดิบที่มีอยู่ใกล้ตัว หาได้ง่าย ราคาไม่แพง มาใช้ผลิตเป็นชิ้นงานขายได้ อย่างเช่นงานประดิษฐ์ “โมบายแขวนจากหลอดกาแฟ” หลากสีสัน ที่ก็เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ได้&#8230;</p>
<p>บุญสืบ ฟักน่วม เจ้าของชิ้นงานนี้เล่าว่า ยึดอาชีพผลิต “โมบายแขวนจากหลอดกาแฟ” ขายมานานกว่า 15 ปีแล้ว ซึ่งพัฒนามาจากงานเครื่องแขวนหรือโมบายที่ใช้วัตถุดิบในการทำจากเปลือกหอย โดยจากเดิมที่คิดแค่จะทำเป็น<a href="http://www.keajon.com/newcareer/"target="_self"title="อาชีพเสริม" >อาชีพเสริม</a>ในยามว่าง ต่อมาก็หันมายึดอาชีพนี้ทำอย่างจริงจังเพื่อส่งขายให้กับลูกค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่ออีกทีหนึ่ง เหตุที่สนใจเพราะมองว่าเป็นงานที่สามารถหัดทำได้ไม่ยาก อีกทั้งวัตถุดิบหาได้ง่าย ใช้เงินลงทุนเกี่ยวกับอุปกรณ์ไม่สูงนัก โดยหัดทำด้วยตนเอง เริ่มจากรูปแบบง่าย ๆ เช่น พับเป็นรูปทรงดอกกุหลาบ พับเป็นดาว ต่อมาคิดว่าน่าจะสามารถนำมาพัฒนารูปแบบให้เป็นงานเครื่องแขวนหรือโมบายได้</p>
<p>ชิ้นงานที่ทำขึ้นนั้น เน้นที่งานเครื่องแขวนเป็นหลัก โดยมีรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ปลาตะเพียน ดาว เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังสามารถดัดแปลงทำเป็นพานพุ่มบายศรี หรือพานพุ่มสำหรับตั้งบูชา ได้อีกด้วย ปัจจุบันนอกจากผลิตเพื่อจำหน่ายเองแล้ว ก็ยังมี<a href="http://www.keajon.com/keajon-freeblog/"target="_self"title="รายได้เสริม" >รายได้เสริม</a>อีกทางจากการรับทำตามความต้องการของลูกค้าที่สั่งเฉพาะอีกด้วย</p>
<p>“รูปแบบที่เห็นก็พัฒนามาจากงานฝีมือที่นักเรียนส่วนใหญ่จะเคยหัดทำมาบ้างแล้ว เพียงแต่เอามาเพิ่มรูปแบบให้ละเอียดและซับซ้อนขึ้น มีการนำวัสดุอื่น ๆ เข้ามาตกแต่ง ทำให้ชิ้นงานดูสะดุดตา” เจ้าของงานกล่าว</p>
<p>ทุนเบื้องต้นในการทำโมบายจากหลอดกาแฟนี้ ใช้ไม่มาก ประมาณ 1,000 บาท ส่วนทุนวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 50% จากราคาขาย โดยโมบายหลอดกาแฟที่ทำขึ้นราคาขายเริ่มต้นอยู่ที่ชิ้นละ 99 บาท จนถึง 199 บาท สำหรับตลาดของสินค้า ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่รับไปขายต่อตามตลาดนัด และตามแหล่งท่องเที่ยว</p>
<p>วัสดุอุปกรณ์ในการทำมีไม่มาก ประกอบด้วย เข็ม สำหรับร้อยเอ็น, เอ็นพลาสติก, กรรไกร, หลอดกาแฟ, ลูกปัดสี, กระดิ่ง และวัสดุตกแต่งอื่น ๆ ตามความต้องการ หรือตามจินตนาการ</p>
<p>ขั้นตอนการทำ ส่วนใหญ่มีหลักการทำคล้ายกันทุกแบบ คือการพับหลอดกาแฟให้เป็นรูปสามเหลี่ยม คล้าย ๆ ข้าวต้มลูกโยน เริ่มจากนำหลอดกาแฟชนิดยาวมาตัดหรือผ่าครึ่งออกตามยาวด้วยกรรไกร จากนั้นเริ่มทำการพับหลอดกาแฟให้เป็นรูปสามเหลี่ยมไปจนหมดความยาวของหลอด โดยพับเผื่อไว้ล่วงหน้า ซึ่งโมบายพุ่ม 1 ชิ้นจะใช้สามเหลี่ยมประมาณ 68-141 อัน สำหรับสามเหลี่ยมที่พับนั้น จะใช้ทั้งสามเหลี่ยมแบบนูนและสามเหลี่ยมแบบแบน โดยสามเหลี่ยมแบบนูนจะใช้สำหรับเป็นฐานหลักของโมบาย ส่วนสามเหลี่ยมแบบแบนจะใช้ประกอบในส่วนที่เป็นลูกช่วงสำหรับเชื่อมต่อระหว่างส่วนบนและส่วนล่างของโมบาย</p>
<p>เมื่อพับหลอดกาแฟเป็นรูปสามเหลี่ยมได้ครบจำนวนแล้ว นำเข็มกับเอ็นพลาสติกมาร้อยสามเหลี่ยมเข้าด้วยกันให้เกิดเป็นรูปทรงตามที่ออกแบบไว้ ตรงนี้ถ้าใครที่มีทักษะการร้อยพวงมาลัย หรือการร้อยอุบะ จะสามารถผลิตชิ้นงานได้เร็วขึ้น เพราะใช้ทักษะคล้ายกัน เมื่อรวมสามเหลี่ยมหลอดกาแฟเป็นรูปทรงตามที่ต้องการได้แล้ว ก็ทำการเย็บลูกปัดสี กระดิ่ง วัสดุตกแต่ง เพื่อประกอบและตกแต่งโมบาย ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ</p>
<p>สำหรับการทำเป็นปลาตะเพียนนั้น เริ่มจากนำหลอดยาวมาตัดและพับเป็นรูปสามเหลี่ยมก่อนแล้วพับไปจนหมดความยาวของหลอด นำหลอดมาตัดอีกแล้วพับเป็นสามแฉก นำเข็มและเอ็นพลาสติกมาเย็บกับหลอดสามเหลี่ยมที่เตรียมไว้ มัดหลอดติดกับเอ็นพลาสติก และเย็บลูกปัดตามไปพร้อมกัน เริ่มตั้งแต่หัวปลาไปถึงหางปลาจำนวน 2 ชิ้น นำแบบปลา 2 ชิ้นมาเย็บติดกัน พร้อมกับลูกปัด จนได้ปลา 1 ตัว ส่วนขั้นตอนการทำสายห้อยด้านบนปลาตะเพียน เริ่มจากนำเข็มและเอ็นพลาสติกมาร้อยกับลูกปัดสลับสีกัน หรือจะใช้ลูกปัดสีเดียวกันก็ได้ตามแต่จินตนาการ จากนั้นเย็บติดกับด้านบนของปลาตัวใหญ่</p>
<p>ส่วนการทำสายห้อยด้านล่าง มีขั้นตอนเหมือนการร้อยอุบะพวงมาลัย โดยจำนวนเส้นที่ห้อยลงมาขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ทำ แต่ไม่ควรมากเกินไป เพราะจะดูเกะกะ ไม่กระจายตัว ดูไม่สวยงามเวลาแขวน</p>
<p>เทคนิคการสร้างความน่าสนใจให้ชิ้นงาน บุญสืบแนะนำว่า อยู่ที่ความละเอียดของสามเหลี่ยมที่ใช้ประกอบเป็นชิ้นงาน ไม่ควรเว้นช่องว่างหรือร้อยให้ตาห่างเกินไป นอกจากนี้การเลือกใช้สีของหลอดกาแฟก็สำคัญ ควรเน้นสีสันสดใสเป็นหลัก เพราะลูกค้าและตลาดจะนิยมมากกว่าการใช้หลอดสีเรียบเพียงอย่างเดียว</p>
<p>“อาชีพนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทำเป็นอาชีพเสริม งานแต่ละชิ้นใช้เวลาในการทำไม่มากนัก หรือหากคนที่คิดจะทำเป็นอาชีพหลักก็สามารถทำได้ ใช้เงินลงทุนไม่มาก เพราะไม่ต้องลงทุนเรื่องอุปกรณ์มากเหมือนกับการทำงานประดิษฐ์ชนิดอื่น ๆ” เจ้าของงาน “โมบาย หลอดกาแฟ” กล่าว</p>
<p>ใครสนใจชิ้นงาน ต้องการติดต่อ บุญสืบ ฟักน่วม โทร.08-6033-9747, 08-4003-5157 ใครที่สนใจอยากจะลองฝึกหัดทำเป็นอาชีพ ก็ลองสอบถามได้โดยตรงกับเจ้าของผลงาน ซึ่งนี่ก็เป็นอีกอาชีพทำกินหนึ่งที่ใช้วัสดุใกล้ตัวมาดัดแปลง ลงทุนไม่มาก แต่ถ้าฝีมือดี ๆ ก็สามารถจะเป็นอาชีพทำเงินได้.</p>
<script type="text/javascript" class="owbutton" src="http://onlywire.com/btn/button_39082" title="โมบายหลอดกาแฟ เล็ก-ง่าย แต่กลายเป็นเงิน" url="http://www.keajon.com/drinking-straw-mobile/"></script>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.keajon.com/drinking-straw-mobile/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมูนักสู้ รสเด่นหมูรมควัน อาชีพสร้างรายได้ของคนสู้ชีวิต</title>
		<link>http://www.keajon.com/smoke-pork-naksoo/</link>
		<comments>http://www.keajon.com/smoke-pork-naksoo/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 14 Aug 2010 19:23:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารพารวย]]></category>
		<category><![CDATA[การทำหมูย่าง]]></category>
		<category><![CDATA[คอหมูย่าง]]></category>
		<category><![CDATA[สลัดเบคอน]]></category>
		<category><![CDATA[หมูนักสู้]]></category>
		<category><![CDATA[หมูรมควัน]]></category>
		<category><![CDATA[หมูอบรมควัน]]></category>
		<category><![CDATA[หมูแดดเดียว]]></category>
