<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.gotomanager.com"  xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>Manager 360° Magazine</title>
 <link>http://www.gotomanager.com</link>
 <description>Manager 360° Magazine is a monthly premier magazine provides comprehensive coverage of business news from a local, regional and national perspective. With a high value of professional editorial team, we brilliantly present the unique views with trend</description>
 <language>en</language>
<item>
 <title>มุมมองของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ต่อโอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทย</title>
 <link>http://www.gotomanager.com/content/%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93-%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2</link>
 <description>&lt;div class=&quot;field field-name-field-image field-type-image field-label-hidden&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; rel=&quot;og:image rdfs:seeAlso&quot; resource=&quot;http://www.gotomanager.com/sites/default/files/styles/body_1/public/field/image/p24-weekly-surin-goto.jpg?itok=YS0QQm4r&quot;&gt;&lt;img typeof=&quot;foaf:Image&quot; src=&quot;http://www.gotomanager.com/sites/default/files/styles/body_1/public/field/image/p24-weekly-surin-goto.jpg?itok=YS0QQm4r&quot; width=&quot;578&quot; height=&quot;376&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; property=&quot;content:encoded&quot;&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ช่วงเวลาท้ายปีหลายหน่วยงานมักนิยมจัดงานเสวนา งานสัมมนา และหัวข้อที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลักของงานคงหนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจไทย หรือความพร้อมของไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายปีนี้&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ไม่มั่นคง ซึ่งมีเหตุมาจากการขาดเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ และผลกระทบจากสภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายนอกประเทศ ทำให้หลายฝ่ายมีคำถามขึ้นในใจว่า ประเทศไทยพร้อมเพียงใด และยังรวมไปถึงแนวทางที่ควรปฏิบัติ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา มีการจัดสัมมนาและเสวนาพร้อมกันสองงาน ซึ่งหัวข้อของทั้งสองงานนี้คล้ายเป็นการตั้งคำถามในทิศทางเดียวกัน ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่จัดสัมมนาในหัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจไทยปี 2559 โอกาสและความท้าทาย” และนิโอ ทาร์เก็ตจัดเสวนาเรื่อง “ก้าวสู่เออีซี โอกาสและความท้าทาย”&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ซึ่งบุคคลที่เป็นแม่งานทั้งสองฝ่ายเล็งเห็นว่าผู้ที่จะให้คำตอบ แนวคิด หรือคำนิยามที่ดีและเหมาะสมที่สุดคือ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนและประธานสถาบันนวัตกรรมแห่งอนาคต (FIT) &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;“คนรุ่นใหม่เป็นความหวังของชาติ รู้จักแปรเปลี่ยนปรับวิธีคิด ท่ามกลางกระแสที่เกิดขึ้นรอบด้าน” ดร.สุรินทร์กล่าว อีกทั้งยังแสดงทัศนะต่อว่า อาเซียนเป็นโอกาสและเวทีในการแข่งขัน นับเป็นพื้นที่พิเศษที่ถูกบูรณาการเข้าหากัน ประเทศไทยต้องอาศัยความหลากหลายที่มี โดยเฉพาะตำแหน่งที่ตั้งของไทยที่อยู่กึ่งกลางของ GMS Corridors &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าไทยอยู่ในขณะนี้เป็นผลมาจากการขาดเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นที่เมื่อประสบกับสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ ปัญหาเหล่านั้นจะมีผลต่อความมั่นคงทางการเมือง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;นอกเหนือไปจากปัญหาเศรษฐกิจ ความพร้อมด้านภาษาของคนไทยถือได้ว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่ง “เราต้องปรับตัว อย่ายึดติดกับอดีตมากเกินไป ไม่อย่างนั้นไทยจะไม่สามารถต่อสู้กับทั่วโลกได้” &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;คนไทยบางส่วนยังขาดความสามารถด้านภาษา ซึ่งภาษาอังกฤษถือว่าเป็นภาษาทางการของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หากแต่หลายคนยังให้คำตอบต่อประเด็นนี้ว่า เพราะประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของชาติใด ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของใคร จึงไม่แปลกที่เราจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;นี่เองที่ทำให้ ดร.สุรินทร์มองว่าคนไทยบางส่วนยังยึดติดอยู่กับอดีตจนเกินพอดี อีกทั้ง “เราต้องไม่พอใจความเป็นอยู่ในตอนนี้ ไม่เช่นนั้นจะไม่เกิดการพัฒนา” ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังก้าวไปข้างหน้าและเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ไทยกลับไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะความอิหลักอิเหลื่อ และกีฬาสีในประเทศที่ทำให้เราสะดุด&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ทั้งนี้ ดร.สุรินทร์ยังแนะให้มองประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่กำลังถูกจับตามองจากประเทศรอบนอกอาเซียน และประเทศในอาเซียนเอง เพราะเสถียรภาพทางการเมืองที่มีความมั่นคงกว่า และการพัฒนาที่จะเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้เหมาะแก่การแข่งขัน &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ตำแหน่งอันดับหนึ่งที่ไทยเคยได้รับในหลายๆ บริบท เช่นที่เวียดนามเคยชนะไทยในเรื่องการเป็นผู้ส่งออกข้าวสู่ตลาดโลก ทั้งที่ไทยมีสินค้าเกษตรเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;อย่างไรก็ดี ดร.สุรินทร์แสดงความคิดเห็นที่สะท้อนความเป็นไปของสังคมไทยได้ดี ทั้งในเรื่องการเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยี ที่เป็นตัวแปรสำคัญซึ่งสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพของการผลิต ทั้งในหมวดของสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;กระนั้นการเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทยนั้น แท้จริงแล้วเป็นผลพวงมาจากค่านิยมทางสังคมในเรื่องของการศึกษา ที่ให้ค่ากับการศึกษาในสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ ทั้งที่แรงงานไทยยังขาดแคลนผู้มีความชำนาญด้านเทคโนโลยีอยู่อีกมาก&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;SMEs ขนาดย่อม และขนาดกลางจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นใน AEC ซึ่งสัดส่วน SMEs ในประเทศที่มีอยู่ถึง 2 ล้านรายนั้น ต้องกล้าที่จะก้าวออกมาหาโอกาสใหม่ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเวลานี้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายออกมาสนับสนุนธุรกิจขนาดย่อม ดังนั้นถึงเวลาที่ต้องอาศัยโอกาสอันดีนี้รุกตลาดใหม่&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;นอกจากนี้ ดร.สุรินทร์ยังเน้นย้ำว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเริ่มอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมนี้ ด้วยการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น จะทำให้ภูมิภาคนี้มีลักษณะเป็นตลาดร่วม มีฐานการผลิตร่วมกัน เกิดการไหลเวียนของสินค้า เงินทุน บริการ และแรงงานอย่างอิสระในภูมิภาค ด้วยประชากรทั้งหมดรวม 600 ล้านคน จะทำให้อาเซียนเป็นตลาดใหญ่ในภูมิภาคและเวทีโลก  &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;เศรษฐกิจในอนาคตจะต้องเติบโตนอกประเทศของตนเองให้มากขึ้น ดังนั้นการกำหนดนโยบายให้การสนับสนุนในภาคการเงิน ให้มีการลงทุนในต่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการทำให้สินค้าของไทยเป็นที่ยอมรับ การสร้างชื่อเสียงของสินค้าให้คำว่า Made in Thailand เป็นที่ยอมรับกว้างขวางในระดับโลกเป็นเรื่องจำเป็นและต้องทำ &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;การปรับเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องการแข่งขันที่เน้นค่าแรงขั้นต่ำ การควบคุมคุณภาพอย่างไม่เป็นระบบและไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ลงทุนและไม่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในระบบการผลิตหรือการเพิ่มผลผลิต ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหลักในการยกระดับการผลิตในระดับสากลด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ไม่เพียงแต่เรื่องการผลิตเท่านั้น ระบบโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าในต่างประเทศให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพก็เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจอย่างยิ่ง รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณสมบัติแบบมัลติฟังก์ชั่นนัล มีความสามารถด้านภาษาเพื่อพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;อีกทั้งยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังสามารถที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันไม่น้อยหน้าประเทศอื่นในอาเซียน หากมีการปรับกระบวนการศึกษา ปรับวิธีการเรียนการสอนใหม่ เลิกสอนให้เด็กจำ เด็กไทยสามารถแข่งขันวิชาการ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ได้ในระดับโลก แต่พอถึงเวลาใช้งานจริง กลับไม่สามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;“ต้องเลิกคิดว่าตัวเองเป็นข้อยกเว้น ไทยชกต่ำกว่าน้ำหนักของตัวเองมานาน 5 ปี ต้องเน้นลงทุนด้านการศึกษา งานวิจัย สนับสนุนสร้างทรัพย์สินทางปัญญาให้มากกว่าปัจจุบัน ถึงเวลาเลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจได้แล้ว หยุดทะเลาะ อย่าเอาเปรียบประชาธิปไตย หยุดเอาประชาธิปไตยเป็นข้ออ้าง&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;โลกไม่มีพรมแดนแล้ว พัฒนาและก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีโลกด้วยความสง่างาม สร้าง Confident สร้าง Reputation ให้เกิดขึ้นในไทย” ดร.