<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/atom10full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearch/1.1/" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" gd:etag="W/&quot;A0MDRX88fSp7ImA9WhRaGUw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846</id><updated>2012-02-22T21:04:34.175+07:00</updated><category term="ฟาติมาสาร" /><category term="สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16" /><category term="สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2" /><category term="วาติกัน" /><category term="คาทอลิกทั่วโลก" /><title>Pope Report</title><subtitle type="html">"Follow Pope Report is to follow Pope Benedict XVI"</subtitle><link rel="http://schemas.google.com/g/2005#feed" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/posts/default" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.popereport.com/" /><link rel="next" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25&amp;redirect=false&amp;v=2" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><generator version="7.00" uri="http://www.blogger.com">Blogger</generator><openSearch:totalResults>339</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/atom+xml" href="http://feeds.feedburner.com/popereport/zQbG" /><feedburner:info uri="popereport/zqbg" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><entry gd:etag="W/&quot;A0MDRXw7cCp7ImA9WhRaGUw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-4972248541699497559</id><published>2012-02-22T21:00:00.003+07:00</published><updated>2012-02-22T21:04:34.208+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-02-22T21:04:34.208+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - อีกหนึ่งสังฆราชที่ “โป๊ป” ร่วมเลือก (26 ก.พ. 2012)</title><content type="html">&lt;b style="color: blue;"&gt;ย้อนกลับไปเมื่อวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (วันฉลองแม่พระแห่งลูร์ด) วาติกันได้ออกประกาศการแต่งตั้งพระสังฆราชคาทอลิกใหม่ 5 องค์ โดย 2 จาก 5 จัดเป็นเคสน่าสนใจมาก ที่บอกน่าสนใจเพราะคนหนึ่งเป็นพระสังฆราชใหม่ของเมืองลูร์ด ซึ่งพระสันตะปาปาทรงลงมาข้องเกี่ยวในการเลือกด้วยพระองค์เอง ส่วนอีกคนหนึ่ง กลายเป็นพระสังฆราชคาทอลิกที่อายุน้อยสุดในโลกไปแล้ว &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1p0HE8HoE0ALBBIPRZ33gBP1bJJ_O65uWM-UuHwAVTtuoR2GClU6ZZm4vp-ptbLZQOCwdDEoc5AFAeoBgD__zakQ/4-Bishops.jpg?psid=1" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ตั้งแต่ติดตามก้าวแรกในสมณสมัยการปกครองของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 แบบใกล้ชิด 7 ปีเต็ม ผมจำได้ว่า มีพระสังฆราชผู้ปกครองสังฆมณฑลเพียง 3 องค์เท่านั้นที่ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ทรงลงมาข้องเกี่ยวในการเลือกและแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ (อาจมีมากกว่านี้ แต่ผมจำได้แค่สามท่าน) คนแรกก็คือ &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระอัครสังฆราช โจเซ่ โกเมส”&lt;/b&gt; พระอัครสังฆราชแห่งลอส แองเจลีส สหรัฐอเมริกา, คนที่สองคือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“พระคาร์ดินัล อันเจโล่ สโคล่า”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; พระอัครสังฆราชแห่งมิลาน อิตาลี และคนที่สามคือ &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระสังฆราช ฟรานเชสโก้ โมราเลีย”&lt;/b&gt; พระอัยกาแห่งเวเนเซีย (เวนิส) อิตาลี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ปกติแล้ว เวลาเลือกพระสังฆราชใหม่ ผู้ที่ทำการตัดสินใจหลักๆ จะเป็นคณะพระคาร์ดินัลในสมณกระทรวงเพื่อพระสังฆราช ส่วนพระสันตะปาปาจะมีหน้าที่แค่ลงนามเท่านั้น แต่กับ 3 เคสที่บอกไป มีความจำเป็นแตกต่างกันไปที่พระสันตะปาปาต้องลงมาข้องเกี่ยวด้วยตัวเอง&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;เคสแรกของพระอัครสังฆราชโกเมส ตอนนั้น อัครสังฆมณฑลลอส แองเจลีส กำลังระส่ำหนักจากการที่ พระคาร์ดินัล ฌอน มาโฮนี่ย์ พระอัครสังฆราชองค์ก่อน ปกปิดเรื่องอื้อฉาว พอถึงคราวเปลี่ยนพระสังฆราช พระสันตะปาปาจึงต้องลงมาเลือกคนที่ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ใช่”&lt;/b&gt; และมีความสามารถสุดๆในการกอบกู้ความศรัทธาจากชาวอเมริกัน ซึ่งเมื่อพระสันตะปาปาพิจารณาแล้ว คนที่เหมาะสมสุดก็คือพระอัครสังฆราชโกเมสนั่นเอง ... เคสที่สองของพระคาร์ดินัลสโคล่า (ผมเคยเขียนลงฟาติมาสารไปแล้วว่า คนนี้มีสิทธิ์เป็นพระสันตะปาปาองค์ต่อไป) พระสันตะปาปาต้องลงมาข้องเกี่ยวอีกครั้ง เพราะอัครสังฆมณฑลมิลานเป็นหนึ่งในสังฆมณฑลที่ใหญ่สุดในโลก นี่คืออัครสังฆมณฑลที่กำหนดบทบาทหลายอย่างในพระศาสนจักรคาทอลิก ผู้ปกครองอัครสังฆมณฑลนี้มักจะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นพระสันตะปาปาองค์ใหม่เสมอ (องค์ล่าสุดคือ &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระคาร์ดินัล โจวานนี่ บัตติสต้า มอนตินี่”&lt;/b&gt; ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็น &lt;b style="color: blue;"&gt;“สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6”&lt;/b&gt; นั่นเอง) ... เคสที่สามเป็นของพระสังฆราชโมราเลีย เคสนี้เพิ่งเกิดสดๆร้อนๆ เมื่อ 31 มกราคม 2012 พระอัยกาแห่งเวเนเซียคนก่อนหน้านี้คือ &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระคาร์ดินัลสโคล่า”&lt;/b&gt; ซึ่งถูกย้ายไปปกครองมิลาน อัครสังฆมณฑลเวเนเซียมีความสำคัญต่อพระศาสนจักรไม่แพ้อัครสังฆมณฑลมิลาน เพราะนี่ก็เป็นเมืองผลิตพระสันตะปาปาหลายองค์ อาทิ &lt;b style="color: blue;"&gt;สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ที่ 23&lt;/b&gt; (ปัจจุบันเป็นบุญราศี) และ &lt;b style="color: blue;"&gt;สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 1&lt;/b&gt; ดังนั้น ผู้จะมาปกครองเวเนเซียจึงต้องถูกคัดแบบเน้นๆหน่อย และพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ก็ตัดสินใจเลือก พระสังฆราชโมราเลีย นั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ล่าสุด สมองผมต้องบันทึกพระสังฆราชคนที่ 4 ที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ทรงเลือกด้วยพระองค์เอง นั่นคือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“พระสังฆราช นิโกลาส์ โบรว์เวต์”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; วัย 50 ปี โดยพระสันตะปาปาทรงเลือกพระสังฆราชองค์นี้ให้เป็นพระสังฆราชแห่ง &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“สังฆมณฑลตาร์บส์และลูร์ด ประเทศฝรั่งเศส”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; หรือพูดง่ายๆ นี่คือเมืองของแม่พระแห่งลูร์ด นั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;สำหรับประวัติพระสังฆราชโบรว์เวต์ ท่านจบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยเกรโกเรียน กรุงโรม จากนั้น ค.ศ.1996-1998 ถูกส่งไปทำงานในกรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล และช่วยสอนภาษาฝรั่งเศสให้กับเด็กนักเรียนที่นั่น มาถึง ค.ศ.2008 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชผู้ช่วยแห่งสังฆมณฑลน็องแตร์ ด้วยความที่เป็นคนสายอนุรักษ์นิยมและรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของพระศาสนจักรอย่างเคร่งครัด ชื่อเสียงของท่านจึงดังไปถึงวาติกันว่าเป็นคนรุ่นใหม่แต่เปี่ยมด้วยความรู้ด้านประเพณีวัฒนธรรมของพระศาสนจักรอย่างล้นเหลือ ที่สำคัญ ท่านเชี่ยวชาญการถวายมิสซาลาตินแบบสุดๆ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;ผลงานที่เด่นชัดและพระสันตะปาปาทรงสนใจมากสุด ก็คือ เมื่อวันคริสต์มาสปีที่แล้ว พระสังฆราช นิโกลาส์ โบรว์เวต์ ได้ถวายมิสซาสมโภชพระคริสตสมภพ (มิสซาเที่ยงคืน) ในรูปแบบมิสซาลาตินตามที่พระสันตะปาปาทรงอนุญาต&lt;/b&gt; มิสซาดังกล่าวมีสัตบุรุษมาร่วมเกือบหมื่นคน แถมคนที่มาร่วมไม่ได้มีผู้อาวุโสที่เกิดทันมิสซารูปแบบนี้เท่านั้น แต่ยังมีเยาวชนคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่มาร่วมด้วย นอกจากนี้ พระสังฆราชโบรว์เวต์ ยังมีพรสวรรค์ในการจัดกิจกรรมเสริมศรัทธา อาทิ การจาริกแสวงบุญ ในวันสมโภชพระจิตเจ้า ท่านได้รื้อฟื้นประเพณีเดินจาริกแสวงบุญจากกรุงปารีสไปยังเมืองชาร์ตส์ ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร (ถ้านึกไม่ออก ก็ขอให้นึกถึง การเดินเท้าจากกรุงเทพฯ – ราชบุรี) งานนี้ มีสัตบุรุษมาร่วมอย่างคับคั่ง เพราะพวกเขาอยากให้ธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;อย่างไรก็ตาม ซานโดร มาจิสแตร์ นักข่าวอาวุโสสายวาติกันที่มีคอนเน็กชั่นซึ้ปึ๊กกับบรรดาพระคาร์ดินัลระดับบิ๊กๆในวาติกัน ชี้ว่า เหตุผลแท้จริงของการแต่งตั้งนี้ เกิดจากการที่พระสันตะปาปาต้องการพระสังฆราชที่มีหัวอนุรักษ์นิยมและเคร่งครัดเหมือนกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้&lt;/b&gt; (ฝรั่งเศสมีคริสตังที่เคร่งแบบเลอแฟ๊บวร์เยอะ พวกเขาอยากร่วมมิสซาลาติน แต่ไม่ได้ต้องการเข้ากลุ่มเลอแฟ๊บวร์ที่กำลังเตรียมแตกหักกับพระศาสนจักร) เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เหมาะสมที่สุดในฝรั่งเศสก็คือพระสังฆราช นิโกลาส์ โบรว์เวต์ นั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;การที่ ลูร์ด ไม่ใช่สังฆมณฑลใหญ่ระดับพระคาร์ดินัลปกครอง แต่การที่พระสันตะปาปาทรงลงมามีส่วนร่วมกับการเลือกพระสังฆราชให้สังฆมณฑลนี้ แสดงให้เห็นว่า ลูร์ดเป็นสังฆมณฑลระดับโลกอย่างแท้จริง การมอบหมายให้ พระสังฆราชโบรว์เวต์ ซึ่งอายุยังไม่ 50 ปี มาทำหน้าที่บริหานั้น แสดงให้เห็นว่า พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ทรงเชื่อมือและเชื่อใจคนหนุ่มท่านนี้แบบสุดๆ ฉะนั้น จากนี้ไปถ้าใครไปแสวงบุญเมืองลูร์ด คงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชวนศรัทธามากยิ่งไปอีกอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..... &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" height="400" src="http://4.bp.blogspot.com/-CZcaF7J9xnA/T0T01B2toWI/AAAAAAAABlo/q1JXX6cHFzA/s400/1.jpg" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" width="353" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="color: black; font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;พระสังฆราช ลินาส โวโดปยาโนวาส&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;จบจากการแต่งตั้งพระสังฆราชแห่งเมืองลูร์ด ก็มาถึงอีกหนึ่งการแต่งตั้งพระสังฆราชในวันเดียวกันที่สร้างสถิติใหม่ในพระศาสนจักร เมื่อพระสันตะปาปาทรงแต่งตั้ง &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“พระสังฆราช ลินาส โวโดปยาโนวาส” &lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;วัย 38 ปี ให้เป็นพระสังฆราชผู้ช่วยแห่งสังฆมณฑลเตลเชย์ ประเทศลิธัวเนีย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; พระสังฆราชองค์นี้สังกัดคณะฟรานซิสกัน ท่านเกิดวันที่ 8 มิถุนายน 1973 จากนั้น รับศีลบวชเป็นสงฆ์วันที่ 15 กรกฏาคม 2000 (บวชอายุ 27 ปี) ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2012 &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;... สถิติดังกล่าว ทำให้ตอนนี้ ท่านเป็นพระสังฆราชคาทอลิกที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเองครับ &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif;"&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-4972248541699497559?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hUunx66RoyxQuO6048vkWjrG1D4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hUunx66RoyxQuO6048vkWjrG1D4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hUunx66RoyxQuO6048vkWjrG1D4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/hUunx66RoyxQuO6048vkWjrG1D4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/8kdhJ9Yvcpo" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/4972248541699497559/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2012/02/26-2012.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4972248541699497559?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4972248541699497559?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/8kdhJ9Yvcpo/26-2012.html" title="ฟาติมาสาร - อีกหนึ่งสังฆราชที่ “โป๊ป” ร่วมเลือก (26 ก.พ. 2012)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://4.bp.blogspot.com/-CZcaF7J9xnA/T0T01B2toWI/AAAAAAAABlo/q1JXX6cHFzA/s72-c/1.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2012/02/26-2012.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CkABR3k9eSp7ImA9WhRaFEw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-8518915419997903551</id><published>2012-02-16T23:45:00.004+07:00</published><updated>2012-02-16T23:45:56.761+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-02-16T23:45:56.761+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - สัมมนาวาติกัน &amp; อำลาสมณทูต (19 ก.พ. 2012)</title><content type="html">&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;เกริ่นไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า วาติกันได้เชิญสภาพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลกและอธิการเจ้าคณะนักบวชคาทอลิกทุกสำนัก ให้มาร่วมประชุมการป้องกันและการแก้ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ ภายใต้หัวข้อ “TOWARDS HEALING AND RENEWAL” (ก้าวไปสู่การเยียวยาและการเริ่มต้นใหม่) การประชุมนี้จัดที่มหาวิทยาลัยเกรโกเรี่ยน กรุงโรม ระหว่างวันที่ 6-9 กุมภาพันธ์ 2012 ... วันนี้ ผมจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้รับทราบกันว่า ทั่วโลกเขาตื่นตัวเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="228" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1p-qX8UwVj1I5I8iwtvvUjUCaB4UIOWQJmtvt8yhSGF9ZCySVVY-pAjsgdi3YNuEO7siFaW4mElriG3hwH6E2sCA/Benedetto%20XVI%20151470%201.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การประชุมนี้ เปิดงานด้วยสารที่พระสันตะปาปาทรงส่งถึงบรรดาพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลก ใจความว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“การเยียวยาเหยื่อสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในกลุ่มคริสตชน สิ่งนี้ต้องควบคู่ไปกับการฟื้นฟูขั้นพื้นฐานของพระศาสนจักรคาทอลิกทุกระดับ พ่อขอให้ทุกท่านสานต่อความตั้งใจในการสร้างวัฒนธรรมในพระศาสนจักร วัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพในการป้องกันและให้กำลังใจเหยื่อสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้น วาติกันได้ทำเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ด้วยการเชิญ &lt;b style="color: purple;"&gt;“แมรี่ คอลลินส์”&lt;/b&gt; คริสตังชาวไอริชวัย 60 ปี มากล่าวแบ่งปันต่อหน้าพระสังฆราชทั่วโลก สำหรับประวัติของคุณป้าคนนี้ ตอนอายุ 13 ปีเคยถูกสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศ แต่เก็บเรื่องไว้หลายสิบปีเพราะกลัวและอับอาย พออายุ 47 ปี เข้าไปแจ้งพระคาร์ดินัลว่าตนเคยถูกกระทำแบบนี้ แต่พระคาร์ดินัลไม่เชื่อและปกป้องสงฆ์ที่กระทำผิด เรื่องราวของเธอจึงโด่งดังไปทั่วไอร์แลนด์ วาติกันจึงเชิญเธอมากล่าวแบ่งปันต่อหน้าพระสังฆราชทั่วโลก (จริงๆแล้ว ต้องเรียกว่า เชิญมาระบายความในใจมากกว่า) คุณป้าท่านนี้ขึ้นกล่าวแบบไม่ยั้งว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“ตอนนี้ ฉันไม่ต้องการคำขอโทษจากพระศาสนจักร เพราะมันไม่มีค่าและไม่เพียงพอ สิ่งที่ฉันต้องการคือพระศาสนจักรต้องยอมรับ ต้องมีสามัญสำนึกและต้องกล้าให้เกิดการตรวจสอบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น”&lt;/b&gt; ... การเชิญผู้ที่ถูกสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศมากล่าวที่วาติกัน ถือได้ว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรที่วาติกันกล้าแสดงสปิริตถึงแบบนี้ กล้าเชิญให้เขามาพูดและระบายความในใจ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากการกล่าวของคุณป้าคอลลินส์ ก็เป็นการบรรยายจาก &lt;b style="color: blue;"&gt;“มองซินญอร์ สตีเฟ่น โรซาติ” &lt;/b&gt;สงฆ์นักจิตวิทยา ผู้บำบัดรักษาสงฆ์ป่วยทางจิตที่ก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศในอเมริกามากว่า 10 ปี โดยมองซินญอร์โรซาติ บรรยายให้พระสังฆราชฟังว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“พวกสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศจะเหมือนกับพวกติดยาและพวกขี้เหล้า กล่าวคือ พวกเขาจะโกหกและจะปฏิเสธไว้ก่อน เมื่อถูกตั้งข้อกล่าวหา พวกเขาจะพูดเสมอว่า มันเป็นข้อกล่าวหาผิดๆ คนพวกนั้นต้องการทำลายชื่อเสียงของผม แต่จากประสบการณ์นับ 10 ปีของพ่อ (มองซินญอร์โรซาติ) ประสบการณ์สอนว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของพวกสงฆ์ที่พูดแบบนี้ ที่สุดแล้ว ดิ้นไม่หลุดจากหลักฐานสักราย”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการสัมมนานี้ พระสันตะปาปาและวาติกันมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะแก้ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศให้หมดไปอย่างจริงจัง นอกจากจะจัดงานสัมมนาแล้ว ยังมีพิธีภาวนาขอษมาโทษบาปต่อพระเจ้า จากการที่พระศาสนจักรคาทอลิกปกปิดคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ พิธีนี้ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;พระคาร์ดินัล มาร์ก อวยเล็ต&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ประธานสมณกระทรวงเพื่อพระสังฆราช เป็นประธาน โดยพระคาร์ดินัลกล่าวแบ่งปันในพิธีว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“มันเป็นความอัปยศครั้งใหญ่และความอับอายอันใหญ่หลวงที่เกิดจากโศกนาฏกรรมสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ เรื่องพวกนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงปฏิบัติตนให้เห็นเป็นแบบอย่างในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ในช่วงบั้นปลายชีวิตของพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2&amp;nbsp; เราเห็นได้ชัดเจนว่า พระคาร์ดินัล โยเซฟ รัตซิงเกอร์ (พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน) ได้ร่วมมือกับ พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 จัดการลงโทษสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรง พอมาในสมณสมัยของพระองค์ พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงกล้าออกไปพบและขอโทษเหยื่อสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ พระองค์ทรงไปสวดภาวนาและร้องไห้ไปกับพวกเขา พระองค์แสดงให้เห็นแล้วว่า เหยื่อสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศต้องไม่ถูกมองข้าม เพียงเพราะพระศาสนจักรต้องการปกป้องชื่อเสียงของตน” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังการภาวนาจบลง วาติกันได้เชิญ &lt;b style="color: blue;"&gt;มองซินญอร์ ชาร์ลส์ สคิคลูน่า&lt;/b&gt; ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม (PROMOTOR OF JUSTICE) แห่งสมณกระทรวงหลักความเชื่อ หน่วยงานสำคัญสุดของวาติกัน มาแบ่งปันด้วย มองซินญอร์คนนี้ทำงานร่วมกับพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันมานานกว่า 10 ปีในการแก้ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อได้รับเชิญให้พูด มองซินญอร์ได้กล่าวถึงทวีปเอเชียแบบตรงๆว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระศาสนจักรในเอเชียเงียบผิดปกติมากเกี่ยวกับปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากฟิลิปปินส์ สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศอื่นๆในเอเชีย ช้ามากในการปรับตัวตามสันตะสำนักที่มุ่งกำจัดการล่วงละเมิดทางเพศ ตอนนี้ วาติกันกำลังหารือกับสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งทวีปเอเชีย ในการเปลี่ยนวัฒนธรรมในการกล้าทำลายความเงียบและแจ้งพระสังฆราชถึงเรื่องที่เกิดขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศในเอเชีย ถึงมีคดีน้อยมาก เมื่อเทียบกับยุโรปและอเมริกา”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไฮไลต์สุดท้ายของการประชุม วาติกันได้เชิญ &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระอัครสังฆราช หลุยส์ อันโตนิโอ ตาเกล”&lt;/b&gt; พระอัครสังฆราชแห่งมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ มากล่าวถึงสถานการณ์ในเอเชีย โดยพระอัครสังฆราชตาเกล กล่าวว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“ความเงียบยังคงปกคลุมคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศในเอเชีย เนื่องจากความเชื่อทางวัฒนธรรมและสังคมที่ต้องการรักษาหน้าตาของตัวเองและวงศ์ตระกูล พ่อไม่ปฏิเสธว่าสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหาในเอเชีย แต่จนถึงวันนี้ รายงานสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ มีน้อยกว่ารายงานสงฆ์ถูกจับได้ว่าแอบลักลอบมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงเสียอีก”&lt;/b&gt; ... พระอัครสังฆราชตาเกล เป็นหนึ่งในพระสังฆราชที่อายุน้อยมาก ท่านได้รับการอภิเษกเป็นพระสังฆราชตอนอายุ 43 ปี ส่วนปัจจุบันอายุ 55 ปี พระอัครสังฆราชตาเกล ทำงานร่วมกับพระคาร์ดินัลรัตซิงเกอร์ (พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน) ในสมณกระทรวงหลักความเชื่อและการป้องกันสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศมานานกว่า 10 ปี พระสันตะปาปาทรงรักและชื่นชมในพรสวรรค์ของพระอัครสังฆราชองค์นี้มากๆ ส่วนสื่อมวลชนคาทอลิกทั่วโลก ก็ยกย่องไม่แพ้กัน โดยยกย่องถึงขนาดขนานนามว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“โคลนนิ่งของรัตซิงเกอร์ในทวีปเอเชีย”&lt;/b&gt; เลยทีเดียว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