		<category><![CDATA[แฮมสเต๊ก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4699</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.keajon.com/smoke-pork-naksoo/"><img align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/08/d260-150x150.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="หมูย่าง" title="หมูนักสู้" /></a>เชื่อว่าในหมู่นักชิม มีกลุ่มคนที่โปรดปรานการทานเนื้อหมูเป็นหลักอยู่ไม่น้อย ถ้าเป็นเช่นนั้น ร้านหมูนักสู้ มีเมนูที่ตอบสนองความต้องการการทานอาหารที่มีเนื้อหมูเป็นวัตถุดิบหลักให้ ได้ สัปดาห์นี้ แม่พลอยขอแนะนำร้านหมูนักสู้ ย่านถนนวงแหวนราชพฤกษ์ ร้านนี้มีเมนูหลากหลายที่อยากแนะนำ เริ่มจาก สลัดเบคอนกรอบ มีผักสลัดออร์แกนิคราดด้วยซอสบัลซามิคและโรยด้วยเบคอนกรอบไร้มันอยู่ด้านบน ลิ้มรสแล้วสัมผัสรสชาติออกเปรี้ยวของซอสบัลซามิคและความหอม กรอบของเบคอนและความสดกรอบของผักทานแล้วติดใจ จัดให้เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่ขึ้นแท่นความชอบอันดับหนึ่ง เมนูเด่นลำดับต่อมา ที่อยากแนะนำให้ลองเป็น แฮมสเต๊ก เสิร์ฟเคียงด้วยมันฝรั่งทอด แครอทต้ม บรอกโคลีต้ม แฮมชิ้นใหญ่ย่างได้สุกกำลังดี ราดด้วยเกรวี่จนฉ่ำ รสชาติกลมกล่อม ถูกใจความนุ่มและกลิ่นหอมของแฮม ยิ่งทานยิ่งเด็ดดวงถูกใจ หมูอบรมควัน กลิ่นหอมเนื้อนุ่มทานคู่กับน้ำจิ้ม หรือจะทานแบบเปล่า ๆ ไม่พึ่งพารสชาติจากน้ำจิ้มยังได้ เพราะรสชาติหมูรมควันนั้นหอมนุ่ม เพราะผ่านขั้นตอนแสนพิถีพิถันใส่ใจเพราะใช้เวลารมควันด้วยการใช้ไม้มะค่า ประมาณ 6 ชั่วโมงต่อเตา หรืออยากจะดัดแปลงเป็นเมนูหมูรมควันแบบผัดกะเพราให้รสชาติโดนชิ้นไม่แพ้กัน ทานไม่จุใจคิดถึงญาติพี่น้องที่อยู่ทางบ้าน มีหมูอบรมควันปรุงสำเร็จรูป ที่สามารถซื้อไปเข้าเตาไมโครเวฟทำทานเองที่บ้านได้ง่าย ๆ เปลี่ยนรสชาติมาทาน สปาเกตตีเบคอนกระเทียมพริก เมนูนี้ถูกปากคนไทย เพราะมีรสชาติเผ็ดนำ แต่ความเด็ดอยู่ที่เบคอนกรอบหอมไม่มันและเส้นสปาเกตตีที่เหนียวนุ่มหอมมัน เคาหยก อาหารของคนจีนแคะ หรือเรียกอีกอย่างว่า ฮั่มช้อยกอน ถ้ายากไปหรือไม่ถนัด แนะนำว่าเรียกง่ายว่า ผักดำต้มกับหมูสามชั้นรับรองได้ทานแน่นอน เคาหยก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/08/d260.jpg"><img title="หมูนักสู้" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/08/d260.jpg" alt="หมูย่าง" width="260" height="191" /></a>เชื่อว่าในหมู่นักชิม  มีกลุ่มคนที่โปรดปรานการทานเนื้อหมูเป็นหลักอยู่ไม่น้อย ถ้าเป็นเช่นนั้น  ร้านหมูนักสู้  มีเมนูที่ตอบสนองความต้องการการทานอาหารที่มีเนื้อหมูเป็นวัตถุดิบหลักให้ ได้ สัปดาห์นี้ แม่พลอยขอแนะนำร้านหมูนักสู้ ย่านถนนวงแหวนราชพฤกษ์ <br /> <br /> ร้านนี้มีเมนูหลากหลายที่อยากแนะนำ เริ่มจาก สลัดเบคอนกรอบ  มีผักสลัดออร์แกนิคราดด้วยซอสบัลซามิคและโรยด้วยเบคอนกรอบไร้มันอยู่ด้านบน  ลิ้มรสแล้วสัมผัสรสชาติออกเปรี้ยวของซอสบัลซามิคและความหอม  กรอบของเบคอนและความสดกรอบของผักทานแล้วติดใจ  จัดให้เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่ขึ้นแท่นความชอบอันดับหนึ่ง<br /> <br /> เมนูเด่นลำดับต่อมา ที่อยากแนะนำให้ลองเป็น แฮมสเต๊ก  เสิร์ฟเคียงด้วยมันฝรั่งทอด แครอทต้ม บรอกโคลีต้ม  แฮมชิ้นใหญ่ย่างได้สุกกำลังดี ราดด้วยเกรวี่จนฉ่ำ รสชาติกลมกล่อม  ถูกใจความนุ่มและกลิ่นหอมของแฮม ยิ่งทานยิ่งเด็ดดวงถูกใจ<br /> <br /> หมูอบรมควัน กลิ่นหอมเนื้อนุ่มทานคู่กับน้ำจิ้ม หรือจะทานแบบเปล่า ๆ  ไม่พึ่งพารสชาติจากน้ำจิ้มยังได้ เพราะรสชาติหมูรมควันนั้นหอมนุ่ม  เพราะผ่านขั้นตอนแสนพิถีพิถันใส่ใจเพราะใช้เวลารมควันด้วยการใช้ไม้มะค่า ประมาณ 6 ชั่วโมงต่อเตา  หรืออยากจะดัดแปลงเป็นเมนูหมูรมควันแบบผัดกะเพราให้รสชาติโดนชิ้นไม่แพ้กัน  ทานไม่จุใจคิดถึงญาติพี่น้องที่อยู่ทางบ้าน มีหมูอบรมควันปรุงสำเร็จรูป  ที่สามารถซื้อไปเข้าเตาไมโครเวฟทำทานเองที่บ้านได้ง่าย ๆ <br /> <br /> เปลี่ยนรสชาติมาทาน สปาเกตตีเบคอนกระเทียมพริก เมนูนี้ถูกปากคนไทย  เพราะมีรสชาติเผ็ดนำ  แต่ความเด็ดอยู่ที่เบคอนกรอบหอมไม่มันและเส้นสปาเกตตีที่เหนียวนุ่มหอมมัน  เคาหยก อาหารของคนจีนแคะ หรือเรียกอีกอย่างว่า ฮั่มช้อยกอน  ถ้ายากไปหรือไม่ถนัด แนะนำว่าเรียกง่ายว่า  ผักดำต้มกับหมูสามชั้นรับรองได้ทานแน่นอน<br /> <br /> เคาหยก  มีวิธีทำหลายขั้นตอน แต่ภาพรวม ใช้ผักกาดนึ่ง ผึ่งตากให้แห้ง  แล้วต้มกับหมูสามชั้นพร้อมเครื่องปรุง ต้มนานถึง 3 ชั่วโมงจึงจะสมบูรณ์จริง  ๆ ผักนุ่มหอม หมูสามชั้นนุ่ม กลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อมทานกับข้าวสวยร้อน ๆ  รสชาติเหมะสมเข้ากันได้ดีมาก<br /> <br /> บักกุดเต๋  สูตรมาเลเซียเสิร์ฟเคียงกับฟองเต้าหูทอด ความเด่นอยู่ที่ซี่โครงหมู  กระเพาะหมูชิ้นโต ตุ๋นกับยาจีน18 ชนิดพร้อมโสมเสริมเกาหลี  ตังกุยขาวและตังกุยดำ กลิ่นน้ำต้มหอมกลิ่นยาจีน  ส่วนซี่โครงหมูและเครื่องในหมู ดูชิ้นโตไม่ต้องตกใจ  เพราะสูตรดั้งเดิมเป็นอย่างนี้ ที่ติดใจเป็นความเปื่อยนุ่มของเนื้อหมู<br /> <br /> ถ้าชอบทานขาหมูมี เมนูขาหมูฮักกา สูตรคนจีนแคะ ไม่ใส่เครื่องพะโล้  แต่ใส่ซีอิ๊วขาวและเครื่องเทศแทน ชอบขาหมูตรงที่นุ่มหอม น้ำซุปกลมกล่อมดี  ถูกใจคนชอบทานขาหมูเป็นที่ตั้ง<br /> <br /> หากมีความรู้สึก  อยากสัมผัสรสชาติของหมูนานาเมนู ลองแวะไปที่ร้านหมูนักสู้ ริมถนนราชพฤกษ์  ติดกับสถานีน้ำมันปตท. เปิดบริการความอร่อยทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00  น. สอบถามรายละเอียดเส้นทางได้ที่ 08-1432- 5055 08-1449-8879 และ  08-1813-0318.</p>
<p>เรื่องโดย : แม่พลอย<br /><a href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/03/dailynews.jpg"><img title="dailynews" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/03/dailynews.jpg" alt="เดลินิวส์" width="161" height="42" /></a></p>
<script type="text/javascript" class="owbutton" src="http://onlywire.com/btn/button_39082" title="หมูนักสู้ รสเด่นหมูรมควัน อาชีพสร้างรายได้ของคนสู้ชีวิต " url="http://www.keajon.com/smoke-pork-naksoo/"></script>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.keajon.com/smoke-pork-naksoo/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดั๊บเบิ้ล เอ โชว์กำไรไตรมาสแรก 583 ล้านบาท เตรียมออกหุ้นกู้ล็อตใหม่</title>
		<link>http://www.keajon.com/double-a-project-2/</link>
		<comments>http://www.keajon.com/double-a-project-2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Jul 2010 14:38:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์สินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[กำไร]]></category>
		<category><![CDATA[ดั๊บเบิ้ล เอ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจเติบโต]]></category>
