<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/" xmlns:blogger="http://schemas.google.com/blogger/2008" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-327007645420546</atom:id><lastBuildDate>Wed, 06 Nov 2024 02:55:50 +0000</lastBuildDate><title>✿ﾟ¨ﾟ✎ ﾟﾟ･✿modtanoy✿ﾟ¨ﾟ✎ ﾟﾟ･✿ஐ</title><description></description><link>http://moddum27.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (modtanoy)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>7</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-327007645420546.post-3299746819345049287</guid><pubDate>Tue, 20 Jul 2010 04:26:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-19T21:26:13.048-07:00</atom:updated><title>✿ﾟ¨ﾟ✎ ﾟﾟ･✿modtanoy✿ﾟ¨ﾟ✎ ﾟﾟ･✿ஐ: อาหารต้านมะเร็ง</title><description>&lt;a href=&quot;http://moddum27.blogspot.com/2010/07/blog-post_19.html&quot;&gt;✿ﾟ¨ﾟ✎ ﾟﾟ･✿modtanoy✿ﾟ¨ﾟ✎ ﾟﾟ･✿ஐ: อาหารต้านมะเร็ง&lt;/a&gt;</description><link>http://moddum27.blogspot.com/2010/07/modtanoy.html</link><author>noreply@blogger.com (modtanoy)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-327007645420546.post-8256191519052937603</guid><pubDate>Tue, 20 Jul 2010 04:18:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-19T21:24:48.796-07:00</atom:updated><title>อาหารต้านมะเร็ง</title><description>เราล้วนทราบกันอยู่แล้วว่าอาหารที่เรากินเข้าไปแต่ละวันเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงสำคัญที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของคนเรามีพลังในการต่อสู้ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย โดยเฉพาะคนที่กำลังรักษาตัวจากมะเร็ง วิธีการรักษาแผนปัจจุบันอย่างเช่น การผ่าตัด รังสีรักษา หรือเคมีบำบัด มักจะส่งผลข้างเคียงให้ร่างกายอ่อนแอลงกว่าปกติหลายเท่า ส่วนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมร่างกายรวมทั้งภูมิคุ้มกันต่างๆ จึงยิ่งต้องทำงานหนักทวีคูณ การดูแลเรื่องอาหารการกินให้เหมาะสม จึงเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยเพิ่มกำลังให้ร่างกายเยียวยาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อร่างกายเรากำลังอ่อนแอ มันจึงต้องการพลังงานทดแทนเพื่อนำมาใช้ในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและขับเคลื่อนชีวิต ดังนั้นเราจึงควรกินอาหารที่ให้พลังงานอย่างเพียงพอตามที่ธรรมชาติของร่างกายจำเป็นต้องได้รับ&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjVyqbeDpvbhf-fQMy7rFPegZV8EA1R1LcLX-thzGkqwVSnwcy56_K9A0jPtEsLZpUMi_-EvNOWsvNq_Y682kFLnFzIlwAgsMYGvi1CTqVLmOMKTSlbauFJxEW3pz2JrESWIP37d8ZR/s1600/vitaminc_1.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 400px;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjVyqbeDpvbhf-fQMy7rFPegZV8EA1R1LcLX-thzGkqwVSnwcy56_K9A0jPtEsLZpUMi_-EvNOWsvNq_Y682kFLnFzIlwAgsMYGvi1CTqVLmOMKTSlbauFJxEW3pz2JrESWIP37d8ZR/s400/vitaminc_1.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot;id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5495839272732274770&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากคำแนะนำชองคณะแพทย์จาก The Cleveland Clinic Urological Institute ได้ระบุไว้ว่าคนเป็นมะเร็งควรจะได้รับพลังงานประมาณ 33 แคลอรีต่อน้ำหนักตัว 1 กก.ต่อวัน เช่น หากน้ำหนักตัวปกติอยู่ที่ 50 กก. ก็จะต้องการพลังงานประมาณ 1,650 แคลอรีต่อวัน แต่หากน้ำหนักลดลงมากก็ควรกินอาหารที่ให้พลังงานเพิ่มอีกประมาณวันละ 500 แคลอรี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แพทย์มักจะแนะนำให้คนที่กำลังรักษามะเร็งกินอาหารที่มีโปรตีนสูงๆ (ประมาณวันละ 1.1- 1.32 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก.) เพื่อสร้างเสริมและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ในขณะที่บางแนวความคิดในการรักษามะเร็งก็ได้ระบุว่าบรรดาเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อแดง ไข่ และผลิตภัณฑ์นม ยกเว้นเนย ซึ่งอุดมด้วยโปรตีนและไขมันอาจจะมีส่วนช่วยเร่งความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าวและกินให้ได้โปรตีนและพลังงานสูงเต็มที่จึงแนะนำให้คนที่เป็นมะเร็งหันมาเน้นกินอาหารที่ปรุงจากถั่วหรือเมล็ดพืชต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ ทดแทนเนื้อสัตว์ ซึ่งยังช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกายด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารอาหารที่เป็นประโยชน์อีกกลุ่มหนึ่งคือวิตามินอย่างที่ ศ.