.... ทั้งหมดก็เป็นรายละเอียดแบบเจาะลึกถึงการสัมมนาที่วาติกันจัดขึ้น จะเห็นได้ว่า ปี 2012 พระสันตะปาปาและวาติกัน ได้วางนโยบายระดับโลกไว้ที่การแก้ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ ดังนั้น ก็หวังว่า การชำระพระศาสนจักรให้บริสุทธิ์จะประสบผลสำเร็จด้วยดี ... ต่อไป ก็มาถึงข่าวใหญ่ที่คริสตังไทยยังไม่รู้ นั่นคือ &lt;b style="color: blue;"&gt;“สมณทูตย้ายแล้ว”&lt;/b&gt; นะครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมนั่งเช็คอีเมลข่าวที่วาติกันจะต้องส่งให้ทุกวัน ตอนแรกอ่านไปเรื่อยก็ไม่พบอะไร แต่พออ่านประโยคสุดท้าย วาติกันประกาศอย่างเป็นทางการว่า &lt;b style="color: red;"&gt;“พระสันตะปาปาทรงแต่งตั้ง พระอัครสังฆราช โจวานนี่ ดานิเอลโล่ สมณทูตวาติกันประจำประเทศไทย, ลาว, พม่า และกัมพูชา ให้ไปรับหน้าที่ใหม่ด้วยการเป็นสมณทูตประจำประเทศบราซิล”&lt;/b&gt; ประกาศแบบนี้ เท่ากับปิดฉากการทำหน้าที่สมณทูตประจำประเทศไทย ไว้ที่ 1 ปี 5 เดือน (22 ก.ย. 2010 - 10 ก.พ. 2012)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านข่าวนี้ ผมถึงกับอึ้ง ไม่คิดว่าสมณทูตองค์นี้จะมาเร็วไปเร็วขนาดนี้ ผมไม่รู้ว่าสาเหตุการโยกย้ายครั้งนี้คืออะไร แต่จากการวิเคราะห์ของผมเอง ผมมั่นใจว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“นี่คือการย้ายเพื่อไปรับงานที่ใหญ่กว่าและสำคัญกว่ามากๆ”&lt;/b&gt; อย่าลืมว่า ปีหน้า (2013) บราซิลจะเป็นเจ้าภาพงานเยาวชนโลก ซึ่งจะมีเยาวชนคาทอลิกนับล้านไปเยือน และพระสันตะปาปาก็จะไปร่วมงานด้วย (หมายความว่า พระสันตะปาปาจะไปพักที่บ้านทูตวาติกันประจำบราซิล ซึ่งพระอัครสังฆราชดานิเอลโล่ จะมีหน้าที่ต้อนรับนั่นเอง)&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ หากใครติดตามสถานการณ์คาทอลิกในบราซิล จะพบว่า บราซิลเป็นประเทศที่มีคริสตังมากสุดในโลกก็จริง แต่คริสตังในบราซิลลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ลดจำนวนไม่ว่า แต่ดันมีความแตกแยกทางความเชื่อเทวศาสตร์อีก สงฆ์คาทอลิกบราซิลบางคนพยายามปลูกฝัง&lt;b style="color: red;"&gt;เทวศาสตร์แห่งการปลดปล่อย (LIBERATION THEOLOGY)&lt;/b&gt; เทวศาสตร์ที่สอนว่า พระเยซูเป็นผู้ปลดปล่อยอิสระภาพให้รอดพ้นจากการกดขี่ทางสังคมและการเมือง นี่เป็นเทวศาสตร์ที่สวนทางกับความเชื่อคาทอลิกจำนวนมาก ซึ่งได้รับการสอนว่าพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอดพ้นจากบาป (ไม่ใช่รอดพ้นจากการถูกกดขี่ทางสังคม) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดถึง พระอัครสังฆราช โจวานนี่ ดานิเอลโล่ หลายคนมักจะถามผมว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“คิดว่า สมณทูตองค์นี้เป็นอย่างไร”&lt;/b&gt; เพราะจากภาพที่ปรากฏ สมณทูตองค์นี้จะไม่ออกสื่อมากนัก แต่เลือกจะเก็บตัวเงียบๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากประสบการณ์ล้ำค่าหนึ่งครั้งที่ได้รับ ผมเคยได้รับเชิญให้เข้าไปทานอาหารเย็นกับสมณทูตองค์นี้ที่สถานทูตวาติกัน (ถนนสาทร) ผมประทับใจสมณทูตดานิเอลโล่มากๆ หลังจากทานอาหารเสร็จ สมณทูตดานิเอลโล่เดินเข้ามาพูดกับผมว่า &lt;b style="color: red;"&gt;“ถ้ามีอะไร เดินมากดกริ่งหาเราได้เลยนะ เพราะบ้านนี้ (สถานทูตวาติกันประจำประเทศไทย) ไม่ใช่บ้านของเรา แต่เป็นบ้านของพระสันตะปาปาที่ต้องการเปิดต้อนรับสัตบุรุษทุกคน”&lt;/b&gt; นอกจากนี้ ยังมีหยอกแบบทีเล่นทีจริงว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“เมื่อไหร่จะแต่งงาน ถ้าแต่ง ต้องเรียกเราไปร่วมงานนะ” &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;เขียนถึงตรงนี้ ผมไม่รู้ว่า คนอื่นจะคิดอย่างไรกับสมณทูตองค์นี้ผู้รักการอยู่แบบเงียบๆและเรียบง่าย แต่สำหรับผมแล้ว ผมเอาใจช่วย พระอัครสังฆราช โจวานนี่ ดานิเอลโล่ กับหน้าที่ใหม่ในบราซิลอย่างเต็มที่ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อนาคต เราจะได้พบกันอีกครั้ง&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; text-align: center;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-8518915419997903551?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0uVL-ccQmc9uGB4OBaTIyAguhYQ/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0uVL-ccQmc9uGB4OBaTIyAguhYQ/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0uVL-ccQmc9uGB4OBaTIyAguhYQ/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/0uVL-ccQmc9uGB4OBaTIyAguhYQ/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/V4IppDx_KzI" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/8518915419997903551/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2012/02/19-2012.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/8518915419997903551?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/8518915419997903551?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/V4IppDx_KzI/19-2012.html" title="ฟาติมาสาร - สัมมนาวาติกัน &amp; อำลาสมณทูต (19 ก.พ. 2012)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2012/02/19-2012.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUAFQ385fip7ImA9WhRbFU4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-4824563891289332931</id><published>2012-02-06T21:09:00.003+07:00</published><updated>2012-02-06T21:15:12.126+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-02-06T21:15:12.126+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - สงฆ์แข็งข้อ ... เตรียมขยายสาขา (12 ก.พ. 2012)</title><content type="html">&lt;b style="color: blue;"&gt;สัปดาห์ที่ผ่านมา วาติกันได้เชิญสมาชิกสภาพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลกและอธิการเจ้าคณะนักบวชต่างๆ ให้มาร่วมประชุมเกี่ยวกับการป้องกันและการแก้ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ ภายใต้หัวข้อ “TOWARDS HEALING AND RENEWAL” (ก้าวไปสู่การเยียวยาและการเริ่มต้นใหม่) การประชุมนี้จัดที่มหาวิทยาลัยเกรโกเรี่ยน กรุงโรม ระหว่างวันที่ 6-9 กุมภาพันธ์ 2012&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="225" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pRVT3E1Ur77yvn9YpCV-b-gsdygLzfi7y769ZgWMy3r3R8XI5Qcr29IwC8b5Zqpg8hdTnF1Pg6dnSup84xu4y0Q/Helmut%20Schuller.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งานสัมมนาดังกล่าว พระสันตะปาปาและวาติกันคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะใช้เวทีดังกล่าว กล่าวขอโทษเหยื่อสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศอย่างเป็นทางการ (มีการเชิญเหยื่อสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศมาร่วมงานด้วย) นอกจากนี้ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ วาติกันจะจัดพิธีสวดทำวัตรเย็นขอโทษพระเจ้าและสัตบุรุษที่ผิดหวังจากการที่พระศาสนจักรคาทอลิก &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“เคย”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ปกป้องพวกสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศแบบไม่ลืมหูลืมตาด้วย ... สำหรับรายละเอียดของการประชุมครั้งนี้ ผมขอเก็บมาแบ่งปันในสัปดาห์หน้า เนื่องจาก ณ วันที่เขียนบทความนี้อยู่ การสัมมนายังไม่เริ่มขึ้นแต่อย่างใด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เชื่อว่า ทุกคนยังจำเรื่อง &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“กลุ่มสงฆ์แข็งข้อในออสเตรีย”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ซึ่งประกาศตนไม่นบนอบพระสังฆราชได้อย่างดี ตอนนี้ ระดับความน่ากลัวของสงฆ์กลุ่มนี้ได้รุนแรงถึงขั้นสุดแล้ว เพราะปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา กลุ่มสงฆ์แข็งข้อในออสเตรีย (สื่อต่างประเทศเรียก &lt;b style="color: red;"&gt;“REBELLION PRIESTS - กลุ่มสงฆ์กบฏ”&lt;/b&gt;) ได้ประกาศจะขยายสาขาไปยังทั่วโลก ทันทีที่กลุ่มสงฆ์แข็งข้อประกาศเจตนารมณ์ออกมาเช่นนี้ &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระคาร์ดินัล คริสโตฟ โชนบอร์น”&lt;/b&gt; ประธานสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งออสเตรียและยังเป็นพระอัครสังฆราชแห่งเวียนนา ถึงกับอยู่นิ่งไม่ได้จนต้องบินด่วนไปเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาเพื่อหารือแนวทางการรับมือสงฆ์กลุ่มนี้ การเข้าเฝ้าดังกล่าว เกิดในวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2012 ตอนแรก วาติกันพยายามปิดข่าวการเข้าเฝ้านี้เป็นความลับขั้นสุดยอด เพราะไม่อยากให้สัตบุรุษแตกตื่นกับข่าวสงฆ์แข็งข้อ แต่ปิดไม่มิด ยิ่งในยุคอินเตอร์เน็ท อย่าหวังว่าจะเก็บความลับได้ ที่สุดแล้ว นักข่าวสายวาติกันก็ล่วงรู้ถึงการเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาเพื่อหาทางรับมือปัญหานี้จนได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนของกลุ่มสงฆ์แข็งข้อในออสเตรีย เดิมใช้ชื่อ &lt;b style="color: red;"&gt;“ไม่นบนอบพระสังฆราช” (AUFRUF ZUM UNGEHORSAM)&lt;/b&gt; แต่ตอนนี้ ได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มตัวเองใหม่เป็น &lt;b style="color: red;"&gt;“INTERNATIONAL FEDERARION FOR A RENEWED CATHOLIC MINISTRY – สหพันธ์นานาชาติเพื่อการอภิบาลคาทอลิกแบบใหม่” นอกจากนี้ มีการเปิดตัวบรรดาสงฆ์คาทอลิกจากชาติต่างๆที่เข้าเป็นแนวร่วมด้วย ถึงตอนนี้ มีแนวร่วมทั้งหมด 7 ชาติ ได้แก่พวกสงฆ์แตกแถวจากประเทศออสเตรีย, ออสเตรเลีย, อังกฤษ, อเมริกา, แคนาดา, เนเธอร์แลนด์ และ ไอร์แลนด์&lt;/b&gt; สำนักงานใหญ่ของกลุ่มนี้ ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ... ถ้าอยากรู้จักมากขึ้น สามารถไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของกลุ่มได้ที่ &lt;a href="http://www.renewedcatholicministry.org/index.cfm" target="_blank"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;www.renewedcatholicministry.org&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัตถุประสงค์หลักๆของสงฆ์แข็งข้อ อยู่ที่การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสิ่งที่พระศาสนจักรปฏิเสธมาตลอดหลายทศวรรษ อาทิ ยกเลิกคำปฏิญาณ &lt;b style="color: blue;"&gt;“สงฆ์ต้องนบนอบต่อพระสังฆราช”&lt;/b&gt;, สนับสนุนให้สตรีบวชเป็นสงฆ์ได้, สงฆ์สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพระสงฆ์, ส่งเสริมให้สงฆ์ส่งศีลมหาสนิทให้กับ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ทุกคนที่มีจิตใจดีงาม”&lt;/b&gt; อาทิ คริสตังที่แต่งงานแล้วหย่าร้าง ก็สามารถรับศีลมหาสนิทได้, เมื่อถึงช่วงบทเทศน์ในมิสซา ผู้เทศน์ไม่จำเป็นต้องเป็นพระสงฆ์ แต่เป็นฆราวาสชายหญิงก็ได้ เนื่องจากฆราวาสบางคนแบ่งปันดีกว่าสงฆ์ด้วยซ้ำ และ ในทุกมิสซา สงฆ์ผู้ถวายมิสซาจะสวดภาวนาเพื่อให้เกิดการปฏิรูปกฏเกณฑ์ต่างๆในพระศาสนจักร โดยยึดแนวคิด &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ที่ใดที่พระเจ้าประทับอยู่ ที่นั่นย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการพูดตามสิ่งที่ตนคิด” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูจากวัตถุประสงค์แล้ว คงยากที่พระสันตะปาปาจะผ่อนปรนทำตามข้อเสนอ เมื่อเป็นเช่นนี้ &lt;b style="color: blue;"&gt;“มองซินญอร์ เฮลมุต ชูลเลอร์”&lt;/b&gt; ผู้นำกลุ่มสงฆ์แข็งข้อในออสเตรีย (อดีตเป็นประธาน &lt;b style="color: blue;"&gt;“คาริตัส ออสเตรีย”&lt;/b&gt;) จึงประกาศแผนยุทธศาสตร์อย่างชัดเจนว่า &lt;b style="color: red;"&gt;“ปี 2012 จะเป็นปีที่เราเปิดตัวสู่นานาชาติ นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้ว ดังนั้น ถึงเวลาที่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงในพระศาสนจักรคาทอลิก พ่อดีใจมากที่ได้เห็นคริสตังหลายคนตื่นตัวและเริ่มคิดถึงการเปลี่ยนแปลง ขอย้ำว่า เราไม่ต้องการแยกตัวออกไปจากพระศาสนจักร แต่เรารับไม่ได้ที่พวกผู้นำในพระศาสนจักรไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก”&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบัน พระศาสนจักรคาทอลิกออสเตรีย มีสงฆ์ประมาณ 4,200 องค์ ในจำนวนนี้ มีสงฆ์แข็งข้ออยู่ 400 คน (9.5 เปอร์เซนต์) ตัวเลขนี้น่ากลัวมาก เพราะเดือนกรกฏาคม 2011 ที่ผมรายงานเรื่องสงฆ์แข็งข้อเป็นครั้งแรก ตอนนั้น มีสมาชิกแค่ 300 คน แต่ครึ่งปีผ่านไป เพิ่มขึ้นมาอีก 100 คน ฉะนั้น ถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ สัดส่วนของสงฆ์แตกแถวพวกนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและลุกลามไปทั่วโลกแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: red;"&gt;
&lt;b&gt;... ฉะนั้นและฉะนี้ ปี 2012 จะเป็นปีที่หนักหนาสาหัสสำหรับพระสันตะปาปามากๆในการแก้ปัญหาพระสงฆ์คาทอลิก ไม่ว่าจะเป็นพวกสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศและพวกสงฆ์กบฏ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า พระสงฆ์คาทอลิกดีๆมีเยอะ แต่เรามาตกต่ำเพราะสงฆ์เกเรเหล่านี้ ดังนั้น ในฐานะฆราวาส เราก็ควรจะให้กำลังใจพระสงฆ์คาทอลิกดีๆต่อไป ที่สำคัญ อย่าทำตัวเป็น “ฆราวาสไร้คุณภาพ” ที่ชอบชวนให้สงฆ์ของพระคริสต์ออกนอกลู่นอกทางและทรยศต่อคำปฏิญาณที่ให้ไว้กับพระเจ้า เพราะถ้าเราทำตัวแบบนั้น เราก็คือซาตานที่มาล่อลวงผู้อื่นนั่นเอง&lt;/b&gt; &lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; text-align: center;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-4824563891289332931?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Nlg896V2vq--eoO4jZdhTrpo-n4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Nlg896V2vq--eoO4jZdhTrpo-n4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Nlg896V2vq--eoO4jZdhTrpo-n4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Nlg896V2vq--eoO4jZdhTrpo-n4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/_wt13KsIVdM" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/4824563891289332931/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2012/02/12-2012.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4824563891289332931?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4824563891289332931?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/_wt13KsIVdM/12-2012.html" title="ฟาติมาสาร - สงฆ์แข็งข้อ ... เตรียมขยายสาขา (12 ก.พ. 2012)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2012/02/12-2012.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkQFQXg6eip7ImA9WhRbEE4.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-6037232024099405881</id><published>2012-02-01T01:25:00.001+07:00</published><updated>2012-02-01T01:25:10.612+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-02-01T01:25:10.612+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - แม่พระประจักษ์ที่พระศาสนจักรรับรอง (ตอน 2) 5 ก.พ. 2012</title><content type="html">&lt;b style="color: blue;"&gt;สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนเรื่องแม่พระประจักษ์ พระศาสนจักรรับรอง ไปแล้ว 8 แห่ง แบ่งเป็น 5 แห่งในยุคที่สมณกระทรวงหลักความเชื่อยังไม่ถูกสถาปนาขึ้น (ยุคก่อน ค.ศ.1542) และอีก 3 แห่งในยุคที่สมณกระทรวงหลักความเชื่อได้รับการสถาปนา (ค.ศ.1542-ปัจจุบัน) มาวันนี้ เราจะมาต่อกันให้จบครบทุกเหตุการณ์ที่พระศาสนจักรคาทอลิกรับรองครับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ... &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;รายชื่อแม่พระประจักษ์ที่วาติกันรับรอง (ต่อ) ...&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1px5hyC9zQon6x355z_q4AAMyoap4ojlUUQPo0lvXL5OEC-1l9eucMophZrQIxXyO5nfeIJhc31vn3-3mvIA_HNA/Our%20Lady%20of%20La%20Salette.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;แม่พระแห่ง ลา ซาเล็ตต้า&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;4) แม่พระแห่งลา ซาเล็ตเต้ &lt;/b&gt;– การประจักษ์นี้ เกิดในวันที่ 19 กันยายน ค.ศ.1846 ณ หมู่บ้านบนหุบเขาลา ซาเล็ตเต้ ใกล้เมืองเกรอน็อบล์ ประเทศฝรั่งเศส แม่พระประจักษ์มาหาเด็กเลี้ยงแกะ 2 คน ได้แก่ &lt;b style="color: blue;"&gt;“เมลานี่ย์ กาลเวต์”&lt;/b&gt; และ &lt;b style="color: blue;"&gt;“มักซิแม็ง ชีโรด์”&lt;/b&gt; รายละเอียดในการประจักษ์นี้ แม่พระทรงร้องไห้และกล่าวกับเด็กทั้งสองว่า&lt;b style="color: red;"&gt; “คนสมัยนี้ไม่มีเวลาให้พระเจ้าเลย พระเจ้าทรงให้มนุษย์ทำงาน 6 วันและขอวันอาทิตย์ให้เป็นวันของพระเจ้า แต่มนุษย์ไม่ฟัง พอการเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่เกิดผล มนุษย์ก็ด่าว่าพระเจ้า ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดต่อไปจนถึงวันคริสต์มาสในปีนี้ มนุษย์จะเผชิญกับภาวะอดอยากรุนแรง โรคระบาดจะกระจายไปทั่วยุโรป คนนับล้านจะเสียชีวิต ส่วนคนฝรั่งเศสจะตาย 1 แสนคน ฉะนั้น ถ้าบ้านของพวกหนูมีเมล็ดข้าวสาลี จงอย่าหว่านมันลงบนดิน เพราะแมลงจะทำลายเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น”&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;4 เดือนหลังจากการประจักษ์ของแม่พระ ปรากฏว่า ฝรั่งเศสและชาติยุโรปเผชิญภาวะอดอยากและโรคระบาดตามที่แม่พระบอกไว้จริงๆ &lt;b style="color: blue;"&gt;“เลอ ฟิกาโร”&lt;/b&gt; หนังสือพิมพ์ฉบับเก่าแก่ของฝรั่งเศส ซึ่งวางแผงในวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ.1846 &lt;b style="color: blue;"&gt;รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจากภาวะอดอยากและโรคระบาดในยุโรปไว้ที่ 1.5 ล้านคน ในจำนวนนี้ เป็นชาวฝรั่งเศส 152,000 คน ตัวเลขเหล่านี้ตรงตามที่แม่พระบอกไว้ทุกประการ &lt;/b&gt;... ตอนแรกที่เด็ก 2 คนนี้นำเรื่องแม่พระประจักษ์ไปบอกพระสังฆราช ทั้งสองถูกหาว่าบ้า (ตามสูตรพระสังฆราชที่มองเด็กเลี้ยงแกะเป็นพวกไร้การศึกษา) แต่หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นตรงตามที่เด็กเคยพูดไว้ พระสังฆราชยอมรับฟังและส่งเรื่องให้วาติกันศึกษา ก่อนที่ สมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 9 จะประกาศรับรองอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1848 &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" height="400" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pHnjnDY1hX0y5opnnGFoMsgf7ZW813kO10OkzFnQ8QUHP_8VDUW6XnGEjWJycoXH8HKHCzuQi9MloyqQk_4r7Bw/Our%20Lady%20of%20Lourdes.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" width="264" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;แม่พระแห่งลูร์ด&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;5) แม่พระแห่งลูร์ด&lt;/b&gt; – การประจักษ์ครั้งนี้คงไม่ต้องแนะนำให้ยืดยาว เพราะคนไทยคงรู้เรื่องราวกันดีอยู่แล้ว แม่พระมาประจักษ์ที่ลูร์ด ประเทศฝรั่งเศส ทั้งหมด 18 ครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ – 16 กรกฏาคม ค.ศ.1858 แม่พระประจักษ์มาหา &lt;b style="color: blue;"&gt;“นักบุญแบร์นาแด็ต ซูบิรูส์”&lt;/b&gt; เด็กเลี้ยงแกะผู้ไร้เดียงสา ในส่วนรายละเอียดของการประจักษ์ แม่พระขอให้สวดภาวนาเพื่อคนบาปจำนวนมาก (การประจักษ์ครั้งที่ 6), แม่พระบอกความลับ 3 ข้อ และสั่งแบร์นาแด็ตว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ห้ามบอกความลับนี้ไปตลอดชีวิต”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; (การประจักษ์ครั้งที่ 7), แม่พระบอกแบร์นาแด๊ตให้ไปแจ้งคุณพ่อเจ้าวัดว่า ให้สร้างวัด ณ จุดที่แม่พระประจักษ์ แต่คุณพ่อเจ้าวัด ปฏิเสธพร้อมท้าว่า ถ้าแม่พระขอจริงๆ ต้องทำอัศจรรย์ให้ดอกกุหลาบออกดอกในเดือนมีนาคมซึ่งเป็นหน้าหนาว แต่แม่พระยิ้มรับและบอกแบร์นาแด๊ตว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“อัศจรรย์เป็นสิ่งที่พระเจ้าจะกระทำเมื่อเห็นสมควร ไม่ใช่ทำตามคำท้าทายของมนุษย์” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;(การประจักษ์ครั้งที่ 14), แม่พระบอกกับแบร์นาแด๊ตว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“เราคือผู้ปฏิสนธินิรมล”&lt;/b&gt; นับเป็นการประกาศให้ทราบว่า นี่คือแม่พระประจักษ์ (การประจักษ์ครั้งที่ 16) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;จากนั้น ค.ศ.1859 พระศาสนจักรเริ่มทำการศึกษาการประจักษ์นี้ ค.ศ.1862 สมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 9 ประกาศรับรองแม่พระประจักษ์ที่ลูร์ดอย่างเป็นทางการ (พระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 9 ประกาศรับรองแม่พระประจักษ์ 2 แห่ง ได้แก่ ลา ซาเล็ตเต้ และ ลูร์ด)&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" height="400" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pFfzq0KjwMdGAPF4vAjI-KiTikSZHixhmbu-2vbxQLngMBjbf9mcFFEhOWEg4bMtmHS5V-d6UaLkgw3H85uj9qQ/Our%20Lady%20of%20Pontmain.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" width="274" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr style="color: blue;"&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;แม่พระแห่งปงแมงต์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;6) แม่พระแห่งปงแมงต์&lt;/b&gt; – แม่พระประจักษ์มาบนท้องฟ้า ณ ตำบลปงแมงต์ สังฆมณฑลลาวัล ประเทศฝรั่งเศส ในค่ำคืนวันที่ 17 มกราคม ค.ศ.1871 แม่พระประจักษ์มาหาเด็ก 4 คนในครอบครัวบาร์กเบเด็ตเต้ แม่พระประจักษ์มาเพื่อแจ้งว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“จงสวดให้มากๆ พระเจ้าจะอภัยโทษบาปให้ในเวลาอีกไม่นานนับจากนี้” &lt;/b&gt;(ค.ศ.1870 ฝรั่งเศสกำลังทำสงครามกับ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ปรัสเซีย”&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นอาณาจักรเยอรมันโบราณ ... สงครามสิ้นสุดวันที่ 10 พฤษภาคม 1871 หลังจากแม่พระประจักษ์ไม่กี่เดือน) สำหรับการประจักษ์ครั้งนี้ แม่พระใส่อาภรณ์สีน้ำเงินและถือไม้กางเขนสีแดงสดราวกับเลือดอยู่ในอ้อมอก บนกางเขนนั้น เขียนว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“เยซูคริสต์”&lt;/b&gt; .... การประจักษ์ที่ปงแมงต์ ไม่ได้รับการต่อต้านหรือสงสัยจากบรรดาพระสังฆราชและพระสงฆ์ ตรงกันข้าม ทุกฝ่ายมั่นใจว่านี่เป็นความจริงแท้อย่างแน่นอน ที่สุดแล้ว สมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 12 ทรงประกาศรับรองการแม่พระประจักษ์ที่ปงแมงต์อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 กรกฏาคม ค.ศ.1932&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pesUh9GhLN7UxXQ5MEyl6ekQ0ljDuEHLuMAnnP6OITo5MlKhUvjY6QmrpkN0mrncq_ZJaw0-YwASgOtBgeoBopg/Our%20Lady%20of%20Fatima.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr style="color: blue;"&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;แม่พระแห่งฟาติมา&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;7) แม่พระแห่งฟาติมา&lt;/b&gt; – เหตุการณ์นี้ เกิดระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม – 13 ตุลาคม ค.