		<category><![CDATA[หุ้นกู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4678</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.keajon.com/double-a-project-2/"><img align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.doubleapaper.com/about/Images/pic_paperbox.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="doubleA" title="หุ้นกู้ดับเบิ้ลเอ" /></a>ดั๊บเบิ้ล เอ ฉลองครบ 10 ปีของการสร้างแบรนด์ ด้วยผลประกอบกำไรสุทธิพุ่งขึ้นกว่า 40เท่าในไตรมาสแรก โดยมีกำไรสุทธิ 583 ล้านบาทเหตุยอดจำหน่ายกระดาษเพิ่มสูงขึ้นทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะการเพิ่มยอดจำหน่ายในตลาดยุโรป ออสเตรเลีย และตลาดตะวันออกกลางและมีแผนออกหุ้นกู้ล็อตสองในเร็ว ๆ นี้นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระดาษ &#38;quot;ดั๊บเบิ้ล เอ&#38;quot; ซึ่งมีตลาดส่งออกทั่วโลกเปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาสแรกของปี 2553 (สิ้นสุด ณ วันที่31 มีนาคม 2553) ว่าบริษัทฯ มีรายได้รวม 4,982 ล้านบาทเพิ่งสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19%ทั้งนี้แบ่งเป็นรายได้หลักจากการจำหน่ายกระดาษ 4,128 ล้านบาทรายได้จากการจำหน่ายเยื่อกระดาษ 524 ล้านบาท และรายได้อื่น 330 ล้านบาท“หลังจากที่ดั๊บเบิ้ล เอ สามารถฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก และมีผลประกอบการกำไรสุทธิในปี2552 ที่ผ่านมา สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาทและถือเป็นกำไรสุทธิต่อเนื่องเป็นปีที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<p><img class="alignnone" title="หุ้นกู้ดับเบิ้ลเอ" src="http://www.doubleapaper.com/about/Images/pic_paperbox.jpg" alt="doubleA" width="245" height="160" /></p>
<p>ดั๊บเบิ้ล เอ ฉลองครบ 10 ปีของการสร้างแบรนด์ ด้วยผลประกอบกำไรสุทธิพุ่งขึ้นกว่า 40<br />เท่าในไตรมาสแรก โดยมีกำไรสุทธิ 583 ล้านบาท<br />เหตุยอดจำหน่ายกระดาษเพิ่มสูงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ<br />โดยเฉพาะการเพิ่มยอดจำหน่ายในตลาดยุโรป ออสเตรเลีย และตลาดตะวันออกกลาง<br />และมีแผนออกหุ้นกู้ล็อตสองในเร็ว ๆ นี้<br /><br />นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด<br />(มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายกระดาษ &amp;quot;ดั๊บเบิ้ล เอ&amp;quot; ซึ่งมีตลาดส่งออกทั่วโลก<br />เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยในไตรมาสแรกของปี 2553 (สิ้นสุด ณ วันที่<br />31 มีนาคม 2553) ว่าบริษัทฯ มีรายได้รวม 4,982 ล้านบาท<br />เพิ่งสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19%<br />ทั้งนี้แบ่งเป็นรายได้หลักจากการจำหน่ายกระดาษ 4,128 ล้านบาท<br />รายได้จากการจำหน่ายเยื่อกระดาษ 524 ล้านบาท และรายได้อื่น 330 ล้านบาท<br /><br />“หลังจากที่ดั๊บเบิ้ล เอ สามารถฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก และมีผลประกอบการกำไรสุทธิในปี<br />2552 ที่ผ่านมา สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาท<br />และถือเป็นกำไรสุทธิต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 นั้น ในปี 2553 นี้ดั๊บเบิ้ล เอ<br />ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตโดยมียอดจำหน่ายกระดาษในไตรมาสแรกเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีก่อนถึง<br />18%  โดยมีอัตราการเติบโตในกลุ่มตลาดใหม่ ๆ เป็นหลัก อาทิ ตลาดในตะวันออกกลาง<br />รองลงมาเป็นการขยายตัวในกลุ่มตลาดยุโรป และออสเตรเลีย<br />โดยยังคงรักษาอัตราการเติบโตในตลาดในเอเชียอย่างต่อเนื่อง<br />และมีอัตราการเติบโตสำหรับตลาดในประเทศไทยสูงถึง 12 %”  นายชาญวิทย์กล่าว<br /><br />นอกจากนี้จากการที่ดั๊บเบิ้ล เอ เปิดจำหน่ายหุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี<br />วงเงินรวมไม่เกิน 5,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 8-10 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา ปรากฎว่า<br />มีนักลงทุนให้ความสนใจอย่างล้นหลาม<br />และประสบความสำเร็จเกินคาดหมายโดยหุ้นกู้ถูกจองหมดอย่างรวดเร็ว<br />และมีผู้แจ้งความประสงค์ในการจองซื้อเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก<br />โดยมียอดความต้องการจองซื้อสูงกว่ายอดเปิดจองเป็นเท่าตัว ดังนั้นดั๊บเบิ้ล เอ<br />จึงมีแผนงานที่จะเปิดจองหุ้นกู้ล็อตใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุน<br />และเป็นทางเลือกของนักลงทุน ในช่วงที่สภาวะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีผลตอบแทนต่ำ <br />ซึ่งจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้<br /><br />ปัจจุบันดั๊บเบิ้ล เอ ได้ขยายตลาดไปยังต่างประเทศ จนมีฐานลูกค้าอยู่กว่า 100<br />ประเทศทั่วโลก ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย อเมริกา และแอฟริกาโดยตลอดระยะเวลา 10<br />ปีที่ผ่านมา ดั๊บเบิ้ล เอ สามารถ<a href="http://www.keajon.com/th/category/subwork/"target="_self"title="อาชีพสร้างรายได้" >สร้างรายได้</a>ให้กับประเทศจากการส่งออกรวมแล้วกว่า 1<br />แสนล้านบาท และมีข้อได้เปรียบในเรื่องของวัตถุดิบที่มั่นคงและรักษาสิ่งแวดล้อม<br />เนื่องจากดั๊บเบิ้ล เอ มีการส่งเสริมการปลูกต้นกระดาษบนคันนา ที่มีสมาชิกกว่า 1.5<br />ล้านราย ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรปีละกว่า 5,000 ล้านบาท ทำให้ดั๊บเบิ้ล เอ<br />มีวัตถุดิบที่มั่นคงและเพียงพอต่อการผลิต และเป็นวัตถุดิบที่ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน<br />จากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนพื้นที่การเกษตรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์<br />ให้เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์แหล่งใหม่ของโลก โดยปัจจุบัน ดั๊บเบิ้ล เอ<br />ได้เริ่มขยายโมเดลการสร้าง<a href="http://www.keajon.com/keajon-freeblog/"target="_self"title="รายได้เสริม" >รายได้เสริม</a>ให้เกษตรกรที่ยากจนออกไปสู่ประเทศใกล้เคียงแล้ว<br />เช่น กัมพูชา พม่า และบังคลาเทศ</p>
<script type="text/javascript" class="owbutton" src="http://onlywire.com/btn/button_39082" title="ดั๊บเบิ้ล เอ โชว์กำไรไตรมาสแรก 583 ล้านบาท เตรียมออกหุ้นกู้ล็อตใหม่" url="http://www.keajon.com/double-a-project-2/"></script>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.keajon.com/double-a-project-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หม่อมเหยินไอศครีมมะพร้าวสด อาชีพทำเงินของตลกสู้ชีวิต</title>
		<link>http://www.keajon.com/coconut-icream/</link>
		<comments>http://www.keajon.com/coconut-icream/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Jul 2010 19:23:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home]]></category>
		<category><![CDATA[ตำนานการทำกิน]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจแฟรนไชส์]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพคนดัง]]></category>
		<category><![CDATA[คนสู้ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มะพร้าวอ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[หม่อมเหยิน]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพตลก]]></category>
		<category><![CDATA[ไอศครีมมะพร้าว]]></category>