สุรินทร์ทิ้งท้ายในการปาฐกถา &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ดูว่ามุมมองของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ กับแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไทยของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะมีความคิดเห็นและแนวทางปฏิบัติไม่ต่างกันนัก หากขั้นตอนการปฏิบัติเป็นไปอย่างที่กล่าวน่าจะทำให้ประชาชนคนไทยหายใจได้สะดวกขึ้น หากเศรษฐกิจไทยมีวี่แววฟื้นตัวแม้จะเล็กน้อยก็ตาม&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-field-category field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-label&quot;&gt;Category:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/category/cover-story&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;Cover Story&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-field-tags field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-label&quot;&gt;Tags:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; rel=&quot;dc:subject&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/tags/%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-item odd&quot; rel=&quot;dc:subject&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/tags/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;เศรษฐกิจไทย&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; rel=&quot;dc:subject&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/tags/economic&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;Economic&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-item odd&quot; rel=&quot;dc:subject&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/tags/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B8%B5-aec&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC)&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; rel=&quot;dc:subject&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/tags/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2559&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;อนาคตเศรษฐกิจไทยปี 2559&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Wed, 25 Nov 2015 08:21:33 +0000</pubDate>
 <dc:creator>Suwatcharee Pormbunmee</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1307 at http://www.gotomanager.com</guid>
</item>
<item>
 <title>ครบรอบ 3 เดือนของ ดร.สมคิด กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบ S-Curve</title>
 <link>http://www.gotomanager.com/content/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A-3-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-s-curve</link>
 <description>&lt;div class=&quot;field field-name-field-image field-type-image field-label-hidden&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; rel=&quot;og:image rdfs:seeAlso&quot; resource=&quot;http://www.gotomanager.com/sites/default/files/styles/body_1/public/field/image/p12-daily-scurve-goto.jpg?itok=kB0Etqb_&quot;&gt;&lt;img typeof=&quot;foaf:Image&quot; src=&quot;http://www.gotomanager.com/sites/default/files/styles/body_1/public/field/image/p12-daily-scurve-goto.jpg?itok=kB0Etqb_&quot; width=&quot;578&quot; height=&quot;401&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; property=&quot;content:encoded&quot;&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;สถานการณ์เศรษฐกิจไทยและทั่วโลกกำลังประสบกับภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตัดสินใจให้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เพื่อหวังจะใช้ความสามารถในด้านเศรษฐศาสตร์มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีขึ้น &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ปัญหาเศรษฐกิจที่มีมาอย่างต่อเนื่องทำให้ประเทศไทยอุดมไปด้วยนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้นการเติบโต และกลยุทธ์ที่จะสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุน กระนั้นการเข้ามาของ ดร.สมคิด ยังคงดำเนินไปในแนวทางเฉกเช่นเดิม &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;จนกระทั่งวันนี้ 23 พฤศจิกายน 2558 ครบรอบ 3 เดือนของการเข้ามาทำงานของคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ โดยมีภารกิจที่สำคัญประการแรกคือ หยุดยั้งภาวะการทรุดตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังถดถอย ภาวะปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ความมั่นใจของนักลงทุนและผู้บริโภคลดลง &lt;span class=&quot;Apple-tab-span&quot; style=&quot;white-space:pre&quot;&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ซึ่งทันทีที่ ดร.สมคิดเข้ามาทำงานก็มีทั้งมาตรการและนโยบายออกมาอย่างชัดเจน แต่กระนั้นนโยบายที่ออกมาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปในแนวทางเดียวกันว่า “นโยบายประชานิยม” ทั้งมาตรการเกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้าน จัดสรรเงินให้แก่ตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท และเร่งรัดการลงทุนโครงการที่มีขนาดต่ำกว่า 1 ล้านบาท มาตรการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี และมาตรการสุดท้ายคือการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเบื้องต้นงบประมาณที่รัฐส่งเข้าระบบเศรษฐกิจสูงถึง 5 แสนล้านบาท และมีผลในการใช้จ่ายเศรษฐกิจถึง 2 เท่า&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;โดย ดร.สมคิดกล่าวถึงกรณีดังกล่าวอย่างน่าสนใจไว้ในปาฐกถาพิเศษ “ยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่ Thailand’s New S-Curve” ว่า นโยบายดังกล่าวจะไม่ทำให้สูญเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ การมองว่าเป็นประชานิยมนั้นไม่มีตรรกะและไม่เป็นความจริง ตอนนี้เศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี แต่ไม่ควรห่อเหี่ยว เศรษฐกิจไทยจะฟื้นขึ้น แต่จะมากน้อยเพียงใดนั้นไม่ใช่เพียงแค่อาศัยมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ทุกภาคส่วนจำเป็นที่จะต้องให้ความร่วมมือด้วย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวดูจะได้ผลจนทำให้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจใจชื้นขึ้นมาเมื่อสภาพัฒน์ประกาศตัวเลข GDP ของไตรมาส 3 ปี 2558 ว่ามีอัตราการเติบโต 2.9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2558 ที่ตัวเลข GDP อยู่ที่ 2.8 เปอร์เซ็นต์ &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ซึ่งการขยับขึ้นแม้จะเพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ ดร.สมคิดประมาณว่าเป็นดัชนีที่ชี้วัดความมั่นใจต่อเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเวลาที่เงียบเหงาเช่นนี้ เพราะตัวเลขดังกล่าวถือว่าดีมากแล้วสำหรับสถานการณ์ของประเทศไทย&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;กระนั้นปัจจัยหลายๆ อย่างที่ส่งผลให้ตัวเลข GDP ดีดตัวขึ้นมาอย่างแผ่วเบานี้ น่าจะมาจากเสถียรภาพที่ค่อนข้างจะมีความมั่นคงทางการเมือง และการยุติกิจกรรมกีฬาสีภายในประเทศ แต่เหตุผลดังกล่าวอาจจะไม่เพียงพอที่จะให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;เม็ดเงินที่ภาครัฐส่งลงไปพร้อมนโยบายดังกล่าวนั้นจะลงไปถึงพื้นที่ทั้งหมดภายในเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ซึ่งนี่เองที่ทำให้ ดร.สมคิดไม่กังวลมากนักกับไตรมาสสุดท้ายของปี อีกทั้งยังคาดหวังว่า มีความเป็นไปได้ว่า GDP ในไตรมาสหลังของปีนี้อาจจะโตได้ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ หากไม่มีสถานการณ์ที่น่าจะเป็นห่วงจากจีนจนกระทบมาถึงไทย ถึงกระนั้นทีมเศรษฐกิจก็ยังไม่วางใจ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;เดิมทีตัวแปรสำคัญทางเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายตั้งความหวังคือ เรื่องการส่งออกและคาดหวังว่าทีมเศรษฐกิจจะมีนโยบายหรือมาตรการเพื่อกระตุ้นตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตลอดมา  หากแต่ในห้วงเวลานี้การส่งออกของไทยกลับเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ให้ค่า เมื่อมองไม่เห็นว่าจะมีหนทางใดที่จะทำให้ตัวเลขการส่งออกดีขึ้น เพราะผลพวงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;และตัวเหตุนี้เองที่ทำให้รัฐบาลออกมาตรการที่จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภายในประเทศให้มากกว่าเดิม นับเป็นโจทย์หลักที่ทีมเศรษฐกิจต้องเร่งดำเนินการ เพราะหากย้อนไป 10 ปีที่ผ่านมาการลงทุนในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง 7-10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ปีที่แล้วภาคการลงทุนโตเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่ามาจากความมั่นใจของนักลงทุนและการรอมาตรการกระตุ้นจากทางภาครัฐ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ทั้งนี้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่าง ดร.