ศ.1917 (รวมการประจักษ์ทั้งหมด 6 ครั้ง) ... นี่เป็นอีกหนึ่งการประจักษที่ผมไม่ต้องบรรยายให้มาก เพราะสัตบุรุษวัดแม่พระฟาติมาน่าจะทราบประวัติกันดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ ผมเคยเขียนเรื่องราวการประจักษ์ที่ฟาติมาแบบละเอียดไปแล้วหลายครั้ง เฉพาะอย่างยิ่งตอนลงทำข่าวภาคสนามตะลุยฟาติมาแบบเจาะลึก ...&lt;b style="color: blue;"&gt; เอาเป็นว่า นี่เป็นการประจักษ์ของแม่พระในยุคศตวรรษที่ 20 ซึ่งใกล้ตัวเรามากที่สุด นอกจากนี้ พระสันตะปาปายุคใหม่ถึง 5 องค์ ได้แก่ สมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 12, สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ที่ 23, สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6, สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 และ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ต่างประกาศอุทิศตนให้กับแม่พระฟาติมาทั้งนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1p3DOJGw7KEqfOYu2fpYkBtaudkAS4L81BZ8Q0datpdeJqhKprccqq9C_yzCulrXHI3R03CheGloaTabWZKMM2UQ/Our%20Lady%20of%20Beauraing.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;แม่พระแห่งโบแร็ง&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;8) แม่พระแห่งโบแร็ง&lt;/b&gt; – เหตุการณ์นี้เกิดที่เมืองโบแรง ประเทศเบลเยียม ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ.1932 – 3 มกราคม ค.ศ.1933 รวมการประจักษ์ทั้งหมด 33 ครั้ง แม่พระประจักษ์มาหาเด็ก 5 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 9-15 ปี ในส่วนสารของการประจักษ์ แม่พระได้บอกกับเด็กทั้ง 5 คนว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“เราคือผู้ปฏิสนธินิรมล เราขอให้ลูกๆสวดภาวนาให้มากๆ เพื่อคนบาปจะได้กลับใจ”&lt;/b&gt; นอกจากนี้ การประจักษ์ในวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ.1932 แม่พระได้แสดงให้เด็กๆเห็นถึง &lt;b style="color: blue;"&gt;“หัวใจสีทอง” &lt;/b&gt;ซึ่งส่องสว่างต่อหน้าพวกเขา ที่สุดแล้ว การประจักษ์ครั้งนี้เหมือนกับที่ปงแมงต์ นั่นคือ พระสังฆราชประกาศรับรองโดยไม่มีท่าทีสงสัยแม้แต่น้อย ที่สุดแล้ว วันที่ 2 กรกฏาคม ค.ศ.1949 วาติกันได้ประกาศรับรองการประจักษ์ที่โบแร็งอย่างเป็นทางการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1piYmY6cmucHOXr1BUuVGFCgB1-0zs7InfzpL-wfYnciFbuGnDR-DXmo1c8rTrBB_Bwm4HC4hdj4_rJBm2ONx-Ng/Our%20Lady%20of%20Banneux.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;แม่พระแห่งบ็องโนซ์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;/td&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pa9fNFKBS7JSfEJks3fnPNB1Q7C1XzmGqwffRr6PoGWQ_m77RIhhpxX-rpKOuSq5WKSDlJxzOmRNGoXPp8bc85Q/Mariette%20Beco.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;คุณยายมารีเอ็ตเต้ เบโก้ ผู้เห็นแม่พระประจักษ์ที่บ็องโนซ์&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: red;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;9) แม่พระแห่งบ็องโนซ์ &lt;/b&gt;– แม่พระประจักษ์มาที่หมู่บ้านบ็องโนซ์ เมืองลีแอช ประเทศเบลเยี่ยม ระหว่างวันที่ 15 มกราคม – 2 มีนาคม ค.ศ.1933 รวมการประจักษ์ทั้งหมด 8 ครั้ง โดยแม่พระประจักษ์มาหา “มารีเอ็ตเต้ เบโก้” เด็กน้อยวัย 12 ปี แม่พระกล่าวกับมารีเอ็ตเต้ว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“เราคือพรหมจารีย์แห่งผู้ยากไร้ เรามาเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากต่างๆ”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; นอกจากนี้ แม่พระยังชี้ให้มารีเอ็ตเต้ ดื่มน้ำจากธารน้ำใกล้ๆที่ประจักษ์ โดยแม่พระบอกว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“นี่จะเป็นน้ำดื่มที่ใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บสำหรับมนุษย์ทุกชาติ” &lt;/b&gt;นับตั้งแต่นั้นมา มีผู้แสวงบุญจำนวนมากเดินทางมาที่นี่ และหลายคนได้หายจากโรคผ่านทางการสวดภาวนาและดื่มน้ำพุตรงจุดนั้น &lt;b style="color: red;"&gt;ทั้งนี้ มารีเอ็ตเต้ เบโก้ เพิ่งสิ้นใจไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.2011 ด้วยวัย 90 ปี (เดือนที่แล้วนี่เอง) ก่อนคุณยายมารีเอ็ตเต้ จะสิ้นใจ ท่านกล่าวว่า “ฉันเป็นเหมือนบุรุษไปรษณีย์ เมื่อจดหมายถูกส่งถึงมือผู้รับแล้ว ฉันก็หมดหน้าที่แล้ว”&lt;/b&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pc_5V9tUaszreFW1T9Z6MDnaSr4PtcJHQmc-jeVFB6iVWVEzDJYN5qTsBtu5eeUZQj_fvAgOJWZqtUpkPnEhRrw/Our%20Lady%20of%20Akita.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr style="color: blue;"&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;แม่พระแห่งอากิตะ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;10) แม่พระแห่งอากิตะ &lt;/b&gt;– อีกหนึ่งการประจักษ์ที่แฝงด้วยความหมายอันน่าคิดในศตวรรษที่ 21 แม่พระประจักษ์มาหา&lt;b style="color: blue;"&gt; “ซิสเตอร์อักแนส คัตซึโกะ ซาซากาวะ” &lt;/b&gt;ที่เมืองอากิตะ ประเทศญี่ปุ่นในค.ศ.1973 สารของการประจักษ์ครั้งนี้ แม่พระกล่าวว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“ถ้ามนุษย์ไม่กลับใจและปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น พระบิดาจะลงโทษอย่างหนักต่อมนุษยชาติ มันจะเป็นการลงโทษที่รุนแรงกว่าการเกิดอุทกภัย ซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน ... ลูกไฟจะหล่นจากฟากฟ้าและทำลายล้างมนุษยชาติจำนวนมาก ผลงานของปีศาจจะแทรกซึมเข้าไปในพระศาสนจักร เราจะได้เห็นปีศาจในรูปแบบของพระคาร์ดินัลขัดแย้งกันและพระสังฆราชเกลียดชังกัน โบสถ์และพระแท่นจะถูกทำลาย ปีศาจจะล่อลวงพระสงฆ์และผู้มีวิญญาณบริสุทธิ์ให้ถอยห่างจากการรับใช้พระเจ้า ดังนั้น แม่ขอให้ลูกสวดสายประคำทุกวัน จงสวดให้พระสันตะปาปา พระสังฆราช และพระสงฆ์ จงสวดสายปร&lt;/span&gt;ะคำให้มากๆ เรา(แม่พระ)ผู้เดียวเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องพวกลูกให้พ้นจากเหตุการณ์เหล่านี้ได้”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; (2 ปีหลังการประจักษ์ รูปปั้นแม่พระที่อยู่ในวัดน้อยซึ่งซิสเตอร์อักแนสได้พบแม่พระ ก็มีเลือดไหลออกมาทางดวงตา เหตุการณ์แม่พระร้องไห้เป็นเลือด เกิดทั้งหมด 5 ครั้ง และทุกครั้งมีสัตบุรุษเป็นประจักษ์พยานตลอดเวลา) ที่สุดแล้ว ค.ศ.1988 วาติกันได้ส่งคณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบ ก่อนที่ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“พระคาร์ดินัล โยเซฟ รัตซิงเกอร์” (พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน) &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;ซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่งประธานสมณกระทรวงหลักความเชื่อ ได้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการว่า เหตุการณ์ที่อากิตะเป็นเรื่องควรค่าแก่การเชื่อ &lt;b style="color: blue;"&gt;นอกจากนี้ ทีมแพทย์วาติกันยืนยันว่า เลือดที่ไหลออกจากดวงตาของรูปปั้นแม่พระเป็นเลือดมนุษย์จริงๆ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ในส่วนสารแม่พระ มีการเชื่อมโยงเข้ากับเหตุการณ์เดือนมีนาคม 2011 สึนามิซึ่งถล่มเมืองเซนได (ใกล้กับเมืองอากิตะ) ในสารนั้น แม่พระพูดว่า &lt;b style="color: red;"&gt;“พระคาร์ดินัลขัดแย้งกันและพระสังฆราชเกลียดชังกัน”&lt;/b&gt; ช่วงดังกล่าว สภาพระสังฆราชคาทอลิกญี่ปุ่นได้สั่ง &lt;b style="color: blue;"&gt;“กลุ่มวิถีคริสตชน” (NEOCATECHUMENAL WAY)&lt;/b&gt; ยุติการแพร่ธรรมและเก็ของออกจากญี่ปุ่นภายใน 5 ปี บรรดาพระสังฆราชญี่ปุ่นบอกว่ากลุ่มวิถีคริสตชนซึ่งเป็นกลุ่มแพร่ธรรมจากสเปน ได้สร้างความแตกแยกในหมู่คริสตังญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก (อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว วาติกันได้ประกาศรับรองสถานะกลุ่มวิถีคริสตชนอย่างเป็นทางการ โดยพระสันตะปาปาทรงลงมาประกาศเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง) ส่วนประโยคที่แม่พระบอกว่า &lt;b style="color: red;"&gt;“พระบิดาจะลงโทษอย่างหนักต่อมนุษยชาติ มันจะเป็นการลงโทษที่รุนแรงกว่าการเกิดอุทกภัย ซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน” &lt;/b&gt;หลายคนพยายามตีความว่าเป็น &lt;b style="color: blue;"&gt;“สึนามิ”&lt;/b&gt; อันนี้ ก็น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ทั้งหมดก็เป็นการประจักษ์ของแม่พระที่วาติกันประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ ในส่วนของแม่พระประจักษ์แต่วาติกันยังไม่รับรอง มีเพียงสังฆมณฑลท้องถิ่นรับรองนั้น มี 3 กรณีทั่วโลก ได้แก่ 1) แม่พระแห่งคิเบโอ ประเทศรวันดา (ค.ศ.1981), 2) แม่พระแห่งความสำเร็จงดงาม (OUR LADY OF GOOD SUCCESS) ประจักษ์ที่กรุงควิโต้ ประเทศเอกวาดอร์ ในค.ศ.1594 และ 3) แม่พระแห่งโรบินสันวิลล์ เมืองกรีนเบย์ รัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา (ค.ศ.1859)&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pdwcC-wLPvu1UL5YekrA1BgwtRetXHkrAMv90-J7VAxHzSwCL4FqAdDH1w5WGF9cPffLqtCp6oraqdT-XBLRZmw/Our%20Lady%20of%20Medjugorje.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="color: blue; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;แม่พระแห่งเม็ดซูร์กอเยร์ ประเทศบอสเนีย&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pSOXajazwzRiai3XZEmLQvc76FH8dfPPVbTQjA67G8ZOrnDPXczF_bj8JsuUKcHTwAAY9plKWwYm5SiAPsrqkBg/Our%20Lady%20of%20Aparecida.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;มหา่วิหารแม่พระแห่งอปาเรชิด้า บราซิล สักการะสถานแม่พระที่มีคนมาแสวงบุญมากสุดในโลก&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีการประจักษ์อีกหลายแห่งที่พระศาสนจักรยังไม่รับรอง อาทิ แม่พระแห่งเม็ดซูร์กอเยร์ ประเทศบอสเนีย (อันนี้ ดังมากๆ มีผู้แสวงบุญไปเยือนปีละ 2 ล้านคน), แม่พระแห่งอปาเรชิด้า เมืองเซา เปาโล ประเทศบราซิล (อันนี้ก็ดังสุดๆ เพราะเป็นสักการะสถานแม่พระที่มีคนไปแสวงบุญมากสุดในโลกถึงปีละ 6 ล้านคน), แม่พระแห่งกัวเดีย เมืองเจนัว ประเทศอิตาลี, แม่พระแห่งลาวาง ประเทศเวียดนาม, แม่พระแห่งคาซาน ประเทศรัสเชีย และ แม่พระแห่งเช่อชาน เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;ในมุมมองของผม แม้การประจักษ์ของแม่พระตามสถานที่เหล่านี้จะยังไม่ถูกประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ แต่อย่างมันก็ไม่สามารถหยุดยั้งความศรัทธาที่สัตบุรุษมีต่อพระเจ้าและแม่พระได้ ทุกการประจักษ์ของแม่พระ มีแต่สอนให้เราทำความดี สวดภาวนา และกลับใจใช้โทษบาป ดังนั้น สาระสำคัญของการประจักษ์แต่ละครั้ง ไม่มีอะไรหนีไปจากนี้แน่นอน &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; text-align: center;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-6037232024099405881?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xVl0lbR0lpYKSGrOcT0UFKXyR2c/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xVl0lbR0lpYKSGrOcT0UFKXyR2c/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xVl0lbR0lpYKSGrOcT0UFKXyR2c/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/xVl0lbR0lpYKSGrOcT0UFKXyR2c/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/335M9-thd3g" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/6037232024099405881/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2012/02/2-5-2012.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/6037232024099405881?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/6037232024099405881?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/335M9-thd3g/2-5-2012.html" title="ฟาติมาสาร - แม่พระประจักษ์ที่พระศาสนจักรรับรอง (ตอน 2) 5 ก.พ. 2012" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2012/02/2-5-2012.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkMESX4zeyp7ImA9WhRUFE0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-1972169902260494976</id><published>2012-01-23T21:28:00.003+07:00</published><updated>2012-01-24T18:26:48.083+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-24T18:26:48.083+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - แม่พระประจักษ์ที่พระศาสนจักรรับรอง (ตอน 1) 29 มกราคม 2012</title><content type="html">&lt;b style="color: blue;"&gt;หลายสัปดาห์ก่อน ผมเคยเขียนบนเฟซบุ๊คโป๊ปรีพอร์ตเกี่ยวกับเรื่องแม่พระประจักษ์ที่พระศาสนจักรคาทอลิกให้การรับรอง ปรากฏว่า มีผู้ให้ความสนใจเยอะพอสมควร ผมเห็นว่า มันคงเป็นประโยชน์มากขึ้นถ้านำมาถ่ายทอดลงบนหน้ากระดาษฟาติมาสาร เพื่อช่วยให้ทุกคนได้รู้ว่า แม่พระประจักษ์ที่ไหนบ้างที่พระศาสนจักรรับรองแบบเป็นทางการ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ก่อนลงลึกถึงรายละเอียด ขออธิบายว่า พระศาสนจักรคาทอลิกรับรองเหตุการณ์แม่พระประจักษ์เป็น 2 ยุค ยุคแรกคือ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ยุคก่อน ค.ศ.1542”&lt;/b&gt; นี่เป็นยุคที่สมณกระทรวงหลักความเชื่อยังไม่ถูกสถาปนา (&lt;b style="color: blue;"&gt;CONGREGATION FOR THE DOCTRINE OF THE FAITH&lt;/b&gt; – หน่วยงานบัญญัติศัพท์ไทยเรียก &lt;b style="color: blue;"&gt;“สมณกระทรวงพระสัจธรรม”&lt;/b&gt; แต่ผมขอเรียกสมณกระทรวงหลักความเชื่อ ถ้าเรียกพระสัจธรรม มีหวังคนทั่วไปงงกันทั้งประเทศ เพราะต้องมาตีความอีกว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“สัจธรรมคืออะไร”&lt;/b&gt;) สมณกระทรวงหลักความเชื่อได้รับการแต่งตั้งโดยสมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 3 กระทรวงนี้เปรียบได้กับ &lt;b style="color: blue;"&gt;“กระทรวงมหาดไทย” &lt;/b&gt;ยุคนั้น กระทรวงนี้ถูกตั้งมาเพื่อรับมือกับการแยกตัวออกไปของ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“มาร์ติน ลูเธอร์” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;ส่วนหน้าที่อื่นๆที่สืบมาถึงปัจจุบันก็คือหน้าที่ตรวจสอบความเชื่อและกฏระเบียบต่างๆในพระศาสนจักรไม่ให้ผิดเพี้ยนนั่นเอง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ส่วนยุคที่สอง เป็นยุคที่สมณกระทรวงหลักความเชื่อได้รับการสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ (ค.ศ.1542 – ปัจจุบัน) เวลามีเหตุการณ์แม่พระประจักษ์ตามที่ต่างๆ สภาพระสังฆราชคาทอลิกท้องถิ่นจะส่งเรื่องมาให้หน่วยงานนี้ตรวจสอบ ถ้าทุกอย่างผ่านขั้นตอนที่กำหนด พระสันตะปาปาก็จะประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;สำหรับยุคก่อนตั้งสมณกระทรวงหลักความเชื่อ (ก่อนค.ศ.1542) พระศาสนจักรคาทอลิกให้การรับรองเหตุการณ์แม่พระประจักษ์ 5 ครั้ง ได้แก่ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1p3Ul6cosE81X-QdqmX99yoeohUhu_diAStYyRK2Mn5yGbdO1GvQ1pdCeLT9eq3gLNv9Vg2G4PT2MmUU0CfRRSrg/Pillar.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;แม่พระแห่งเสาหลัก&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;1) แม่พระแห่งเสาหลัก (VIRGEN DEL PILAR)&lt;/b&gt; – ใน ค.ศ.39 แม่พระประจักษ์มาหา &lt;b style="color: blue;"&gt;“นักบุญยาค็อบ อัครสาวก (องค์ใหญ่)”&lt;/b&gt; ตอนนั้น นักบุญยาค็อบไปแพร่ธรรมที่เมืองซาราโกซ่า ประเทศสเปน ท่านกำลังท้อแท้มากเพราะมีคนกลับใจน้อยมาก แม่พระประจักษ์มาหาท่านและสัญญาว่า จะเป็นกำลังใจและช่วยเหลือในการประกาศพระวรสาร แม่พระได้มอบ &lt;b style="color: blue;"&gt;“เสา”&lt;/b&gt; หนึ่งต้นให้นักบุญยาค็อบและสั่งให้ท่านสร้างวัดตรงนี้ แม่พระยังได้บอกอีกว่า แม่พระจะเป็นเสาหลักให้กับวัดนี้ตลอดไป &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pjmoBWUpwUr2x6uTOdKoquHpjILftz5QOaeG-iH7uWOnvaiHPp9ZQX9EKlKdEhReqR3JqfKNm4E40qQkVrZ2idA/Snow.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr style="color: blue;"&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;แม่พระแห่งหิมะ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;2) แม่พระแห่งหิมะ (MADONNA DELLA NEVE)&lt;/b&gt; – เรื่องนี้ เกิดในคืนวันที่ 5 สิงหาคมของศตวรรษที่ 5 ช่วงเวลาดังกล่าว หากใครเคยไปกรุงโรม จะรู้ว่ามันเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี แต่ในคืนนั้น พระสันตะปาปาลิเบริอุส ได้เห็นหิมะตก จากนั้นท่านได้เห็นนิมิตแม่พระในเวลาไล่เลี่ยกัน พระสันตะปาปาลิเบริอุสจึงได้สั่งให้สร้างมหาวิหารเพื่อถวายแด่แม่พระตรงจุดนั้น และนับแต่นั้นมา มหาวิหารแห่งนี้ก็มีชื่อว่า&lt;b style="color: blue;"&gt; “ซานตา มารีอา มาจจอเร่”&lt;/b&gt; 1 ใน 4 มหาวิหารเอกของกรุงโรมซึ่งเป็นมหาวิหารของพระสันตะปาปา (หากใครไปกรุงโรมและไม่ได้มาที่นี่ ต้องบอกว่า คุณพลาดแล้วล่ะ)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pjmoBWUpwUr2f8CBwyb7kVpTajoGxkK0s9DR67BcBHISUkqwAdhwCYZ0q07er8QmmwfnrqesAGbmuTcwCZlZe7Q/Walsingham.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;แม่พระแห่งวอลซิงแฮม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;3) แม่พระแห่งวอลซิงแฮม (OUR LADY OF WALSINGHAM) &lt;/b&gt;– เหตุการณ์นี่เกิดใน ค.ศ.1061 ที่หมู่บ้านวอลซิงแฮม เมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ แม่พระประจักษ์มาหา &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ริเชลดิส เด เฟเวอร์เชส” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;สตรีขุนนางชั้นสูงซึ่งเป็นคริสตศาสนิกชนที่ศรัทธามาก แม่พระสั่งให้ เด เฟเวอร์เชส สร้างพระแท่นถวายมิสซาจุดที่ประจักษ์ อย่างไรก็ตาม ค.ศ.1538 พระเจ้าเฮนรี่ ที่ 8 สั่งให้ทำลายพระแท่นแห่งนี้ หลังจากออกกฏหมายทำลายอารามและโบสถ์คาทอลิกทุกแห่ง (เฮนรี่ ที่ 8 คือคนที่แตกหักกับพระสันตะปาปาเคลเมนต์ เรื่องการแต่งงานใหม่ และตั้งตนเป็นผู้นำเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์) ปัจจุบัน แม่พระแห่งวอลซิงแฮม เป็นที่เคารพของทั้งคาทอลิกและแองกลิกันในอังกฤษ โดยคาทอลิกจะทำการฉลองในวันที่ 24 กันยายน ส่วนแองกลิกันฉลองวันที่ 15 ตุลาคมของทุกปี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="https://public.bay.livefilestore.com/y1pfUdgjzHTbHGYZBn5FZkLJysuDxiNRuqeuN4HSvwdCqzT7EAeRGtkwwwzShorgrXbIThpYePai9NMPYOh1qwzpA/Rosario.jpg?psid=1" imageanchor="1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pfUdgjzHTbHGYZBn5FZkLJysuDxiNRuqeuN4HSvwdCqzT7EAeRGtkwwwzShorgrXbIThpYePai9NMPYOh1qwzpA/Rosario.jpg?psid=1" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr style="color: blue;"&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;แม่พระัแห่งลูกประคำ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;4) แม่พระแห่งลูกประคำ&lt;/b&gt; – ค.ศ.1208 แม่พระประจักษ์มาหา &lt;b style="color: blue;"&gt;“นักบุญโดมินิก”&lt;/b&gt; ในอารามประเทศฝรั่งเศส และ&lt;b style="color: blue;"&gt;นี่คือจุดเริ่มต้นครั้งประวัติศาสตร์ของการสวดสายประคำ เพราะแม่พระได้มอบและสอนวิธีการสวดสายประคำให้กับมนุษยชาติ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" height="400" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1p8TDZBsLda48KWlsQhe0l-8R2nbERv9ZX0BXK5AfJJo5rT-SWJ2pfSjQmaT2aJrdcr5vQ-ZSaqnGTzVy-W2DBCQ/Carmel.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" width="307" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;แม่พระแห่งภูเขาคาร์เมล&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;5) แม่พระแห่งภูเขาคาร์เมล&lt;/b&gt; – ช่วงกลางศตวรรษที่ 13 แม่พระประจักษ์มาหา &lt;b style="color: blue;"&gt;“นักบุญไซม่อน สต็อก” &lt;/b&gt;นักบวชชาวอังกฤษของคณะคาร์เมลไลต์ ซึ่งอยู่ในอารามบนภูเขาคาร์เมล ประเทศอิสราเอล ในการประจักษ์นี้ นักบุญสต็อก ได้วิงวอนแม่พระโปรดอวยพรคณะของตนเป็นพิเศษด้วย จากนั้น แม่พระได้ยื่น &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“สายจำพวก”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ใส่มือของนักบุญสต็อก และตรัสว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“นี่คือสิ่งพิเศษสำหรับท่าน ใครก็ตามที่สิ้นใจโดยถือสายจำพวกไว้ในมือ เขาก็จะได้รับความรอด”&lt;/b&gt; (นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเวลามีคนใกล้เสียชีวิต เราจึงได้เห็นการนำสายจำพวกมาไว้ในมือพวกเขา) ... จากนั้น ในศตวรรษที่ 14 การฉลองแม่พระแห่งภูเขาคาร์เมล จึงเป็นที่แพร่หลายในอังกฤษ โดยจะฉลองวันที่ 17 กรกฏาคมของทุกปี แต่พอศตวรรษที่ 15 การฉลองนี้แพร่หลายมากขึ้นในยุโรป ทำให้มีการย้ายวันฉลองแม่พระแห่งภูเขาคาร์เมล จากวันที่ 17 กรกฏาคม มาเป็นวันที่ 16 กรกฏาคม เพราะชาติต่างๆในยุโรปนั้น ฉลอง &lt;b style="color: blue;"&gt;“นักบุญอเล็กซิส”&lt;/b&gt; ในวันที่ 17 กรกฏาคม นั่นเอง (ป้องกันการซ้ำกัน) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ต่อมาเป็นยุคหลัง ค.ศ.1542 พระศาสนจักรคาทอลิกประกาศรับรองการประจักษ์ของแม่พระทั้งหมด 13 ครั้ง แบ่งเป็น วาติกัน (ภายใต้สมณกระทรวงหลักความเชื่อ) รับรอง 10 ครั้ง ส่วนอีก 3 ครั้งเป็นการรับรองจากสังฆมณฑลท้องถิ่น&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;รายชื่อแม่พระประจักษ์ที่วาติกันรับรอง มีดังนี้&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1p2p_mjWu_KkYjdnKpRP9seADgaKCAb69i1g8gznl6WqsinE8G67Q-rA8XMpdhoQ8pGAqkbSBIR5nMuQ17uzSaag/Guadelupe.