		<category><![CDATA[ไอศครีมมะพร้าวสด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4672</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.keajon.com/coconut-icream/"><img align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.weloveshopping.com/shop/--pictures--/46136.jpg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="หม่อมเหยิน" title="ไอศครีมมะพร้าวสด" /></a>“หม่อมเหยิน” ตลกสู้ชีวิต เผยบั้นปลายในวัยใกล้ฝั่ง ต้องดิ้นรน ปากกัดตีนถีบ ทำธุรกิจเจ๊งเป็นหนี้เพื่อนนับล้าน หนีตายบินไปทำงานแดนปลาดิบ แต่เกือบถูกจับ เพราะทำงานผิดกฎหมาย หลังชีวิตดีขึ้นกลับมาสู้ต่อที่เมืองไทย ไม่เข็ดลุยทำธุรกิจไอศกรีม จนใช้หนี้สินหมด อ้อนหากมีโอกาสอยากคืนวงการอีกครั้ง       เส้นทางชีวิตของคนในวงการบันเทิง มีขึ้นย่อมมีลงวนเวียนเป็นไปตามวัฏจักร บางคนเคยอยู่จุดสูงสุด ใช้ชีวิตแบบฟุ้งเฟ้อ หลงมัวเมาในชื่อเสียงเงินทอง จนลืมมองบั้นปลายชีวิตในวงการมายา ที่ไม่มีอะไรแน่นอน เฉกเช่นศิลปินตลกที่วันวานเคยมีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง “หม่อมเหยิน” หรือ “นายประสิทธิ์ เทศทะวงศ์” ดาวตลกผู้มีฟันเหยิน เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ทำให้เป็นที่จดจำของใครหลายคน แต่ชีวิตในวัยใกล้ฝั่งของเขาในวันนี้ ต้องปากกัดตีนถีบทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว และชดใช้หนี้สินที่ก่อไว้นับล้าน              จากเด็กวัดจบการศึกษาแค่ระดับชั้นป. 4 แต่มีความทะเยอทะยานอยากเป็นศิลปิน จึงผลักดันตัวเองเริ่มจากการเล่นลิเก และเป็นตลกในวงดนตรีลูกทุ่ง กระทั่งเพื่อนสนิท “จุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก” พาไปรู้จักอดีตดาวตลกชื่อดัง ที่เพิ่งลาโลกไป “ดี๋ ดอกมะดัน” ซึ่งเป็นผู้จุดประกายและตั้งชื่อ “หม่อมเหยิน” โดยเจ้าตัวได้เล่าย้อนถึงความหลังครั้งก่อน รวมถึงชีวิตเมื่อครั้งยังเฟื่องฟูโลดแล่นอยู่ในวงการมายา              “ผมเป็นเด็กวัดอยู่บ้านนอกที่จังหวัดลพบุรี รู้ถึงความลำบาก เลยทะเยอทะยานอยากเป็นศิลปิน พ่อเลยเอามาหัดเล่นลิเก พอดีสมัยนั้นวงดนตรีของ “พรนารายณ์”มาจัดรายการวิทยุอยู่ที่บ้านเกิดของผม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<p>“หม่อมเหยิน” ตลกสู้ชีวิต เผยบั้นปลายในวัยใกล้ฝั่ง ต้องดิ้นรน ปากกัดตีนถีบ ทำธุรกิจเจ๊งเป็นหนี้เพื่อนนับล้าน หนีตายบินไปทำงานแดนปลาดิบ แต่เกือบถูกจับ เพราะทำงานผิดกฎหมาย หลังชีวิตดีขึ้นกลับมาสู้ต่อที่เมืองไทย ไม่เข็ดลุยทำธุรกิจไอศกรีม จนใช้หนี้สินหมด อ้อนหากมีโอกาสอยากคืนวงการอีกครั้ง<br /><br /><img class="alignnone" title="ไอศครีมมะพร้าวสด" src="http://www.weloveshopping.com/shop/--pictures--/46136.jpg" alt="หม่อมเหยิน" width="297" height="393" /><br /><br />       เส้นทางชีวิตของคนในวงการบันเทิง มีขึ้นย่อมมีลงวนเวียนเป็นไปตามวัฏจักร บางคนเคยอยู่จุดสูงสุด ใช้ชีวิตแบบฟุ้งเฟ้อ หลงมัวเมาในชื่อเสียงเงินทอง จนลืมมองบั้นปลายชีวิตในวงการมายา ที่ไม่มีอะไรแน่นอน เฉกเช่นศิลปินตลกที่วันวานเคยมีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง “หม่อมเหยิน” หรือ “นายประสิทธิ์ เทศทะวงศ์” ดาวตลกผู้มีฟันเหยิน เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ทำให้เป็นที่จดจำของใครหลายคน แต่ชีวิตในวัยใกล้ฝั่งของเขาในวันนี้ ต้องปากกัดตีนถีบทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว และชดใช้หนี้สินที่ก่อไว้นับล้าน<br />       <br />       จากเด็กวัดจบการศึกษาแค่ระดับชั้นป. 4 แต่มีความทะเยอทะยานอยากเป็นศิลปิน จึงผลักดันตัวเองเริ่มจากการเล่นลิเก และเป็นตลกในวงดนตรีลูกทุ่ง กระทั่งเพื่อนสนิท “จุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก” พาไปรู้จักอดีตดาวตลกชื่อดัง ที่เพิ่งลาโลกไป “ดี๋ ดอกมะดัน” ซึ่งเป็นผู้จุดประกายและตั้งชื่อ “หม่อมเหยิน” โดยเจ้าตัวได้เล่าย้อนถึงความหลังครั้งก่อน รวมถึงชีวิตเมื่อครั้งยังเฟื่องฟูโลดแล่นอยู่ในวงการมายา<br />       <br />       “ผมเป็นเด็กวัดอยู่บ้านนอกที่จังหวัดลพบุรี รู้ถึงความลำบาก เลยทะเยอทะยานอยากเป็นศิลปิน พ่อเลยเอามาหัดเล่นลิเก พอดีสมัยนั้นวงดนตรีของ “พรนารายณ์”มาจัดรายการวิทยุอยู่ที่บ้านเกิดของผม และมีจัดการประกวดร้องเพลง ผมเลยไปสมัครเป็นลูกวงเขา เผื่อวันหนึ่งจะได้ไต่เต้าไปเป็นศิลปิน ก็ไปช่วยซื้อน้ำให้เขาบ้าง ช่วยรับสมัครนักร้องให้เขาบ้าง เรียกว่าเขาใช้อะไรก็ทำหมด จนวันหนึ่งได้เล่นดนตรีกับทางวง เพราะมีพื้นฐานการเล่นลิเกอยู่แล้ว ก็เลยได้เล่นตลกในวงดนตรีลูกทุ่งด้วย ตอนนั้น ผมใช้ชื่อว่า ประสิทธิ์ ฟ้าไท”<br />       <br />       “จนปีพ.ศ.2519 ผมลาออกไปอยู่กับ แอ๊ด-เทวดา ตอนนั้นเขาจัดรายการวิทยุอยู่ที่พิษณุโลก เลยได้รู้จักกันกับ จุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก ปี พ.ศ.2530 เขามาชวนผมไปเล่นตลกที่คาเฟ่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ เลยมาเจอกับ ดี๋ ดอกมะดัน ดี๋เห็นเราฟันเหยิน ก็เลย เรียกว่า ไอ้&#8230;เหยิน ไอ้&#8230;หม่อมเหยิน ใครได้ยินก็เรียกจนติดปากกันมา เราเลยใช้ชื่อนี้มาตลอด”<br />       <br />       “สมัยนั้นอยู่กับคณะของดี๋ ดอกมะดันและจุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก ซึ่งเขาก็มีชื่อเสียงมีงานเยอะมาก ชีวิตก็เริ่มสุขสบายขึ้น แต่หลังๆ ดี๋มีละครเยอะไม่ค่อยได้ไปเล่นตลก ผมจึงไปคุมคณะคนเดียว พอนานๆ เข้าด้วยความมีน้ำใจของดี๋ เขาเลยยกคณะให้ผมดูแล ก็เลยตั้งชื่อ คณะหม่อมเหยิน ก็แสดงมาเรื่อยๆ ซึ่งช่วงนั้นมีงานเข้ามาเยอะมาก”<br />       <br />       “คืนหนึ่งเรามีงานอย่างน้อย 7-8 ที่ หักค่าลูกน้อง ค่าจ้าง หักโน่นนี่แล้ว อย่างน้อยมันต้องเหลือคืนหนึ่ง 5 พัน หากคืนไหนมีบันทึกเทปวีดีโอ หักค่าลูกน้องแล้วก็เหลือ 2-3 หมื่น ยิ่งงานลอยกระทง เรารับงานตั้งแต่หัวค่ำจนรุ่งเช้า คืนหนึ่งเหลือใช้เป็นแสนๆ ช่วงนั้นมีเงินทองเข้ามาเยอะมาก เลยเอาน้องเอ็ม น้องเอ็กซ์ และน้องเอ ลูกชาย 3 คน มาช่วยกันเล่นตลกด้วยจนเริ่มเป็นที่รู้จัก”<br />       <br />       “ตลกถือว่าเป็นบันไดก้าวแรกที่ทำให้เรามีงานแสดงเข้ามา เราได้แสดงเป็นองคุลีมาล ตั้งแต่ช่อง 4 บางขุนพรหม จากนั้นก็มีหนังเรื่องแรก ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน เล่นประกบกับศรราม เทพพิทักษ์ และมีงานแสดงเข้ามาตลอดอย่าง ละคร โรงแรมผี ทางช่อง9 หนังเรื่อง ผีหัวขาด ตอนนั้นก็ยังควบคุมวงตลกด้วย บางทีก็ให้ลูกไปควบคุมวงเองบ้างเวลาเราไปแสดง เพราะช่วงนั้นงานยุ่งมาก ยุคนั้นถือว่าเป็นยุคทองของตลกเลย ชีวิตความเป็นอยู่ก็ราบรื่นสุขสบายมาก”<br />       <br />       “เพราะเราเป็นคนเริ่มต้นมาจากศูนย์ เราก็เก็บเงินไว้กินไว้ใช้ยามแก่ แต่คนเราพอมีเงินดี มันก็ลืม สมัยนั้นผมจะต้องขี่รถเป็นฐานะ ไม่ใช่เป็นพาหนะ ความจริงฐานะไม่มีหรอก แต่ก็อยากจะมี และคนเราพอมีเงินก็อยากจะมีเพิ่ม อยากทำโน่นทำนี่ อยากเติมไม่รู้จักเต็ม พอมาตอนนี้มันทำให้เรารู้ว่า การที่เราขี่รถให้เป็นฐานะมันไม่ใช่ จะให้ย้อนเวลากลับไปแล้วมันย้อนไม่ได้ มันสายไปเสียแล้ว มันอาจจะสายเรื่องการเงิน แต่มันยังไม่สายสำหรับชีวิต เราก็ต้องสู้กันต่อ”<br />       <br />       ขณะที่เงินทองกำลังไหลมาเทมา ชีวิตของ “หม่อมเหยิน” เริ่มตกต่ำลำบากอีกครั้ง งานเล่นตลกในคาเฟ่หดหาย เพราะเจอพิษเศรษฐกิจ เขาจึงหันเหไปทำธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งเป็นชนวนทำให้เกิดหนี้นับล้าน<br />       <br />       “ช่วงปี 2546 ตลกเริ่มตกอับกันมาก เพราะเจอปัญหาเศรษฐกิจ คาเฟ่ได้รับผลกระทบ มันพ่วงกันเป็นลูกโซ่ ตอนนั้นมีข่าวว่า ให้ปิดคาเฟ่เที่ยงคืนไม่ให้ปิดตี 2 คิดดูละกันถ้าปิดแค่เที่ยงคืนเราจะเล่นได้สักกี่งาน จาก3ทุ่มถึงเที่ยงคืน มันเวลาน้อยมาก ตอนนั้นหลายคณะถึงขั้นปิดวงเลยทีเดียว คาเฟ่เองก็ต้องเอาตลกคณะใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงไว้ก่อน ซึ่งคณะใหญ่ก็มีหลายๆ คณะ รวมผมอยู่ในนั้นด้วย”<br />       <br />       “ตอนนั้นเหลือเล่นตลกคืนนึงแค่ 2-3 ที่ คณะใหญ่ๆ ก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน ตอนนั้นผมไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย แรกๆ ผมต้องจ่ายเงินให้ลูกน้องอย่างน้อยคืนละพัน แล้วลูกวงผมเยอะมาก อย่างกับพวกเกี่ยวข้าวเลย (หัวเราะ)ไหนจะนักดนตรีอีก 5 คน เด็กเก็บของอีก เวลาเลิกแล้วจ่ายเงินไม่ถูก ถึงขั้นต้องโยนเงินให้แย่งกัน แล้วไปแบ่งกันเอง คือคนมันเยอะจัด แต่เราต้องเลี้ยงดูทุกคน พอเศรษฐกิจแบบนั้นเราเป็นหัวหน้าวงช่วยอะไรได้ไม่มาก ทำได้แค่ช่วยประคับประคองกันไว้ มีน้อยใช้น้อย แต่ไม่ได้ยุบวง”<br />       <br />       “ ช่วงเจอปัญหาเศรษฐกิจหนักๆ ผมไปเปิดร้านอาหารที่จ.