นพ.ม.ร.ว.ธันยโสภาคย์ เกษมสันต์ เคยเขียนไว้ใน &quot;ยุทธศาสตร์ศึกมะเร็ง” ว่าวิตามินเป็นสารอาหารที่ทำงานร่วมกับเอนไซม์ในการควบคุมกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย ช่วยเปลี่ยนโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตให้เป็นพลังงาน เป็นตัวเร่งให้สมรรถภาพทางกายทำงานเต็มที่ ช่วยการเติบโต สร้างพลังชีวิต และทำให้แก่ช้า เราได้วิตามินจากอาหาร เพราะร่างกายผลิตวิตามินเองไม่ได้ แถมบางชนิดไม่สามารถเก็บไว้ใช้นานๆ โดยเฉพาะวิตามินพวกที่ละลายในน้ำได้ (วิตามินบี-คอมเพล็กซ์ และวิตามินซี) ส่วนวิตามินที่ละลายในน้ำมัน (เอ ดี อี เค) อาจเก็บสะสมไว้ได้บ้าง ถ้าร่างกายขาดวิตามินแม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็มีต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม ทำให้เซลล์ค่อยๆ เสื่อมลงซึ่งหากไม่ได้พลังเสริมในที่สุดแล้วเซลล์ก็จะตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่เป็นมะเร็งควรได้วิตามินมากๆ จากผักและผลไม้ที่ปลอดสารพิษ หรือล้างสะอาดแล้วก่อนกิน เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่จะเข้าไปรุกรานร่างกายซ้ำซ้อนขณะที่ร่างกายยังอ่อนแออยู่ นอกจากนี้ในผักและผลไม้ยังมีสารอาหารอื่นๆ อีก เช่น ผักใบเขียว เหลือง-แดง จะมีสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระจึงทำให้ชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ รวมทั้งธาตุเหล็ก โดยควรรับประทานผัก หรือผลไม้หลากหลายชนิดผสมผสานกันไป เพื่อให้ได้สารอาหารอื่นๆ ที่มีอยู่ในผักแต่ละชนิดมารวมๆ กัน ไม่ใช่มีบางอย่างมากไปหรือ&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiJRCQNPnS3n_lqUVXhbb7gFeiKe_I67UtCiRY9rfUTwNP7evwZnOyWbB2PCGCohXPj_FEyup98PJg_1GJQwKjeo01eGvP9vRcHJt5bjcvZcYJwY5qvRwMc5cv6RZx3ytoCn8LZ793G/s1600/strawberrry.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 267px;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiJRCQNPnS3n_lqUVXhbb7gFeiKe_I67UtCiRY9rfUTwNP7evwZnOyWbB2PCGCohXPj_FEyup98PJg_1GJQwKjeo01eGvP9vRcHJt5bjcvZcYJwY5qvRwMc5cv6RZx3ytoCn8LZ793G/s400/strawberrry.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot;id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5495839482906032866&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิตามินเอ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญที่สุด สามารถปราบอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งได้ เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำมัน เมื่อตกถึงลำไส้ก็ดูดซึมไปใช้ได้ทันทีโดยอาศัยน้ำดี วิตามินเอเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์น้ำเหลืองจากต่อมไทมัส(ทีเซลล์)ที่เป็นตัวพิฆาตมะเร็ง นอกจากนี้วิตามินเอยังช่วยเสริมผิวหนัง และเยื่อบุผิว ของทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ฯลฯ ให้แข็งแรง ตามสถิติการเกิดมะเร็งพบว่ามะเร็งชอบเป็นกับเซลล์เยื่อบุผิวเหล่านี้ ซึ่งวิตามิน เอ เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้การเจริญของเซลล์เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง ควรรับประทานผักใบเขียว เนื้อปลา เนื้อไก่เพื่อให้ได้รับวิตามินเอสู่ร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิตามินบี-คอมเพล็กซ์ เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำได้ที่ทำงานร่วมกันเป็นทีม ประกอบด้วย วิตามินบี-1 (ไทอะมีน) วิตามินบี-2 (ไรโบฟลาวิน) วิตามินบี-3 (ไนอาซิน หรือ กรดนิโคตินิคตินิค) วิตามินบี-6 (ไพริด็อกวิน) และ มีไบโอติน อินอสสิตอล กรดพาราอะโนมิค-เบนโซอิท (พาบา) วิตามินบี-12 (ไซอะโนบาลามีน) กรดแพนโตทีนิก และกรดโฟลิก เมื่อร่างกายได้รับวิตามินกลุ่มนี้จะไปช่วยบำรุงหัวใจ เร่ง และ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และบางตัวสามารถยับยั้งการขยายตัวของมะเร็งได้ มีมากในอาหารจำพวกถั่ว เนื้อปลา เนื้อเป็ดหรือไก่ต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิตามินซี เป็นวิตามินที่สำคัญมาก เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวสำคัญ คอยทำลายเซลล์มะเร็งที่แบ่งตัวหมาดๆ ได้ดีมาก เป็นตัวปกป้องดีเอนเอไม่ให้ถูกทำลาย และเป็นตัวกระตุ้นสารอินเตอเฟอรอนซึ่งเป็นสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังระงับการเกิด สารไนโตรซามีนที่เป็นตัวก่อมะเร็งในกระเพาะอาหาร ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าวิตามินซีสามารถยับยั้งเอนไซม์ไฮอะลูโรนิเดส มีฤทธิ์ย่อยโปรตีน อันเป็นอาวุธร้ายของมะเร็ง ในการสลายแนวต้านทาน และแพร่กระจายไปรอบตัว มีมากในผลไม้หลายชนิดที่มีรสออกเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว รวมทั้ง ฝรั่ง สาลี่ แอปเปิ้ล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิตามินอี ละลายในไขมันเหมือนวิตามินเอ เป็นสร้างต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง และเป็นตัวกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อใช้ผสมกับธาตุซีเลเนียม จะมีฤทธิ์เสริมกันในการต้านมะเร็ง นอกจากนั้นวิตามินอียังช่วยระงับการเกิดไนไตรซามีนในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งได้ เราได้รับวิตามินอีได้จากการกินผักใบเขียว น้ำมันปลา น้ำมันรำข้าว และไข่&lt;br /&gt;แร่ธาตุต่างๆ มีส่วนช่วยเสริมฤทธิ์ของวิตามิน ทำให้ร่างกายสามารถย่อยอาหาร ดูดซึมสารอาหาร และรักษาสมดุลของร่างกายให้มีภาวะเป็นด่างมากกว่าเป็นกรด แร่ธาตุที่คนเป็นมะเร็งควรได้รับที่สำคัญ ได้แก่ ทองแดง แมกนีเซียม สังกะสี ซีเลเนียมที่เมื่อใช้ร่วมกับวิตามินจะช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อต้านมะเร็ง และยังช่วยชะลอความชราได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม หากต้องการได้รับวิตามินเสริมนอกเหนือจากอาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวัน ควรให้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ประจำตัวจะดีกว่า คุณอาจปรึกษานักโภชนาการเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดอาหารในแต่ละมื้อให้มีสารอาหารตามที่ร่างกายควรได้รับครบถ้วนและหลากหลาย และช่วยแก้ปัญหาถ้าหากระหว่างการรักษามะเร็งทำให้เกิดปัญหาผิดปกติในการกินอาหาร อย่างเช่น การที่รู้สึกอิ่มเร็วเกินควร กลืนลำบาก หรือการรับรสชาติที่เปลี่ยนไป รวมทั้งอาจแนะนำถึงอาหารเสริมอื่นๆ ที่ช่วยให้คุณได้รับพลังงานที่จำเป็นอย่างเพียงพอตามสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สำคัญนอกจากอาหารที่จะให้สารอาหารจำเป็นต่อการสู้รบกับมะเร็งแล้ว ต้องไม่ลืมที่จะดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือประมาณวันละครึ่งแกลลอน เพื่อช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำได้ ซึ่งนอกจากน้ำเปล่าแล้ว คุณอาจจะเลือกกินน้ำซุป ดื่มน้ำผลไม้ นมถั่วเหลือง ก็ได้ทั้งนั้น แต่ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มผสมคาเฟอีน โดยเฉพาะหากใครที่มีอาการข้างเคียงจากการรักษามะเร็ง อย่างเช่น อาเจียน ท้องเสีย ก็ยิ่งจำเป็นต้องดื่มน้ำเปล่าทดแทนให้มากยิ่งขึ้น</description><link>http://moddum27.blogspot.com/2010/07/blog-post_19.html</link><author>noreply@blogger.com (modtanoy)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjVyqbeDpvbhf-fQMy7rFPegZV8EA1R1LcLX-thzGkqwVSnwcy56_K9A0jPtEsLZpUMi_-EvNOWsvNq_Y682kFLnFzIlwAgsMYGvi1CTqVLmOMKTSlbauFJxEW3pz2JrESWIP37d8ZR/s72-c/vitaminc_1.