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;แม่พระแห่งกัวดาลูเป้&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;1) แม่พระแห่งกัวดาลูเป้ เม็กซิโก &lt;/b&gt;– กรณีนี้ เกิดในวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ.1531 แม่พระประจักษ์มาหา &lt;b style="color: blue;"&gt;“นักบุญฮวน ดีเอโก้” &lt;/b&gt;ชาวนาเชื้อสายอินเดียนแดง โดยแม่พระขอให้สร้างอารามบนภูเขาเตเปยัค กระนั้น เมื่อนักบุญดีเอโก้ นำเรื่องนี้ไปแจ้งพระสังฆราชท้องถิ่น แต่พระสังฆราชตอบกลับว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“ถ้าเป็นแม่พระประจักษ์จริงๆ แม่พระต้องทำอัศจรรย์ให้ท่านเชื่อเพื่อตัดสินใจเรื่องที่เกิด”&lt;/b&gt; นักบุญดีเอโก้จึงกลับไปหาแม่พระ และแม่พระบอกกับท่านว่า &lt;b style="color: red;"&gt;“จงนำดอกกุหลาบบนภูเขาเตเปยัคใส่ไว้ในเสื้อคลุมและนำไปมอบให้พระสังฆราช เดือนธันวาคมเป็นฤดูหนาวซึ่งดอกไม้จะไม่ผลิบาน แต่เมื่อเจ้าเปิดเสื้อคลุมออก ดอกกุหลาบจะผลิบานและส่งกลิ่นหอมไปทั่ว”&lt;/b&gt; เมื่อนักบุญดีเอโก้ทำตามนี้ พระสังฆราชก็มั่นใจว่า นี่เป็นการประจักษ์ของแม่พระจริงๆ ท่านจึงตัดสินใจสร้างมหาวิหารบนนั้น และตั้งแต่นั้นมา มหาวิหารแม่พระแห่งกัวดาลูเป้ ก็เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก ... ปัจจุบัน มหาวิหารแห่งนี้ เป็นมหาวิหารคาทอลิกที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก มหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน และ มหาวิหารแม่พระแห่งอปาเรชิด้า เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ... วาติกันยังไม่รับรองแบบทางการต่อการประจักษ์ที่อปาเรชิด้า &lt;b style="color: red;"&gt;(ส่วนคำถามที่ว่า สักการะสถานแม่พระที่มีผู้แสวงบุญไปภาวนามากสุดในโลกอยู่ที่ไหน หลายคนต้องตอบว่า “ลูร์ด” แน่ๆ แต่บอกได้เลยว่าผิด เพราะอันดับหนึ่งของโลกคือมหาวิหารแม่พระแห่งอปาเรชิด้า เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล อันดับสองคือ ลูร์ด และอันดับสามคือ กัวดาลูเป้ ประเทศเม็กซิโก ส่วนอันดับสี่คือฟาติมา ประเทศโปรตุเกส)&amp;nbsp;&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" height="400" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1p8GcvzoQScyOYLmYsM0oxsQUIe_wtuMbWqygjX89hIELt95-VFQ7KymciyI-LcV_syPfVIas7cC1S5pmKNdqeDg/Our_Lady_of_Laus.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" width="286" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;แม่พระแห่งเลาส์&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;2) แม่พระแห่งเลาส์ ฝรั่งเศส &lt;/b&gt;– การประจักษ์นี้กินเวลาถึง 54 ปี ระหว่างค.ศ.1664-1718 แม่พระประจักษ์มาหา &lt;b style="color: blue;"&gt;“เบเนดิกตา ร็องกูเรล”&lt;/b&gt; เด็กเลี้ยงแกะชาวฝรั่งเศสที่เมืองแซงต์ เอเตียง ... หากยังจำกันได้ ช่วงปี 2008 ผมเคยรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงประกาศรับรองการประจักษ์ที่เลาส์อย่างเป็นทางการ ปัจจุบัน สักการะสถานแห่งเลาส์ มีสัตบุรุษมาภาวนาปีละ 120,000 คน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" height="283" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pfUdgjzHTbHEQcT6vKIjAN0T7iMbpZMRwpCjpph0r3o1Gnw1DLjSHOAiAvNo4_FunZ9XOdrHEm-PsA0Sz-Boalw/Miraculous_medal.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" width="400" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;แม่พระแห่งเหรียญอัศจรรย์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;3) แม่พระแห่งเหรียญอัศจรรย์&lt;/b&gt; – แม่พระประจักษ์มาหา &lt;b style="color: blue;"&gt;“นักบุญแคทเธอรีน ลาบูเร”&lt;/b&gt; ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในค.ศ.1830 นักบุญแคทเธอรีนได้เห็นแม่พระประจักษ์มาหลายครั้ง โดยเป็นแม่พระปฏิสนธินิรมลกำลังแผ่มือแจกจ่ายพระหรรษทาน หลังจากการวินิจฉัยโดยพระสังฆราชท้องถิ่นเป็นเวลา 2 ปี พระอัครสังฆมราชแห่งอัครสังฆมณฑลปารีสตัดสินใจสร้างเหรียญเป็นรูปแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมลกำลังแจกจ่ายพระหรรษทานให้กับสัตบุรุษ แม่พระบอกกับนักบุญแคทเธอรีนว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“ใครก็ตามที่สวมเหรียญนี้จะได้รับพระหรรษทานอันอุดม” &lt;/b&gt;นอกจากนี้ ในเหรียญดังกล่าว มีตัวอักษร &lt;b style="color: blue;"&gt;“M”&lt;/b&gt; ซึ่งหมายถึงแม่พระ และสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ทรงนำตัวอักษรในเหรียญดังกล่าวไปเป็นตราประจำพระองค์ด้วย&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;.... วันนี้ เนื้อที่มีเท่านี้ ขอเก็บการประจักษ์ที่เหลือไว้เล่าต่อในสัปดาห์หน้านะครับ ...&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-1972169902260494976?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SaFOFj6rAv1qfZ7GBei1ITQ8jlc/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SaFOFj6rAv1qfZ7GBei1ITQ8jlc/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SaFOFj6rAv1qfZ7GBei1ITQ8jlc/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/SaFOFj6rAv1qfZ7GBei1ITQ8jlc/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/BAKmUR7_3jQ" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/1972169902260494976/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2012/01/1-29-2012.html#comment-form" title="1 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/1972169902260494976?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/1972169902260494976?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/BAKmUR7_3jQ/1-29-2012.html" title="ฟาติมาสาร - แม่พระประจักษ์ที่พระศาสนจักรรับรอง (ตอน 1) 29 มกราคม 2012" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>1</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2012/01/1-29-2012.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkUHSX49fyp7ImA9WhRVGUw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-1209757283455262754</id><published>2012-01-19T02:17:00.001+07:00</published><updated>2012-01-19T02:17:18.067+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-19T02:17:18.067+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - ศาสนาคริสต์ถูกเบียดเบียนหนักขึ้นเรื่อยๆ (22 มกราคม 2012)</title><content type="html">&lt;b style="color: blue;"&gt;สัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างยืนรอกาแฟในร้านสตาร์บัคส์ ผมหยิบ THE ECONOMIST นิตยสารระดับโลกสัญชาติอังกฤษมาอ่านรอไปพลางๆ ตอนแรกจะอ่านเรื่อง “ยูโรโซน” แต่ปรากฏมีคอลัมน์น่าสนใจกว่าเรื่องเศรษฐกิจยุโรป บทความที่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเบียดเบียนคริสตชนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีทีท่าว่าจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1p4fTe8Be09LWW1dBhdqn2GzL8kt3QxWa5lHBG0zOg48Xk-sncaCYr4YXjRDV7Xmjj_090Tnu2uOG_EdjoxnAmzg/pers.jpg?psid=1" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;THE ECONOMIST &lt;/b&gt;เริ่มต้นบทความด้วยการกล่าวว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีคนนับถือมากสุดในโลก แต่ในทางกลับกัน ศาสนาคริสต์ก็เป็นศาสนาที่ผู้นับถือถูกเบียดเบียนจนถึงแก่ความตายมากสุดเช่นกัน ปัจจุบัน มีการคาดกันว่ามีคริสตศาสนิกชน (ทุกนิกาย) อยู่ในโลกประมาณ 2.2 พันล้านคน จำนวนนี้ คิดเป็น 31.4 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก (เพิ่งทะลุ 7 พันล้านคนไปเมื่อปลายปี 2011) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ตอนนี้ ทวีปที่มีอัตราการเพิ่มประชากร &lt;b style="color: blue;"&gt;“ชาวคริสต์” &lt;/b&gt;มากสุดในโลกได้แก่ทวีปแอฟริกา โดยศตวรรษที่ 20 มีชาวคริสต์ในแอฟริกา 9 เปอร์เซ็นต์ แต่ในศตวรรษที่ 21 มีชาวคริสต์ในแอฟริกา 63 เปอร์เซ็นต์ ส่วนทวีปยุโรป ดินแดนมรดกวัฒนธรรมล้ำค่าทางคริสตศาสนา ประชากรคริสต์ลดลงจาก 95 เปอร์เซ็นต์ในศตวรรษที่ 20 เหลือ 76 เปอร์เซ็นต์ในศตวรรษที่ 21 ส่วนทวีปอเมริกา ก็ประสบปัญหาเช่นกัน ชาวคริสต์ลดลงจาก 96 เปอร์เซ็นต์ในศตวรรษที่ 20 มาเป็น 86 เปอร์เซ็นต์ในศตวรรษที่ 21&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;พูดถึงตัวเลขไปแล้ว ก็ได้เวลาลงสำรวจพื้นที่กันบ้าง THE ECONOMIST ระบุว่า ทวีปที่มีการเข่นฆ่าชาวคริสต์มากสุดในโลก ได้แก่ &lt;b style="color: blue;"&gt;“แอฟริกา”&lt;/b&gt; นี่คือประเทศที่เข้าสูตรว่า &lt;b style="color: red;"&gt;“ยิ่งโต ยิ่งตาย ... ยิ่งตาย ยิ่งโต”&lt;/b&gt; เราได้เห็นกันแล้วว่า คริสตศาสนิกชนในแอฟริกามีอัตราการเติบโตที่สูงมาก เมื่อโตมาก ก็ต้องถูกฆ่าตายมาก ประเทศในแอฟริกาที่มีการฆ่าคริสตชนมากสุดก็คือ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ไนจีเรีย”&lt;/b&gt; นับเฉพาะเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีการวางระเบิดโบสถ์คริสต์ในไนจีเรียถึง 9 ครั้ง และในการวางระเบิดแต่ละครั้ง คนร้ายจะเลือกเวลาก่อเหตุเฉพาะตอนที่คริสตชนมาร่วมมิสซาและนมัสการพระเจ้าเท่านั้น (เรียกว่า ต้องเอาให้ตายแบบหมู่คณะ) ประเทศในแอฟริกาอันดับต่อมาที่มีการเข่นฆ่าคริสตชนมากสุดก็คือ &lt;b style="color: blue;"&gt;“อียิปต์”&lt;/b&gt; คริสตชนที่นั่นส่วนมากนับถือนิกาย &lt;b style="color: blue;"&gt;“ค็อปติก”&lt;/b&gt; ลักษณะการฆ่าคริสตชนในอียิปต์ก็เป็นลักษณะเดียวกับไนจีเรีย นั่นคือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“ฆ่าเฉพาะเวลามาร่วมภาวนาสรรเสริญพระเจ้าในโบสถ์เท่านั้น”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; นอกจากนี้ มีการเปิดเผยสาเหตุหลักๆของการสังหารคริสตชนในแอฟริกา นั่นคือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ฆ่าเพราะคนพวกนี้เปลี่ยนศาสนา”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ดังนั้น ยิ่งเปลี่ยนศาสนา ก็ต้องยิ่งถูกตามฆ่า แต่เมื่อยิ่งตายกันมากๆ ความเชื่อความศรัทธาในพระเจ้าก็จะยิ่งเกิดขึ้นเรื่อยๆเฉกเช่นบรรดามรณสักขี เปรียบได้กับคำพูดที่ว่า&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt; “ตายหนึ่ง เกิดร้อย” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;ก็ว่าได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ทวีปอันดับสองที่มีการเข่นฆ่าคริสตชนมากสุด ได้แก่ &lt;b style="color: blue;"&gt;“เอเชีย”&lt;/b&gt; ประเทศที่คริสตชนถูกฆ่ามากสุดได้แก่ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ปากีสถาน” &lt;/b&gt;รองลงมาคือ &lt;b style="color: blue;"&gt;“อิรัก”&lt;/b&gt; และอันดับสามคือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“อินเดีย” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ปากีสถานเพิ่งออกกฏหมายห้ามดูหมิ่นศาสนาอิสลาม &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;(BLASPHEMY LAW) &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;กฏหมายฉบับนี้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วโลก เพราะแค่คุณเปลี่ยนศาสนาจากอิสลามไปเป็นศาสนาอื่นๆ คุณจะถูกตัดสินประหารชีวิตทันที ผู้ที่ถูกฆ่าตายเพราะกฏหมายนี้ ได้แก่ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ชาห์บัตซ์ บาฮาติ”&lt;/b&gt; รัฐมนตรีและนักการเมืองคาทอลิกในคณะรัฐบาลปากีสถาน บาฮาติพยายามคัดค้านการผ่านร่างกฏหมายดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่ามันไม่ยุติธรรมกับประชาชน แต่เสียงคัดค้านของเขาไม่เกิดผล ที่สุดแล้ว เขาถูกกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงลอบยิงเสียชีวิต เพียงเพราะมีความคิดอยากคัดค้านกฏหมายดังกล่าว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ส่วนอิรัก อันนี้ ไม่ต้องพูดถึง เพราะกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่นั่นมองว่า ถ้าคุณเป็นคริสต์ คุณก็เป็นพวกเดียวกับอเมริกาและโลกตะวันตกแล้ว (เหมือนกับยุคที่ บุญราศีนิโคลาส บุญเกิด ถูกเบียดเบียนชัดๆ) มีการเปิดเผยตัวเลขว่า จริงๆแล้ว คริสตังในอิรักก่อนยุคอเมริกาบุกฆ่า ซัดดัม ฮุสเซ็น มีมากถึง 1 ล้านคน แต่พออเมริกาเข้ามาทำสงคราม คริสตังอิรักต้องอพยพออกจากประเทศไปถึง 950,000 คน เรียกได้ว่า หนีออกกันเกือบหมด เพราะอยู่ไปก็ถูกตามฆ่าแน่ๆ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ในส่วนของอินเดีย รัฐที่มีการเบียดเบียนและเข่นฆ่าชาวคริสต์มากสุดคือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“โอริสสา”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; หากยังจำกันได้เมื่อปี 2008 มีกลุ่มคนร้ายบุกไปฆ่าซิสเตอร์ และเผาโรงเรียนคาทอลิกในรัฐดังกล่าว เหตุผลของการเข่นฆ่าในอินเดีย ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งทางความเชื่อ แต่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม ชาวคริสต์ในรัฐโอริสสาจะเป็นพวกคนชั้นกลางและชั้นสูง ส่วนชาวฮินดูจะเป็นชนชั้นแรงงาน ดังนั้น พอเศรษฐกิจแย่หนักๆ คนชั้นแรงงานรับไม่ได้กับความเหลื่อมล้ำ พวกเขาจึงมองว่าความแตกต่างทางศาสนานี่แหละเป็นตัวกำหนดสถานะทางสังคม (ทั้งที่จริงไม่ใช่อย่างนั้น) พวกเขาจึงเดินหน้าฆ่าชาวคริสต์แบบไม่ไว้หน้า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;การเบียดเบียนศาสนาไม่ได้มีแบบ &lt;b style="color: red;"&gt;“ฆ่าให้ตาย”&lt;/b&gt; เท่านั้น เพราะในยุโรปและอเมริกา มีการเบียดเบียนศาสนารูปแบบใหม่ตามสไตล์ชาติที่พัฒนาแล้ว การเบียดเบียนศาสนาของประเทศเหล่านี้ มาในรูปแบบ &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“กำจัดศาสนาให้เป็นส่วนเกินของสังคม”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; วิธีการที่ว่าคือพยายามออกกฏหมายห้ามไม่ให้คนปฏิบัติศาสนากิจในที่สาธารณะ (อาทิ ห้ามแขวนไม้กางเขนไว้ตามโรงเรียนและโรงพยาบาล) วิธีการแบบนี้ อาจไม่ถึงขั้นมีคนล้มตาย แต่มันทำลายขนบธรรมเนียมของชาวยุโรปที่มีรากเหง้ามาจากศาสนาคริสต์ให้ตายแบบผ่อนส่งก็ว่าได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ THE ECONOMIST ชี้ให้เห็นว่า ศาสนาคริสต์กำลังเผชิญกับภาวะถูกเบียดเบียนอย่างรุนแรงทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 การเบียดเบียนศาสนาแบบเข่นฆ่า ไม่น่ากลัวเท่าการเบียดเบียนศาสนาแบบทำให้เป็นส่วนเกินของสังคม เพราะการเข่นฆ่า ยังสามารถจุดไฟความเชื่อความศรัทธาของคนรุ่นหลังได้ แต่การทำให้เป็นส่วนเกินของสังคม เป็นการขุดหลุมฝังแบบไม่ให้มีโอกาสกลับคืนชีพอีกเลย เพราะคนรุ่นหลังก็จะไม่ได้รับการปลูกฝังค่านิยมจากคนรุ่นก่อน (ต่างจากการเบียดเบียนแบบเข่นฆ่าที่ยังสอนประวัติศาสตร์ความดีกันได้) เมื่อผมประมวลเนื้อหาทั้งหมดเข้าด้วยกัน มันทำให้ผมเข้าใจแนวคิดของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 มากยิ่งขึ้นที่พระองค์จำเป็นต้องตั้ง “สมณสภาประกาศพระวรสารใหม่” เพื่อฟื้นฟูศาสนาคริสต์ในยุโรปและอเมริกาให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งนั่นเอง &lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-1209757283455262754?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/CD8oFFJ8hRtkaM2H_KKeBPzQZ8w/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/CD8oFFJ8hRtkaM2H_KKeBPzQZ8w/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/CD8oFFJ8hRtkaM2H_KKeBPzQZ8w/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/CD8oFFJ8hRtkaM2H_KKeBPzQZ8w/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/vFr2ItKnbN4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/1209757283455262754/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2012/01/22-2012.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/1209757283455262754?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/1209757283455262754?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/vFr2ItKnbN4/22-2012.html" title="ฟาติมาสาร - ศาสนาคริสต์ถูกเบียดเบียนหนักขึ้นเรื่อยๆ (22 มกราคม 2012)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2012/01/22-2012.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEQCRn4_cSp7ImA9WhRWFUQ.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-2298295681477467771</id><published>2012-01-03T20:12:00.006+07:00</published><updated>2012-01-03T20:12:47.049+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2012-01-03T20:12:47.049+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - ปี 2012 มีเหตุการณ์อะไรบ้างในพระศาสนจักร (8 ม.ค. 2012)</title><content type="html">&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ปี 2012 เป็นอีกหนึ่งปีที่น่าจะมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในพระศาสนจักรคาทอลิก ก่อนหน้านี้ ผมเคย “รีวิว 2011” ให้ติดตามกันแล้ว วันนี้ มาดู “พรีวิว 2012” บ้างว่าจะมีเรื่องเด่นๆอะไรเกิดขึ้น &amp;nbsp; ...&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="266" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pn6bT43R4Iokgk5T359E54o2SBbjkOBLDxwSNKtA1IeTaKSRewAvE-R_1aFppSFdmB0vu4fXjr0RemzxMyGaKjw/Benedetto%20XVI%20151505.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดือนมกราคม ดูแล้วยังไม่น่าจะไฮไลท์สำคัญอะไรมาก ดังนั้น ขอเริ่มที่ &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“เดือนกุมภาพันธ์ 2012”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; หากไม่มีอะไรผิดพลาด พระสันตะปาปาน่าจะสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่อย่างน้อย 13 องค์แบบที่เคยรายงานไปในสัปดาห์ที่แล้ว ตามธรรมเนียมพระศาสนจักรคาทอลิก การสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่จะกระทำอยู่ 2 ช่วง หนึ่งคือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“วันที่ 22 กุมภาพันธ์ วันฉลองธรรมาสน์นักบุญเปโตร” และ วันสมโภชพระเยซูกษัตริย์แห่งสากลจักรวาล (อาทิตย์สุดท้ายของปีพิธีกรรม ก่อนเริ่มเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้าในเดือนธันวาคม”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; อย่างไรก็ตาม นักข่าวสายวาติกันระดับโลกหลายคนมองว่า ถ้ารอถึงเดือนพฤศจิกายน มันจะนานเกินไป ดังนั้น การสถาปนาใหม่น่าจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2012 ... สาเหตุที่ปี 2012 ไม่เป็นวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เพราะวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2012 ตรงกับ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“วันพุธรับเถ้า”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; (ส่วนวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ปี 2012 ตรงกับวันศุกร์ที่ 6 เมษายน จำง่ายๆก็ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“วันจักรี”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; นั่นเอง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“เดือนมีนาคม 2012”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; พระสันตะปาปาจะเสด็จเยือนเม็กซิโกและคิวบา โดยพระสันตะปาปาจะเยือนเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 23-26 มีนาคม จากนั้น ช่วงเที่ยงวันที่ 26 มีนาคม พระสันตะปาปาจะเสด็จถึงคิวบา และจะประทับอยู่ที่นั่นถึงวันที่ 28 มีนาคม ... เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งทริปที่ยาวนานถึง 6 วัน สำหรับพระสันตะปาปาผู้อาวุโส ซึ่งต้องประทับบนเครื่องบินเป็นเวลานานหลายชั่วโมง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“เดือนเมษายน 2012”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; วันที่ 16 เมษายน คริสตังทั่วโลกจะพร้อมใจ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“แฮปปี้ เบิร์ธเดย์”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; แด่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ผู้จะทรงพระชนมายุครบ 85 ชันษา ตัวเลขดังกล่าวจะส่งผลให้พระองค์เป็นพระสันตะปาปาลำดับที่ 6 ในประวัติศาสตร์ที่&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; “อายุยืนที่สุด” &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
โดยบรรดาพระสันตะปาปาที่อายุยืนสุดในประวัติศาสตร์และมีอายุมากกว่าพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ได้แก่ 1) พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 (สิ้นพระชนม์อายุ 93 ปี 140 วัน, สมณสมัย 25 ปี 150 วัน), 2) พระสันตะปาปา เคลเมนต์ ที่ 12 (สิ้นพระชนม์อายุ 87 ปี 305 วัน, สมณสมัย 9 ปี 209 วัน), 3) พระสันตะปาปา เคลเมนต์ ที่ 10 (สิ้นพระชนม์อายุ 86 ปี 9 วัน, สมณสมัย 6 ปี 84 วัน), 4) พระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 9 (สิ้นพระชนม์ 85 ปี 270 วัน, สมณสมัย 31 ปี 236 วัน), 5) พระสันตะปาปา อินโนเซ็นต์ ที่ 12 (สิ้นพระชนม์ 85 ปี 107 วัน, สมณสมัย 9 ปี 77 วัน), 6) พระสันตะปาปา จอห์น ที่ 22 (สิ้นพระชนม์ 84 ปี 338 วัน, สมณสมัย 18 ปี 119 วัน, &lt;span style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;7) พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 (สิ้นพระชนม์ 84 ปี 319 วัน, สมณสมัย 26 ปี 168 วัน), 8) พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 (ทรงพระชนม์อยู่)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; ... จะเห็นได้ว่า เมษายนที่จะถึงนี้ เมื่อพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 อายุครบ 85 ชันษา จะส่งผลให้พระองค์ก้าวจากอันดับ 8 ขึ้นไปอยู่อันดับ 6 ทันที (ในมุมมองของผม ถ้าพิจารณาพระพลานามัยที่แข็งแรงมากของพระองค์ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์น่าจะแซงขึ้นไปถึงอันดับที่ 2 ได้สบายๆ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ วันที่ 19 เมษายน จะเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เมื่อจะเป็นวันครบรอบ 7 ปีแห่งสมณสมัยการปกครองพระศาสนจักรคาทอลิก (ได้รับเลือกปี 2005) นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“เดือนมิถุนายน 2012”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; พระสันตะปาปาจะเสด็จร่วมงานวันครอบครัวสากล ซึ่งจัดที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ในวันที่ 2-3 มิถุนายน งานนี้ ผู้มาร่วมงานน่าจะแตะๆหลัก 100,000 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“เดือนตุลาคม 2012” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;เดือนที่พันธกิจสำคัญมากมายรอคอยการลงมือปฏิบัติให้เป็นจริง เริ่มด้วยพระสันตะปาปาจะประกอบพิธีมิสซาสถาปนานักบุญใหม่ 7 องค์ โดยหนึ่งในนักบุญใหม่ประจำปี 2012 มีชื่อของ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“บุญราศี เปโดร คาลังซอด”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; มรณสักขีฆราวาสครูคำสอนชาวฟิลิปปินส์ด้วย ... หลายคนคงงงว่าบุญราศีนี้ท่านนี้คือใคร คำตอบแบบง่ายๆเลยก็คือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“นี่คือหนึ่งในบุญราศีที่สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 &amp;nbsp;ทรงสถาปนาในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ.2000 ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน หนึ่งในบุญราศีที่ได้รับการสถาปนาในวันนั้น นอกจากมรณสักขีชาวฟิลิปปินส์แล้ว ยังมี &amp;nbsp;คุณพ่อนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง ของประเทศไทยรวมอยู่ด้วย”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จบจากการสถาปนานักบุญใหม่ พันธกิจอื่นๆที่พระสันตะปาปาต้องปฏิบัติ ยังมีการประธานการประชุมสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิก 2012 ภายใต้หัวข้อ&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; “การประกาศพระวรสารใหม่” นอกจากนี้ พระองค์จะถวายมิสซาฉลอง 50 ปีสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 และประกาศเปิด “ปีแห่งความเชื่อ” (YEAR OF FAITH) ปีแห่งความเชื่อจะมีระยะเวลาตั้งแต่ 11 ตุลาคม 2012 – 24 พฤศจิกายน 2013&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ... วาติกันยังไม่ได้ระบุวันเวลาชัดเจนของพิธีในเดือนตุลาคมแต่อย่างใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“เดือนพฤศจิกายน 2012”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; พระสันตะปาปาจะเปิดตัวหนังสือ&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; “พระเยซู ชาวนาซาเร็ธ (ภาคจบ)”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; นี่เป็นภาค 3 ภาคสุดท้ายของหนังสือที่พระสันตะปาปาทรงเขียนขึ้นด้วยดินสอทั้งเล่ม แล้วส่งให้ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ซิสเตอร์เบียร์กิต”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ชาวเยอรมัน เป็นคนนำไปพิมพ์เข้าใส่คอมพิวเตอร์ หนังสือเล่มนี้ เป็นที่ยกย่องมากในระดับโลก &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;สิ่งที่น่าประทับใจสุดของหนังสือเล่มนี้ ก็คือ พระสันตะปาปาจะย้ำเสมอว่า คนเขียนหนังสือไม่ใช่ “สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16” แต่เป็น คนธรรมดาๆที่ชื่อ “โยเซฟ รัตซิงเกอร์” (พระนามเดิม) ดังนั้น หากใครมีข้อแย้ง สามารถมาคุยกันได้ทุกเวลา&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ทั้งหมดก็คือเหตุการณ์และตารางคร่าวๆของสิ่งที่จะเกิดในพระศาสนจักรคาทอลิกประจำปี 2012 สิ่งที่เขียนในวันนี้ พอจะกำหนดตารางการทำงานข่าวประจำปีนี้ให้กับผมได้ เช่นเดียวกัน ตารางเวลาในวันนี้ก็พอจะบอกเป็นแนวทางได้ว่า ปีนี้ ผู้อ่านจะได้อ่านข่าวที่มีเนื้อหาประมาณนี้นี่เอง&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue; font-family: Times, 'Times New Roman', serif; font-size: large;"&gt;AVE &amp;nbsp; &amp;nbsp;MARIA&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-2298295681477467771?