ระยอง โดยเอาเงินที่เก็บมาตลอดชีวิตการเป็นตลกมาลงทุน ตอนนั้นผมต้องการทำธุรกิจเป็นหลัก เลยไม่ค่อยรับงานแสดงเท่าไหร่ แรกๆ ที่เปิดร้านมีคนมากินแน่นขนัด พอ 3 เดือนคนก็ค่อยๆ จางลง และด้วยความที่เราไม่มีประสบการณ์ด้วย อาศัยว่าอยากทำอย่างเดียว ร้านอาหารอยู่ได้ไม่ถึงปี ผมหมดเงินไป 4 ล้านกว่าบาท เพราะสถานที่มันใหญ่เป็นสวนอาหาร ไหนจะเสียค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ในส่วนของวงตลกผมก็เอาคณะมาเล่นในร้าน ย้ายทั้งคณะมาที่จ.ระยอง เพราะอยากเลี้ยงลูกน้อง”<br />       <br />       “ผมติดค่าเช่าร้านอยู่หลายเดือน ส่วนลูกน้องก็นอนกันเต็มร้านไปหมด พอมีค่าใช้จ่ายเยอะผมเลยขายรถเบนซ์ได้ราคา 9 แสนบาท จากที่ซื้อมา 2 ล้านกว่าบาท เราทำใจเอาวะ&#8230;.มันไม่ใช่ของเรา พอได้เงินมาก็เคลียร์ให้ลูกน้อง และจ่ายค่าเช่าร้านที่ค้างไว้ แล้วพอมีเงินเหลือติดตัวอยู่บ้าง ผมก็ตัดสินใจกลับมาตั้งหลักที่บ้านในกรุงเทพฯ แล้วเปิดร้านจิ้มจุ่ม ตอนนั้นอยากทำแค่ร้านเล็กๆ เพราะร้านยิ่งหรูมากเท่าไหร่ คนก็ไม่กล้าเข้า แต่ถ้าเปียกบ้าง ดูสกปรกบ้างคนกลับเข้าแน่นร้าน ซึ่งร้านตอนนั้นดูโทรมสกปรกมาก ผมก็เอาไม้มารื้อทำร้านใหม่ เริ่มเอาวงดนตรีกับตลกมาเล่น มีกุ้งเผา อาหารทะเล ไปๆ มาๆ ร้านชักใหญ่ขึ้นเหมือนเดิมอีกแล้ว”<br />       <br />       “แนวโน้มร้านตอนแรกดี แต่อย่างว่าเราไม่มีประสบการณ์ เราไม่เคยคิดถึงรายรับ-รายจ่าย มันก็เลยแค่พออยู่ได้ ไม่ถึงกับว่ามีเก็บ จากนั้นปัญหาเริ่มตามมา เงินเริ่มหมด เริ่มเป็นหนี้เพราะเข้าเนื้อ เลยไปยืมเงินเพื่อนที่เป็นผู้จัดการบริษัท ยืม 2 แสนบ้าง 5 แสนบ้าง เพราะมันต้องใช้เงินหมุนเยอะ ยิ่งช่วงหน้าฝนไม่ต้องพูดถึงคนหายไม่เข้าร้านเลย เมื่อไม่มีประสบการณ์ก็เกิดหายนะ ผมประคับประคองร้านจิ้มจุ่มมา 3 ปีกว่า สรุปแล้วร้านนี้หมดเงินไปอีก 3 ล้าน แล้วเป็นหนี้เพื่อนอีก 1 ล้าน”<br />       <br />       ตัดสินใจหนีตายบินไปหางานทำที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อส่งเงินมาใช้หนี้ แต่ขณะที่ชีวิตกำลังจะดีขึ้น เจ้าตัวต้องระหกระเหินกลับเมืองไทยบ้านเกิดอีกครั้ง เพราะหวั่นถูกจับในข้อหาหนีเข้าเมือง มาทำงานแบบผิดกฎหมาย<br />       <br />       “ผมเคยไปโชว์ตลกที่ญี่ปุ่นมาแล้ว 5 ครั้ง เลยคิดว่าอยากไปทำงานใช้หนี้ แล้วส่งเงินมาให้ทางบ้าน ผมเลยตัดสินใจไปอยู่ที่ญี่ปุ่นกับลูกชาย น้องเอ็กซ์ ซึ่งแต่ก่อนเงินญี่ปุ่นมันดี ไปอยู่ทำงานแค่ 20 วันได้เงินมาล้านกว่าบาท แต่ช่วงที่ผมไปอยู่เงินญี่ปุ่นไม่ค่อยดี งานก็หาลำบาก อย่างผู้หญิงที่เคยมาดูเราแสดง แต่ก่อนจะให้ทิปคืนหนึ่ง 5-6 หมื่นบาท แต่ตอนผมไปเหลือแค่หมื่นนึง ผมก็ตระเวนไปเล่นตลกหลายๆ เมือง อยู่ 2 เดือนกว่าๆ ก็ทยอยส่งเงินมาให้ทางบ้าน”<br />       <br />       “ตอนนั้นภรรยาผมยังดูแลร้านจิ้มจุ่มอยู่ แต่ดูได้เดือนกว่าๆ เขาก็โทรมาบอกว่าคงไม่ไหวแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้เงินก็จะหมดไปกับร้านอาหาร จากนั้นเขาก็บินมาอยู่ญี่ปุ่นกับผม ซึ่งตอนนั้นวีซ่าผมใกล้จะหมดแล้ว เหลือแค่ 15 วัน แต่ภรรยาผมยังอยู่ต่อไปได้อีก 2 เดือน เราจึงตัดสินใจอยู่ต่อโดยผิดกฎหมาย แล้วก็ส่งลูกชายกลับประเทศไทยก่อน”<br />       <br />       “ช่วงนั้นคนไทยที่นั่นช่วยหางานให้ทำ เขาหาร้านอาหารให้ผมไปอยู่ช่วยเอนเตอร์เทนแขก หลังจากนั้นผมก็ได้ไปอยู่โรงงานแห่งหนึ่ง เป็นแผนกควบคุมหุ่นยนต์ คิดดูสิว่าผมจบแค่ ป.4 ผมยังไปทำกับเขาได้ ด้วยความที่เจ้าของบริษัทเกรงใจคนที่พาผมเข้าทำงาน เขาก็สอนผมจดโปรแกรม ผมก็ทำงานมาเรื่อยๆ จนมีเงินก้อนหนึ่งส่งกลับมาใช้หนี้เพื่อนได้หมด”<br />“การมาอยู่ญี่ปุ่นถือเป็นจุดพลิกผันของชีวิตเลยก็ว่าได้ ผมมีชีวิตที่ดี มีสภาพจิตใจดีมาก และพอมีเงินเก็บกลับมาตั้งตัวที่ประเทศไทย ผมอยู่ญี่ปุ่น 6 ปีจนวันหนึ่งภรรยาบอก ไม่ไหวแล้วอยากกลับเมืองไทยไปอยู่กับลูก บังเอิญโรงงานที่ผมทำนิวกัง (ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง) มาจับคนไทยที่เข้ามาทำงานแบบผิดกฎหมาย&#8221; <br />        <br />       &#8220;ตอนนั้นผมปั่นจักรยานกลับมากินข้าวที่บ้านเลยรอด แต่เจ้าของโรงงานไม่อยากให้เราทำงานต่อ เพราะถ้าถูกจับได้โรงงานก็จะถูกสั่งปิด ผมเลยตัดสินใจไปมอบตัว และขอร้องตำรวจให้ส่งตัวกลับประเทศ ตำรวจเขาก็ใจดีออกใบอนุญาตให้เราอยู่ต่ออีก 1 เดือน เราเลยออกโชว์หาเงินกลับเมืองไทย วันกลับข้าวของเครื่องใช้รวมทั้งรถ 2 คนที่มีอยู่ ผมก็ยกให้คนไทยที่โน่นหมดแล้วกลับมาแต่ตัว”<br />       <br />       ไม่เข็ดทำธุรกิจ หลังเท้าแตะถึงเมืองไทยปุ๊บ เจ้าตัวก็ลุยทำธุรกิจไอศกรีมมะพร้าวจากไอเดียตัวเอง และโชคก็เข้าข้างเมื่อการเดินหน้าสู้ชีวิตต่อในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นอาชีพหลักในปัจจุบัน<br />       <br />       “ตอนอยู่ญี่ปุ่นผมได้ดูโทรทัศน์ และได้ติดตามข่าวสารของประเทศไทย ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯสิ้นพระชนม์ ผมก็ตั้งจิตอธิษฐานว่า เราคงมีโอกาสได้กลับมากราบพระศพ อยากกลับมาให้ทันพิธี พอได้กลับเมืองไทยพักอยู่ได้ไม่กี่วัน ก็เลยมากราบพระศพสมเด็จพระพี่นางฯ ซึ่งตอนนั้นเขามีจัดงานเป็นเดือนๆ ก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ผมได้สูตรการทำไอศกรีมมาจากคนไทยที่ญี่ปุ่น เขาทำเป็นรสชาติชาเขียว เราก็จะเอามาดัดแปลงทำขายบ้าง”<br />       <br />       “ผมบอกลูกชายว่าจะทำไอศกรีมขาย แต่ลูกบอกว่า….อย่าเลยพ่อ พ่อไปขายแบบนั้น ก็หมดสภาพกันพอดี ผมก็บอกกลับไปว่าแต่พ่อมีรูปแบบที่คิดๆไว้ว่าจะขายแบบไหน จากนั้นก็ไปดูมะพร้าวว่าบ้านเราก็มีเยอะน่าจะทำได้ และผมก็นึกขึ้นได้ว่ามีรถตู้คันนี้ (เคาะประตูรถ) ที่ใช้ตอนเล่นตลก แล้วปล่อยทิ้งไว้ในป่าแต่ทุกอย่างยังใช้ได้ ผมเลยเอารถไปติดสติ๊กเกอร์ทำเป็นโลโก้แปะข้างรถ ไปขอเงินภรรยาเพื่อจะจ่าย แต่เขาไม่ให้เพราะกลัวเงินหมดอีก ผมเลยไปขอยืมเงินเพื่อนคนเก่า พอทำรถเสร็จก็เอากลับบ้าน ภรรยาเห็นก็ตกใจ โห&#8230;.