สมคิดกลับมองว่า ปีหน้าต้องเป็นปีแห่งการลงทุน เมื่อรัฐบาลมีมาตรการออกมาแล้ว แต่หากไม่มีการลงทุนมาตรการต่างๆ คงไม่มีความหมาย ฉะนั้นถึงเวลาที่นักธุรกิจต้องอัพเกรดตัวเอง พัฒนาสินค้าให้แข่งขันในตลาดได้ เพราะอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การส่งออกของไทยประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องนั้น เพราะการที่สินค้าขาดคุณภาพ ไม่มีจุดแข็ง  ดังนั้นทางแก้ที่จะนำความยั่งยืนคือต้องพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เข้าใจความต้องการของตลาด อย่าปล่อยให้สินค้าล้าสมัย และต้องไม่อาศัยหรือรอคอยการอ่อนค่าลงของเงินบาท&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;นอกเหนือไปจากการลงทุนที่ภาครัฐคาดหวังให้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะเกื้อหนุนให้การลงทุนนั้นสัมฤทธิผลได้ดีขึ้น คือการพัฒนาสินค้า &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;มาตรการแต่ละอย่างที่รัฐบาลประกาศออกมานั้นจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินงานจะเป็นไปในแนวดิ่งระดับจังหวัด ถึงตำบล ถึงหมู่บ้าน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนของสังคมท้องถิ่นในแนวระนาบ&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;จะเห็นว่ามาตรการที่รัฐบาลส่งออกมากระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่นและในส่วนกลางนั้นจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล ดังนั้นคำถามที่ตามมาแบบอัตโนมัติคือ เงินที่รัฐบาลนำมาหมุนเวียนในระบบนั้นมาจากแหล่งใด&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ซึ่งล่าสุด ดร.สมคิดกล่าวในงานเปิดเวทีสัมมนาเรื่อง “Thailand Economic Outlook 2016” ว่าเม็ดเงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่ 4G นั้น บางส่วนจะนำมาใช้ยกระดับฐานรากการเกษตร ที่อยู่อาศัยของคนรายได้น้อย &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ดังนั้นอาจจะพอสรุปความได้ว่ามาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์นั้นมุ่งเน้นเพื่อให้เกิด Local Economy ซึ่งถูกละเลยมานาน &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;กระนั้นประเด็นสำคัญที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจต้องการที่จะยกเครื่องใหม่นั้น คือ S-Curve ซึ่งคืออุตสาหกรรมหลักของไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วน หากแต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล่านี้กำลังถดถอย &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;ทั้งนี้บรรดานักลงทุนต่างชาติมองว่า ไทยต้องพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมหลักเดิม โดยการสร้างเสริมนวัตกรรมใหม่ให้มีมากขึ้น เช่น การใช้หุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรม ยกระดับอุตสาหกรรมการบินที่จะสามารถรองรับ AEC ได้, Medical Hub ส่งเสริมความเข้มแข็งทางการแพทย์ และยา, Bio Tech&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;อย่างไรก็ตาม  ดร.สมคิดยังอธิบายเพิ่มเติมว่าจะจัดตั้งกองทุนเพื่อคัดสรร เชิญชวน ต่อรองกลุ่มนักธุรกิจที่จะเข้ามาสร้างอุตสาหกรรมในไทย และจะต้องตรึงกลุ่มนักลงทุนจากญี่ปุ่นให้อยู่ในไทยต่อไป เพื่อให้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามา &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;นอกจากปีหน้าจะเป็นปีแห่งการลงทุนแล้ว ทีมเศรษฐกิจกำลังจะเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของไทย การเกษตรต้องมีคุณภาพมากขึ้น เปลี่ยน S-Curve ใหม่เพื่อสร้างอนาคตข้างหน้า สร้างระบบ Infrastructure ใหม่เพื่อการแข่งขันกับต่างประเทศได้ ซึ่งทุกอย่างต้องเร่งดำเนินการก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้น&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt;คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีเพิ่มขึ้นจากรัฐบาล จะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับระบบเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยขนาดไหน นโยบายใหม่ที่ให้กลับไปบำรุงฟันเฟืองเดิมนั้น จะช่วยให้ไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ไกลเพียงใด รวมไปถึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนจะเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ เพียงไตรมาสสุดท้ายของปีคำตอบคงจะปรากฏให้เห็น&lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;div&gt; &lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-field-category field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-label&quot;&gt;Category:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/category/cover-story&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;Cover Story&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-field-tags field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-label&quot;&gt;Tags:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; rel=&quot;dc:subject&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/tags/s-curve-economic&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;S-Curve Economic&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-item odd&quot; rel=&quot;dc:subject&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/tags/%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; rel=&quot;dc:subject&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/tags/thailand-economic-outlook-2016&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;Thailand Economic Outlook 2016&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-item odd&quot; rel=&quot;dc:subject&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/tags/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;เศรษฐกิจ&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Mon, 23 Nov 2015 08:09:17 +0000</pubDate>
 <dc:creator>Suwatcharee Pormbunmee</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1305 at http://www.gotomanager.com</guid>
</item>
<item>
 <title>รู้สึกอย่างไรกับ Manager 360˚ เวอร์ชั่นใหม่?</title>
 <link>http://www.gotomanager.com/content/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-manager-360%CB%9A-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88</link>
 <description>&lt;div class=&quot;poll&quot;&gt;
  
&lt;div class=&quot;text&quot;&gt;ชอบ&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;bar&quot;&gt;
  &lt;div style=&quot;width: 88%;&quot; class=&quot;foreground&quot;&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;percent&quot;&gt;
  88% (7 votes)
&lt;/div&gt;

&lt;div class=&quot;text&quot;&gt;ไม่ชอบ&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;bar&quot;&gt;
  &lt;div style=&quot;width: 0%;&quot; class=&quot;foreground&quot;&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;percent&quot;&gt;
  0% (0 votes)
&lt;/div&gt;

&lt;div class=&quot;text&quot;&gt;เฉยๆ&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;bar&quot;&gt;
  &lt;div style=&quot;width: 13%;&quot; class=&quot;foreground&quot;&gt;&lt;/div&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div class=&quot;percent&quot;&gt;
  13% (1 vote)
&lt;/div&gt;
  &lt;div class=&quot;total&quot;&gt;
    Total votes: 8  &lt;/div&gt;
  &lt;/div&gt;
</description>
 <pubDate>Sat, 04 Aug 2012 12:49:56 +0000</pubDate>
 <dc:creator>Manager 360</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">89 at http://www.gotomanager.com</guid>
</item>
<item>
 <title>Rio+20 Earth Summit for Sustainable Development คืออะไร</title>
 <link>http://www.gotomanager.com/content/rio20-earth-summit-sustainable-development-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3</link>