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/q25o71zTebgpiNacB2Egi1MzYko/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/q25o71zTebgpiNacB2Egi1MzYko/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/q25o71zTebgpiNacB2Egi1MzYko/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/q25o71zTebgpiNacB2Egi1MzYko/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/8NIKNnqBvU4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/2298295681477467771/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2012/01/2012-8-2012.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/2298295681477467771?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/2298295681477467771?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/8NIKNnqBvU4/2012-8-2012.html" title="ฟาติมาสาร - ปี 2012 มีเหตุการณ์อะไรบ้างในพระศาสนจักร (8 ม.ค. 2012)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2012/01/2012-8-2012.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEcFSX8zeCp7ImA9WhRWEUU.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-4967189048486730249</id><published>2011-12-30T02:13:00.003+07:00</published><updated>2011-12-30T02:13:38.180+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-30T02:13:38.180+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - “จากโป๊ปถึงคนไทย” &amp; “คาร์ดินัลใหม่ 2012” (1 ม.ค. 2012)</title><content type="html">&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;วันคริสต์มาสที่ผ่านมา หากใครติดตามการถ่ายทอดสดการประทานพร “อูร์บิ เอ็ด ออร์บิ” (URBI ET ORBI – แด่โรมและโลก) ผ่านทางเว็บไซต์โป๊ปรีพอร์ทดอทคอม น่าจะได้เห็นและได้ยินพระสันตะปาปาตรัสอวยพรคริสต์มาสเป็นภาษาไทยว่า “สุขสันต์วันคริสตสมภพแด่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกคน” &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="266" src="https://fbcdn-sphotos-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash4/408423_345424072139375_152027554812362_1636457_618486309_n.jpg" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ไฮไลท์ของการประทานพรคริสต์มาสไม่ได้อยู่แค่พระสันตะปาปาตรัสเป็นภาษาไทยเท่านั้น เพราะมันยังอยู่ที่การตรัสแบ่งปันมุมมองพระสันตะปาปาที่มีต่อสถานการณ์โลกในรอบปี 2011 พระดำรัสที่ว่านี้ พระสันตะปาปาจะตรัสก่อนจะอวยพรเป็นภาษาต่างๆ โดยพระองค์ตรัสถึง &lt;b style="color: blue;"&gt;“ประเทศไทย”&lt;/b&gt; แบบเน้นๆว่า &lt;b style="color: red;"&gt;“ในปี 2011 เป็นปีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญภาวะน้ำท่วมครั้งร้ายแรง ขอพระกุมารนำการเยียวรักษาจิตใจมาสู่พวกเขา”&lt;/b&gt; (น่าเสียดายที่สื่อมวลชนไทยทุกสำนัก รายงานแค่ว่า พระสันตะปาปาออกมาตรัสอวยพรคริสต์มาส แต่ไม่ได้สนใจว่า พระองค์ตรัสอะไรบ้าง ถ้าใส่ใจนิดนึง พวกเขาจะเล่นประเด็นข่าวได้มากกว่านี้ เนื่องจากพระสันตะปาปากล่าวถึงคนไทยแบบเต็มๆ) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในมุมมองของผม ปี 2011 ที่ผ่านไปนั้น เป็นปีที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงมีความใกล้ชิดประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ปีที่ผ่านมา พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ตรัสถึงประเทศไทย 3 ครั้ง ... ครั้งแรก วันที่ 30 ต.ค. ในการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว โดยทรงแสดงความเป็นทุกข์และเสียใจที่ทราบข่าวประเทศไทยประสบภาวะอุทกภัยครั้งใหญ่, ครั้งที่สอง วันที่ 9 พ.ย. พระองค์ตรัสในการเข้าเฝ้าทั่วไป โดยทรงแสดงความหวังว่า วิกฤติน้ำท่วมจะผ่านพ้นโดยเร็ว, ครั้งที่สาม วันที่ 25 ธ.ค. พระสันตะปาปาตรัสในการประทานพรแด่โรมและโลก นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ธ.ค. สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงส่งพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมายังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรวาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาด้วย ... ในมุมมองของผม แม้ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ยังไม่เคยมาเมืองไทย แต่คริสตังไทยมั่นใจได้เลยว่า พระองค์คิดถึงและเป็นห่วงคนไทยจากใจจริง ...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จบจากเรื่องพระสันตะปาปาถึงคนไทย เรามาต่อด้วยเรื่องที่นักข่าวสายวาติกันกำลังให้ความสนใจกันอย่างมาก นั่นคือ &lt;b style="color: blue;"&gt;ตอนนี้ มีข่าวหลุดรอดจากวงในวาติกันมาว่า พระสันตะปาปาเตรียมจะสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2012&lt;/b&gt; การสถาปนาพระคาร์ดินัลในรอบนี้ ค่อนข้างสำคัญต่ออนาคตพระศาสนจักร เพราะถ้านับพระคาร์ดินัลที่ได้รับการสถาปนาใหม่เข้าไปด้วย จะหมายความว่า ในการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป (คอนเคล็ฟ) พระคาร์ดินัลประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ที่จะเข้าร่วมการเลือกตั้ง จะเป็นพระคาร์ดินัลที่ได้รับการแต่งตั้งในสมณสมัยของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นพระคาร์ดินัลที่ได้รับแต่งตั้งจากยุคพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่จะเป็นครั้งที่ 4 ที่พระสันตะปาปาเบเนดิกต์จะสถาปนาพระคาร์ดินัลในสมณสมัยของพระองค์ 3 ครั้งที่ผ่านมา เกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2006, 24 พฤศจิกายน 2007 และ 20 พฤศจิกายน 2010 กระนั้นก็ดี ในการสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่รอบนี้ พระสันตะปาปายังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ เพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว พระสันตะปาปาจะประกาศล่วงหน้า 1 เดือน และต้องประกาศหลังจากการเข้าเฝ้าทั่วไปจบลงเท่านั้น (การเข้าเฝ้าทั่วไป จะจัดทุกวันพุธ ... ถ้าข่าวจากวงในวาติกันถูกต้อง พิธีสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่จะมีขึ้นวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2012 หมายความว่า พระสันตะปาปาจะประกาศให้สัตบุรุษทราบอย่างเป็นทางการ หลังจากการเข้าเฝ้าทั่วไปในวันพุธที่ 18 มกราคม 2012 จบลงนั่นเอง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับตั้งแต่ได้รับเลือกให้ปกครองพระศาสนจักรคาทอลิก &lt;b style="color: blue;"&gt;พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงสถาปนาพระคาร์ดินัลไปแล้ว 62 องค์ ในจำนวนนี้ 57 องค์ ยังคงมีชีวิตอยู่ แต่มีเพียง 46 องค์เท่านั้นที่อายุต่ำกว่า 80 ปี ซึ่งยังมีสิทธิ์เข้าร่วมการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป&lt;/b&gt; (พระคาร์ดินัลที่อายุเกิน 80 ปี จะหมดสิทธิ์เข้าร่วมการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป ... หมายความว่า พระคาร์ดินัล มีชัย กิจบุญชู ก็หมดสิทธิ์เข้าร่วมการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ต่อไปแน่นอน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขียนถึงจำนวนพระคาร์ดินัลแล้ว เชื่อว่า หลายท่านคงอยากทราบว่า ณ ตอนนี้ พระศาสนจักรคาทอลิกมีพระคาร์ดินัลทั้งหมดกี่องค์ ผมไปค้นมาให้แล้ว &lt;b style="color: red;"&gt;ตอนนี้ เรามีพระคาร์ดินัลทั้งหมด 192 องค์ ในจำนวนนี้ 109 องค์ อายุต่ำกว่า 80 ปี แต่ตัวเลข 109 กำลังจะลดลงเหลือ 107 ในอีกไม่กี่วันนี้&lt;/b&gt; เพราะ &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระคาร์ดินัล โชเซ่ ซาไรว่า มาร์ตินส์”&lt;/b&gt; อดีตประธานสมณกระทรวงประกาศการเป็นนักบุญ กำลังจะอายุครบ 80 ปีในวันที่ 6 ม.ค. และ &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระคาร์ดินัล โยเซฟ เซน” &lt;/b&gt;อดีตประมุขอัครสังฆมณฑลฮ่องกง จะครบ 80 ปีในวันที่ 13 ม.ค. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: red;"&gt;ถ้าพระคาร์ดินัลที่มีสิทธิ์เลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ เหลือแค่ 107 องค์ เท่ากับว่า ปีนี้ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ น่าจะสถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่อย่างน้อยๆ 13 องค์&lt;/b&gt; เพราะตามกฏที่ สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ประกาศในค.ศ.1973 ว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระคาร์ดินัลที่จะร่วมการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ ต้องมีจำนวนไม่เกิน 120 องค์” &lt;/b&gt;... ที่ผมบอกว่า&lt;b style="color: blue;"&gt; “อย่างน้อย 13 องค์”&lt;/b&gt; เพราะระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2012 จะมีพระคาร์ดินัลอีกหลายองค์ อายุครบ 80 ปี พระสันตะปาปาจึงอาจจะสถาปนาให้เกินโควต้า 3-5 องค์ไปก่อน เพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่กำลังจะอายุครบ 80 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ มาดูในส่วนของ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ว่าที่พระคาร์ดินัล” &lt;/b&gt;กันบ้าง พวกที่จะได้รับสมณศักดิ์ &lt;b style="color: blue;"&gt;“เจ้าชายแห่งพระศาสนจักร” (PRINCE OF THE CHURCH) &lt;/b&gt;แบบแน่ๆ ได้แก่พวกที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งสำคัญๆในวาติกัน อาทิ พระอัครสังฆราช แฟร์นานโด ฟิโลนี่ ประธานสมณกระทรวงประกาศพระวรสารสู่ปวงชน (โปรปากันดา ฟีเด), พระอัครสังฆราช โดเมนิโก คาลคัจโน่, พระอัครสังฆราช จูเซ็ปเป้ แวร์ซัลดี้ ประธานสำนักเศรษฐกิจการคลังสันตะสำนัก, พระอัครสังฆราช จูเซ็ปเป้ แบร์เตลโล่, พระอัครสังฆราช เจา บราซ เด อาวิซ, พระอัครสังฆราช เอ็ดวิน โอไบรอัน, พระอัครสังฆราช ซานโตส อาบริล คาสเตลโญ่, พระอัครสังฆราช ริโน่ ฟิชิเชลล่า ประธานสมณสภาประกาศพระวรสารใหม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนพวกที่ปฏิบัติหน้าที่ประมุขอัครสังฆมณฑลต่างๆและมีสิทธิ์ได้รับ &lt;b style="color: blue;"&gt;“หมวกแดง”&lt;/b&gt; ก็มีหลายองค์&lt;b style="color: blue;"&gt; แต่ธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องเคารพคือพระสันตะปาปาจะไม่สถาปนาพระคาร์ดินัลใหม่ที่เป็นผู้ปกครองอัครสังฆมณฑล จนกว่าพระคาร์ดินัลองค์เก่า จะอายุเกิน 80 ปี &lt;/b&gt;(พูดง่ายๆก็คือ ถ้าอัครสังฆมณฑลนั้น มีพระคาร์ดินัลปลดเกษียณ แต่พระคาร์ดินัลองค์ดังกล่าว อายุไม่ถึง 80 ปี พระสันตะปาปาก็จะไม่สถาปนาพระคาร์ดินัลองค์ใหม่ แต่ถ้าพระคาร์ดินัลเกษียณอายุองค์นั้น อายุครบ 80 ปี พระสันตะปาปาจะเริ่มพิจารณาว่า พระอัครสังฆราชที่รับช่วงต่อในการปกครองอัครสังฆมณฑล เหมาะสมจะได้รับสมณศักดิ์พระคาร์ดินัลหรือยัง ... อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ อยู่ในเคสนี้)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเคสอัครสังฆมณฑลท้องถิ่นที่ผู้ปกครองมีสิทธิ์จะได้รับสมณศักดิ์เจ้าชายพระศาสนจักร ได้แก่ พระอัครสังฆราชของอัครสังฆมณฑลเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี, อัครสังฆมณฑลปราก สาธารณรัฐเช็ก, อัครสังฆมณฑลโตรอนโต้ ประเทศแคนาดา, อัครสังฆมณฑลฟลอเร็นซ์ ประเทศอิตาลี, อัครสังฆมณฑลควิเบก ประเทศแคนาดา, อัครสังฆมณฑลอูเทร็ค ประเทศเนเธอร์แลนด์, อัครสังฆมณฑลฮ่องกง, พระอัครสังฆราชของคริสตังจารีตมาโรไนต์ ประเทศเลบานอน และ พระอัครสังฆราชผู้นำคริสตังจารีตซีโร-มาลาบาร์ส ประเทศอินเดีย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนพระอัครสังฆราชผู้ปกครองอัครสังฆมณฑลใหญ่ๆ ที่ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ต้องรอ”&lt;/b&gt; โอกาสได้รับสมณศักดิ์พระคาร์ดินัล เนื่องจากพระคาร์ดินัลองค์ปัจจุบันของอัครสังฆมฑณลนั้น อายุยังไม่ถึง 80 ปี ได้แก่พระอัครสังฆราชของอัครสังฆมณฑลเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ, อัครสังฆมณฑลฟิลาเดเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, อัครสังฆมณฑล ลอส แองเจลีส ประเทศสหรัฐอเมริกา, อัครสังฆมณฑลตูริน ประเทศอิตาลี, อัครสังฆมณฑลเมเชเล็น-บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม, อัครสังฆมณฑลเซบีญ่า ประเทศสเปน, อัครสังฆมณฑล ซานติอาโก้ ประเทศชิลี, อัครสังฆมณฑล ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล, อัครสังฆมณฑลโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย, อัครสังฆมณฑลกีโต้ ประเทศเอกวาดอร์ และอัครสังฆมณฑลมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;ผมคิดว่า ผมเขียนมาถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากถามใจจะขาดแล้วว่า “เมืองไทยมีสิทธิ์จะมีพระคาร์ดินัลองค์ใหม่บ้างไหม เพราะดูแล้ว เราน่าจะเข้าข่ายพิจารณาเหมือนกัน” ... คำตอบคือ “ในมุมมองของผม โอกาสน่ะมี แต่มันแทบจะเป็นศูนย์ ส่วนมุมมองนักข่าวสายวาติกันระดับโลกยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกนั้นไม่ให้น้ำหนักความสำคัญกับไทยเลย ดังนั้น ฟันธงเลยว่า ปี 2012 ไม่มีพระคาร์ดินัลใหม่จากประเทศไทยแน่นอน” &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-4967189048486730249?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/W3Ud8NTEjEd8T-M8gKRTalav8Jk/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/W3Ud8NTEjEd8T-M8gKRTalav8Jk/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/W3Ud8NTEjEd8T-M8gKRTalav8Jk/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/W3Ud8NTEjEd8T-M8gKRTalav8Jk/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/Fg7Ik1-pJ0g" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/4967189048486730249/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/12/2012-1-2012.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4967189048486730249?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4967189048486730249?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/Fg7Ik1-pJ0g/2012-1-2012.html" title="ฟาติมาสาร - “จากโป๊ปถึงคนไทย” &amp; “คาร์ดินัลใหม่ 2012” (1 ม.ค. 2012)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/12/2012-1-2012.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CUADSXY_cCp7ImA9WhRXEk8.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-2574596483060373424</id><published>2011-12-18T22:55:00.000+07:00</published><updated>2011-12-18T22:56:18.848+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-18T22:56:18.848+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - 2011 ... เกิดอะไรขึ้นบ้างในพระศาสนจักร (25 ธ.ค. 2011)</title><content type="html">&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;เป็นธรรมเนียมของสำนักข่าวที่เมื่อถึงฉบับสุดท้ายของปี จะต้องมีการสรุปข่าวสำคัญของปีให้ผู้อ่านได้ทบทวนกัน เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราไปดูกันว่า รอบปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นบ้างกับพระศาสนจักรคาทอลิก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ... &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pn_vcKGGCnuRxeF8Tus5RhCiKV6aVuc1JgpTqFooH1hnxE4HPibdRoWArFPY92aWS-o3pLfgSA-P4VF4dSE1Hfg/Benedetto%20XVI%20151147.jpg?psid=1" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;มกราคม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;15 ม.ค. “3 บิช็อปแองกลิกันรับศีลบวชเป็นสงฆ์คาทอลิก”&lt;/b&gt; … บิช็อป คีธ นิวตัน, บิช็อป จอห์น บรอดเฮิร์สท์ และ บิช็อป แอนดรูว์ เบิร์นแน่ม อดีตสามบิช็อปแห่งแองกลิกัน ประเทศอังกฤษ สามผู้อภิบาลกลุ่มแรกของศาสนจักรเชิร์ชออฟอิงแลนด์ ได้สมัครใจขอรับศีลบวชเป็นสงฆ์คาทอลิก หลังจากวาติกันอนุญาตให้ผู้อภิบาลแองกลิกันที่ไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้สตรีบวชเป็นสงฆ์ รวมถึงผู้ที่คัดค้านการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน สามารถมาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรคาทอลิกได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;21 ม.ค. “อิหม่ามอียิปต์ประกาศงดเสวนาศาสนสัมพันธ์กับวาติกัน”&lt;/b&gt; ... อิหม่าม อาเหม็ด อัล-ตาเย็บ ผู้นำมุสลิมในอียิปต์ ประกาศงดศาสนสัมพันธ์กับวาติกัน หลังไม่พอใจที่พระสันตะปาปาประณามเหตุระเบิดหน้าโบสถ์ค็อปติกในอียิปต์ พร้อมชี้ว่านี่คือการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ ... อิหม่ามคนนี้คือคนที่ “เบเนต็อง” นำมาโฆษณาตัดต่อเป็นภาพจุมพิตกับพระสันตะปาปา นี่แหละคือต้นตอของความขัดแย้งที่สื่อมวลชนทั่วไปไม่เคยรู้ที่มาที่ไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: red; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;มีนาคม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;18 มี.ค. “ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปสั่งให้อิตาลีมีสิทธิ์แขวนไม้กางเขนไว้ในสถานที่สาธารณะ”&lt;/b&gt; ... ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปสั่งให้อิตาลีมีสิทธิ์แขวนไม้กางเขนไว้ในสถานที่สาธารณะ อาทิ ห้องเรียน (มติ 15 ต่อ 2) โดยศาลให้เหตุผลว่า “หลังจากไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ศาลไม่พบว่า ไม้กางเขนที่ถูกแขวนไว้บนผนังห้องเรียน จะชี้นำนักเรียนให้มาเป็นคาทอลิก ศาลไม่พบว่า ไม้กางเขนจะไปทำร้ายสิทธิเสรีภาพของผู้ไม่นับถือศาสนาใดๆ”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: red; text-align: center;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;เมษายน&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;1 เม.ย. “ปฏิรูปความโปร่งใสการเงินวาติกัน”&lt;/b&gt; ... วาติกันเริ่มปฏิวัติระบบการเงินของตัวเอง เพื่อป้องกันการฟอกเงินและการนำเงินพระศาสนจักรคาทอลิก “ไปทำชั่วและทำผลประโยชน์ให้ตนเอง” หนึ่งในกฏแบบคร่าวๆก็คือใครที่เข้า-ออกเขตวาติกัน และมีเงินติดตัวเกิน 10,000 ยูโร (400,000 บาท) จะต้องแสดงเงินจำนวนดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ของวาติกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;21 เม.ย. “ปิดตำนาน ยูซิป”&lt;/b&gt; ... วาติกันประกาศถอดถอนการรับรอง “สหพันธ์สื่อมวลชนคาทอลิกนานาชาติ” (UCIP – INTERNATIONAL CATHOLIC UNION OF THE PRESS) ออกจากการดูแลและสนับสนุนของสันตะสำนัก หลังพบว่า หน่วยงานดังกล่าวบริหารงานไม่โปร่งใส เฉพาะอย่างยิ่ง การประชุมที่บูร์กินาฟาโซ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีคนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน แต่กลับมีสมาชิกของ UCIP เพียง 14 คนเท่านั้นที่ไปร่วมงาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;พฤษภาคม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;1 พ.ค. “สถาปนาบุญราศี จอห์น ปอล ที่ 2”&lt;/b&gt; ... ข่าวใหญ่ที่สุดของปี 2011 ในพระศาสนจักรคาทอลิก สัตบุรุษกว่า 2 ล้านคนมาร่วมแสดงความชื่นชมยินดีกับเหตุการณ์นี้ นอกจากนี้ ยังมีเกร็ดความรู้มาแบ่งปันว่า สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศี “เร็วที่สุด” ในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรยุคใหม่ (หลัง ค.ศ.1500) โดยใช้เวลาแค่ 6 ปี 29 วัน ทำลายสถิติของ “บุญราศีเทเรซาแห่งกัลกัตต้า” ที่ใช้เวลา 6 ปี 44 วัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;13 พ.ค. “วาติกันออกเอกสารเพิ่มเกี่ยวกับมิสซาลาติน” &lt;/b&gt;... เอกสารนี้มีชื่อว่า “UNIVERSAE ECCLESIAE” (พระศาสนจักรสากล) ใจความสำคัญคือ ถ้าสัตบุรุษร้องขอให้มีการจัดมิสซาจารีตก่อนสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 (สงฆ์หันหลังให้สัตบุรุษและใช้ภาษาลาติน) พระสงฆ์ต้องขานรับคำขอของพวกเขา และห้ามพระสังฆราชกำหนดกฏเกณฑ์เพิ่มเติมเด็ดขาด นอกจากนี้ บ้านเณรต้องสอนภาษาลาตินและฝึก “ว่าที่พระสงฆ์” ให้ถวายมิสซาลาตินให้เป็นทุกคน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;16 พ.ค. “วาติกันสั่งงานสภาพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลก ให้ทำแผนการรับมือปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ”&lt;/b&gt; … แผนงานดังกล่าว วาติกันให้เวลาสภาพระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลก ส่งกลับมาที่สมณกระทรวงหลักความเชื่อภายในสิ้นปีนี้ วาติกันเผยว่า มี 3 ประเทศที่มีแนวทางป้องกันและรับมือปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร (อังกฤษ-สกอตแลนด์-ไอร์แลนด์เหนือ-เวลส์) และไอร์แลนด์ ส่วนประเทศอื่นๆต้องร่างเอกสารนี้ แล้วส่งให้วาติกันภายในเดือนพฤษภาคม 2012&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: red; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;มิถุนายน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;29 มิ.