ทำขนาดนี้เชียวเหรอ”<br />       <br />       “สิ่งที่ผมกังวลคือสูตรทำไอศกรีม ผมเสียเวลากับการลองผิดลองถูกในการผสมสูตรนานมาก ผมลองผสมสูตรแล้วไปแอบจ้างลูกน้องร้านไอศกรีมให้ปั่นให้ ปั่นครั้งแรกใช้ไม่ได้ต้องทิ้งเป็นถังๆ ลองผิดลองถูกนานเป็นเดือนจนสำเร็จเป็นสูตรที่ใช้ในปัจจุบัน”<br />       <br />       “ผมกับภรรยาเอาไปขายครั้งแรกในลานจอดรถ งานพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เพราะไม่รู้ว่าต้องจองที่ขายก่อน ผมเลยเปิดท้ายรถขายในลานจอดรถ วันแรกเอาไปขาย 2 ถังหมดเกลี้ยง รปภ.ก็ถามว่าทำไมมาขายตรงนี้ วันต่อมาเขาเลยจองที่ให้ คราวนี้ที่เหมาะเลย ขายแป๊บเดียวหมด กำลังใจมาเลย จากวันนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ ตระเวนขายไปหลายๆ ที่ โดยเฉพาะแถวหน้ามหาวิทยาลัยต่างๆ ตอนนี้ก็มีรถแบบนี้อยู่ 4 คัน ”<br />       <br />       “มีคนมาขอซื้อสูตรไอศกรีม เป็นข้าราชการด้วยขายเท่าไหร่เขาก็จะซื้อ แต่ผมไม่เอา เพราะเมื่อก่อนเคยทำกระเช้าเถาวัลย์ใส่ต้นไม้ แล้วมีคนมาขอสูตร บางคนก็มาซื้อตัวอย่างกระเช้า สุดท้ายเขาก็เอาไปทำขายกันเกลื่อนเต็มจตุจักร เราก็โอ๊ย&#8230;เข็ดแล้ว ทั้งภูมิใจ เจ็บใจและน้อยใจ ตอนนี้ขนาดผสมสูตรไอศกรีมยังไม่ให้ใครเห็นเลย แม้กระทั่งลูกน้อง เพราะกลัวเขาลาออกไปแล้วจะเอาสูตรไปทำต่อ ผมก็ไปจดลิขสิทธิ์สูตรไอศกรีม แล้วขายเป็นแฟรนไชนส์ดีกว่า”<br />       <br />       แม้จะเคยถูกลูกค้า และคนในวงการเดียวกัน พูดจาดูถูกเหยียดหยามว่า เป็นอาชีพที่ไม่มีเกียรติ แต่ “หม่อมเหยิน” ก็ไม่เคยย่อท้อ หรือเก็บเอามาคิดมาก เขายังคงดิ้นรนหาเงินใช้หนี้จนหมด และกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว โดยยึดความมานะอดทนเป็นหลัก<br />       <br />       “คนที่เป็นศิลปินดาราหรือตลก แล้วอยู่ในช่วงขาลงต้องไปทำธุรกิจอย่างอื่น ผมอยากบอกให้เขารู้ว่า อย่าไปอายในสิ่งที่ไม่ควรอาย เราควรอายในสิ่งที่ไม่ดี เราเป็นคนของประชาชน เขารู้จักเรา ส่วนเขาจะซื้อหรือไม่ซื้อของเราก็ไม่เป็นไร ให้ถือว่าการค้าขายเราควรมีไมตรีจิตรที่ดีต่อลูกค้า บางทีลูกค้ามาพูดจาดูถูกเราก็มี เอ้า! หม่อมเหยินหมดเงินแล้ว มาขายไอศครีมแล้วโว้ย! เขามองว่าลำบากแล้วสิเลยมาทำ บางคนก็ว่าดี มาซื้อไอศกรีมแล้วขอให้ผมเล่นตลกให้ดู ผมก็โอ๊ย&#8230;.ตลกไม่ออกหรอก เดี๋ยวน้ำลายกระเด็นลงถัง ไม่ต้องกินกันพอดี เราก็ขำๆ เขาก็ชอบใจ ก็มีทั้งด้านบวกและลบ มันนานาจิตตังแต่ไม่ท้อ”<br />       <br />       “ผมพูดตรงๆ ว่าเป็นหนี้เป็นสิน ยามมีเรามี แต่เราไม่เจียมตัว บริหารเงินไม่ถูกทาง พอมีเงินหน่อยมันก็อยากได้อยากมีเพิ่ม ลงทุนทำนั่นทำนี่ พอเราหมดตัวก็แล้วแต่คนมอง ถ้าเขามองลบ มันก็เหมือนเป็นการฆ่าตัวเอง แต่ผมภูมิใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้มา เราได้มาด้วยความมานะอดทน ผมสักคำว่า มานะอดทน ไว้ที่แขนขวาเลย” <br />        <br />       “แรกๆ ลูกผมไม่กล้ามาตักไอศกรีม แต่ตอนนี้เขากล้าแล้ว เราค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ รายได้มันอาจเป็นส่วนหนึ่งทำให้เขากล้า ผมมองว่าการทำธุรกิจมันแน่นอนกว่าอาชีพนักแสดง ผมเคยเจอนักแสดงเก่าๆ เขามาเห็นผมแล้วกอด ให้กำลังใจที่ผมกล้ามาทำตรงนี้ ชีวิตผมจะขึ้นๆ ลงๆ ไม่คงที่เหมือนพระท่านเคยบอกผม แล้วมันก็เป็นจริงๆ ผมอยากใช้ชีวิตบั้นปลายสุดท้ายในทางค้าขาย ก็ยังไม่รู้เลยว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แต่หนี้ที่ผมเคยยืมเพื่อนมาใช้หมดแล้ว แต่ไม่มีเงินเก็บ เพราะผมลงทุนไปซื้อรถตู้อีก 4 คัน และซื้อถังไอศกรีมซึ่งตอนนี้ก็มีเกือบ 30 ถังแล้ว”<br />       <br />       “ผมเคยบอกลูกๆ เอาไว้ พ่อเกิดมาเพื่อศึกษาชีวิตของตัวเอง ไม่ได้เกิดมาเพื่อยื้อแย่งกับใคร ตอนนี้พ่อเหมือนเป็นเด็กวัด ฉะนั้นจึงไม่ยึดติดอะไร ทุกวันนี้ก็บอกลูกนะว่า เวลามันมีค่า ควรจะต้องหาเงินเก็บไว้ยามแก่ ให้นึกถึงว่าอาชีพนักแสดงไม่แน่นอน ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครจ้าง ไม่มีใครเอาจะทำอย่างไร และถ้าวันข้างหน้าพ่อตายไปซะจะทำอย่างไร อย่าคิดว่าเราจะทำแค่วันนี้วันเดียว ต้องทำสะสมไว้ สิ่งไม่ดีอย่าไปเก็บมาจำ อย่างน้อยเลยให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเอง”<br />       <br />       แนะการศึกษาไม่ใช่ตัววัดพื้นฐานอาชีพตลก ขอให้ตลกรุ่นใหม่ขำได้แต่หยาบคาย พร้อมคาดหวังอยากกลับคืนสู่วงการอีกครั้ง<br />       <br />       “การเป็นศิลปินตลกที่ดี ควรแสดงอะไรที่ไม่ให้มันดูแย่ลง การศึกษาจะสูงหรือต่ำไม่ได้เป็นพื้นฐานของตลก อย่างคำพูด กิริยาที่แสดงออกมา การแสดงตลกด้วยท่าทีที่สุภาพมันก็ขำได้ ไม่จำเป็นต้องหยาบคาย อย่างเช่นโย่ง เชิญยิ้ม ก็ตลกด้วยคำพูด เขาก็แสดงให้ขำได้ ก็อยากให้เขารักษาตรงนี้ไว้”<br />       <br />       “ตอนนี้ผมอายุ 63 ปี ตอนทำไอศกรีมแรกๆ ก็มีงานแสดงติดต่อมา แต่ผมต้องปฏิเสธไปเพราะอยากดูแลงานตรงนี้ให้เต็มที่ ผมเคยให้สัญญากับพ่อแก่ว่า เราเป็นคนกล่อมโลก ยังไงก็ไม่ทิ้งการแสดง แต่ผมขอทำการค้าให้ครอบครัวเป็นปึกแผ่นก่อน ซึ่งตอนนี้ก็พอมีเวลารับงานแสดงได้บ้างแล้ว เพราะมีลูกน้องที่สามารถทำงานแทนได้ ผมมีเพลงที่เขียนไว้ประมาณ 2-3 เพลง ด้วย แต่ไม่กล้าเสนอใคร เพราะเราไม่มีเส้นสาย ไม่มีใครสนับสนุน เราก็ได้แต่เขียน บางทีก็เขียนบทละครแนวชีวิตบ้านนอกบ้าง ผมหยุดนิ่งไม่ได้”</p>
<p>ติดตามธุรกิจขายไอศครีมมะพร้าวสดสูตรหม่อมเหยินได้ที่ <a href="http://www.weloveshopping.com/shop/momyern/">http://www.weloveshopping.com/shop/momyern/</a></p>
<address>สนับสนุนข่าวโดย <a href="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/07/logo_managers.gif"><img class="alignnone size-full wp-image-4675" title="managers_online" src="http://www.keajon.com/wp-content/uploads/2010/07/logo_managers.gif" alt="ผู้จัดการ" width="134" height="42" /></a></address><script type="text/javascript" class="owbutton" src="http://onlywire.com/btn/button_39082" title="หม่อมเหยินไอศครีมมะพร้าวสด อาชีพทำเงินของตลกสู้ชีวิต" url="http://www.keajon.com/coconut-icream/"></script>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.keajon.com/coconut-icream/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ออฟฟิศเมทรุกตลาดอีคอมเิมิร์ซ เปิด www.trendyday.com</title>
		<link>http://www.keajon.com/trendyday/</link>
		<comments>http://www.keajon.com/trendyday/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Jul 2010 12:43:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Mr.Keajon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์สินค้า]]></category>
		<category><![CDATA[อีคอมเมิร์ซ]]></category>
		<category><![CDATA[officemate]]></category>
		<category><![CDATA[www.trendyday.com]]></category>