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-327007645420546.post-1731991607900001313</guid><pubDate>Tue, 06 Jul 2010 16:28:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-06T10:01:50.877-07:00</atom:updated><title>แฟชั่นหน้าฝน เทรนใหม่สไตน์สบาย ๆ</title><description>&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiIqmAIRchf6funKfhDy-lKzd0mi0psdBP4qqhyphenhyphenR5ASKu5MPnGQ06U8EbzUW5IlM9QKWaYQ4aHHewpYgLeJmNIJO_GwvLRr2R-6FR20xTnndlP-4sedLjnrpRhse341RhVvjDCXRI-T/s1600/1.gif&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 400px;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiIqmAIRchf6funKfhDy-lKzd0mi0psdBP4qqhyphenhyphenR5ASKu5MPnGQ06U8EbzUW5IlM9QKWaYQ4aHHewpYgLeJmNIJO_GwvLRr2R-6FR20xTnndlP-4sedLjnrpRhse341RhVvjDCXRI-T/s400/1.gif&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot;id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5490837763681630002&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยนะคะ เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก เนื่องจากกำลังจะเข้าสู่ฤดูฝนกันแล้ว แต่เทรนด์แฟชั่น ที่ยังครองใจสาวๆและฮิตไม่เลิก นั้นก็คือ แฟชั่นกางเกงขาสั้น ที่ตอนนี้มีดีไซน์หลากหลายหลากสไตล์มาให้สาวๆทั้งหลายได้เลือกสวมใส่ตามความพอใจกันอย่างเต็มอิ่มกันเลยทีเดียว เนื่องด้วยข้อดีข้อกางเกงขาสั้น ที่ทำให้ผู้สวมใส่ รู้สึกสบายและคล่องตัวยามสวมใส่ หน้าร้อนก็ดูดี หน้าฝนก็ดูเก๋ พร้อมทั้งยังสามารถ Mix &amp; Match กับเสื้อ รองเท้า กระเป๋า เข็มขัด ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย</description><link>http://moddum27.blogspot.com/2010/07/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (modtanoy)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiIqmAIRchf6funKfhDy-lKzd0mi0psdBP4qqhyphenhyphenR5ASKu5MPnGQ06U8EbzUW5IlM9QKWaYQ4aHHewpYgLeJmNIJO_GwvLRr2R-6FR20xTnndlP-4sedLjnrpRhse341RhVvjDCXRI-T/s72-c/1.gif" height="72" width="72"/><thr:total>1</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-327007645420546.post-7462560979485937744</guid><pubDate>Mon, 21 Jun 2010 18:04:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-06-21T11:05:28.144-07:00</atom:updated><title>สีของพืชผัก-ผลไม้ ให้คุณค่าต่างกันอย่างไร</title><description>&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh4cie2KaJEo7I3yR_C4JdzVliiQn3gRkSL-ZeMsudoHeGAU5oTE0AXO82i4d7eEE7uPLEc1faxwwY295HOA29k4lPK6YQ5y-HJnrfqRwI3ER1joTIu1_sB1d1-d9qIVJ4QL4yTeJ65/s1600/vegetablecolor.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 267px;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh4cie2KaJEo7I3yR_C4JdzVliiQn3gRkSL-ZeMsudoHeGAU5oTE0AXO82i4d7eEE7uPLEc1faxwwY295HOA29k4lPK6YQ5y-HJnrfqRwI3ER1joTIu1_sB1d1-d9qIVJ4QL4yTeJ65/s400/vegetablecolor.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot;id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5485289632633792290&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ทราบไหมคะว่าสารสีต่างๆ ที่มีอยู่ในพืชนั้นมีประโยชน์และมีบทบาทมากพอๆ กับวิตามินเลยทีเดียว โดยมาร์ ฟาร์กัวสัน ผู้สนใจทางเคมีวิทยาของพืชก็ได้แยกไว้อย่างคร่าวๆ พอให้เข้าใจได้ง่ายได้ดังนี้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารสีแดง มีสาร Cycopene เป็นตัวพิวเม้นท์ให้สีแดงในแตงโม มะเขือเทศ สาร Betacycin ให้สีแดงในลูกทับทิม บีทรูท และแคนเบอร์รี่ สารทั้งสองอย่างนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxydants ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งหลายชนิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารสีส้ม ผักและผลไม้สีส้ม เช่น มะละกอ แครอท มีสาร Betacarotene ซึ่งมีศักยภาพต้านอนุมูลอิสระอันเป็นตัวก่อมะเม็ง คนผิวขาวซีดที่กินมะละกอหรือแครอทมาก ผิวจะออกสีเหลืองสวย ทางกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาประกาศว่า การกินแครอทวันละ 2-3 หัว จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล หรือไขมันในเลือด คนไทยที่ทดลองกินมะละกอห่ามมากๆ นานถึง 2 ปี จะช่วยเปลี่ยนสีผิวหน้าที่เป็นฝ้าให้หายได้โดยไม่ต้องพึ่งครีมแก้ฝ้าเลย &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;สารสีเหลือง พิกเม้นต์ Lutein คือสารสีเหลืองที่ให้สีสันแก่ข้าวโพด ช่วยป้องกันกันความเสื่อมของจุดสี หรือแสงสีของเรตินาดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนแก่มองไม่เห็น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารสีเขียว พิกเม้นต์คลอโรฟีลล์ (Chlorophyll ) เป็นสารที่ให้สีเขียวแก่ผักต่างๆ ผักที่มีสีเขียวแก่ผักต่างๆ ผักที่มีสีเขียวเข้มมากก็ยิ่งมีคลอโรฟีลล์มาก เช่น ตำลึง คะน้า บร็อกโคลี่ ชะพลู บัวบก เป็นต้น และสารคลอโรฟีลล์ ก็มีคุณค่ามากเหลือเกิน นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเมื่อคลอโรฟีลล์ถูกย่อยแล้ว จะมีพลังแรงมากในการป้องกันมะเร็ง ทั้งยังช่วยขจัดกลิ่นเหม็นต่างๆ ในตัวคนด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารสีม่วง พืชสีม่วงมีสารแอนโทไซยานิน ( Anthocyanin ) เป็นต้นให้สีม่วงที่คุณเห็นในดอกอัญชัน กะหล่ำม่วงผิวชมพู่มะเหมี่ยว มะเขือม่วง แบล็กเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสารตัวนี้ช่วยลบล้างสารที่ก่อมะเร็งและสาร Anthocyanin นี้ยังออกฤทธิ์ทางขยายเส้นเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และอัมพาตด้วย</description><link>http://moddum27.blogspot.com/2010/06/blog-post_21.html</link><author>noreply@blogger.com (modtanoy)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh4cie2KaJEo7I3yR_C4JdzVliiQn3gRkSL-ZeMsudoHeGAU5oTE0AXO82i4d7eEE7uPLEc1faxwwY295HOA29k4lPK6YQ5y-HJnrfqRwI3ER1joTIu1_sB1d1-d9qIVJ4QL4yTeJ65/s72-c/vegetablecolor.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>2</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-327007645420546.post-4681140580753928073</guid><pubDate>Fri, 18 Jun 2010 10:38:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-06-18T04:31:37.708-07:00</atom:updated><title>Vespa Club</title><description>&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgRJAeNxMC_WU_D4-zAf6u8i7rsVPJ9W4YPLkSZOTB4AUkLbEPJcpHI6CKw2der4738JZvu_eD-HIo114q0PLqBa4yDVmN5gspKZsrp6u1mjt-MCRl_4Xfy-zU4OsSSwu_AHe7jyX4L/s1600/12.jpg&quot;&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEh7378mmX9wXw5KOs9PQ1gzreHVi7uKCoI1O5E2VmajkaZpt6IWweYfZq1Vi44W9bqqhJxkUaPiWdA5adN2S_YfJy2hDxpNZybDxKySMSaVHojlbraD73zZruqpAutxszrIVhJP-6fV/s1600/12.jpg&quot;&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEirAJcwptUcsCiWVEO0M533PWxtk78otKAy8Zw6oLdXhmaQSeSvPjCofCnjkhrSQkKN5n6y6oHzYEslD3pClOy707goZyvFmliX4X9qi2p3liWyirpX6GBr7xo34c1xLT-nWiy9KPrU/s1600/3.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;MARGIN: 0px 0px 10px 10px; WIDTH: 250px; FLOAT: right; HEIGHT: 166px; CURSOR: hand&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5484067677203292850&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEirAJcwptUcsCiWVEO0M533PWxtk78otKAy8Zw6oLdXhmaQSeSvPjCofCnjkhrSQkKN5n6y6oHzYEslD3pClOy707goZyvFmliX4X9qi2p3liWyirpX6GBr7xo34c1xLT-nWiy9KPrU/s320/3.jpg&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgiP10jjY5JyqK7l_7bpuzILTxKJ2CJL83CcymINEMtUqGaFaUfJtCTvmBkvUNRP6OfXHh890dPOMxzXXLUNqOr4b3fRcrOcvU13xBZO3tS-kJkIZOmrO1okiY-ioAILql6VAtocHON/s1600/1.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 400px; FLOAT: left; HEIGHT: 325px; CURSOR: hand&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5484066987180332162&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgiP10jjY5JyqK7l_7bpuzILTxKJ2CJL83CcymINEMtUqGaFaUfJtCTvmBkvUNRP6OfXHh890dPOMxzXXLUNqOr4b3fRcrOcvU13xBZO3tS-kJkIZOmrO1okiY-ioAILql6VAtocHON/s400/1.jpg&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-size:85%;color:#000099;&quot;&gt;มันเปลี่ยนมือ…ผมได้รับคำตอบจาก “เป๊บซี่” เจ้าของ “แฮนด์แป๊บ A.C.M.A.” หลังเจอกันในงานทัวร์ครั้งก่อน…แต่…ภายใต้เจ้าของใหม่ เรายังคงได้รับความอนุเคราะห์เข้าพูดคุยพอเป็นวิทยาทาน หลังสานสัมพันธ์ผ่านเพื่อนเจ้าถิ่นที่การันตีสมทบ “พี่วิน” เจ้าของโปรดักต์แพร่ลัทธิคันนี้ก็ยินยอมตามนั้น ภาพระบบดิจิตอลจึงถูกเก็บลงหน่วยความจำขนาด 256 MB ก่อนหันกลับมาเปิดเว็บอัพเดตข้อมูลกันจน…ตาลาย!!!&lt;br /&gt;หลังเปิดตัวด้วยรถอเนกประสงค์หน้าตาแปลกประหลาดครั้งแรกในปี 1946 และลองผิดลองถูกอยู่สักพัก ก่อนเริ่มจะจับทางได้ด้วย เครื่องยนต์แบบ Single ขนาด 98 ซี.ซี. สูบนอน 2 จังหวะ เปลี่ยนเกียร์ที่มือ ระบายความร้อนด้วยพัดลม…1948 Piaggio เริ่มประสบความสำเร็จ และมองตลาดนอกบ้านเกิด เครื่องยนต์เดิมถูกอัพเกรดเป็น 125 ซี.ซี. ซึ่งการรุกตลาดนอกประเทศนั้น Piaggio ได้สานสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ในหลายซีกโลก ชื่อ Vespa จึงถูกผลิตภายใต้ข้อสัญญาอย่างเป็นทางการ ซึ่งยังรวมถึง “แบนเนอร์” ที่ใช้เบิกทางในแต่ละภูมิภาคอีกด้วย…Vespa ขายในอเมริกาในชื่อ ALLSTATE…ขายในอังกฤษในชื่อของ DOUGLAS…ขายในเยอรมนีในชื่อ MESSERSCHMITT และในฝรั่งเศสชื่อของ A.C.M.A. รับอานิสงส์ผลิตภายใต้ข้อตกลงตั้งแต่ปี 1951-1962 &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;font-size:85%;color:#000099;&quot;&gt;A.C.M.A.…รับข้อเสนอจาก Piaggio เพื่อผลิตรถสกู๊ตเตอร์โดยหวังเจาะตลาดในปารีส ซึ่งมีที่ตั้งโรงงานอยู่ที่ Fourchmbault ใกล้ๆ กับเมือง Dijon ใน Paris…รถสกู๊ตเตอร์โปรดักต์จากอิตาลีถูกนำมาปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนอีกเล็กน้อยหวังให้ตรงใจแฟนเมือง “น้ำหอม” ที่รักและหลงใหลรถที่มีการออกแบบเหมือนงานศิลปะ โดยเฉพาะในส่วนของไฟหน้าที่ถูกย้ายขึ้นมาติดตั้งบนแฮนเดิ้ลบาร์ ส่วนไฟท้ายแบบเหลี่ยมเล็กเรียบๆ ถูกแทนที่ โลโก้ตัว “P” ที่ติดตั้งบนบังลมนั้นใช้ตัวอักษร “A.C.M.A. Paris” แทนอักษร “Genova” แบบดั้งเดิม สำหรับโมเดลแรกเริ่ม 1951-1952 นั้นยังคงเครื่องยนต์พอร์ตเดียวขนาด 123.67 ซี.ซี. ที่ปรับสมรรถนะภายในอีกเล็กน้อย โดยบอดี้ภายนอกนั้นโดดเด่นสะดุดตาตรงฝากระโปรงครอบเครื่องยนต์ ที่ถูกหันเว้าตรงบริเวณเหนือพัดลมระบายความร้อน และสามารถยกมันขึ้นสำหรับการเซอร์วิสได้อย่างง่ายดาย…สีบรอนซ์เงิน (Silver) ถูกผลิตสำหรับโมเดลปี 1951 ส่วน เขียวเมทาลิค (Dark Metallic Green) ถูกเลือกใช้สำหรับโมเดลปี 1952 แต่ยังคงขนาดของล้อเหล็ก หน้า/ หลัง ขนาด 8 นิ้ว สำหรับโมเดลปี 1951-1952 นั้นตรงตำแหน่งเหนือกะโหลกไฟมีเฉพาะแผ่นปิดรูปสี่เหลี่ยมฝังโลโก้ Vespa ปิดทับตรงตำแหน่งเรือนไมล์ จุดแตกต่างปี 1953 ที่เริ่มฝังเรือนไมล์ทรงสี่เหลี่ยมแทนตำแหน่งที่ออกแบบเอาไว้ล่วงหน้า และเพราะเป็นรถที่ ซี.ซี. ต่ำและเน้นใช้งานที่ไม่สมบุกสมบัน อัตราส่วนของกำลังอัดเครื่องยนต์จึงอยู่ที่ 6.3:1 ซึ่งได้พลังงานเพียง 4 แรงม้า ที่ 4,500 รอบ/ นาที ที่ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยชุดเกียร์ 3 สปีด ผ่านเฟืองขนาด 22/69 ฟัน และใช้คาร์บูเรเตอร์ตัวจิ๋วขนาด 17 มม. จากแบรนด์ Guertner ที่ถือเป็นรุ่นสุดท้าย ก่อนในปี 1953 จะปรับเปลี่ยนหลังได้พันธมิตรใหม่นาม Dell”Orto และขยายมันให้โตอีกเล็กน้อยเป็น 18 มม. &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://moddum27.blogspot.com/2010/06/vespa-club.html</link><author>noreply@blogger.com (modtanoy)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEirAJcwptUcsCiWVEO0M533PWxtk78otKAy8Zw6oLdXhmaQSeSvPjCofCnjkhrSQkKN5n6y6oHzYEslD3pClOy707goZyvFmliX4X9qi2p3liWyirpX6GBr7xo34c1xLT-nWiy9KPrU/s72-c/3.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-327007645420546.post-6141700636251327636</guid><pubDate>Wed, 16 Jun 2010 15:39:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-07-19T21:16:15.123-07:00</atom:updated><title>นมถั่วเหลือง  ดีกว่า  นมวัว  จริงเหรอ?</title><description>&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhgJFlYEuyjdTeNeL9HCYeNjNnDDDHdsy77e-o7huVX7FyOZZZRHRkFtaoM9ppTNllKWhr6j0V0hKq-HEyYRsa68IAS5HwyIu9lMMm7vCEzb7pt5U26pW9ceiOmAFjAEVmgCu1rQsgZ/s1600/Zubzip_5912.