ย. “ฉลอง 60 ปีชีวิตสงฆ์ของพระสันตะปาปา”&lt;/b&gt; ...&amp;nbsp; ปีนี้ พระศาสนจักรคาทอลิกทั่วโลกพร้อมใจร่วมฉลอง 60 ปีชีวิตสงฆ์ของพระสันตะปาปา น่าเสียดาย เมืองไทยเงียบมากกับข่าวนี้ โปรโมทกันนิดเดียวเท่านั้น ... เกร็ดความรู้เพิ่มเติม การ์ดเชิญวันบวชพระสงฆ์ของ “คุณพ่อโยเซฟ รัตซิงเกอร์” (พระสันตะปาปาเบเนดิกต์) มีคติพจน์ว่า “เราไม่บังคับให้ท่านเชื่อ แต่เราร่วมงานกับท่าน เพื่อให้ท่านมีความชื่นชมด้วย ท่านทั้งหลายมีความเชื่ออย่างมั่นคงอยู่แล้ว” (2โครินธ์ 1:24)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;กรกฏาคม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;2 ก.ค. “สงฆ์กบฏแห่งออสเตรีย”&lt;/b&gt; ... พระศาสนจักรคาทอลิกในออสเตรีย กำลังเผชิญหน้าความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อพระสงฆ์กว่า 250 องค์ ร่วมลงนามเรียกร้องให้วาติกันอนุญาตให้พวกตนสามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ด้วย เช่นเดียวกับอนุญาตให้สตรีบวชเป็นสงฆ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;25 ก.ค. “สงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศในไอร์แลนด์” &lt;/b&gt;... สถานการณ์พระศาสนจักรคาทอลิกในไอร์แลนด์ระส่ำสุดๆ หลังมีการเปิดโปงคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศหลายร้อยคดี มีการสำรวจความเห็นของคริสตังจำนวนมากในไอร์แลนด์และพบว่า พวกเขายังรักและศรัทธาพระเจ้า แต่ผิดหวังและรู้สึกแย่กับพวกพระคาร์ดินัล, พระสังฆราช และพระสงฆ์ เพราะคนเหล่านี้จงใจปกปิดคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ และช่วยคนของตนให้พ้นผิด เพื่อตัวเองจะไม่ต้องอับอายขายขี้หน้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;28 ก.ค. “หลุมศพนักบุญฟิลิป อัครสาวก” &lt;/b&gt;... นักโบราณคดีชาวอิตาเลี่ยน ขุดพบ “หลุมศพนักบุญฟิลิป 1 ใน 12 อัครสาวกของพระเยซูคริสต์” โดยขุดพบที่เมืองพามุกกาเล่ ประเทศตุรกี (ในอดีต เป็นส่วนหนึ่งของเฮียร์ลาโปริส) ทั้งนี้ ป้ายหินบนหลุมศพ สลักชื่อว่า “ฟิลิป อัครสาวกของพระเยซูคริสต์” ส่วนโลงศพนั้น ยังไม่ถูกเปิดออก แต่นักโบราณคดีกำลังทำเรื่องขอเปิดเพื่อพิสูจน์ข้างใน (จุดที่เจอโลงศพ เป็นจุดเดียวกับที่มีการบันทึกว่า น.ฟิลิป สิ้นใจที่นี่)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: red; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;สิงหาคม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;15-21 สิงหาคม “งานเยาวชนโลก 2011”&lt;/b&gt; ... นี่คืองานชุมนุมที่ยิ่งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิก งานนี้ จัดที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน โดยมีเยาวชนมาร่วมกว่า 2 ล้านคน ในงานดังกล่าว พระสันตะปาปาทรงแสดงสปิริตตากฝนนานหลายชั่วโมงไปพร้อมกับเยาวชน ช่วงดังกล่าวทำให้พระองค์ซื้อใจพวกเขาไปได้เรียบร้อย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;กันยายน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;14 ก.ย. “ข้อเสนอสุดท้ายให้กับกลุ่มเลอแฟ๊บวร์” &lt;/b&gt;... ผลการประชุมระหว่างวาติกันกับกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ ปรากฏว่า วาติกันยื่นข้อเสนอสุดท้ายให้กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ เซ็นต์ว่า จะยอมรับหลักเทวศาสตร์ (และสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2) หรือไม่ ถ้ายอมรับ กลุ่มเลอแฟ๊บวร์จะได้ร่วมเป็นเอกภาพกับพระศาสนจักร โดยใช้สูตรการจัดตั้งแบบ “โอปุส เดอี” คือตั้งเป็นคณะส่วนพระองค์ (PERSONAL PRELATURE) โดยอยู่ใต้การปกครองของพระสันตะปาปาโดยตรง ... อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า กลุ่มเลอแฟ๊บวร์จะตอบปฏิเสธข้อเสนอนี้ค่อนข้างแน่แล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;22-25 ก.ย. “พระสันตะปาปาเยือนเยอรมนี”&lt;/b&gt; ... ในการเสด็จเยือนครั้งนี้ พระสันตะปาปาทรงกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภาเยอรมัน ต่อหน้าบรรดาฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ใจความว่า “ข้าพเจ้าวิงวอนให้ผู้นำทางการเมืองทุกคนแสวงหาความยุติธรรมให้ประเทศ ไม่ใช่แสวงหาชื่อเสียงเงินทองเพื่อตัวเอง ถ้าประเทศใด ผู้นำไร้ศีลธรรมและความยุติธรรม ประเทศนั้นก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่โจรดีๆนี่เอง” ... นี่เป็นสุนทรพจน์ที่โลกจับตามองและ พระสันตะปาปาทรงเขียนด้วยพระองค์เอง เนื่องจากฝ่ายค้านบอตคอยจะรับฟังเรื่องพระเจ้ากับสังคม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;29 ก.ย. “อย่าแทรกแซงสื่อมวลชน”&lt;/b&gt; ... เฆซุส คอลิน่า ผู้ก่อตั้ง “เซนิต” (www.zenit.org) เว็บไซต์ข่าวคาทอลิกระดับโลก ประกาศลาออกจากการเป็นบรรณาธิการบริหารของเว็บไซต์ หลังรับไม่ได้ที่ บาทหลวง ออสดาร์ นาเดร์ ปธ.บริหารเว็บไซต์คนใหม่ เข้ามาแทรกแซงการรายงานข่าว บาทหลวง มาร์กเซียล มาเซียล (ล่วงลับ) ผู้ก่อตั้งคณะทหารของพระคริสตเจ้า ซึ่งก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศแบบนับไม่ถ้วน โดย เฆซุส คอลิน่า บอกว่า “ผมขอลาออกจากการเป็นบรรณาธิการบริหารเซนิต เว็บไซต์ที่ผมสร้างมากับมือ หลังจากถูกแทรกแซงไม่ให้รายงานความจริงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ การมาบังคับผมไม่ให้รายงานข่าวพวกนี้ ถือเป็นการจงใจปกปิดและสร้างอุปสรรคประกาศความจริงเกี่ยวกับพระสันตะปาปาและพระศาสนจักรคาทอลิก”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;ตุลาคม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;15 ต.ค. “เปิดตัว สมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่”&lt;/b&gt; ... พระสันตะปาปาทรงสถาปนา “สมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่” เพื่อฟื้นฟูความเชื่อในทวีปยุโรปให้กลับมาอีกครั้ง งานนี้ น่าจะมีการนำเข้ามิชชันนารีจากทวีปเอเชียและยุโรป ต้องมาดูกันว่า สมณสภานี้จะทำงานตามเป้าหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;16 ต.ค. “พระสันตะปาปาประกาศปีแห่งความเชื่อ”&lt;/b&gt; ... พระสันตะปาปาประกาศให้ปี 2012-2013 เป็นปีแห่งความเชื่อ โดยปีแห่งความชื่นชมยินดีนี้ จะเริ่มขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2012 โอกาสครบรอบ 50 ปีของสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 และไปจบลงในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2013 โอกาสสมโภชพระเยซูเจ้ากษัตริย์แห่งสากลจักรวาล&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;23 ต.ค. “สถาปนานักบุญใหม่ 3 องค์”&lt;/b&gt; ... พระสันตะปาปาทรงถวายมิสซาสถาปนานักบุญใหม่ 3 องค์ ได้แก่ นักบุญกุยโด้ คอนฟอร์ติ (ค.ศ.1865-1931) ผู้ก่อตั้งคณะธรรมทูตซาเวเรี่ยน, นักบุญลุยจิ กัวเนลล่า (ค.ศ.1842-1915) ผู้ก่อตั้งคณะผู้รับใช้แห่งความเมตตา และผู้ก่อตั้งคณะธิดาแห่งแม่พระผู้คุ้มครอง และ นักบุญโบนิฟาชา โรดริเกซ เด คาสโตร (ค.ศ.1837-1905) ผู้ก่อตั้งคณะผู้รับใช้แห่งนักบุญโยเซฟ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;27 ต.ค. “งานจาริกแห่งความจริงและสันติภาพที่อัสซีซี”&lt;/b&gt; ... สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงจัดงานจาริกแสวงบุญแห่งความจริง งานจาริกแสวงบุญแห่งสันติภาพ เพื่อรำลึก 25 ปีที่ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เคยจัดขึ้นที่เมืองอัสซีซี โดยงานนี้ มีผู้แทนศาสนาจากประเทศไทยเดินทางไปร่วมงานด้วย ได้แก่ พระสังฆราช ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ (ผู้แทนพระศาสนจักรคาทอลิกไทย), พระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม คลองสาน (ผู้แทนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก) และแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;30 ต.ค. “พระสันตะปาปาภาวนาให้ชาวไทยที่เผชิญภาวะน้ำท่วมร้ายแรง”&lt;/b&gt; ... ในการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน เมื่อเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงเชิญชวนคริสตังทั่วโลก ร่วมใจภาวนาเพื่อพี่น้องชาวไทยที่กำลังประสบความยากลำบากอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ พร้อมทรงสัญญา จะสวดภาวนาให้พวกเขาอย่างแน่นอน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: red; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;พฤศจิกายน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;10 พ.ย. “พระสันตะปาปาป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม”&lt;/b&gt; ... อันเดรีย ตอร์นิเอลลี่ นักข่าวสายวาติกันมือวางอันดับ 1 ของโลก เผย สาเหตุที่วาติกันให้พระสันตะปาปาประทับรถล้อเลื่อนในมิสซา แทนที่จะเดินร่วมขบวนแห่ เป็นเพราะพระองค์ทรงป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม โรคนี้ จะเกิดกับผู้หญิงที่อายุเกิน 50 ปี ส่วนผู้ชายเกิน 80 ปี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;11 พ.ย. “คาริตัส” บริจาค 20 ล้านช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในไทย&lt;/b&gt; ... คาริตัส หน่วยงานการกุศลที่ใหญ่สุดในพระศาสนจักรคาทอลิก ได้เปิดยอดเงินช่วยเหลือที่ส่งมาช่วยเหลือประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยยอดบริจาคช่วยเหลืออยู่ที่ 506,494 ยูโร (ประมาณ 20.85 ล้านบาท) เงินจำนวนนี้ คาริตัสสากล ได้มอบให้คาริตัส ประเทศไทย นำไปช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยที่ประสบภัย ด้วยการแจกจ่ายอาหารและอุปกรณ์ที่ใช้ยังชีพในภาวะวิกฤติให้กับชาวไทยหลายครอบครัว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: red; text-align: center;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;ธันวาคม&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;1 ธ.ค. “วาติกันร่วมมือกับอังกฤษกวาดล้างสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศ”&lt;/b&gt; ... พระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศอังกฤษ ประกาศให้ความร่วมมือกับวาติกันและเจ้าหน้าที่ตำรวจในอังกฤษ ในการสอบสวนคดีล่วงละเมิดทางเพศในอารามเบเนดิกติน เขตอีลลิ่ง กรุงลอนดอน ภายหลังสื่อมวลชนในอังกฤษรายงานว่า อารามแห่งนี้มีนักบวชก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศเยอะมาก แต่ถูกปกปิดโดยอธิการเจ้าคณะมานานหลาย 10 ปี ทันทีที่ พระสันตะปาปาทราบข่าว พระองค์ทรงออกคำสั่งด่วนให้ทำการสอบสวนอย่างเด็ดขาด และยังสั่งให้สมาชิกอารามแห่งนี้ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกกรณี นอกจากนี้ วาติกันออกมาย้ำว่า "เราต้องการให้พระศาสนจักรคาทอลิกโปร่งใสแบบสุดๆ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;4 ธ.ค. “พระสันตะปาปาถวายพระพรชัยแด่ในหลวง”&lt;/b&gt; ... สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงมีพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ดังนี้ “เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาและวันชาติไทย ข้าพเจ้าขอถวายพระพรชัยมงคลอย่างจริงใจมายังพระองค์ท่าน ขออำนวยพรมายังประชาชนชาวไทย เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบข่าวอุทกภัยในประเทศไทย ข้าพเจ้าและพระศาสนจักรคาทอลิกขอร่วมแสดงความเห็นใจต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ ขอพรจากพระเจ้าจงดลบันดาลให้ประชาชนชาวไทยมีความร่มเย็นและสันติสุขตลอดไป”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;8 ธ.ค. “พระศาสนจักรกลัวอะไรมากที่สุด” &lt;/b&gt;... พระสันตะปาปาตรัสในพิธีวางพวงมาลา ณ รูปแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล จัตุรัสบันไดสเปน กรุงโรม โดยตรัสให้ข้อคิดว่า “สิ่งที่พระศาสนจักรควรกลัวมากที่สุด ไม่ใช่การเบียดเบียนข่มเหงคริสตชน แต่เป็นบาปที่เกิดจากสมาชิกของพระศาสนจักรเอง การเบียดเบียนคริสตชนเกิดมาตลอดประวัติศาสตร์ แต่มันผ่านพ้นและได้รับการบรรเทาโดยอาศัยความสว่างและพละกำลังจากพระเจ้า แต่บาปที่เกิดจากสมาชิกในพระศาสนจักร เราต้องสวดขอแม่พระให้ช่วยเหลือพระศาสนจักรให้มากๆ เราต้องวิงวอนแม่พระ โปรดร่วมเดินทางความเชื่อไปกับเรา ขอแม่พระมอบความกล้าในการดำเนินชีวิตคริสตชน เช่นเดียวกับประทานความหวังเพื่อเป็นแรงสนับสนุนและขับเคลื่อนชีวิตของเรา”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;17 ธ.ค. “ระเบิดสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศลูกใหม่ที่เนเธอร์แลนด์”&lt;/b&gt; ... สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งเนเธอร์แลนด์ ออกแถลงการณ์ “กราบขออภัยจากใจจริงไปยังผู้ที่ถูกสงฆ์คาทอลิกล่วงละเมิดทางเพศ” หลังจากรัฐบาลดัชต์ตรวจสอบพบว่า ระหว่าง ค.ศ.1945-1985 มีสงฆ์คาทอลิกก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศและสงฆ์แอบมีคู่ครอง อย่างต่ำๆถึง 800 องค์ ในจำนวนนี้ 105 องค์ยังมีชีวิตอยู่และใช้ชีวิตแบบลอยหน้าลอยตาในสังคม ... มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่พระศาสนจักรคาทอลิกต้องกำจัดปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศและสงฆ์แอบมีคู่ครองให้หมดไปแบบจริงจังเสียที&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;… ทั้งหมดก็เป็นการสรุปข่าวสำคัญในรอบปีที่ผ่านมา MERRY CHRISTMAS AND HAPPY NEW YEAR ครับ&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-2574596483060373424?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/VocS6ZJYgVhpNdvtyioXtseVWj4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/VocS6ZJYgVhpNdvtyioXtseVWj4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/VocS6ZJYgVhpNdvtyioXtseVWj4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/VocS6ZJYgVhpNdvtyioXtseVWj4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/x2HTXZLUqeo" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/2574596483060373424/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/12/2011.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/2574596483060373424?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/2574596483060373424?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/x2HTXZLUqeo/2011.html" title="ฟาติมาสาร - 2011 ... เกิดอะไรขึ้นบ้างในพระศาสนจักร (25 ธ.ค. 2011)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/12/2011.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;Ak4FSXg8eCp7ImA9WhRQF00.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-1450007971321796395</id><published>2011-12-12T23:55:00.002+07:00</published><updated>2011-12-12T23:55:18.670+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-12T23:55:18.670+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - สิ่งที่น่าจะเกิดก่อนสิ้นยุคโป๊ปเบเนดิกต์ (18 ธ.ค. 2011)</title><content type="html">&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;ผมนั่งเขียนบทความนี้ที่เมืองอิสตันบลู ประเทศตุรกี ระหว่างรอ 2 ชั่วโมงเพื่อเปลี่ยนเครื่องไปเมืองเทล อาวีฟ ประเทศอิสราเอล ผมพยายามหาสัญญาณอินเตอร์เน็ทเพื่อเช็คข่าวพระสันตะปาปาและวาติกัน แต่ไม่มีสัญญาณให้ใช้แบบฟรีๆเลย ดังนั้น วันนี้ขอเขียนบทความที่เกิดจากมุมมองของตัวเองแบบเพียวๆให้ติดตามก็แล้วกัน&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="266" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1p0UazyVZNeby_USceSNkzaQTi_9YuEkVh-RyZSwsVnQCDo88XdmUUJHDB2gblMs4-5FGQgw8gKiBZsKiyxW4uLA/Benedetto%20XVI%20153473.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
บทความในวันนี้ไม่ได้นำข่าวประเด็นสำคัญมาถ่ายทอดให้ฟัง แต่ผมอยากวิเคราะห์สิ่งที่น่าจะเกิดในปีหน้า (2012) และปีต่อๆไปในสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 สิ่งเหล่านี้ ผมใช้ประสบการณ์การตามทำข่าวพระสันตะปาปาองค์นี้ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับเลือกจนถึงปัจจุบัน มาเป็นพื้นฐานวิเคราะห์ ผมค่อนข้างมั่นใจว่า เรื่องทั้งหมดนี้ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ต้องการทำให้สำเร็จลุล่วงให้เร็วที่สุดในสมณสมัยของพระองค์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องแรกที่น่าจะเกิดแน่ๆในยุคของพระสันตะปาปาองค์นี้ ก็คือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“การพบกันของผู้นำพระศาสนจักรคาทอลิกกับผู้นำพระศาสนจักรออโธด็อกซ์แห่งมอสโก”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; นับตั้งแต่ขัดแย้งกันมา 1,000 กว่าปี ผู้นำพระศาสนจักรตะวันตก (พระสันตะปาปา) กับ ผู้นำพระศาสนจักรตะวันออก (พระอัยกาแห่งมอสโก) ก็ไม่เคยพบหน้ากันอีกเลย ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ตกต่ำแบบสุดในช่วงปี 2000 เมื่อ&lt;b style="color: blue;"&gt; “พระอัยกาอเล็กเซย์ ที่ 2”&lt;/b&gt; (สิ้นใจแล้ว) ออกมาตำหนิสมเด็จพระสันตะปาป จอห์น ปอล ที่ 2 อย่างรุนแรงว่าเป็น &lt;b style="color: blue;"&gt;“โจรขโมยลูกแกะ”&lt;/b&gt; เพราะไม่พอใจที่พระสันตะปาปาสถาปนาสังฆมณฑลคาทอลิกเพิ่มขึ้นในประเทศรัสเชีย ผลที่ตามมาก็คือชาวออโธด็อกซ์บางส่วนเปลี่ยนมาเป็นคาทอลิก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์สองฝ่ายเริ่มดีขึ้นในสมณสมัยของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เนื่องจาก &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระอัยกาคีริล”&lt;/b&gt; ผู้นำออโธด็อกซ์มอสโกคนใหม่ เป็นคณะทำงานคริสตศาสนสัมพันธ์กับคาทอลิกมาก่อน ท่านมีโอกาสมาวาติกันเป็นประจำ นอกจากนี้ ยังรู้จักมักคุ้นกับ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“พระคาร์ดินัล โยเซฟ รัตซิงเกอร์” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;(พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน) มาก่อนด้วย หลายฝ่ายคาดว่า อีกไม่นานเกินรอ ผู้นำพระศาสนจักรทั้งสองจะได้พบกันแบบซึ่งๆหน้าแน่นอน เพราะ&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;นี่คือความปรารถนาที่พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เคยฝันไว้ แต่ทำไม่สำเร็จ ดังนั้น พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ต้องสานต่อให้ได้&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องต่อไปคือ&lt;b style="color: red;"&gt; “ความสัมพันธ์การทูตวาติกัน-จีน”&lt;/b&gt; นี่เป็นอีกหนึ่ง &lt;b style="color: blue;"&gt;“ฝันค้าง”&lt;/b&gt; ตั้งแต่สมณสมัยพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 พระองค์อยากมาเยือนเมืองจีนมากๆ แต่รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนไม่ต้อนรับ เพราะกลัวว่าพระสันตะปาปาจะมาปลุกคนจีนให้ล้มล้างระบอบคอมมิวนิสต์ แม้ตอนนี้ พระสันตะปาปาจะชื่อเบเนดิกต์ แต่ความยากของงานนี้ยังเหมือนเดิม หนำซ้ำ อาจจะแย่กว่าเดิม เนื่องจากพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ออกมาตำหนิรัฐบาลจีนเสมอๆที่แทรกแซงพระศาสนจักรคาทอลิกจีน และเบียดเบียนเสรีภาพในการนับถือศาสนา ฉะนั้น ผมเชื่อว่า พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ไม่น่ามีโอกาสได้เสด็จเยือนเมืองจีนค่อนข้างแน่&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องต่อมาที่พระสันตะปาปายกเป็นปัญหาเร่งด่วนต้องแก้ไข ก็คือ&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt; “ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;ผมมั่นใจปี 2012 จะเป็นปีที่พวกสงฆ์ผิดวินัยจะดำเนินชีวิตในเครื่องแบบสงฆ์ได้ลำบากมาก พระสันตะปาปาทรงส่งสัญญาณเอาจริงกับการแก้ปัญหามาตั้งแต่เกิดคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศในไอร์แลนด์ เหตุการณ์ในครั้งนั้นร้ายแรงถึงขั้นรัฐบาลไอริชสั่งปิดสำนักงานสถานทูตประจำวาติกันไปเลย (แต่พูดแบบรักษาน้ำใจว่า&lt;b style="color: blue;"&gt; “เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย”&lt;/b&gt;) พระสันตะปาปาตระหนักดีว่า ทุกอย่างเกิดจากการร่วมกันปกปิดความผิดตั้งแต่ระดับรากหญ้า พระสงฆ์ช่วยกันปิดข่าว ดังนั้น ยิ่งช่วยพวกพ้องปกปิดความผิด การจัดการยิ่งต้องเด็ดขาดขึ้นไปอีก ตัวอย่างชัดเจนคือการล่วงละเมิดทางเพศในอารามเบเนดิกติน กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ งานนั้น พระสันตะปาปาสั่งว่า สมาชิกในอารามต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาสอบสวน วาติกันไม่แทรกแซง แต่จะให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เพราะ&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;พระศาสนจักรคาทอลิกต้องโปร่งใส (TRANSPARENCY) &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;ทีนี้ เราต้องมาดูว่า ก่อนจะหมดสมณสมัยของพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 พระศาสนจักรคาทอลิกจะโปร่งใสและตรวจสอบได้ตามเจตนารมณ์ของพระองค์หรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: red;"&gt;เรื่องสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ มีคนบอกผมว่าให้เชื่อและวางใจใน “พระญาณสอดส่องของพระเจ้า” (DIVINE PROVIDENCE) ต่อให้สงฆ์ผู้กระทำผิดจะปกปิดเรื่องร้ายๆไว้อย่างไร พระญาณสอดส่องของพระเจ้าก็จะทำงานให้ความจริงปรากฏในที่สุด แม้มันอาจต้องใช้เวลานาน 30-40 ปีก็ตาม &lt;/b&gt;หลายคนกลัวว่า พระศาสนจักรคาทอลิกจะล่มสลายเพราะปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ แต่ผมมั่นใจว่า พระศาสนจักรคาทอลิกไม่ล่มสลายแน่นอน เพราะพระเยซูทรงตั้งขึ้นและทรงเป็นเสาหลักด้วยพระองค์เอง ในประวัติศาสตร์ พระศาสนจักรเจอยุคมืดที่เกิดจากคนของตัวเองมาหลายครั้ง แต่เราก็ผ่านมาได้แม้จะเจ็บปวดหัวใจและเสียศรัทธาไปมากก็ตาม ทุกครั้ง พระเจ้ามีแผนการของพระองค์อยู่เสมอ สำคัญสุด คริสตังต้องวางใจและศรัทธาในพระเจ้าให้มากๆ อย่าศรัทธาในศาสนาเพราะความเลื่อมใสตัวบุคคล แต่จงศรัทธาเพราะคำสอนของพระเยซูคริสต์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งต่อไปที่น่าจะเกิดคือ &lt;b style="color: red;"&gt;“การปฏิรูปพิธีกรรมให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น”&lt;/b&gt; พิธีกรรมนี้ไม่ได้รวมแค่มิสซาหรือบทสวดเท่านั้น แต่รวมไปถึงศิลปะศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อาทิ บทเพลงและสถาปัตยกรรมการตกแต่งโบสถ์ เดือนที่แล้ว มีข่าวจากวาติกันออกมาว่า พระสันตะปาปเตรียมตั้งสมณสภาศิลปะศักดิ์สิทธิ์ หน่วยงานนี้จะมีหน้าที่รับผิดชอบ &lt;b style="color: blue;"&gt;“การตรวจแบบโครงสร้างการตกแต่งโบสถ์ที่ถูกสร้างใหม่”&lt;/b&gt; สาเหตุที่พระสันตะปาปามีแนวคิดนี้เพราะช่วงหลังมีโบสถ์คาทอลิกสร้างใหม่เยอะมาก แต่มีน้อยมากที่สร้างถูกหลักเกณฑ์พระศาสนจักร ตัวอย่างที่ดังไปทั่วโลกคือสังฆมณฑลออเร้นจ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้เงินหลายพันล้านบาทไปประมูล &lt;b style="color: blue;"&gt;“อาสนวิหารคริสตัล”&lt;/b&gt; (เป็นอาสนวิหารของโปรเตสตันท์ รูปทรงแก้วคริสตัลอลังการ) แล้วได้ไปครอบครอง สาเหตุที่อาสนวิหารนี้ถูกประมูลเพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบโบสถ์นี้ถูกฟ้องร้องล้มละลาย คาทอลิกจึงเข้าไปประมูลมาเป็นทรัพย์สินตนเอง แต่พระสันตะปาปาไม่ปลื้มกับเรื่องนี้ เพราะเป็นการใช้เงินไม่คุ้มค่า ที่สำคัญ รูปทรงของอาคารนี้ ออกไปทางสำนักงานออฟฟิศมากกว่าจะเป็นโบสถ์สรรเสริญพระเจ้า และนี่จึงเป็นที่มาของพระดำริจัดตั้งทีมงานรับผิดชอบการตรวจสอบแบบของการสร้างโบสถ์คาทอลิก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งต่อไปที่น่าจะเกิดคือ &lt;b style="color: red;"&gt;“การฟื้นฟูความเชื่อในยุโรปให้กลับมาอีกครั้ง” &lt;/b&gt;พูดกันตรงๆ ตอนนี้ ยุโรปเป็นทวีปที่คริสตังมีความเชื่ออ่อนแอมากๆ คนจำนวนมากประกาศตนไม่มีศาสนา พระสันตะปาปาวางแผนแก้ปัญหาด้วยการตั้งสมณสภาเพื่อการประกาศพระวรสารใหม่ เพื่อฟื้นฟูการแพร่ธรรมและความเชื่อคาทอลิกในยุโรปให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง งานนี้ น่าจะมีการ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“นำเข้า”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ธรรมทูตจากเอเชียและแอฟริกาเข้าไปช่วยแพร่ธรรมในยุโรป แต่ไม่รู้จะแก้ปัญหาได้ไหม เพราะปัญหาความเชื่อตกต่ำคงใช้เวลานานหลายปีในการฟื้นฟู เหมือนกับเศรษฐกิจยุโรปที่อีกนานกว่าจะฟื้นตัวได้อีกครั้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดท้าย &lt;b style="color: red;"&gt;“การปลุกมโนธรรมแยกแยะความดี ความชั่ว”&lt;/b&gt; นี่เป็นสิ่งที่พระสันตะปาปาประกาศทุกปี พระองค์ทรงมองว่า &lt;b style="color: red;"&gt;ตอนนี้ มนุษย์มีปัญหาในการแยกแยะความดี ความชั่ว และเรื่องถูกผิด คนจำนวนมากมอง “ความชั่ว” เป็นเรื่องหยวนๆ&lt;/b&gt; โกงบ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำให้เราเดือดร้อนก็แล้วกัน ปัญหาเหล่านี้ลุกลามไปทั่วโลก เราต้องดูว่า พระศาสนจักรจะมีวิธีปลุกมโนธรรมในจิตใจสัตบุรุษอย่างไร เพราะนี่เป็นหนึ่งในความท้าทายที่รอการแก้ไขอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;ทั้งหมดก็เป็นมุมมองที่เกิดจากประสบการณ์การติดตามพระสันตะปาปาองค์นี้ มาตั้งแต่วันแรกที่ได้รับเลือกจนถึงปัจจุบัน ... ผมเริ่มเขียนบทความที่ตุรกีในวันอาทิตย์ที่ 11 ธ.