		<category><![CDATA[ออฟฟิศเมท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4667</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.keajon.com/trendyday/"><img align="left" hspace="5" width="150" src="http://www.newswit.com/photos/2009-03-18/b19eeae9a1800bac0cdce3ad30403869.jpeg" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="ออฟฟิศเมท" title="officemate" /></a>ออฟฟิศเมทรุกอีคอมเมิร์ซ เปิดเวบใหม่ &#8220;เทรนดี้เดย์ดอทคอม&#8221; ขายสินค้าในเครือ ตั้งเป้ากวาดยอดขาย 1 พันล้านบาท ภายใน 5 ปีนายวรวุฒิ อุ่นใจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน) ผู้จำหน่ายเครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดในธุรกิจใหม่คือ เว็บไซต์ “เทรนดี้เดย์ ดอท คอม” www.trendyday.comเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าในเครือออฟฟิศเมททั้งหมด และเพิ่มสินค้าใหม่เข้ามาด้วย อาทิ สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าสำหรับนักเรียนและนักศึกษา และประชาชนทั่วไป รวมกว่า 2 หมื่นรายการสำหรับ “เทรนดี้เดย์” มีสินค้ามากกว่าในแคตตาล็อกออฟฟิศเมท ที่สามารถขายสินค้าทุกอย่างได้กว่า 3 ล้านรายการ เช่นเดียวกับเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่างอะเมซอน ดอท คอม และที่สำคัญบริษัทได้ใช้โมเดลธุรกิจเดียวกันในเรื่องของการจ่ายค่าคอมมิชชั่น 3% ให้กับสมาชิกที่แนะนำเพื่อนมาซื้อสินค้าในเว็บไซต์อีกด้วย“ในเว็บไซต์ราคาสินค้ามีส่วนลดค่อนข้างมาก เมื่อบวกกับการจ่ายค่าคอมมิชชั่นแล้ว ถามว่ามีกำไรหรือไม่ ตอบได้เลยว่ากำไรน้อยมาก แต่การทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่กำไรต่อชิ้น แต่อยู่ที่การลดต้นทุนโดยรวมให้ต่ำที่สุดเมื่อฐานตลาดโตแบบก้าวกระโดด” ผู้บริหาร กล่าวนายวรวุฒิ กล่าวว่า สินค้าที่ซื้อผ่านเว็บไซต์มีราคาต่ำกว่าท้องตลาด เพราะไม่มีต้นทุนในการดิสเพลย์สินค้า และใช้โปรโมชั่นซื้อครบ 499 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<p>ออฟฟิศเมทรุกอีคอมเมิร์ซ เปิดเวบใหม่ &#8220;เทรนดี้เดย์ดอทคอม&#8221; ขายสินค้าในเครือ  ตั้งเป้ากวาดยอดขาย 1 พันล้านบาท ภายใน 5 ปี<br /><img class="alignnone" title="officemate" src="http://www.newswit.com/photos/2009-03-18/b19eeae9a1800bac0cdce3ad30403869.jpeg" alt="ออฟฟิศเมท" width="300" height="372" /><br />นายวรวุฒิ อุ่นใจ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน)  ผู้จำหน่ายเครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน เปิดเผยว่า  ปีนี้บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดในธุรกิจใหม่คือ เว็บไซต์ “เทรนดี้เดย์  ดอท คอม” <strong>www.trendyday.com</strong>เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าในเครือออฟฟิศเมททั้งหมด และเพิ่มสินค้าใหม่เข้ามาด้วย  อาทิ สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าสำหรับนักเรียนและนักศึกษา และประชาชนทั่วไป รวมกว่า 2  หมื่นรายการ<br /><br />สำหรับ “เทรนดี้เดย์” มีสินค้ามากกว่าในแคตตาล็อกออฟฟิศเมท  ที่สามารถขายสินค้าทุกอย่างได้กว่า 3 ล้านรายการ  เช่นเดียวกับเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่างอะเมซอน ดอท คอม  และที่สำคัญบริษัทได้ใช้โมเดลธุรกิจเดียวกันในเรื่องของการจ่ายค่าคอมมิชชั่น 3%  ให้กับสมาชิกที่แนะนำเพื่อนมาซื้อสินค้าในเว็บไซต์อีกด้วย<br /><br />“ในเว็บไซต์ราคาสินค้ามีส่วนลดค่อนข้างมาก  เมื่อบวกกับการจ่ายค่าคอมมิชชั่นแล้ว ถามว่ามีกำไรหรือไม่ ตอบได้เลยว่ากำไรน้อยมาก  แต่การทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่กำไรต่อชิ้น  แต่อยู่ที่การลดต้นทุนโดยรวมให้ต่ำที่สุดเมื่อฐานตลาดโตแบบก้าวกระโดด” ผู้บริหาร  กล่าว<br /><br />นายวรวุฒิ กล่าวว่า สินค้าที่ซื้อผ่านเว็บไซต์มีราคาต่ำกว่าท้องตลาด  เพราะไม่มีต้นทุนในการดิสเพลย์สินค้า และใช้โปรโมชั่นซื้อครบ 499  บาทส่งฟรีทั่วประเทศ โดยตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ 70 ล้านบาท  และหากเว็บไซต์ติดตลาดแล้ว จะมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดในระดับ 2 เท่าตัวทุกปี  ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายในเว็บไซต์ไว้ 1,000 ล้านบาทภายใน 5  ปีนับจากนี้<br /><br />สำหรับปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขาย 914 ล้านบาท ลดลง 6% จากปี  2551 ขณะที่ตลาดรวมตกลงกว่า 20% ส่วนกำไรยังเติบโตสูงกว่า 45%  เนื่องจากบริษัทได้มีการปรับระบบการบริหารภายในใหม่ให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจ  โดยแบ่งเป็นยอดขายในกลุ่มเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงานกว่า 50% กลุ่มคอมพิวเตอร์  และออฟฟิศออโตเมชั่น 33% กลุ่มแคนทีน อุปกรณ์โรงงานและออฟฟิศเฟอร์นิเจอร์ 16%  โดยในปี 2553 นี้ตั้งเป้ายอดขายกว่า 1,000 ล้านบาท หรือเติบโต  20%<br /><br />&#8220;ออฟฟิศเมท&#8221;  ร่วมเยียวยาธุรกิจรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม เปิดพื้นที่บนเว็บไซต์  Trendyday.com รับฝากขายสินค้า ต้นทุนต่ำ<br /><br />นายวรวุฒิ อุ่นใจ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดทำโครงการ  “ฝ่าวิกฤติด้วยธุรกิจออนไลน์” ขึ้น  เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและเผาห้าง  ด้วยการเปิดพื้นที่บนเว็บไซต์ Trendyday.com  ให้ผู้ได้รับผลกระทบนำสินค้ามาฝากขาย<br /><br />โดยเว็บดังกล่าวนั้นปกติจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน  ทั้งนี้ ทางบริษัทฯ จะทำการตลาด ดูแลการจัดส่งสินค้า  การติดตามสินค้าและการเก็บเงินให้ และคิดค่าใช้จ่ายเพียง 10% จากยอดขาย  ซึ่งนับว่าต่ำมากเมื่อดูจากการดูแลให้แบบครบวงจร  แต่ถ้าขายสินค้าไม่ได้ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด<br /><br />นายวรวุฒิ กล่าวว่า  ระบบรับฝากขายสินค้า เดิมบริษัทมีแผนจะเปิดตัวในช่วงปลายปี  โดยให้รายย่อยมาเปิดหน้าร้านในเว็บไซต์  แล้วบริษัทจะดูแลเรื่องการทำตลาดและกระจายสินค้าให้ คิดค่าใช้จ่ายประมาณ 20-25%  แต่เมื่อเกิดวิกฤติครั้งนี้ จึงอยากจะช่วยธุรกิจคนไทย และคิดค่าใช้จ่ายที่ต่ำเพียง  10% ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าบริหารจัดการทั้งหมด แต่บริษัทฯ  จะเป็นผู้แบกรับต้นทุนส่วนต่างนั้นไว้ บริษัทฯ มีทีมงานผู้ถ่ายรูปสินค้าในสตูดิโอ  ถ่ายทำคลิปวีดิโอโปรโมทสินค้า มีคลังสินค้า ฝ่ายบรรจุภัณฑ์  คอลล์เซ็นเตอร์ในการดูแลลูกค้า และพนักงานจัดส่งสินค้าพร้อมทั้งเก็บเงิน  โครงการนี้สิ้นสุดในสิ้นปี  2553<br /><br />“ตั้งแต่โพสต์แนวคิดโครงการนี้ลงไปในเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์  มีการบอกต่อและผลตอบรับดี มีผู้ประกอบการสนใจและสอบถามเข้ามากว่า 100 รายแล้ว  คิดว่าสินค้ารายละ 20 รายการ ก็มีสินค้ามากกว่า 2,000 รายการแล้ว” นายวรวุฒิ  กล่าว<br /><br />สำหรับออฟฟิศเมท เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้สำนักงาน  เครื่องเขียนและสินค้าไอที มีเว็บไซต์ 2 แห่ง ได้แก่ Officemate.co.th  เปิดดำเนินการมาแล้ว 12 ปี และ Trendday.com เปิดดำเนินการมา 1 ปี  มีฐานสมาชิกมากกว่า 20,000 ราย  และมีแนวโน้มเติบโตทุกปีตามกระแสนิวมีเดียและสังคมออนไลน์</p>
<script type="text/javascript" class="owbutton" src="http://onlywire.com/btn/button_39082" title="ออฟฟิศเมทรุกตลาดอีคอมเิมิร์ซ เปิด www.trendyday.com" url="http://www.keajon.com/trendyday/"></script>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.keajon.com/trendyday/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ยอดจัดงานเอสเอ็มอีไทยเข้มแข็ง 10 จว.ทะลุเป้าเงินสะพัด 900 ลบ.</title>