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 150px; DISPLAY: block; HEIGHT: 150px; CURSOR: hand&quot; id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5495837177256099746&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhgJFlYEuyjdTeNeL9HCYeNjNnDDDHdsy77e-o7huVX7FyOZZZRHRkFtaoM9ppTNllKWhr6j0V0hKq-HEyYRsa68IAS5HwyIu9lMMm7vCEzb7pt5U26pW9ceiOmAFjAEVmgCu1rQsgZ/s400/Zubzip_5912.jpg&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff0000;&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color:#ff6600;&quot;&gt;นมถั่วเหลือง&lt;/span&gt; ดีกว่า &lt;span style=&quot;color:#ff6600;&quot;&gt;นมวัว&lt;/span&gt; จริงเหรอ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color:#000099;&quot;&gt;&quot;ที่เค้าว่านมถั่วเหลืองดีอย่างโน้นอย่างนี้ แถมราคาก็ถูกกว่านมวัว แล้วอย่างนี้เราจะหันมาดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัวซะเลยจะดีไหม&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามนี้เคยเกิดขึ้นในใจ คุณบ้างรึเปล่า? วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยที่ว่านี้กันให้ชัด ๆ เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน เรื่องของโปรตีน ถ้าทำน้ำถั่วเหลืองจากสูตร ถั่วเหลือง 1 ส่วนต่อน้ำ 8 ส่วน จะได้โปรตีนใกล้เคียงกับนมวัว คือ ดื่มนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) จะได้โปรตีน ประมาณ 6 กรัม (นมวัว 1 แก้ว จะได้โปรตีนประมาณ 7 กรัม) แต่คุณภาพโปรตีนในนมวัวมีความสมบูรณ์ของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของ โปรตีนดีกว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองที่มาจากพืช แต่คุณภาพของโปตีนในนมถั่วเหลือง ก็สามารถเสริมให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเติมเครื่องต่าง ๆ อย่างที่นิยมกัน เช่น ลูกเดือย สาคู ถั่วแดงลงไป ได้ทั้งความอร่อยแถมคุณค่าของโปรตีนสมบูรณ์ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พลังงานที่ได้จากนมวัวจะมีไขมันมากกว่านมถั่วเหลืองถึง 2 เท่า คือนม วัว 1 แก้วจะให้พลังงาน ประมาณ 170 แคลอรี่ ส่วนนมถั่วเหลืองจะให้เพียง 80 แคลอรี่ เท่านั้น แต่คนที่ดื่มนมถั่วเหลืองเติมน้ำตาลมาก จนมีรสหวานกว่านมสดรสหวาน ก็จะได้พลังงานทั้งหมดพอ ๆ กัน แม้ว่านมถั่วเหลืองจะให้แคลเซียมที่น้อยกว่านมวัว แต่ให้ธาตุเหล็กและวิตามินบีหนึ่งที่มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนนมวัวไม่ได้ เพราะจะมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัวอยู่มาก แต่หากมีการเสริมแคลเซียมลงในนมถั่วเหลือง ก็เท่ากับว่าเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้สมบูรณ์มากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นอาหารเสริมก็ควรดื่ม วันละ 1-2 แก้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเป็น นมถั่วเหลืองธรรมดา ที่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียม ขอแนะนำให้ดื่มนมวัวบ้างประมาณวันละ 1-2 แก้ว สำหรับผู้ใหญ่ หรือ 2-3 แก้วสำหรับเด็ก เช่นเดียวกับหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร เพื่อจะได้แคลเซียมอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในสภาวะนั้นๆ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;</description><link>http://moddum27.blogspot.com/2010/06/blog-post_16.html</link><author>noreply@blogger.com (modtanoy)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEhgJFlYEuyjdTeNeL9HCYeNjNnDDDHdsy77e-o7huVX7FyOZZZRHRkFtaoM9ppTNllKWhr6j0V0hKq-HEyYRsa68IAS5HwyIu9lMMm7vCEzb7pt5U26pW9ceiOmAFjAEVmgCu1rQsgZ/s72-c/Zubzip_5912.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-327007645420546.post-3073837601531364314</guid><pubDate>Tue, 15 Jun 2010 04:23:00 +0000</pubDate><atom:updated>2010-06-21T10:59:02.471-07:00</atom:updated><title>&quot;เสาวรส&quot;...