 <description>&lt;div class=&quot;field field-name-field-image field-type-image field-label-hidden&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; rel=&quot;og:image rdfs:seeAlso&quot; resource=&quot;http://www.gotomanager.com/sites/default/files/styles/body_1/public/field/image/home_31.jpg?itok=CGnC70EQ&quot;&gt;&lt;img typeof=&quot;foaf:Image&quot; src=&quot;http://www.gotomanager.com/sites/default/files/styles/body_1/public/field/image/home_31.jpg?itok=CGnC70EQ&quot; width=&quot;578&quot; height=&quot;387&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; property=&quot;content:encoded&quot;&gt;&lt;p&gt;&quot;Sustainable Development&quot; (SD) มีความหมายอย่างไรกันแน่ แม้จะเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง เป็นหลักคิดแนวใหม่ในวงการบริหารปกครองและวิชาการ แต่ในสังคมของคนธรรมดาทั่วไปก็มีน้อยคนนักที่จะเข้าใจความหมายอันแท้จริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;SD หรือ &quot;การพัฒนาที่ยั่งยืน&quot; คือ แนวทางการพัฒนาประเทศชาติที่สนองความต้องการทั้งของคนรุ่นปัจจุบัน คำนึงถึงคนรุ่นต่อไปในอนาคต SD จะต้องรักษาคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ให้คงอยู่สืบต่อไป โดยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและควบคุมให้อยู่ในขีดจำกัดที่ให้ได้ของแหล่งทรัพยากร ขณะที่การพัฒนายังคงเจริญก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;SD สามารถนำไปปฏิบัติได้ถ้ามีการ วางแผนอย่างรอบคอบ บูรณาการกิจกรรมและการพัฒนาต่างๆ ให้สอดคล้องต้องกัน โดยหาวิถีทางดำเนินการให้เกิดสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ฟังดู! แม้จะเป็นอุดมการณ์ที่เข้าใจยาก เข้าถึงได้ยาก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่าน มามีการนำหลักการนี้มาปฏิบัติกันบ้างแล้วทั่วโลก ถึงจะไม่สัมฤทธิผลตามเป้าหมายแต่ก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาขับเคลื่อน เช่น Rene-wable energy technologies ต่างๆ และกลไกทางการค้าทางเศรษฐกิจขึ้นมา เช่น eco-taxes และ carbon trading, carbon-footprint&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การดำเนินงานของ Rio Earth Summit ที่ผ่านมา และที่จะเป็นไปในอนาคต&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Earth Summit เริ่มจัดตั้งขึ้นโดย องค์การสหประชาชาติและกลุ่ม NGOs&lt;br /&gt;
ต่างๆ เมื่อปี 1992 ด้วยความพยายามที่จะให้เกิดความร่วมมือจากนานาประเทศ ช่วย กันขจัดปัดเป่าปัญหาความยากจน ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ก่อตัวขึ้นจากการพัฒนาและการขยายตัวของประชากรอย่างรวดเร็ว การประชุมครั้งแรก มีขึ้นที่กรุงริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จากปี 1992 จวบจนถึงปัจจุบัน คือ 20 ปีต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าอะไรเกิดขึ้นบ้าง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพื่อตอบโจทย์นี้จึงได้มีการศึกษารวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าจากการดำเนินงาน สรุปผลเพื่อ&lt;br /&gt;
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนว ทางปฏิบัติร่วมกัน จึงเป็นที่มาของการจัดประชุม Rio+20 ใน ค.ศ.นี้ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ครั้งกระโน้น การประชุม Rio Earth Summit 1992 ได้ตั้งธงไว้ให้ทุกประเทศรับ Agenda 21 เป็นแนวทางปฏิบัติที่จะเข้าถึง &quot;การพัฒนาที่ยั่งยืน&quot; โดยเน้นการพัฒนาทางภาคเกษตรและชนบทเป็นสำคัญ การปฏิบัติจะต้องเป็นไปในลักษณะ บูรณาการ (ประสานให้สอดคล้องกัน) ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับประชาคมโลก มีการจัดตั้ง UN Commission on Sustainable Development ขึ้นมาตรวจสอบติดตามผล &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อีก 20 ปีต่อมาหลังจากมีการศึกษา ข้อมูลความก้าวหน้าที่ผ่านมา คณะกรรมการ ได้ตั้งธงไว้ว่าต่อนี้ไปจะต้องมุ่งเน้น &quot;Green Economy&quot; ซึ่งเป็นแนวทางที่มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไปพร้อมๆ กัน ความคาดหวังที่เป็นเป้าหมายก็คือ การใช้ทรัพยากรได้อย่างยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลาน ประชากรทั่วโลกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ความ ยากจนลดลง มีความมั่นคงมากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สภาวการณ์โลกที่เปลี่ยนไป&lt;br /&gt;
จากปี 1992 ถึง 2012&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประชากรโลกเพิ่มขึ้นจาก 5 พันล้าน เป็น 7 พันล้านคน หรือประมาณ 26% โดยเพิ่มขึ้นมากน้อยต่างกันในแต่ละภูมิภาค เช่น แอฟริกามีประชากรเพิ่มมากขึ้นถึง 53% เอเชียแปซิฟิก 26% ในขณะที่ยุโรปเพิ่มขึ้นเพียง 4%&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สภาพภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยน แปลงทั่วโลก (Global Climate Change) ทำให้เกิดผลตามมาคือ ภัยพิบัติรุนแรงต่างๆ อันเป็นผลจากอากาศร้อนขึ้น แผ่นน้ำแข็งขั้วโลก และธารน้ำแข็งตามภูเขาสูงละลาย ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น อุณหภูมิเหนือ ท้องทะเลมหาสมุทรสูงขึ้น กระแสน้ำเปลี่ยน ทิศทาง ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไปในทางสุดขั้ว ทั้งนี้มีต้นเหตุมาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล มากเกินไป จนทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ในบรรยากาศสูง ความสมดุลของบรรยากาศที่ปกคลุมผิวโลกจึงเปลี่ยนไป ขณะนี้อัตราการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนได ออกไซด์ในบรรยากาศสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 36% เพราะการเพิ่มขึ้นของประชากรและการพัฒนาอุตสาหกรรม &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบเป็นรายหัวของประชากรในประเทศต่างๆ พบว่าในประเทศกำลังพัฒนามีอัตราปลดปล่อยคาร์บอนต่อหัวประชากรสูงขึ้นจากปี 1992 ถึง 29% ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วกลับมีอัตราปลดปล่อยต่อหัวลดลง -18% ซึ่งสอด คล้องกับตัวชี้วัดการพัฒนาเศรษฐกิจ (ชี้วัดเป็นรายได้มวลรวมต่อหัวประชากร หรือ GDP) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศกำลัง พัฒนา เช่น จีน ไทย เวียดนาม กัมพูชา แม้ว่าจะทำให้ GDP ในประเทศเหล่านี้สูงขึ้น มองเผินๆ ทำให้เศรษฐกิจดี ประชากร ร่ำรวยขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างยั่งยืนเพราะ ต้นทุนหลักคือทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและลดคุณภาพลงอย่างมาก &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ด้านสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและระบบ นิเวศมีการประเมินชี้วัดของนักวิจัยโลกพบว่า โดยเฉลี่ยทั่วโลกระบบนิเวศมีความสมบูรณ์ ลดลง 12% ในจำนวนนี้เขต tropics หรือบริเวณร้อนชื้นแถบศูนย์สูตรของโลกเป็นเขต ที่มีความสมบูรณ์ของป่าเปลี่ยนแปลงไปมาก ที่สุด คือลดลงประมาณ 30% ทั้งนี้เนื่อง จากบริเวณนี้มีการตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติ มากเพื่อใช้พื้นที่ในทางเกษตรกรรม เพราะจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และเพื่อเพิ่มผลผลิตเพื่อการส่งออกเห็นได้ชัดจากป่าอะเมซอนที่ถูกแผ้วถางในอเมริกาใต้ และป่าในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กำหนดทิศทางเพื่อบรรเทาปัญหา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีนักวิชาการระดับโลกหลายกลุ่มมองความพยายามในการดำเนินงานตามแนวทาง SD ของประเทศต่างๆ ที่ผ่านมานับแต่ปี 1992 มองปัญหาในปัจจุบัน คาดการณ์ถึงความต้องการในอนาคต ต่างลงความเห็นร่วมกันว่า ต้นตอของวิกฤตการณ์ ที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศมาจากปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การประชุม Rio+20 ครั้งนี้ จึงร่วมกันกำหนดทิศทางให้ &quot;Green Economy&quot; เป็นแนวทางหลักที่จะเข้าถึง SD โดย Green Economy เป็นระบบเศรษฐกิจที่การผลิตมีการใช้เชื้อเพลิงและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันมีการควบคุมจำนวนประชากร เพื่อลดความยากจนและยกระดับคุณภาพ ชีวิตให้ดีขึ้น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Green Economy จะทำได้แค่ไหน ต้องอาศัยความร่วมมือของประชาคมโลก ที่สำคัญจะต้องเอาชนะปัญหาความเอาเปรียบของนายทุน และการทุจริตกินสินบน ของผู้บริหารผู้ปกครองประเทศ ประชาชนจะต้องรู้จักเลือกผู้นำที่จะนำพาประชากรส่วนใหญ่ไปในทิศทางที่พัฒนาอย่างยั่งยืนและมั่นคง Green Economy อาจจะมีการ กระตุ้นให้มีความเป็นไปได้มากขึ้น โดยการออกกลไกขับเคลื่อน เช่น eco-taxes ซึ่งเป็นภาษีเพิ่มขึ้นที่เก็บจากผู้ประกอบการ หรือผู้ใช้ธรรมชาติที่เป็นของส่วนรวมมากกว่าระดับปกติ ภาษีที่เก็บเพิ่มขึ้นนี้จะผลักดันให้ผู้ใช้ทรัพยากรประหยัดและใช้อย่างคุ้มค่า การเก็บภาษีแบบนี้ยังเป็นธรรมต่อคนส่วนรวมตามหลักประชาธิปไตยด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีการเสนอแนะล่วงหน้าการประชุม Rio+20 ให้ตั้งวาระไว้ที่การปฏิบัติเพื่อความอยู่รอด หรือ the survival agenda ให้เป็นการปฏิบัติที่มีเป้าหมายต่ำที่สุด หวังให้เกิดผลปฏิบัติได้จริงที่จะบรรเทาเบาบางปัญหาวิกฤตที่คุกคามประชากรโลก อยู่ให้จงได้ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย แนวทาง Green Economy หรือ SD นั้นเป็นแนวทางเดียวกับ &quot;แนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง&quot; ของในหลวงของเรานั่นเอง เรามีของดีเลิศอยู่ในมือแล้ว และมีคนส่วนหนึ่งรับไปปฏิบัติแล้ว แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มหวังเอาประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบผู้อื่นด้วยลัทธินายทุน แต่อ้างหลักการเลือกตั้งของประชากรส่วนใหญ่ในระบบประชาธิปไตยและมุ่งล้มล้างสถาบันที่คำนึงถึงความอยู่ดีกินดีของประชาชน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในช่วงนี้ประชาชนคนไทยจึงต้องใช้วิจารณญาณอย่างหนักในการเลือกข้างที่คำนึงถึงประชาชนและความอุดมสมบูรณ์ของประเทศอย่างแท้จริงหรือข้างที่จะหลอก ให้ประชาชนหลงเชื่อในสิ่งที่เป็นมา&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-field-category field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-label&quot;&gt;Category:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/category/green-mirror&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;Green Mirror&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Wed, 04 Jul 2012 11:05:16 +0000</pubDate>