		<link>http://www.keajon.com/thailand-smes-strong-2010/</link>
		<comments>http://www.keajon.com/thailand-smes-strong-2010/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Jul 2010 13:08:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>onemanf_webmaster</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธุรกิจ SME]]></category>
		<category><![CDATA[smes 2010]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยเข้มแข็ง 2010]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.keajon.com/?p=4628</guid>
		<description><![CDATA[<a href="http://www.keajon.com/thailand-smes-strong-2010/"><img align="left" hspace="5" width="150" height="150" src="http://www.keajon.com/wp-content/plugins/thumbnail-for-excerpts/tfe_no_thumb.png" class="alignleft wp-post-image tfe" alt="" title="" /></a>สสว. เผยความคืบหน้า โครงการ “SMEs ไทยเข้มแข็ง 2010” จากการจัดงานไปแล้วจำนวน 10 จังหวัดทั่วประเทศ มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 800 ราย ผู้เข้าร่วมงานกว่า 6 หมื่นราย ดันเม็ดเงินสะพัดกว่า 900 ล้านบาท เกิดมูลค่าจากการจับคู่ธุรกิจกว่า 887 ล้านบาท ล่าสุด เตรียมใช้จังหวัดชลบุรี จัดงานใหญ่ระดับภาคคาดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 75 ล้านบาท นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.) เปิดเผยว่า จากการที่ สสว. จัดโครงการ “SMEs ไทยเข้มแข็ง 2010” ขึ้นมา เพื่อตอบสนองนโยบายการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมีเป้าหมายการจัดงานในปี 2553 จำนวน 20 ครั้งทั่วประเทศ คาดหวังให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสขยายตลาดทางการค้า และจับคู่ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Business Matching) อันจะเป็นการส่งเสริมศักยภาพ สร้างเสริมขีดความสามารถทางการค้าให้เกิดการขยายตลาดและฐานการค้าในระดับประเทศ เพื่อนำไปสู่การซื้อขายสินค้าอย่างเป็นรูปธรรมให้กับผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้งเป็นการกระจายรายได้และเศรษฐกิจลงสู่ภูมิภาค [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<p style="text-align: justify"><strong> สสว. เผยความคืบหน้า โครงการ “SMEs ไทยเข้มแข็ง 2010” จากการจัดงานไปแล้วจำนวน 10 จังหวัดทั่วประเทศ มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 800 ราย ผู้เข้าร่วมงานกว่า 6 หมื่นราย ดันเม็ดเงินสะพัดกว่า 900 ล้านบาท เกิดมูลค่าจากการจับคู่ธุรกิจกว่า 887 ล้านบาท ล่าสุด เตรียมใช้จังหวัดชลบุรี จัดงานใหญ่ระดับภาคคาดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 75 ล้านบาท </strong></p>
<p style="text-align: justify">นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.) เปิดเผยว่า จากการที่ สสว. จัดโครงการ “SMEs ไทยเข้มแข็ง 2010” ขึ้นมา เพื่อตอบสนองนโยบายการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยมีเป้าหมายการจัดงานในปี 2553 จำนวน 20 ครั้งทั่วประเทศ คาดหวังให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสขยายตลาดทางการค้า และจับคู่ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Business Matching) อันจะเป็นการส่งเสริมศักยภาพ สร้างเสริมขีดความสามารถทางการค้าให้เกิดการขยายตลาดและฐานการค้าในระดับประเทศ เพื่อนำไปสู่การซื้อขายสินค้าอย่างเป็นรูปธรรมให้กับผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้งเป็นการกระจายรายได้และเศรษฐกิจลงสู่ภูมิภาค</p>
<p style="text-align: justify">“ที่ผ่านมา สสว.ได้ดำเนินการจัดงาน SMEs ไทยเข้มแข็ง 2010 ไปแล้ว จำนวน 10 ครั้ง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี จันทบุรี ตาก ราชบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา และอุดรธานี โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมแสดงสินค้า จำนวน 813 ราย เกิดยอดขายสินค้า จำนวน 14.57 ล้านบาท มีผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมงาน จำนวน 55,968 ราย มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมอบรมสัมมนา จำนวน 3,056 ราย มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรับคำปรึกษา จำนวน 670 ราย และมีผู้ซื้อและผู้ขายเข้าร่วมกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ จำนวน 804 คู่ ซึ่งทำให้เกิดมูลค่าการซื้อขายจากการจับคู่ธุรกิจ จำนวน 887.65 ล้านบาท”</p>
<p style="text-align: justify">นายยุทธศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา 10 ครั้ง ถือเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งคาดว่าหลังจากการจัดงานครบทั้ง 20 ครั้ง สสว.จะประสบความสำเร็จและทำได้ตามเป้าหมาย โดยการจัดงานในแต่ละครั้งผลิตภัณฑ์ที่นำมาแสดง จะเน้นผลิตภัณฑ์ในหมวดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ 4 กลุ่มเป็นหลัก ซึ่งถูกกำหนดโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้แก่ 1.มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ (Heritage or Cultural/biodiversity-based Heritage) ได้แก่ งานฝีมือและหัตถกรรม อาหารไทย การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม/ความหลากหลายทางชีวภาพ และการแพทย์แผนไทย 2.ศิลปะ (Arts) ได้แก่ ศิลปะการแสดง และทัศนศิลป์ 3.สื่อ (Media) ได้แก่ ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ การพิมพ์ การกระจายเสียง และดนตรี และ 4.งานสร้างสรรค์และออกแบบ (Functional Creation) ได้แก่ การออกแบบ แฟชั่น สถาปัตยกรรม การโฆษณา และซอฟต์แวร์</p>
<p style="text-align: justify">สำหรับการจัดงาน “SMEs ไทยเข้มแข็ง 2010” ที่กำลังจะจัดขึ้นที่จังหวัดชลบุรีนี้ ถือเป็นการจัดงานในระดับภูมิภาค โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กรกฏาคม &#8211; 1 สิงหาคม 2553 ณ ศูนย์การค้าแปซิฟิคพาร์ค อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการ SMEs สนใจเข้าร่วมกิจกรรมแสดงสินค้ามากกว่า 100 ราย ซึ่งคาดว่าจะเกิดมูลค่าซื้อขายจากการจับคู่ธุรกิจทางการค้าไม่น้อยกว่า 75 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถดูรายละเอียดการจัดงานได้ที่ www.sme.go.th</p>
<p style="text-align: justify">ที่มา : <a href="http://www.manager.co.th/" target="_blank">ผู้จัดการ</a></p>
<script type="text/javascript" class="owbutton" src="http://onlywire.com/btn/button_39082" title="ยอดจัดงานเอสเอ็มอีไทยเข้มแข็ง 10 จว.ทะลุเป้าเงินสะพัด 900 ลบ." url="http://www.keajon.com/thailand-smes-strong-2010/"></script>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.keajon.com/thailand-smes-strong-2010/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	<media:rating>nonadult</media:rating></channel>
</rss><!-- Dynamic page generated in 1.758 seconds. --><!-- Cached page generated by WP-Super-Cache on 2010-09-07 17:33:16 -->