ผลไม้มากคุณค่า</title><description>&lt;a href=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgxw_HNwPY35knFvfgQCEg_5iQ-oa8sRsRvJhMuhbLBDW1k_P2jRl-seC6tSXeFxseztsZFLcl3SoQ9nmHq__Eq502iiIADWd3EnwtdRDlG7QrmHFESVlcFLH8C-sFrLgvW3iz2EQ_1/s1600/Passion_fruit.jpg&quot;&gt;&lt;img style=&quot;display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 300px;&quot; src=&quot;https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgxw_HNwPY35knFvfgQCEg_5iQ-oa8sRsRvJhMuhbLBDW1k_P2jRl-seC6tSXeFxseztsZFLcl3SoQ9nmHq__Eq502iiIADWd3EnwtdRDlG7QrmHFESVlcFLH8C-sFrLgvW3iz2EQ_1/s400/Passion_fruit.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot;id=&quot;BLOGGER_PHOTO_ID_5485287958406236338&quot; /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เสาวรส เป็นผลไม้เขตร้อน ให้คุณประโยชน์ทางโภชนาการสูง มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตาปรับสมดุลในร่างกาย ให้สดชื่นนอกจากนี้ยังช่วยสมานผิว ลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าสามารถนำไปเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้ดีอีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ด้วยเหตุนี้ ช่อลัดดา เที่ยงพุก นักวิจัยฝ่ายกระบวนการผลิตและแปรรูป สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะนำว่า เสาวรส หรือ กระทกรก กระทกรกฝรั่ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Passifora spp. พบครั้งแรกที่ประเทศเม็กซิโก และนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2498 มี 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์สีม่วง เมื่อผลสุกผิวมีสีม่วงเข้ม มีรสชาติหวาน กลิ่นหอม นิยมรับประทานสด , พันธุ์สีเหลือง เมื่อผลสุกผิวมีสีเหลืองเป็นมัน เปลือกหนา มีรสเปรี้ยว เหมาะสำหรับการแปรรูปเป็นเครื่องดื่มผสมน้ำผลไม้ชนิดต่างๆและ &quot;พันธุ์ลูกผสมสีหลืองและสีม่วง&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    &lt;br /&gt;ช่อลัดดา นักวิจัย มก. กล่าวถึงคุณประโยชน์ที่ได้จากเสาวรส มีคุณค่าทั้งวิตามินเอ และวินตามินซี &quot;คุณประโยชน์ของเสาวรสที่นำมาทำเป็นน้ำเสาวรสมีทั้งวิตามินเอ บำรุงสายตาช่วยรักษาสภาพเยื่อบุผิว มีวิตามินซี ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค นำไปปรุงแต่งกินประกอบอาหาร ขนมต่างๆ อีกทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณ ใช้ทาหน้าก่อนนอน ลดรอยเหี่ยวย่น และช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับร่างกาย ลดอาการวิงเวียนคลื่นไส้ บรรเทาอาการจากโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ฟื้นฟูตับและไตที่อ่อนแอ กำจัดสารพิษในเลือด ลดไขมันในเลือด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะของเสาวรสจะมี &lt;br /&gt;ยอดอ่อน ที่สามารถรับประทานได้ มีรสชาติขมเล็กน้อย &lt;br /&gt;เนื้อหุ้มเมล็ด ในผล รับประทานสดได้ มีกากใยอาหาร &lt;br /&gt;ใบสด ใช้พอกแก้หิด &lt;br /&gt;ดอก ใช้ขับเสมหะ แก้ไอ&lt;br /&gt;ต้นสด ห้ามนำมารับประทานเพราะอาจถึงตายได้&lt;br /&gt;เปลือก เป็นอาหารสัตว์ และนำมาทำปุ๋ยหมักได้ ส่วน &lt;br /&gt;เมล็ด มีสารยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา และโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ในประเทศอิตาลีได้ผลิตน้ำมันจากเมล็ดของเสาวรส และนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์กันแดด ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดการอักเสบของสิว ช่วยลดจุดด่างดำ เนื่องจากมีวิตามินซีสูงและวิตามินเอช่วยสมานผิวรักษาเยื่อบุผิวหนัง ซึ่งในทางอโรมาจัดว่า น้ำเสาวรสเป็นน้ำมันที่ให้ความผ่อนคลายในการนวดได้ดี และนิยมใช้นวดบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ดีอีกด้วย</description><link>http://moddum27.blogspot.com/2010/06/blog-post.html</link><author>noreply@blogger.com (modtanoy)</author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgxw_HNwPY35knFvfgQCEg_5iQ-oa8sRsRvJhMuhbLBDW1k_P2jRl-seC6tSXeFxseztsZFLcl3SoQ9nmHq__Eq502iiIADWd3EnwtdRDlG7QrmHFESVlcFLH8C-sFrLgvW3iz2EQ_1/s72-c/Passion_fruit.jpg" height="72" width="72"/><thr:total>0</thr:total></item></channel></rss>