 <dc:creator>Patcharapim Sathaputra</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">79 at http://www.gotomanager.com</guid>
</item>
<item>
 <title>Eco Town มีอยู่จริง...หรือเปล่า</title>
 <link>http://www.gotomanager.com/content/eco-town-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2</link>
 <description>&lt;div class=&quot;field field-name-field-image field-type-image field-label-hidden&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; rel=&quot;og:image rdfs:seeAlso&quot; resource=&quot;http://www.gotomanager.com/sites/default/files/styles/body_1/public/field/image/home_28.jpg?itok=ks5_Gxwn&quot;&gt;&lt;img typeof=&quot;foaf:Image&quot; src=&quot;http://www.gotomanager.com/sites/default/files/styles/body_1/public/field/image/home_28.jpg?itok=ks5_Gxwn&quot; width=&quot;578&quot; height=&quot;387&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; property=&quot;content:encoded&quot;&gt;&lt;p&gt;อุตสาหกรรมกับชุมชนอยู่รวมกันได้จริงหรือ ในที่นี้หมายถึงอุตสาหกรรมหนักประเภทโรงกลั่น ปิโตรเคมี ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมรีไซเคิล ซึ่งจะสะท้อนโอกาสของการสร้างอีโคทาวน์ (Eco Town) ในไทยว่าจะเป็นไปได้จริงไหม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“จะเป็นอีโคทาวน์ควรจะคิดตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วที่เริ่มโครงการมาบตาพุด แต่ตอนนี้แม้แต่ที่รัฐบาลบอกว่าควรจะลดเขตอุตสาหกรรมเก่า แต่พื้นที่อุตสาหกรรมยังขยายเพิ่มขึ้น” พัชรี ชาวบ้านจากบ้านชาก ลูกหญ้า หนึ่งในชุมชนของมาบตาพุด สะท้อนปัญหามาบตาพุด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เธอเป็นหนึ่งในกลุ่มคนมาบตาพุดที่รวมตัวกันแจ้งปัญหามลพิษจากนิคมต่อรัฐบาลเมื่อปี 2550 ร่วมยื่นฟ้องชะลอโครง การอุตสาหกรรม 76 โครงการ รวมถึงเรียกร้องให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประกาศเขตควบคุมมลพิษ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ตามข้อเรียกร้อง เพียงแค่มีการปรับเปลี่ยนเป็นแผนลดและขจัดมลพิษของคนมาบตาพุดแทน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนการควบคุมมลพิษและเฝ้าระวัง ที่เห็นเป็นรูปธรรมคือการติดตั้งสถานีตรวจคุณภาพอากาศเพิ่มขึ้นในพื้นที่รอบนิคม เป็น การตรวจวัดกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOC โดยกลุ่มอุตสาหกรรมร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ แต่กระนั้นสถานีตรวจ วัดเหล่านี้ก็ไม่ได้สร้างความไว้วางใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างพัชรีเท่าไรนัก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;‘ตอนโรงงานบีเอสซีระเบิด สถานีตรวจวัดยังโชว์สัญลักษณ์หน้ายิ้ม (แสดงว่าอยู่ในภาวะปกติ) อยู่เลย” พัชรีบอก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิ่งที่เธอกังขามาตลอดในการอาศัยอยู่ในชุมชนใกล้นิคมก็คือเพราะเหตุใดหน่วย งานต่างๆ ยังทนเห็นความเจ็บป่วยของคนมาบตาพุดอยู่ได้ เธอบอกว่าทุกวันนี้พื้นที่ชุมชนมาบตาพุดยังมีค่าของสารเคมี 3 ตัวที่เกินมาตรฐานมาตลอด ได้แก่ ไวนีลคลอไรด์ ไดคลอโรอีเทน และเบนซีน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“3 ตัวนี้วัดกี่ครั้งก็ไม่เคยต่ำลง แต่ก็ยังคงมีโรงงานใหม่เกิดขึ้นในมาบตาพุด กรณีสารโทรูอีนรั่วไหลจากโรงงานบีเอสซีที่เกิดอุบัติเหตุล่าสุด ถึงไม่มีผลต่อมะเร็งแต่ก็ยืนยัน ว่ามีผลทำให้คลอดก่อนกำหนด ลูกสาวดิฉันอายุครรภ์ตอนนี้ 34 สัปดาห์ มีแนวโน้มคลอดก่อนกำหนด ถึงหมอบอกว่าพยายามประคองให้ถึง 37 สัปดาห์ก็ยังคลอด ก่อนกำหนดอยู่ดี แล้วแบบนี้อีโคทาวน์ที่บอกไว้จะมีจริงได้หรือเปล่า” นี่คือคำถามตรงๆ จากคนในพื้นที่มาบตาพุด  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะที่อาจารย์กอบกุล รายะนคร นักวิจัยกฎหมายสิ่งแวดล้อมและนโยบายสาธารณะ อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าประสบการณ์ไปค้นหาอีโคทาวน์ถึงญี่ปุ่นว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ดิฉันมีโอกาสไปดูเมืองคิตะคิวชู ที่เขาพูดกันว่าเป็นเมืองอีโคทาวน์ของญี่ปุ่น ก็ตั้งความหวังจะดูว่าเขาจัดการอุตสาหกรรม ของเขาอย่างไรถึงเรียกว่าอีโคทาวน์ ไปถึงเจอแต่อุตสาหกรรมรีไซเคิล ข้อเท็จจริงคืออดีตเขาเคยมีอุตสาหกรรมหนัก แต่ย้ายฐานการผลิตออกไปหมดแล้ว ฉะนั้นจริงๆ ที่บอก ว่าอีโคทาวน์เป็นเมืองสะอาด เมื่อดูวิธีการแก้ไขปัญหาจริงๆ ก็พบว่าการแก้ไขปัญหาของเขาคือย้ายอุตสาหกรรมหนัก อุตสาห-กรรมที่สกปรกออกไป”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดร.โมโมโกะ ชิบะ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคที่เกิดจากมลพิษของญี่ปุ่น เคยทำคดีสาร ซารินที่ลัทธิโอมชินริเคียวนำไปปล่อยในรถไฟ ใต้ดินจนมีผู้เสียชีวิต ก็เคยมาเยี่ยมชมมาบตาพุดแล้วเล่าวิธีการหนึ่งของการจัดการปัญหามลพิษที่เมืองมินามะตะ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของโรคประหลาดชื่อเดียวกันให้ฟังว่า ที่มินามาตะใช้วิธีกำจัดสารปรอทตกค้างในดินเลนบริเวณอ่าวด้วยการขนไปทิ้งที่อื่นและต้องใช้เวลาในการกำจัดถึง 12 ปี (อ่านมาบ ตาพุดในมุมมองของคนตรวจโรค นิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ฉบับมิถุนายน 2554)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;   อย่างไรก็ดีทีมงานนิตยสารผู้จัดการ 360 ํ เคยไปดูอีโคทาวน์ของญี่ปุ่นเห็น ว่ามีระบบการจัดการที่สามารถควบคุมมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็น เมืองอุตสาหกรรมหนักอย่างปิโตรเคมี แต่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ถ้าสามารถเข้าถึงหัวใจของการอยู่ร่วมกันอย่างจริงใจ นั่นคือโรงงานดำเนินงานด้วยความโปร่งใส จริงใจต่อการป้องกัน และแก้ไขปัญหา ขณะที่ชุมชนต้อง เข้มแข็งร่วมแรงร่วมใจช่วยกันสอดส่องดูแล ไม่นิ่งดูดาย อีโคทาวน์ก็มีโอกาสเกิดได้จริงเช่นกัน (อ่านบทเรียนคาวา ซากิและอิจิฮารากับโลกทัศน์ของมาบตาพุด นิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ฉบับกรกฎาคม 2553)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การพาไปดูตัวอย่างอีโคทาวน์ในญี่ปุ่นของเอสซีจีครั้งนั้นก็เพื่อให้เห็นต้นแบบที่ทำสำเร็จมาแล้ว เป็นแนวทางที่บริษัทจะนำ มาใช้สร้างอีโคทาวน์ให้เกิดขึ้นในเมืองไทย เพื่อทำให้การอยู่ร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรม และชุมชนเป็นไปได้ตามวิสัยทัศน์ของเครือเอสซีจีที่ว่า อยู่ที่ไหนก็ต้องดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นธรรม และต้องอยู่บนความสมดุลระหว่างธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“เราเชื่อว่าอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้และจะผลักดันเรื่องอีโคทาวน์ ที่เราทำก็คือการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเริ่มจากการเป็นอีโคแฟคตอรี่ เพื่อให้มั่นใจว่าโรงงานเราดูแลสิ่งแวดล้อมจากตัวเรา และป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับชุมชนให้น้อยที่สุด” สมชาย หวังวัฒนาพานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่-ปฏิบัติการ เอสซีจี เคมิคอลส์ กล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โรงงานอุตสาหกรรมในเครือเอสซีจีเคมิคอลส์ในพื้นที่มาบตาพุดมีอยู่ประมาณ 14 บริษัท รวม 20 กว่าโรงงาน มีทั้งหมด 7 ไซต์ทุกไซต์จะมีโรงงาน แนวคิดอีโคแฟคตอรี่จะทำกับทุกโรงงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าทำได้เต็มรูปแบบเฉพาะกับโรงงานใหม่ เพราะสามารถควบคุมและเลือกใช้นวัตกรรมสิ่งแวดล้อมมาออกแบบโรงงานให้เป็นไปตามหลักอีโคตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลงานโชว์ในครั้งนี้คือโรงงานผลิต ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของบริษัท มาบตาพุด โอเลฟินส์ จำกัด (MOC) ในเครือเอสซีจีเคมิคอลส์ ซึ่งเพิ่งก่อสร้างเสร็จและเริ่มเดินเครื่องเมื่อปี 2533 ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาห-กรรมอาร์ไอแอลที่เอสซีจีซื้อต่อมาจากเอกชน แล้วขอผนวกเข้ากับนิคมมาบตาพุด ปัจจุบัน เป็นโรงงานต้นแบบที่ต้องคอยต้อนรับชาวต่างชาติทั้งญี่ปุ่นและชาติตะวันตกที่เข้ามาขอดูงานอยู่เรื่อยๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“เพราะเราเอามาตรฐานที่เข้มที่สุดจากหลายประเทศมาใช้ทั้งจากอเมริกา ญี่ปุ่น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ภายใต้หลักการอีโคแฟคตอรี่ของ MOC ประกอบด้วย หนึ่ง-5S ได้แก่ Sight/Sound/Smell/Sickness/Safety สอง-VOC ดีโปรแกรม สาม-3R reduce/reuse/recycle สี่-ปราศจากขยะฝังกลบ ห้า-มีการแลกเปลี่ยน และซินเนอยี่การใช้ของเสีย หก-ทำแนวป้องกันสีเขียวรอบพื้นที่นิคม (Protection Stripe) และเจ็ด-ทำซีเอสอาร์และสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สมชายอธิบายความสำคัญของอีแฟค ตอรี่ว่า จำเป็นที่โรงงานยุคใหม่ต้องเริ่มป้องกันตั้งแต่ออกแบบไม่ต้องรอมีปัญหาแล้ว ค่อยทำ ถ้าเดินโรงงานแล้วยังไม่สมบูรณ์ก็ต้องปรับปรุงเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพราะฉะนั้นอีโคแฟคตอรี่ของ MOC ต้องมีหลักการดำเนินงานอยู่หลายประการ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;5S เป็นเรื่องของมลภาวะที่สัมผัสง่าย ที่สุด MOC ออกแบบหัวเผาที่ช่วยลดไนโตร เจนออกไซด์ (NOx) ทำให้สามารถนำอากาศ หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ลดอุณหภูมิในการเผาไหม้ต่ำกว่าปกติ ทำให้ค่า NOx ต่ำลง และออกแบบถังเก็บผลิตภัณฑ์ลักษณะเหมือน ฝาชีครอบเพื่อไม่ให้มีสารอินทรีย์ระเหยง่ายหลุดออกมา ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้มาจากสิงคโปร์ ที่โรงงานตั้งอยู่ติดกับชุมชนเช่นกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อุปกรณ์ในโรงงาน เช่น ตัวปั๊มและวาล์ว ถ้าสังเกตก๊อกน้ำที่บ้านใช้ไปนานๆ ก็มีน้ำรั่วซึมได้ แต่ในโรงงานเป็นสารไฮโดร คาร์บอนถ้ารั่วอาจจะติดไฟและกระทบสิ่งแวดล้อม MOC ออกแบบให้มีระบบห่อหุ้มสองชั้นเป็นการป้องกันสาร VOC ออกสู่บรรยากาศด้วย โดยวาล์วที่ใช้จะยาวกว่าและทนกว่าวาล์วทั่วไปสิบเท่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ตาม EPA ของอเมริกากำหนดค่า VOC ไว้ที่ 500ppm แต่เราตั้งเป้าภายใต้ VOC ดีโปรแกรมไว้ต้องไม่เกิน 250ppm โดยเอ็นเคอเรจให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม เอาเครื่องเช็กไปวัดแก๊ส ถ้าเกินก็จะต้องรีบทำกิจกรรมที่จะช่วยลดไม่ให้เกิน”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อุตสาหกรรมปิโตรเคมีระดับเวิลด์คลาสกำหนดค่า VOC ไว้ว่า จะต้องอยู่ที่ประมาณ 0.6-10.0 กิโลกรัมต่อตันเอทิลีน ปี 2553 ที่เริ่มเดินเครื่องโรงงาน MOC มีค่า VOC อยู่ที่ 2.92 และเมื่อทำกิจกรรมภายใต้ อีโคแฟคตอรี่อย่างต่อเนื่อง สามารถลดลงไปได้อีก 0.57  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ระบบหมุนเวียนน้ำในโรงงาน ปกติหอผึ่งเย็นหรือ Cooling tower ของโรงงานในนิคมมาบตาพุดจะมีรอบการใช้น้ำประมาณ 5 รอบแล้วปล่อยทิ้ง ที่ MOC เพิ่มเป็น 8-9 รอบ เพื่อลดปริมาณน้ำทิ้งให้น้อยที่สุด หมุน เวียนน้ำใช้ในระบบให้นานขึ้น แล้วนำน้ำทิ้งไปผ่านระบบ RO (Reverse Osmosis) ให้เป็นน้ำดี ทำให้ไม่ต้องปล่อยน้ำทิ้ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะที่ของเสียอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจะต้อง ไม่มีการฝังกลบ การกำจัดให้เหลือศูนย์มีทั้งส่วนที่ประสานงานกับอุตสาหกรรมอื่นของเอสซีจีนำของเสียที่เป็นของแข็งไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในโรงปูน ส่วนถ่านกัมมันซึ่งต้องใช้ในกระบวนการผลิต ก็พัฒนาปรับปรุงจากเป็นกรดมาใช้แบบเป็นเม็ด เพื่อส่งกลับไปให้ ผู้ผลิตฟื้นฟูสภาพเมื่อใช้จนเต็ม แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยไม่ต้องไปฝังหรือเผาทิ้ง ขณะที่หากเลือกใช้ถ่านกัมมันแบบเกล็ดจะได้ราคา ถูกแต่เมื่อใช้จนอิ่มตัวก็ต้องไปเผาทิ้งหรือฝังกลบเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะที่ของเสียบางอย่างสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับโรงงานใกล้เคียงนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อีก เช่น กรณีที่ MOC ต่อท่อจากปล่อง Flare ระหว่างโรงงานกับโรงงานในเครือ PTTCG เพื่อนำสารไฮโดร คาร์บอนซึ่งเดิมต้องเผาทิ้งทุกครั้งเมื่อเริ่มสตาร์อัพ หรือหยุดเดินเครื่อง หรือฉุกเฉินไฟฟ้าดับ ต่อท่อไปอีกโรงงานหนึ่งเพื่อนำสาร ไฮโดรคาร์บอนดังกล่าวไปเป็นวัตถุดิบในขั้นตอนการผลิตถัดไป ซึ่งกรณีต้องหยุดเครื่อง อย่างน้อยเมื่อเดินเครื่องไปได้ 3-5 ปี เพื่อพักทำความสะอาดอย่างน้อย 30-45 วัน การดึงไฮโดรคาร์บอนไปใช้งานแทนการเผาทิ้งสามารถลดการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ครั้งละ 2,800 ตัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“เราตัดสินใจเดินท่อระหว่าง MOC กับโรงงานในเครือ ปตท.ในนิคมเดียวกัน โชคดีที่สภาพภูมิศาสตร์ทำได้ ระบบนี้ต้องคิดตั้งแต่ออกแบบโรงงาน มูลค่าของเสียที่แลกเปลี่ยนเพิ่มเป็นผลผลิตได้เท่าไร กำไรหารสองเป็นซินเนอยี่โปรเจ็กต์ที่วิน-วิน เพราะปกติเปิดปิดโรงงานแต่ละครั้งก็มีค่าใช้จ่าย ต้อง Flare ทิ้งเยอะมากอยู่แล้ว”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;MOC ถือว่าการต่อท่อ Flare เพื่อนำของที่ต้องถูกเผาทิ้งไปใช้งานแค่คิดเรื่องสิ่งแวดล้อมก็คุ้มทันทีที่จะทำ เพราะถ้าปล่อย Flare ก็ต้องมีมลพิษทั้งแสงและเสียง ซึ่งปัจจุบันปล่อง Flare ที่มาบตาพุดมีมากกว่า 100 ปล่อง บางปล่องปล่อย Flare ทุกวันซึ่งไม่รู้ว่ามีสารพิษอะไรปนออกมาบ้าง ในหลายประเทศจึงออกฎหมายให้ปล่อยได้เฉพาะกรณีฉุกเฉิน หยุดเดินเครื่อง หรือเริ่มเดินเครื่องเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;MOC ยังอยู่ระหว่างการวิจัยหาวิธีกำจัดของเสียประเภทอื่น เช่น ของเสียทางด้านชีวภาพที่เกิดจากกระบวนการหมักในระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งจะมีตะกอนซึ่งปกติต้องเอาไปเผาทิ้ง แต่นำมาพิจารณาแล้วเมื่อเป็นตะกอนจากปฏิกิริยาชีวภาพจึงเอาไปเลี้ยงหนอนให้หนอนย่อยสลาย เมื่อหนอนถ่ายก็ได้ปุ๋ยไปทำกิจกรรมกับชุมชน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับกิจกรรมซีเอสอาร์ MOC มีนโยบายชัดเจนว่าไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แม้เอสซีจีเคมิคอลส์จะมีทีมซีเอสอาร์อยู่กว่า 30 ชีวิต แต่ซีเอสอาร์ถือเป็นหน้าที่ของพนักงานทุกคนที่ต้องมีส่วนร่วมและเรียน รู้ว่ากิจกรรมใดที่ทำแล้วชุมชนไม่เห็นด้วยองค์กรก็จะไม่ยั่งยืนเช่นกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“เราต้องเริ่มต้นเป็นคนดีให้เขาเห็นก่อน แล้วค่อยให้เขามีส่วนร่วม มีชุมชนที่อยู่ รอบๆ บริษัทในเครือ 30 กว่าชุมชน ชุมชนในมาบตาพุด 80-90 ชุมชน ที่อยู่ในพื้นที่อาร์ ไอแอล 13 ชุมชน ช่วงก่อสร้างก็ไปแต่ละชุมชน แจ้งว่าจะขึ้นโรงงาน จะเป็นอย่างไร เราทำอะไรบ้าง ที่อาจจะส่งผลกระทบชุมชนแล้วเราจะทำอย่างไร ชุมชนมีความต้องการอย่างไร เราพยายามไปสร้างความสัมพันธ์และทำให้ชุมชนเห็นว่าเรามีความตั้งใจดี  ผมคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำแล้วทำให้เกิดความยั่งยืน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องใช้เวลา เพราะการสร้างความเข้าใจไม่ใช่เรื่องง่าย การเริ่มต้นจากความตั้งใจดีและเป็นคนดีก่อน อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นคำตอบขั้นต้น”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนสำคัญที่ทำให้ MOC วางกรอบอีโคแฟคตอรี่ไว้อย่างละเอียด เพราะบริษัทมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมากกว่า 30 ปี พร้อมๆ กับการเกิดมาบตาพุด จึงนำประสบการณ์ที่ได้มาออกแบบเพื่อสร้างอีโคแฟคตอรี่ เพื่อเป็นขั้นตอนแรกก่อนจะพัฒนาไปสู่การเป็นอีโคทาวน์ที่กินพื้นที่กว้างขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ชุมชนรอบๆ นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอลมีอยู่จำนวนมาก เราอยากจัดเป็น อีโคคอมมูนิตี้ทั้งหมด แต่ใหญ่เกินกว่าจะทำคนเดียวสำเร็จ อยากให้ทั้งผู้ประกอบการอื่นและชุมชนเป็นแนวร่วม โดยเราพยายามทำชุมชนต้นแบบขึ้นมาก่อน ตอนนี้เริ่มแล้วที่ชุมชนห้วยโป่ง”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากผลักดันให้คนนอกเข้ามาสร้างอีโคคอมมูนิตี้ร่วมกัน แต่สำหรับพนักงาน MOC จะต้องเจอกับภาคบังคับเมื่อผู้จัดการหนึ่งคนจะต้องมีชุมชนที่ดูแลประจำหนึ่งชุมชน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรื่องสำคัญที่ต้องใกล้ชิดกับชุมชนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ก็เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจระหว่างกัน เพราะอย่างน้อยโรงงานในเครือเอสซีจีเคมิคอลส์ที่เริ่มก่อสร้าง ในนิคมอาร์ไอแอลมาตั้งแต่ปี 2549 ก็ใช้เงินลงทุนไปแล้วไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาท จะทำให้เป็นเงินลงทุนที่จะเดินหน้าสร้างการเติบโตต่อไปด้วยดี ก็ต้องเป็นที่เข้าใจและยอมรับของชุมชน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนก็มีหน้าที่ต้องทำ ราชการบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงาน รับผิดชอบหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ประชาชนร่วมกันตรวจสอบดูแลเป็นหูเป็นตา ภายใต้ความร่วมแรงร่วมใจกัน เพียงเท่านี้โอกาสของการพัฒนาอีโคทาวน์ให้เกิดขึ้นจริงในเมืองไทยสักแห่ง ก็คงจะไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-field-category field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-label&quot;&gt;Category:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/category/green-enterprise&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;Green Enterprise&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Wed, 04 Jul 2012 10:56:23 +0000</pubDate>
 <dc:creator>Manager 360</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">76 at http://www.gotomanager.com</guid>
</item>
<item>
 <title>อาหาร GMO ปัญหาใกล้ตัวและใหญ่ระดับโลก</title>
 <link>http://www.gotomanager.com/content/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3-gmo-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81</link>
 <description>&lt;div class=&quot;field field-name-field-image field-type-image field-label-hidden&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; rel=&quot;og:image rdfs:seeAlso&quot; resource=&quot;http://www.gotomanager.com/sites/default/files/styles/body_1/public/field/image/Jerome001.jpg?itok=35JlKGu9&quot;&gt;&lt;img typeof=&quot;foaf:Image&quot; src=&quot;http://www.gotomanager.com/sites/default/files/styles/body_1/public/field/image/Jerome001.jpg?itok=35JlKGu9&quot; width=&quot;578&quot; height=&quot;249&quot; alt=&quot;&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-body field-type-text-with-summary field-label-hidden&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot; property=&quot;content:encoded&quot;&gt;&lt;p&gt;เมือง Dendermonde ในเบลเยียม มีการเปิดพิจารณาคดีเกี่ยวกับพืชดัดแปลงตัดแต่งพันธุกรรม (genetically-modified organism (GMO) เมื่อเดือนพฤษภาคม มีนักเคลื่อนไหว 11 คนถูกฟ้องร้องในข้อหา ทำลายแปลงทดลองปลูกมันฝรั่ง GMO? คดีนี้ไม่เพียงเป็นที่สนใจในเบลเยียม แต่ยังเป็นที่สนใจไปทั่วโลก และเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อภาคการเกษตรของไทยด้วย ทั้งที่เป็นคดีความที่เกิดขึ้นในประเทศที่ห่างไกลจากไทย เพราะสาเหตุดังต่อไปนี้ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คำถามที่โยงคดีความที่เกิดขึ้นในเบลเยียมกับสถานการณ์ด้านอาหารในไทย คือคำถามที่ว่า &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“เราจะสร้างความมั่นคงทางอาหารและต่อสู้กับความหิวโหยที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้อย่างไร โดยไม่สูญเสียการควบคุมการผลิตและจัดจำหน่ายอาหาร” &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประเด็นความมั่นคงทางอาหารเป็นประเด็นสำคัญมากในประเทศอย่างเช่นไทย เพราะความอยู่ดีกินดีของคนไทยจำนวนมากขึ้นอยู่กับภาคเกษตรกรรมที่จะต้องให้ผลผลิตสูงเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก ด้วย บริบทเช่นนี้จึงมีคำถามเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาว่า ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงในการผลิตพืชพาณิชย์ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหม่ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การเกษตรกำเนิดขึ้นในโลกเมื่อประมาณ 5,000-6,000 ปีล่วงมาแล้ว บนผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ระหว่างแม่น้ำไทกริส และยูเฟรติสในตะวันออกกลาง สมัยนั้น สังคมมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม มนุษย์เปลี่ยนวิถีจากการใช้ชีวิตเป็นนักล่าและนักเก็บ ที่ต้องย้ายถิ่นที่อยู่ตลอดเวลาเพื่อหาอาหาร เรียนรู้ที่จะอยู่กับที่และดำรง อยู่ได้ด้วยการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูก &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อการพัฒนาเกษตร ก้าวหน้ามากขึ้น การผลิตอาหารเหลือกิน สามารถนำไปเลี้ยงคนอื่นๆ ได้ ก่อให้เกิดอาชีพหลากหลาย ทั้งหมดนี้คือกระบวนการ ที่หากขาดไปก็คงจะไม่มีเมืองและชีวิตทันสมัยในเมืองเกิดขึ้น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลเก็บเกี่ยวที่ไม่ดี และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากร รวมถึงเหตุผลอื่นๆ ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนอาหารอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ความพยายามที่จะพัฒนาพืชสายพันธุ์ ใหม่ๆ และการผสมพืชข้ามสายพันธุ์จึงมีมานานแล้ว &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จุดประสงค์ก็เพื่อเพิ่มผลผลิตการ เกษตร แต่แล้วเทคนิคต่างๆ ที่มนุษย์เคยใช้เพิ่มผลผลิตการเกษตรก็พบกับขีดจำกัดในที่สุด จนกระทั่งต่อมาเกิดการค้นพบความรู้ใหม่ทางด้านชีววิทยาและการวิจัยทางพันธุกรรม ทำให้มนุษย์พัฒนาเทคนิควิธีการในการพัฒนาพืชสายพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา หรือ GMO ก่อนจะเข้าสู่ GMO ขอย้อนกลับไปยุคแรก เริ่มของการพัฒนาพันธุ์พืช ซึ่งต้องมีชื่อของ Gregor Mendel อยู่ด้วย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในช่วงทศวรรษ 1860 Mendel ซึ่ง เป็นทั้งพระและนักวิจัยอาศัยอยู่ในประเทศ ที่ขณะนี้คือสาธารณรัฐเชค ค้นพบกฎสำคัญ 3 ข้อของการถ่ายทอดพันธุกรรม ซึ่งเป็นรากฐานของพันธุวิศวกรรมศาสตร์สมัยใหม่ในด้านการพัฒนาสายพันธุ์พืช และ 150 ปีหลังจากการค้นพบของเขา ได้ก่อให้ เกิดนักวิจัยรุ่นใหม่หลายรุ่นที่นำกฎของ Mendel ไปพัฒนาต่อยอดจนค้นพบโครง สร้างทางพันธุกรรมหรือยีนของพืช &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การค้นพบนี้เปิดทางไปสู่การควบคุม และปรับเปลี่ยนโครงสร้างของพืช สร้างพืชสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย และทำให้หลายคนเชื่อมั่นว่าอาหารปรับเปลี่ยน พันธุกรรม (gene-modified food) คือคำตอบสุดท้ายของปัญหาความมั่นคงทางอาหารของโลก &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทุกอย่างก็ดูดีในช่วงแรก &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ระหว่างปี 1950-1985 ผลผลิตอาหารเพิ่มสูงมากโดยเฉพาะในเอเชีย เรียกกันว่า การปฏิวัติเขียว (Green Revolution) เมล็ดพืชสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์บวกกับปุ๋ยเคมีชนิดใหม่ ให้ผลผลิตสูงลิ่วอย่างน่าอัศจรรย์ เมล็ดพันธุ์ชนิดใหม่ให้ผลเก็บเกี่ยวมากขึ้น 2-3 เท่าของเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิม ส่งผลให้ช่วงปี 1965-1980 ผลผลิตข้าวสาลีและข้าวเจ้าในชาติกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นถึง 75% ในอินเดีย ผลผลิตข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วงปี 1966-1981 ทำให้มีข้าวเลี้ยงประชาชนได้มากถึง 184 ล้านคน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเทคนิคนี้ต้อง พบกับขีดจำกัด เมื่อพืชต่างชนิดกันไม่สามารถผสมข้ามสปีชีส์กันได้ เนื่องจากความเข้ากันไม่ได้ทางเพศ (Sexual compatibility) &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขีดจำกัดดังกล่าวเปิดช่องให้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่อย่างพันธุวิศวกรรมหรือการดัดแปลงตัดแต่งยีนก้าวเข้ามาแก้ปัญหานี้ มีการนำยีนแปลกปลอม (foreign gene) มาใส่เข้าไปในพืช เพื่อทลายกำแพง สปีชีส์ได้ ทำให้เกิดพืชพันทาง (hybrid plant) ชนิดใหม่ขึ้นมา ซึ่งสามารถนำไปขยายพันธุ์ต่อไปได้ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การนำยีนแปลกปลอมใส่เข้าไปในพืชประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 1983 กับต้นยาสูบ ผลสำเร็จนี้ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมชนิดใหม่มูลค่านับแสนๆ ล้าน ดอลลาร์ในสหรัฐฯ “สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม” (genetically modified organism: GMO) ชนิดแรกในโลกที่ผ่าน การดัดแปลงตัดแต่งพันธุกรรมได้รับการอนุมัติในสหรัฐฯ ให้มนุษย์บริโภคได้เมื่อปี 1996 ส่งผลให้มีการใช้พืช GMO เป็นส่วน ประกอบในอาหารอย่างแพร่หลายไปทั่วสหรัฐฯ โดยที่ผู้บริโภคแทบไม่เคยรู้เลยว่า ได้บริโภคอาหารชนิดใดที่มี GMO เป็นส่วนประกอบ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลการศึกษาของศาสตราจารย์ Mary Crouch ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา ซึ่งเกษียณอายุงานแล้วจากมหาวิทยาลัย Indiana State และเป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ GMO พบว่ามีผลิตภัณฑ์ GMO 20 ชนิดที่ได้รับอนุมัติในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาจจะดูเป็นตัวเลขไม่มาก แต่ผลิตภัณฑ์ GMO เหล่านี้เป็นอาหารจำเป็น ในชีวิตประจำวันที่ซื้อหรือหารับประทานได้ง่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหาร สิ่ง ที่น่ากังวลคือ ผู้คนส่วนใหญ่ยังปราศจากความรู้หรือความเข้าใจอันถ่องแท้ว่า GMO จะส่งผลกระทบต่อนิเวศวิทยาและต่อชีวิตมนุษย์อย่างไร &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ต่อไปนี้ อาจพอชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเกษตร สมัยใหม่ที่เรากำลังเผชิญจากพืช GMO &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในแถบ Midwest และภาคใต้ของสหรัฐฯ มีการปลูกข้าวโพด ถั่วเหลืองและฝ้าย GMO มากถึง 170 ล้านเอเคอร์ เช่น 85% ของข้าวโพดที่ปลูกในรัฐอินเดียนาของ สหรัฐฯ เป็นข้าวโพด GMO ซึ่งก่อให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาฆ่า หญ้าเพิ่มขึ้น เมื่อเกิดวัชพืชดื้อยารุกรานไปทั่วพื้นที่เพาะปลูก ในขณะที่พืชอื่นๆ ตายหมด &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วัชพืชบางอย่างเป็นอาหารของสัตว์ อย่างเช่น ผีเสื้อ นี่คือตัวอย่างผลกระทบของพืช GMO ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรายังไม่มีความเข้าใจดีพอ ความเสี่ยงอื่นๆ ก็อย่างเช่นพืช GMO อาจฆ่าไม่ตาย และอาจกลายเป็นวัชพืชที่คุกคามพื้นที่เพาะปลูก พืชอื่นๆ รวมถึงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ นอกจากนี้ พืช GMO อาจไปผสมกับพืชป่าต่างสปีชีส์ และถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมไปยังพืชป่าจนเกิดเป็นพืชพันทางสายพันธุ์ใหม่ที่อาจเป็นอันตรายใหม่ในระบบนิเวศ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนอันตรายต่อสุขภาพจากการบริโภคพืช GMO มีสิ่งที่น่าวิตก 2 ข้อใหญ่ คือ พืช GMO อาจทำให้เกิดอาการแพ้ในมนุษย์มากขึ้น และอาจทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ของเราเกิดการต้านยาปฏิชีวนะ ซึ่งยังเป็นยาเพียงชนิดเดียวที่เราใช้เป็นอาวุธ ในการต่อสู้กับโรคร้ายที่คุกคามชีวิต และกว่าเราจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงอันตรายต่อ สิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางลบของพืช GMO เมื่อนั้นก็อาจสายเกินไปแล้ว &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและ สุขภาพแล้ว Barbara van Dyck และนักเคลื่อนไหวต่อต้าน GMO อื่นๆ ยังกลัวว่า เราอาจจะสูญเสียการควบคุมการผลิตและจัด จำหน่ายอาหาร เพราะเทคโนโลยี GMO ทำให้เอกชนสามารถเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์พืชผ่านการจดสิทธิบัตรมี ราคาแพง จึงมีแต่บริษัท ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติด้านธุรกิจเกษตรและเทคโน โลยีชีวภาพเท่านั้นที่จะได้รับผลประโยชน์ในด้านการเงินจาก GMO &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความเสี่ยงของพืช GMO ดังที่กล่าวมา ทำให้ประชาชนในประเทศพัฒนาแล้วต่อต้านอย่างหนักหน่วง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Monsanto บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ และมีบทบาทสำคัญในเรื่อง GMO ได้พัฒนามันฝรั่ง GMO และ ตั้งชื่อว่า “New Leaf” เพื่อนำไปทำเป็นเฟรนช์ฟราย แต่ต้องยกเลิกไปเพราะถูกต่อต้านอย่างหนักจากผู้บริโภคชาวอเมริกัน ในยุโรปก็หนักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ซึ่งเคยเป็นประเทศที่ทดลองปลูกพืช GMO มากที่สุดในยุโรป แต่ถูกสาธารณชนต่อต้านอย่างหนักจนต้องยกเลิก ไปเกือบหมด ในเบลเยียมเคยมีการทดลอง ปลูกพืช GMO อย่างกว้างขวางในช่วงทศวรรษ 1990 โดยบริษัทเอกชน แต่หลังจากปี 2000 ก็ไม่มีการทดลองอีกเลยจนเกือบ 10 ปีต่อมา เนื่องจากถูกประชาชนต่อต้านอย่างหนัก เพิ่งจะเริ่มกลับมาทดลอง ใหม่อีกครั้งในปี 2009 &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนในเยอรมนี การต่อต้าน GMO กลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ เมื่อบริษัท BASF บริษัท เคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีถึงกับต้องย้ายสำนักงานใหญ่บริษัทวิจัยด้าน GMO ของตัวเองไปยังสหรัฐฯ เพราะไม่อาจต้านกระแสต่อต้าน GMO อย่างหนักของผู้บริโภคชาวยุโรปได้ จึงเลิกคิดจะทำการตลาดพืช GMO ในยุโรป และเปลี่ยนใจไปทำตลาดในสหรัฐฯ แทน รวมถึงในเอเชียด้วย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นับว่าผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในยุโรปประสบความสำเร็จในการเรียกร้องรัฐบาลของตนและสถาบันทางการเมืองของยุโรป ให้ระมัดระวังการรับเทคโนโลยี GMO แม้จะทำให้เกิดสงครามการค้ากับสหรัฐฯ หลายครั้งก็ตาม เพราะผู้บริโภคในสหรัฐฯ ยอมรับ GMO ได้มากกว่ายุโรป &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Barbara van Dyck ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการต่อต้านการผลิตอาหาร GMO จนถูกไล่ออกจากงาน เธอเป็นนักวิจัยด้านการวางผังเมืองของมหาวิทยาลัย KU Leuven มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในเบลเยียม เมื่อปีที่แล้วกลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้าน GMO บุกเข้าไปทำลายแปลงสาธิต การปลูกมันฝรั่ง GMO ในเบลเยียม การทดลองดังกล่าวเป็นกิจการร่วมทุนระหว่างสถาบันวิจัยของรัฐบาลเบลเยียมกับบริษัทไบโอเทคของเอกชน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Barbara ชี้ว่า โครงการทดลองปลูก มันฝรั่ง GMO นี้ เกิดขึ้นในบริบทที่ว่า ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังต้องการสร้างเศรษฐกิจที่เรียกว่า “เศรษฐกิจฐานความรู้” (knowledge-based economy) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-technology) กับเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม ก็คือลงทุนที่ดูมีอนาคตสดใสมากที่สุด สำหรับการสร้าง เศรษฐกิจฐานความรู้ในอนาคต ดังนั้นไม่ว่า ประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาต่าง ก็ทุ่มเทงบประมาณของรัฐเพื่อเริ่มการลงทุนให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่บรรดานักเคลื่อนไหวอย่างเช่น Barbara กลัวว่าในที่สุดแล้วจะมีแต่เพียงบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเท่านั้น ที่จะได้ผล ประโยชน์ทางการเงินจากการลงทุนเหล่านั้น เพราะบริษัทข้ามชาติเป็นเจ้าของสิทธิบัตรนวัตกรรมต่างๆ ด้านเทคโนโลยีชีวภาพและ คิดค่าธรรมเนียมสิทธิบัตรในราคาแพง ทำให้เกษตรกรรายย่อยอยู่ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีเงินพอจะจ่ายค่าสิทธิบัตรแพงๆ นั้น ไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นนี้ เพราะภาคเกษตรกรรมของไทย มีหัวใจหลักอยู่ที่เกษตรกรรายย่อยและรายกลาง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Barbara van Dyck ไม่ได้เกี่ยว ข้องกับการทำลายแปลงทดลองปลูกมันฝรั่ง GMO โดยตรง เพียงแต่พูดสนับสนุนและปฏิเสธไม่ยอมถอนการสนับสนุนกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ทำลายแปลงปลูกมันฝรั่งในเบลเยียม ทำให้เธอถูกมหาวิทยาลัยไล่ออก จากงาน โดยกล่าวหาว่าเธอทำลายเสรีภาพ ของการวิจัย แม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทดลองดังกล่าวก็ตาม Barbara เชื่อว่าทางมหาวิทยาลัยกลัวว่าจะอดได้รับเงินจากบริษัทเอกชนในอนาคต เนื่องจากขณะนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ ในยุโรป ถูกกดดันให้ต้องร่วมมือกับธุรกิจเอกชน สิ่งนี้ต่างหากที่ Barbara เห็นว่า คือการทำลายเสรีภาพของการวิจัยอย่างแท้จริง และยังเป็นการหลบเลี่ยงการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง GMO ด้วย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างเช่นกรณีแปลงทดลองปลูกมันฝรั่ง GMO ดังกล่าว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทดลองนี้ใช้เงินงบประมาณของรัฐในการรณรงค์การตลาดส่งเสริมอาหาร GMO ในเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ ทั้งๆ ที่ถูกประชาชนจำนวนมากต่อต้าน ปัญหาหลักคือการที่อาหาร GMO มักไม่มีการติดฉลาก แจ้ง ทำให้ผู้บริโภคถูกลิดรอนสิทธิ์ในการเลือกที่จะบริโภค หรือไม่บริโภคอาหาร GMO &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คดีของ Barbara เป็นที่สนใจวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อกระแสหลักทั่วยุโรป นักวิจัยในมหาวิทยาลัย 4,000 คน เข้าชื่อสนับสนุน Barbara และนักเคลื่อนไหวอีก 11 คนที่ต้องคดีครั้งนี้ Barbara เชื่อว่าคดี ของเธอได้ช่วยจุดพลุให้เกิดการถกเถียงเรื่อง GMO ขึ้นมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้งสื่อและชาวยุโรปจะสนับสนุนการต่อต้านการปลูกมันฝรั่ง GMO แต่พวกเขา ไม่เห็นด้วยกับการบุกเข้าไปทำลายแปลงปลูกซึ่งเป็นทรัพย์สินของเอกชน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การที่ Barbara และนักเคลื่อนไหว อีก 11 คนต้องถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ถึง 200,000 ยูโรและต้องขึ้นศาล นับเป็นความเสี่ยงสูงที่นักเคลื่อนไหวต่อต้าน GMO ต้องเผชิญ เพราะโทษมีตั้งแต่จำคุกไปจน ถึงค่าปรับที่สูงลิ่ว ตัว Barbara เองก็ยื่นฟ้องร้องมหาวิทยาลัยอดีตนายจ้างของเธอต่อศาลแรงงาน ว่าเธอถูกไล่ออกอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ศาลแรงงานจะยัง ไม่พิจารณาคดีที่เธอฟ้องร้องจนกว่าคดีของ เธอกับอีก 11 นักเคลื่อนไหวจะมีคำตัดสิน ของศาลออกมาเสียก่อน การพิจารณาคดีทั้ง 2 คดีอาจยืดเยื้อไปอีกนานหลายปี &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วคดีของ Barbara สำคัญต่อไทยอย่างไร DEVGEN ซึ่งเกี่ยวข้องกับหนึ่ง ในสถาบันวิจัยที่ร่วมฟ้องร้องเธอและนักเคลื่อนไหวคนอื่นๆ มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ Monsanto ซึ่งกำลังคิดจะเพิ่มบทบาทของตนในตลาดข้าวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังมีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะพัฒนาพันธุ์ข้าว GMO ในเอเชีย ขณะนี้มีแปลงทดลองปลูก พืช GMO เกิดขึ้นมากมาย เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นผลิตเป็นอาหารขายในท้องตลาด แต่ อีกไม่นานอาจจะได้เห็น การวิจัยพืช GMO ยังเกี่ยวข้องกับพืชเกษตรหลายชนิด ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องเริ่มลุกขึ้นมาถกเถียงถึงผลกระทบจาก GMO &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หมายเหตุผู้เขียน: เว็บไซต์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีความข้างต้น &lt;a href=&quot;http://fieldliberation.wordpress.com/&quot;&gt;http://fieldliberation.wordpress.com/&lt;/a&gt; และผู้ประสงค์จะสนับสนุนการสู้คดีของกลุ่มนักเคลื่อนไหวสามารถบริจาคเงินได้ที่ Name: van Crop Resistance (Triodos BIC: TRIOBEBB),account-number: BE59 5230 8045 6626&lt;/p&gt;
&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field field-name-field-category field-type-taxonomy-term-reference field-label-inline clearfix&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-label&quot;&gt;Category:&amp;nbsp;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;field-items&quot;&gt;&lt;div class=&quot;field-item even&quot;&gt;&lt;a href=&quot;/category/think-urban&quot; typeof=&quot;skos:Concept&quot; property=&quot;rdfs:label skos:prefLabel&quot;&gt;Think Urban&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description>
 <pubDate>Fri, 22 Jun 2012 19:01:47 +0000</pubDate>
 <dc:creator>Jerome Rene Hassler</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">25 at http://www.gotomanager.com</guid>
</item>
</channel>
</rss>