ค. 2011 แต่ขณะที่ทุกคนอ่านฟาติมาสารฉบับนี้อยู่ ผมน่าจะกลับถึงเมืองไทยเรียบร้อยแล้วครับ (กลับถึง 16 ธ.ค. 2011)&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-1450007971321796395?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UeTlNsyXGlZZfOUtFTYMRbWG1T4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UeTlNsyXGlZZfOUtFTYMRbWG1T4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UeTlNsyXGlZZfOUtFTYMRbWG1T4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UeTlNsyXGlZZfOUtFTYMRbWG1T4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/5Gl1G44vau4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/1450007971321796395/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/12/18-2011.html#comment-form" title="2 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/1450007971321796395?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/1450007971321796395?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/5Gl1G44vau4/18-2011.html" title="ฟาติมาสาร - สิ่งที่น่าจะเกิดก่อนสิ้นยุคโป๊ปเบเนดิกต์ (18 ธ.ค. 2011)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>2</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/12/18-2011.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A04ASXszfSp7ImA9WhRQEk8.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-5733965313665085550</id><published>2011-12-07T10:31:00.001+07:00</published><updated>2011-12-07T10:52:28.585+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-07T10:52:28.585+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - คุณสมบัติของพระสังฆราชที่ดี (11 ธ.ค. 2011)</title><content type="html">&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;ขณะที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้ (ถ้าอ่านวันอาทิตย์ที่ 11 ธ.ค.) ตัวผมเองก็น่าจะอยู่ที่ประเทศอิสราเอลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังกลับจากสวีเดนในเดือนพฤศจิกายน 2010 ผมก็ไม่ได้ออกนอกประเทศอีกเลย หนึ่งปีให้หลัง ได้เวลาออกเดินทางอีกครั้ง แถมการไปครั้งนี้ต้องไปเมืองที่คนไทยส่วนมากไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วย หวังว่า จะเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าจดจำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" height="255" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pMgsPxzrzuWwyHY5HSGsJU0RixnnuMczy2vmibbOowKZ0bT-f8UUTTfeWuMwDj6GEttIxd8pAtpiN6cTAE35UMg/Herzliya.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" width="400" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;เฮอร์ซลีย่า ประเทศอิสราเอล&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;พูดถึงอิสราเอล คริสตังส่วนมากจะนึกถึง &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“เยรูซาเล็ม”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; นครศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนา (ยิว-คริสต์-อิสลาม) นอกจากนี้ อาจมีบ้างที่รู้จักเมืองอื่นๆเช่น เทล ฮาลวีฟ, ไฮฟา, กาลิลี, นาซาเร็ธ, เบ็ธเลเฮม และเยรีโฮ (สองเมืองหลังอยู่ในเขตปาเลสไตน์ และมีประวัติศาสตร์ทางพระคัมภีร์ เฉพาะอย่างยิ่ง เยรีโฮ นี่คือเมืองที่พระเยซูทำอัศจรรย์รักษาคนตาบอด 2 คน และเป็นเมืองที่พระเยซูพบกับ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ศักเคียส”&lt;/b&gt; คนเก็บภาษีผู้ร่ำรวยซึ่งทูลพระเยซูว่า &lt;b style="color: red;"&gt;“ถ้าผมไปโกงใครมา ผมจะคืนของให้คนนั้น 4 เท่า”&lt;/b&gt; ... ชื่อที่ถูกต้องของเมืองนี้คือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“เยรีโฮ”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ไม่ใช่ &lt;b style="color: blue;"&gt;“เยรีโค”&lt;/b&gt; แบบที่คนไทยเรียกกัน)&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ส่วนเมืองที่ผมจะไปนั้น ชื่อว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“เฮอร์ซลีย่า” (HERZLIYA)&lt;/b&gt; เป็นเมืองธุรกิจและท่องเที่ยวของอิสราเอลซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผมจะอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งอาทิตย์แล้วถึงกลับเมืองไทย ใจจริง ผมอยากจะลองหาเวลาแวบไปกรุงเยรูซาเล็ม เพราะใช้เวลาเดินทางไม่นาน ประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ตารางอบรมที่ผมได้รับจากบริษัทอัดแน่นทุกวัน คิดว่าคงจะไม่ได้ไปเยือนแน่ๆ น่าเสียดายมากเพราะมาถึงอิสราเอลแล้ว แต่ไม่ได้ไปเยือนสถานที่สำคัญทางคริสตศาสนาเลย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;นอกเรื่องมานาน เข้าเรื่องดีกว่า ... ผมมีโอกาสได้อ่านบทสัมภาษณ์สั้นๆของ &lt;b style="color: blue;"&gt;“พระคาร์ดินัล มาร์ก อวยเล็ต” ประธานสมณกระทรวงเพื่อพระสังฆราช&lt;/b&gt; หน่วยงานสำคัญของวาติกัน หน่วยงานนี้ชื่อบอกอยู่แล้วว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“เพื่อพระสังฆราช”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ดังนั้น หน้าที่สำคัญคงหนีไม่พ้น การแต่งตั้งพระสังฆราชใหม่นั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" height="266" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1pPn1WA3XPLa3TRp66bPa7Wg_fLUJIsmezjXCgw-EGx0it170TKblVYYIYsUiCSpz1S-noZpA0sX1vy2yzo1jnIA/Cardinal-Ouellet.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" width="400" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;พระคาร์ดินัล มาร์ก อวยเล็ต&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ทุกวันนี้&amp;nbsp; หนึ่งในหน้าที่ที่พระคาร์ดินัลอวยเล็ตจะต้องทำก็คือรับเอกสารจากสมณทูตวาติกันทั่วโลกซึ่งจะส่งรายชื่อสงฆ์ผู้มีศักยภาพพอที่จะเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ในประเทศนั้นๆ จากนั้น พระคาร์ดินัลอวยเล็ตจะนำรายชื่อเหล่านี้เข้าที่ประชุมของสมณกระทรวงเพื่อพระสังฆราช เพื่อลงมติว่า ผู้ที่ถูกเสนอชื่อ มีประวัติใสสะอาดทั้งด้านความเชื่อและชีวิตสงฆ์หรือไม่ พอได้ชื่อที่เหมาะสมแล้ว พระคาร์ดินัลอวยเล็ตจะทำเรื่องไปยังสำนักพระสันตะปาปา เพื่อขอเข้าเฝ้าฯและให้พระองค์ลงนามอนุมัติชื่อนั้น และกำหนดวันเวลาเพื่อประกาศแก่สาธารณชนอย่างเป็นทางการถึงการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;นี่คืองานหลักๆของพระคาร์ดินัลชาวแคนาดาผู้นี้ ทีนี้ เรามาดูบทสัมภาษณ์ท่านกันบ้าง พระคาร์ดินัลอวยเล็ตจะบอกเล่าความรู้สึกและหลักในการคัดเลือกพระสังฆราชองค์ใหม่ให้เราทราบ (พระคาร์ดินัลอวยเล็ตเป็นหนึ่งในทีมงานที่พระสันตะปาปาวางใจและสนิทสุด ท่านเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาทุกสัปดาห์เพื่อเสนอรายชื่อพระสังฆราชใหม่) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;พระคาร์ดินัลอวยเล็ต เผยว่า สิ่งที่ทำให้ท่านลำบากใจสุดหลังทำหน้าที่นี้มาครบ 1 ปีคือสงฆ์ที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ มักจะปฏิเสธการรับโอกาสสำคัญนี้ โดยท่านกล่าวว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“สิ่งที่เกิดบ่อยสุดก็คือสงฆ์ที่ถูกเสนอชื่อเป็นพระสังฆราช ส่วนมากจะปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่ง สาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาปฏิเสธการได้รับเลือกเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ เพราะกลัวตัวเองไม่เข้มแข็งพอที่จะรับมือกับความกดดันและปัญหายุ่งยากมากมายที่ต้องเข้าไปสะสาง เฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเป็นความอัปยศที่สุดของพระศาสนจักรคาทอลิก”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ไม่น่าเชื่อว่า ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศจะทำให้บรรดา &lt;b style="color: blue;"&gt;“สงฆ์ตัวเก็งอนาคตสังฆราช”&lt;/b&gt; ถึงกับออกอาการ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“แหยง”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ไม่อยากมารับผิดชอบแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะเมื่อรับหน้าที่แล้ว สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่แก้ปัญหาเท่านั้น แต่พระสังฆราชทุกองค์ยังต้องพร้อมรับมือการตรวจสอบจากสื่อมวลชนตัวจริงที่จ้องอยู่แล้วว่า ท่านเหล่านั้นจะเลือกนิ่งเฉย หรือกระตืนรือร้นรู้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว และจะจัดการหรือไม่ หากพระสังฆราชเลือกจะเมินเฉย ก็บอกได้เลยว่า ให้ดูตัวอย่างจากพวกคาทอลิกในอเมริกาและยุโรป เฉพาะอย่างยิ่งในไอร์แลนด์ให้ดีๆ&amp;nbsp; สัตบุรุษพร้อมจะทำหน้าที่&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt; “คริสตังที่ดี”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ออกมากดดันและปกป้องความถูกต้องให้กับพระศาสนจักรคาทอลิกที่พระเยซูทรงตั้งขึ้นตลอดเวลา แม้จะต้องแลกด้วยความเจ็บปวดทางจิตใจก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ในเมื่อปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหาระดับโลกที่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ต้องการกำจัดให้หมดไป บรรดาผู้ปกครองในพระศาสนจักรไล่ตั้งแต่ระดับโลกไปจนถึงระดับท้องถิ่นต่างๆ จะต้องมี &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“ดีเอ็นเอ” (DNA)&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ที่คล้ายๆกับพระสันตะปาปาองค์นี้ นั่นคือ รักความถูกต้องและกล้าออกมาขอโทษสัตบุรุษ ถ้าสงฆ์ภายใต้การปกครองของตนทำผิดร้ายแรง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;พระคาร์ดินัลอวยเล็ตได้พูดถึงลักษณะของพระสังฆราชที่ดี 3 ประการ ซึ่งท่านและสมณกระทรวงเพื่อพระสังฆราช จะใช้พิจารณาเวลาเลือกพระสังฆราชองค์ใหม่ คุณสมบัติที่ว่า ได้แก่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ... &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;1) ต้องเป็น &lt;b style="color: red;"&gt;“นักเทวศาสตร์” (THEOLOGIAN)&lt;/b&gt; นี่เป็นคุณสมบัติตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะพระสังฆราชต้องเป็นผู้รู้จริงทางความเชื่อ ไม่ใช่ ถามอะไรแล้ว ตอบแบบมั่วๆซั่วๆ นอกจากนี้ พระสังฆราชจะต้องเป็นผู้ร้อนรนในการประกาศพระวรสารและพระนามของพระเยซู พระสันตะปาปาคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในสังฆมณฑลต่างๆ พระสังฆราชจะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นหนึ่งในคนที่สัตบุรุษจะพูดอย่างภาคภูมิใจเสมอว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“พระสังฆราชของเรา จริงจังกับการแพร่ธรรมมากๆ”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;2) ต้องเป็น &lt;b style="color: red;"&gt;“ผู้ขอโทษ” (APOLOGIST)&lt;/b&gt; อย่างที่บอกไป ยุคนี้ สงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นเยอะมาก แทบทุกสังฆมณฑลทั่วโลกก็ว่าได้ ในเมื่อพระสันตะปาปาทรงแสดงตนเป็นแบบอย่างในการกล่าวขอโทษคริสตังที่ตกเป็นเหยื่อของสงฆ์แตกแถว พระสังฆราชก็ต้องกล้าออกมาขอโทษสัตบุรุษ ไม่ใช่ปกป้องพวกพ้องของตน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;3) ต้องเป็น&lt;b style="color: red;"&gt; “ผู้ปกป้องความเชื่อในที่สาธารณะ” (PUBLIC DEFENDER OF FAITH)&lt;/b&gt; พระคาร์ดินัลอวยเล็ต บอกว่า ข้อนี้เป็นคุณสมบัติที่เพิ่งได้รับการบรรจุแบบสดๆร้อนๆ เนื่องจากสมัยนี้ มีปัญหาและคำถามมากมายที่ท้าทายความเชื่อคาทอลิก อาทิ การทำแท้ง และการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ปัญหาแบบนี้ พระสันตะปาปาเรียกร้องให้พระสังฆราชคาทอลิกทั่วโลก กล้าออกมาประกาศให้ชัดไปเลยว่า พระศาสนจักรคาทอลิกไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง พระสังฆราชต้องไม่เก็บตัวเงียบ เพราะกลัวว่า ถ้าพูดไปแล้ว จะถูกสังคมเล่นงาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;... หวังว่า คุณสมบัติที่ “พระคาร์ดินัล มาร์ก อวยเล็ต” เล่าให้ฟังนั้น จะมีอยู่ครบในบรรดาพระสังฆราชคาทอลิกไทยทุกองค์ เพื่อจะได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระสันตะปาปาในการทำให้พระศาสนจักรคาทอลิกที่พระเยซูทรงตั้งขึ้น เปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด เหมือนที่ “บุญราศี จอห์น ปอล ที่ 2” และ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงสอนเราเสมอว่า “จงอย่ากลัวที่จะดำเนินชีวิตเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ จงอย่ากลัวที่จะเป็นนักบุญประจำสหัสวรรษนี้” &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-5733965313665085550?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lre3dmOvU3o5t2pdFNer_3Rw9Hw/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lre3dmOvU3o5t2pdFNer_3Rw9Hw/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lre3dmOvU3o5t2pdFNer_3Rw9Hw/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/lre3dmOvU3o5t2pdFNer_3Rw9Hw/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/zCIw94e6xDg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/5733965313665085550/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/12/11-2011.html#comment-form" title="1 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/5733965313665085550?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/5733965313665085550?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/zCIw94e6xDg/11-2011.html" title="ฟาติมาสาร - คุณสมบัติของพระสังฆราชที่ดี (11 ธ.ค. 2011)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>1</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/12/11-2011.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;AkEMRng7cSp7ImA9WhRQEE0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-37377849452264659</id><published>2011-12-04T21:20:00.001+07:00</published><updated>2011-12-04T21:24:47.609+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-12-04T21:24:47.609+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16" /><title>"พระสันตะปาปา" ส่งสาส์นถวายพระพร "ในหลวง"</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="231" src="https://public.bay.livefilestore.com/y1podMJ148b9T0yVaOwKg_n0RhnkInWmYgmAADD1oybPT3AdOlqj1Dlk3ihK8yqgWhJbVaaVUCK2jk9pZoL4LFWyA/King.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุขพระศาสนจักรคาทอลิก ทรงมีพระราชสาส์นถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;"เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาและวันชาติไทย ข้าพเจ้าขอถวายพระพรชัยมงคลอย่างจริงใจมายังพระองค์ท่าน ขออำนวยพรมายังประชาชนชาวไทย เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบข่าวอุทกภัยในประเทศไทย ข้าพเจ้าและพระศาสนจักรคาทอลิกขอร่วมแสดงความเห็นใจต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ ขอพรจากพระเจ้าจงดลบันดาลให้ประชาชนชาวไทยมีความร่มเย็นและสันติสุขตลอดไป" &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; (พระปรมาภิไธย)&lt;br /&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; เบเนดิกต์ ที่ 16 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-37377849452264659?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Smzb-Gm7iaJ7OT4vn9WMHNrmWl8/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Smzb-Gm7iaJ7OT4vn9WMHNrmWl8/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Smzb-Gm7iaJ7OT4vn9WMHNrmWl8/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/Smzb-Gm7iaJ7OT4vn9WMHNrmWl8/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/fXIE2gLuzvM" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/37377849452264659/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/12/blog-post.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/37377849452264659?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/37377849452264659?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/fXIE2gLuzvM/blog-post.html" title="&quot;พระสันตะปาปา&quot; ส่งสาส์นถวายพระพร &quot;ในหลวง&quot;" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/12/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0YNSHk9cSp7ImA9WhRRFEw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-7995729039837246931</id><published>2011-11-28T01:12:00.001+07:00</published><updated>2011-11-28T01:39:59.769+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-28T01:39:59.769+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - เรื่องควรรู้เกี่ยวกับพระสันตะปาปา (4 ธ.ค. 2011)</title><content type="html">&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;เดือนที่แล้ว “ลอสแซร์วาตอเร่ โรมาโน่” หนังสือพิมพ์ประจำนครรัฐวาติกัน ได้เชิญพระคาร์ดินัลและพระสังฆราชผู้บริหารสมณกระทรวงและสมณสภาต่างๆในสันตะสำนัก รวมถึงเหล่า “วาติกานิสต้า” (VATICANISTA – นักข่าวสายวาติกัน) ชื่อดังหลายคน มาร่วมงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “ความเข้าใจผิดๆ ระหว่างพระศาสนจักรคาทอลิกกับสื่อมวลชน” ... ผมเห็นว่า รายละเอียดการประชุมน่าสนใจดี จึงขอนำมาแบ่งปันกัน&lt;/b&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" height="640" src="https://by1.storage.live.com/items/217F024DE62F91B0%213908:Scaled1024/Papa%20LEO%20XIII.JPG?psid=1&amp;amp;ck=0&amp;amp;ex=720" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" width="476" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;รัชกาลที่ 5 เสด็จเยี่ยมพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 (ภาพนี้ ถ่ายในสถานทูตวาติกันประจำประเทศไทย)&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;การประชุมนี้ จัดตามแนวคิดของ &lt;b style="color: blue;"&gt;“โจวานนี่ เวียน”&lt;/b&gt; ผู้อำนวยการลอสแซร์วาตอเร่ โรมาโน่ โอกาสฉลอง 150 ปีการก่อตั้งหนังสือพิมพ์ เนื้อหาในงานเริ่มด้วยการเล่าประวัติศาสตร์ระหว่างพระสันตะปาปากับสื่อมวลชนว่า &lt;b style="color: #990000;"&gt;สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 (สมณสมัยค.ศ.1878-1903) ทรงเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแบบเป็นทางการ โดยพระองค์ทรงให้สัมภาษณ์กับ “เลอ ฟิเกโร” หนังสือพิมพ์ชื่อดังของฝรั่งเศสในประเด็นเกี่ยวกับลัทธิเกลียดชังชาวยิวที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆในสมัยนั้น (การสัมภาษณ์เกิดใน ค.ศ.1892)&lt;/b&gt; ... พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 มีสถิติน่าสนใจหลายอย่าง พระองค์ทรงเป็นพระสันตะปาปาที่ &lt;b style="color: blue;"&gt;“อายุยืน”&lt;/b&gt; มากสุดในพระศาสนจักร โดยสิ้นพระชนม์ขณะ 93 ชันษา นอกจากนี้ พระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 ทรงเป็นพระสันตะปาปาที่ปกครองพระศาสนจักรคาทอลิกยาวนานเป็นอันดับ 3 (สมณสมัย 25 ปี 150 วัน) รองจาก &lt;b style="color: blue;"&gt;“นักบุญเปโตร”&lt;/b&gt; (นักประวัติศาสตร์คาดว่า สมณสมัยของนักบุญเปโตรอยู่ที่ 34 ปี) และ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ซึ่งมีสมณสมัย 26 ปี 168 วัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ถัดจากสมณสมัยของพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 พระสันตะปาปาองค์ต่อไปที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนได้แก่ สมเด็จพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 11 (สมณสมัย ค.ศ.1922-1939), สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 (สมณสมัย ค.ศ.1963-1978), สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 (สมณสมัย ค.ศ.1978-2005) และสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 (สมณสมัย ค.ศ.2005-ปัจจุบัน) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ในการสัมมนา มีการพูดถึงประวัติความสัมพันธ์ระหว่างพระสันตะปาปากับสื่อมวลชน นับตั้งแต่วันที่สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายเป็นไปด้วยดี จนมาถึง ค.ศ.1968 สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ทรงออกสมณสาส์น &lt;b style="color: blue;"&gt;“ชีวิตมนุษย์” (HUMNAE VITAE)&lt;/b&gt; ซึ่งเนื้อหาหลักๆว่าด้วยการคัดค้านการทำแท้งและการคุมกำเนิด ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายก็เปลี่ยนไป เพราะสื่อมวลชนมองว่าพระสันตะปาปามีมุมมองขวางโลก พวกเขาจึงเริ่มเสนอข่าวเชิงต่อต้านจนทำให้คนมองพระศาสนจักรคาทอลิกในแง่ลบ ตั้งแต่นั้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างพระสันตะปาปากับสื่อมวลชนจึงไม่ค่อยราบรื่นเท่าที่ควร (สมณสาส์นนี้ออกค.ศ.1968 ช่วงดังกล่าว โลกกำลังสนใจการควบคุมจำนวนประชากร หลายประเทศเริ่มมีความคิดให้แต่ละครอบครัวมีลูกแค่ 1 คน ถ้ามีลูกเกิน 1 คน อาจผิดกฏหมาย หลายบ้านจึงหาทางออกด้วยการทำแท้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระศาสนจักรต่อต้านอย่างหนัก)&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ศาสตราจารย์ ลูเช็ตต้า สคาราฟเฟีย นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัย ลา ซาปิเอ็นซ่า กรุงโรม เล่าถึงการสิ้นสุดความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระสันตะปาปากับสื่อมวลชนว่า &lt;b style="color: red;"&gt;“จริงๆแล้ว สื่อมวลชนเริ่มวิจารณ์พระศาสนจักร ตั้งแต่ตอนที่สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ที่ 23 เรียกประชุมสังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 เพราะพวกเขายังรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงในพระศาสนจักรแบบฉับพลัน แต่ตอนนั้น คนทั่วไปมองว่า สังคยานาวาติกัน ครั้งที่ 2 เป็นเรื่องเทวศาสตร์ มันไม่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตหาเลี้ยงปากท้องของพวกเขา คนจึงไม่ต่อต้านแบบแรงๆ กระทั่ง พระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ออกสมณสาส์นชีวิตมนุษย์ การวิจารณ์พระศาสนจักรคาทอลิกจึงถูกจุดขึ้น เรียกว่าสิ้นสุดเวลาฮันนีมูนระหว่างพระสันตะปาปากับสื่อมวลชนแบบเป็นทางการก็ว่าได้ ตอนนั้น โลกตะวันตกเกิดความกลัวว่าประชากรจะล้นโลก พวกเขาจึงคิดหาวิธีควบคุมประชากร แต่พอพระสันตะปาปาออกมาตำหนิการคุมกำเนิดและการทำแท้ง ผู้นำประเทศต่างๆรวมถึงประชาชนจึงไม่พอใจ เพราะมันกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจในครอบครัวพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: red;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;“หากติดตามความเคลื่อนไหวแบบใกล้ชิด จะพบว่า พระสันตะปาปาที่ปกครองต่อจากพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ต่างยืนยันความคิดต่อต้านการคุมกำเนิดและการทำแท้ง พระสันตะปาปาทุกองค์มองว่า การคุมกำเนิดคือการเปิดช่องว่างให้ชายหญิงที่มองเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องสนุกชั่วข้ามคืน มันไม่ใช่เพศสัมพันธ์ที่เกิดจากความรักของคู่สามีภรรยา สิ่งนี้ขัดต่อคำสอนของพระศาสนจักรที่ให้รักและซื่อสัตย์ต่อสามีภรรยาของตนแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม คำสอนเรื่องนี้ กลายเป็นการสวนกระแสโลกตะวันตกที่มองว่า การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่สามีภรรยาของตน เป็นเรื่องปกติ เมื่อเป็นเช่นนี้ สื่อมวลชนจึงจุดชนวนต่อต้านพระสันตะปาปาทุกครั้งที่พระองค์ต่อต้านการคุมกำเนิด” &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;เรื่องการคุมกำเนิด ผู้ร่วมการสัมมนาต่างลงความเห็นว่าพระศาสนจักรกับสื่อมวลชน &lt;b style="color: blue;"&gt;“มองกันคนละมุม” &lt;/b&gt;พระศาสนจักรยึดศีลธรรมเป็นที่ตั้ง ส่วนสื่อมวลชนมองกระแสสังคมเป็นที่ตั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดการปะทะทางความคิดตลอดเวลา และไม่ง่ายเลยหากจะหาความสมดุลให้กับประเด็นนี้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;อีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจจากการสัมมนาก็คือ &lt;b style="color: blue;"&gt;“จะทำอย่างไรให้พระสันตะปาปาที่ปกครองต่อจากสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ได้รับการยอมรับจากผู้คน เพราะปัญหาตอนนี้คือทุกคนต่างเชื่อฝังใจว่า พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เป็นพระสันตะปาปาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;เรื่องนี้ โจวานนี่ เวียน ผู้อำนวยการลอสแซร์วาตอเร่ โรมาโน่ ให้มุมมองว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“ไม่มีวันที่จะแก้ปัญหานี้ได้แน่นอน ยิ่งเป็นพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ยิ่งยากขึ้นไปอีก พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันทรงวางตัวเงียบมาก พระองค์ทรงเป็นคนขี้อายสุดๆจึงไม่ชอบตกเป็นเป้าความสนใจจากทุกคน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เวลาพิธีการต่างๆ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์จะวางตัวตามขั้นตอนเป๊ะๆ เราจึงไม่เห็นพระองค์เดินออกนอกขบวนแห่ไปทักทายเด็กๆเหมือนสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เราต้องเข้าใจความสามารถในการยืนอยู่ต่อหน้าฝูงชนเยอะๆของเราแต่ละคนว่ามันต่างกัน สมมติให้เรายืนพูดต่อหน้าคนประมาณ 10,000 คน คนแรกพูดเสร็จแล้ว อาจมีการพูดทักทายผู้ฟังนอกเหนือจากหัวข้อที่ได้รับ แต่คนที่สองนั้น เมื่อพูดจบ เขาอาจเดินลงจากเวทีเลย ไม่มีการทักทายหยอกล้อใดๆทั้งสิ้น เพราะว่าเขาเขินอายและประหม่าเวลาอยู่ต่อหน้าคนเยอะๆ เราจะเห็นได้ว่า พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ทรงมีบุคลิกแบบคนที่สอง มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นพระองค์หยอกล้อกับฝูงชนและสร้างความเป็นกันเองเพื่อซื้อใจพวกเขา”&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;“อย่างไรก็ตาม ถึงพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันจะเป็นคนเงียบๆขี้อาย แต่พอถึงเวลาที่มีเรื่องความถูกต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง พระองค์จะไม่เงียบเหมือนเดิม เพราะหน้าที่ของพระองค์คือการปกป้องความถูกต้องและหลักศีลธรรม ตัวอย่างที่เราเห็นกันคือเรื่องสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ดุดันและขึงขังกับการแก้ปัญหานี้มาก เราจึงได้เห็นสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศหลายคนถูกจับสึกและติดคุกกันแล้ว”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;สำหรับตัวผมเอง ผมได้ยินคนพูดเยอะมากว่า &lt;b style="color: red;"&gt;“ชอบพระสันตะปาปาองค์ที่แล้วมากกว่าองค์นี้” &lt;/b&gt;แต่พอถามกลับไปว่าทำไม คำตอบที่ได้คือ &lt;b style="color: red;"&gt;“องค์ก่อนดูใจดีกว่าองค์นี้มาก”&lt;/b&gt; ... อืม ตัดสินกันที่หน้าตาและความรู้สึกภายนอกล้วนๆ เรื่องนี้คงไม่สามารถบังคับให้ใครชอบใครได้ แต่ในฐานะที่ผมติดตามทำข่าวพระสันตะปาปาทั้งสองพระองค์มานานเกือบ 10 ปี (ปี 2012 ครบ 10 ปีพอดี) ผมอยากแบ่งปันมุมมองส่วนตัวดังนี้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ผมเชื่อว่าพระจิตทำงานในการเลือกพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 และ เบเนดิกต์ ที่ 16 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากๆ ตอนที่พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ได้รับเลือก เป็นยุคคอมมิวนิสต์ครองโลก ประชาชนถูกกดขี่ข่มเหงและต้องใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น พวกเขาเฝ้ารออย่างมีความหวังว่า เมื่อไหร่ยุคคอมมิวนิสต์จะสิ้นสุดลงเสียที หนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้คนดำเนินชีวิตอย่างมีความหวังคือศาสนา โชคดีที่พระสันตะปาปาที่ได้รับเลือกขึ้นมาช่วงนั้น (จอห์น ปอล ที่ 2) เป็นคนหน้าตายิ้มแย้มใจดี พระองค์เดินทางไปทั่วโลกเพื่อให้กำลังใจทุกคนมีความหวังในการสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ ผลที่ตามมาคือผู้คนมากมายที่อยู่ในอาการเศร้าหมองกลับมามีความหวังความสดใสในการสู้กับสงครามเย็น ที่สุดแล้ว คอมมิวนิสต์ล่มสลาย โดยมีพระสันตะปาปาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: red;"&gt;ส่วนยุคนี้ ยุคที่พระศาสนจักรเต็มไปด้วยปัญหาภายในอย่างสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศ มันเหมือนกับโรงเรียนที่มีปัญหาเด็กเกเร ถ้าครูฝ่ายปกครองของโรงเรียน ใจดีมากๆ เด็กก็คงไม่กลัวและคงจะดาหน้าทำผิดไปเรื่อยๆ พระศาสนจักรคาทอลิกในยุคนี้ต้องการผู้นำอย่างพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 นี่แหละ&lt;/b&gt; พระองค์ทรงมีบุคลิกของครูฝ่ายปกครองทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการเอาจริงกับการกวาดล้างปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศให้หมดไป รวมถึงการนำสงฆ์ที่กระทำผิดไปดำเนินคดีตามกฏหมาย ถ้าเด็กเกเรเจอครูฝ่ายปกครองผู้ดุดันก็คงกลัวไปตามๆกันและคงไม่มีใครกล้าทำผิดอีก ทีนี้ขึ้นอยู่กับว่า พวกสงฆ์ที่ก่อคดีจะถูกนำตัวมาลงโทษได้มากน้อยขนาดไหน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;นอกจากนี้ ข้อสงสัยที่ว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“ทำไมพระสันตะปาปาองค์นี้ ไม่ค่อยเดินทางมาเยี่ยมคริสตังตามประเทศต่างๆเหมือนองค์ที่แล้ว”&lt;/b&gt; ... คำตอบคือนอกจากอายุที่มากแล้ว พระสันตะปาปายุคนี้ควรจะนั่งอยู่ที่วาติกันและแก้ปัญหาภายในพระศาสนจักรให้หมดไปจะดีกว่า ลองคิดดูว่า ถ้าปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศยังโผล่ออกมาเรื่อยๆ แต่พระสันตะปาปาไม่แก้ปัญหา ตรงกันข้ามเดินทางไปเยี่ยมคริสตังตามประเทศโน้นประเทศนี้บ่อยๆ มันคงดูไม่ดีแน่ๆ นี่จึงเป็นที่มาว่า ทำไมคนทำงานจริงจังในพระศาสนจักรถึงเข้าใจเหตุผลที่พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ไม่เสด็จเยือนต่างประเทศบ่อยๆเหมือนพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;... ทั้งหมดก็เป็นบทสรุปจากการสัมมนาที่จัดโดยวาติกัน และรวมถึงความคิดเห็นส่วนตัวที่ผมอยากแบ่งปัน ผมเชื่อว่า บทความในวันนี้ จัดเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะรับรู้เกี่ยวกับพระสันตะปาปา เพื่อจะได้ไม่เกิดความรู้สึกและความเข้าใจแบบผิดๆอีก&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-7995729039837246931?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/BkP0xvCz2j6-lhE_7G9qRX2uyd0/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/BkP0xvCz2j6-lhE_7G9qRX2uyd0/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/BkP0xvCz2j6-lhE_7G9qRX2uyd0/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/BkP0xvCz2j6-lhE_7G9qRX2uyd0/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/6uiBhXJjwSQ" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/7995729039837246931/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/11/4-2011.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/7995729039837246931?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/7995729039837246931?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/6uiBhXJjwSQ/4-2011.html" title="ฟาติมาสาร - เรื่องควรรู้เกี่ยวกับพระสันตะปาปา (4 ธ.ค. 2011)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/11/4-2011.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUEHQ3czcSp7ImA9WhRSGEU.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-4842577030240034314</id><published>2011-11-21T20:57:00.001+07:00</published><updated>2011-11-21T22:00:32.989+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-21T22:00:32.989+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - สัมภาษณ์นักข่าวสายวาติกันระดับโลก (27 พ.ย. 2011)</title><content type="html">&lt;b style="color: #990000;"&gt;สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้พบและพูดคุยกับ “อเลสซานโดร สเปชิอาเล่” นักข่าวสายวาติกันระดับโลกจากเว็บไซต์ “วาติกัน อินไซเดอร์” ซึ่งเดินทางมาเยือนเมืองไทย เพื่อร่วมประชุมกับสำนักข่าวคาทอลิกยูแคน ตอนแรก นัดไว้คนเดียว แต่ อเลสซานโดร พาเพื่อนมาให้รู้จักด้วยอีกหนึ่งคนคือ “สเตฟาโน่ เว็คเคีย” นักข่าวของสถานีวิทยุวาติกันซึ่งประจำอยู่ที่เมืองไทย การพบกันในวันนั้น ถือเป็นโอกาสดีให้ผมได้สัมภาษณ์พวกเขาในแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับพระสันตะปาปาและวาติกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงอยากนำมาแบ่งปันให้ทุกท่านได้ติดตามพร้อมกันเลย&amp;nbsp;&amp;nbsp; .... &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" height="298" src="http://2.bp.blogspot.com/-ODDjmLH-7ZI/TspairKrx7I/AAAAAAAABks/VRpCkJDXKME/s400/378540_319253248089791_152027554812362_1551354_1165479175_n.jpg" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" width="400" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr style="color: blue;"&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;สเตฟาโน่ เว็คเคีย (ซ้าย) และ อเลสซานโดร สเปชิอาเล่ (ขวา) 2 นักข่าววาติกันระดับโลก&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;i&gt;&lt;b&gt;POPE REPORT: สวัสดีนักข่าวชื่อดังทั้งสอง ขอต้อนรับสู่เมืองไทย นี่เป็นครั้งแรกที่คุณมาเมืองไทยหรือเปล่า&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: #cc0000;"&gt;อเลสซานโดร:&lt;/b&gt; ใช่ นี่เป็นครั้งแรกของผมในเมืองไทย ส่วนทวีปเอเชีย ผมเคยมาแล้ว ตอนนั้นไปทำข่าวที่ปากีสถาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: orange;"&gt;สเตฟาโน่:&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ผมอยู่ในเอเชียมาเกือบ 30 ปี ผมเรียนจบสาขาเอเชียศึกษา (ASIAN STUDY) จากมหาวิทยาลัยตูริน ประเทศอิตาลี ผมรักวัฒนธรรมเอเชีย ส่วนเมืองไทย ผมอยู่มาเกือบ 10 ปี ผมนอนกลางวัน ทำงานกลางคืน ทุกคืน ผมจะรายงานข่าวกลับไปให้สถานีวิทยุวาติกันและ อัฟเวนิเร สำนักพิมพ์ของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งอิตาลี &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;i&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;i&gt;&lt;b&gt;POPE REPORT: ผมเพิ่งรู้ว่า มีนักข่าวของสถานีวิทยุวาติกันประจำประเทศไทยด้วย ถ้าอย่างนี้ แสดงว่าคุณรู้เรื่องราวของพระศาสนจักรคาทอลิกไทยเยอะแน่ๆ&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: orange;"&gt;สเตฟาโน่:&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; (ยิ้ม) ก็พอสมควร ... สเตฟาโน่ รู้เรื่องพระศาสนจักรคาทอลิกในไทยเยอะมาก รู้ทั้งเรื่องดีเรื่องไม่ดี แต่ผมขอไม่นำเรื่องที่เขาวิจารณ์มาลงก็แล้วกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;i&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;i style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;POPE REPORT: เอาล่ะ เข้าเรื่องดีกว่า คุณคิดว่าจำเป็นไหมที่ประเทศไทย ควรจะมีสำนักข่าวคาทอลิกที่บริหารงานโดยฆราวาส เพราะผมเห็นว่าในยุโรปและอเมริกา หรือแม้กระทั่งในฮ่องกง ยังมีสำนักข่าวคาทอลิกที่บริหารงานโดยฆราวาสเลย&amp;nbsp; &lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: orange;"&gt;สเตฟาโน่:&lt;/b&gt; ผมว่ามันจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือพระศาสนจักรคาทอลิกในไทย ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มากๆ ทุกอย่างขึ้นกับการสนับสนุนของพระศาสนจักรท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: #990000;"&gt;อเลสซานโดร:&lt;/b&gt; &lt;span style="color: black;"&gt;จำเป็นมาก สำนักข่าวคาทอลิกที่บริหารงานโดยฆราวาสคือเสียงสะท้อนการทำงานของพระศาสนจักร ผมอยากบอกว่า สื่อที่บริหารงานโดยสภาพระสังฆราชท้องถิ่นนั้น ไม่ใช่ “สำนักข่าว” (NEWS AGENCY) แต่เป็น “ศูนย์ข่าวสาร” (INFORMATION CENTER) ที่จะรายงานข่าวตามคำสั่งของผู้นำเท่านั้น ในอิตาลี เรามีสำนักข่าวคาทอลิกประมาณ 4-5 บริษัท ทำให้พระศาสนจักรคาทอลิกในอิตาลีถูกฆราวาสตรวจสอบตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ ทำให้สุขภาพของพระศาสนจักรท้องถื่นแข็งแรง ตัวอย่างชัดๆของความแตกต่างระหว่าง สำนักข่าว กับ ศูนย์ข่าวสาร ก็คือ สื่อมวลชนวาติกัน จัดเป็น “ศูนย์ข่าวสาร” ภาษาอังกฤษแบบทางการเรียก VATICAN INFORMATION SERVICE CENTER ศูนย์ข่าวสารวาติกันจะรายงานแต่ข่าวที่ไม่กระทบภาพลักษณ์ของวาติกัน แต่สำนักข่าว (NEWS AGENCY) อาทิ “วาติกันอินไซเดอร์” จะรายงานข่าวทุกด้านที่เกี่ยวกับพระศาสนจักร จะไม่รายงานเฉพาะด้านบวก แต่ด้านลบก็รายงาน เพื่อทำหน้าที่ “สื่อมวลชนแท้จริง” สะท้อนทั้งเรื่องดีและแย่ เพื่อตรวจสอบและเช็คสุขภาพของพระศาสนจักรให้ดีตลอดเวลา &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;i style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;POPE REPORT: โอเค มีหนึ่งเรื่องที่เมืองไทยยังไม่ค่อยมีการรายงานให้ทราบกัน นั่นคือ การอภัยโทษกลุ่มเลอแฟ๊บวร์และเรื่องพระสันตะปาปาอนุญาตให้ถวายมิสซาลาตินได้อีกครั้ง แต่นี่ไม่ใช่คำถามของผม คำถามคือตอนนี้ มีข่าวลือออกมาว่า กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ไม่พอใจข้อเสนอปรองดองที่วาติกันเสนอให้ เพราะพวกเขาไม่อยากทรยศจิตตารมณ์ของ พระสังฆราช แบร์กนาร์ เลอแฟ๊บวร์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม คุณคิดว่า มองซินญอร์ แบร์กนาร์ แฟลเลย์ อธิการกลุ่มคนปัจจุบัน จะปฏิเสธข้อเสนอตามข่าวลือนั้นหรือไม่&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;b style="color: #990000;"&gt;อเลสซานโดร:&lt;/b&gt; ข่าวลือมันออกมาจากศูนย์เลอแฟ๊บวร์ในอังกฤษ แต่ทางสำนักงานใหญ่ของพวกเขาออกมาปฏิเสธว่า กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ยังไม่ได้ตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น เรื่องนี้ ถ้าผมเป็นอธิการกลุ่มเลอแฟ๊บวร์ ผมจะรับข้อเสนอทันที เพราะวาติกันและพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ยอมทุกอย่างที่เขาต้องการ เพื่อให้เกิดความปรองดองในพระศาสนจักร พระสันตะปาปาเสนอมอบสถานะองค์กรส่วนบุคคล (PERSONAL PRELATURE) ให้แล้ว สถานะนี้เท่ากับว่า เลอแฟ๊บวร์จะติดปีกยิ่งใหญ่มากในพระศาสนจักรเหมือน โอปุส เดอี ที่ดำเนินงานโดยขึ้นตรงกับพระสันตะปาปาคนเดียว ตอนนี้ อยู่ที่กลุ่มเลอแฟ๊บวร์ว่า จะหยุดด่าสังคยานาวาติกัน ที่ 2 และหยุดด่าสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ได้หรือไม่ ก็เท่านั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;i style="color: blue;"&gt;&lt;b&gt;POPE REPORT: อีกเรื่องหนึ่งที่ดังกันมากในกลุ่มนักข่าวสายวาติกันก็คือข่าวพระสันตะปาปาทรงป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ตกลงมันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: #990000;"&gt;อเลสซานโดร:&lt;/b&gt; จริงครับ ข่าวนี้มาจาก อันเดรีย ตอร์นิเอลลี่ ข่าวไหนที่ออกมาจาก อันเดรีย ข่าวนั้น เป็นความจริงทุกประการ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;POPE REPORT: ในเมื่อพระสันตะปาปาทรงมีปัญหาเรื่องหัวเข่า อย่างนี้จะกระทบต่อการวางแผนเสด็จเยือนประเทศต่างๆหรือเปล่า เฉพาะอย่างยิ่ง ทวีปเอเชียแห่งนี้ พระองค์ยังไม่เคยมาเยือนคริสตังในแถบนี้เลย&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: #990000;"&gt;อเลสซานโดร:&lt;/b&gt; ผมว่าอาจจะมีบ้าง แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับการตัดสินพระทัยของพระองค์ ส่วนทวีปเอเชีย ถ้าให้ผมเดานะ ผมว่า ประเทศที่มีสิทธิ์สูงมากๆคืออินเดียและฟิลิปปินส์ นักข่าวหลายคนมั่นใจว่า พระสันตะปาปาต้องไปเยือนกัลกัตต้า (อินเดีย) เพื่อภาวนาหน้าหลุมศพบุญราศีเทเรซาแห่งกัลกัตต้าแน่ๆ ส่วนฟิลิปปินส์ มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แล้วว่า พระสันตะปาปาจะเสด็จเยือนประเทศที่มีคริสตังมากที่สุดในทวีปนั้นๆ ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีคริสตังมากสุดในเอเชียนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;POPE REPORT: ขอคุยเรื่องหนักๆบ้างเป็นเรื่องส่งท้าย ตอนนี้ ปัญหาสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศกำลังเป็นประเด็นร้อนในพระศาสนจักรคาทอลิก คุณมีมุมมองกับปัญหาพวกนี้อย่างไรบ้าง&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;b style="color: #990000;"&gt;อเลสซานโดร:&lt;/b&gt; ผมคิดว่า พระสงฆ์คาทอลิกที่บวชหลังยุคอินเตอร์เน็ทบูม (หลังปี 1998) ไม่น่าจะมีปัญหากับคดีเหล่านี้ เพราะเมื่ออินเตอร์เน็ทได้รับความนิยม คนก็กล้าเปิดตัวเองมากขึ้น ความลับมากมายถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่เคยมีมาก่อน สงฆ์ยุคอินเตอร์เน็ทจึงมีปัญหากับเรื่องพวกนี้น้อยมาก เพราะพวกเขาถูกเย้ายวนจากอินเตอร์เน็ทมามากแล้ว ผิดกับสงฆ์ยุคโบราณยุคก่อนอินเตอร์เน็ท พวกนี้จะมีปัญหาเหล่านี้เยอะมาก คุณลองคิดดูซิว่า ยุคก่อนอินเตอร์เน็ทจะได้รับความนิยม โลกยังเป็นโลกปิดตาย ทุกคนไม่รู้ข่าวสารอะไรเลย การทำอะไรจึงเป็นความลับแบบหลบๆซ่อนๆง่ายมาก &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ผมว่าคุณทำข่าวเรื่องนี้มาเยอะ คุณก็น่าจะเห็นว่า สงฆ์ที่ติดคดีล่วงละเมิดทางเพศ ส่วนมากอายุ 40 ปีขึ้นไปทั้งนั้น เพราะพวกเขาอยู่ในยุคมืดของโลกข่าวสาร มันเป็นยุคที่ทุกคนคิดว่าเก็บความลับกันได้ กระนั้น สิ่งน่ากลัวของสงฆ์ยุคหลังอินเตอร์เน็ทบูมก็คือพวกเขาตกเป็นทาสของวัตถุนิยมและความสุขสบายฝ่ายโลก ทุกอย่างต้องดูหรูดูเท่ห์ไว้ก่อน นี่คือสิ่งน่ากลัวของสงฆ์ยุคนี้ พระสันตะปาปาพยายามหาทางแก้ปัญหานี้อยู่ แต่ไม่รู้จะแก้ได้หรือไม่&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;&lt;b style="color: blue;"&gt;POPE REPORT: คุณรู้ใช่ไหมว่า สัปดาห์ที่แล้ว (7-12 พฤศจิกายน 2011) มีการประชุมของสหพันธ์พระสังฆราชคาทอลิกแห่งเอเชีย ในหัวข้อ “ผลกระทบจากคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศต่อวิกฤติของพระศาสนจักรคาทอลิกในเอเชีย”&amp;nbsp; (จัดที่เอแบค บางนา) คุณไม่ไปทำข่าวการประชุมนี้เหรอ เพราะเท่าที่ผมทราบ มองซินญอร์ ชาร์ลส์ สคิคลูน่า มือปราบสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศจากวาติกัน ก็เดินทางมาร่วมงานด้วย&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&lt;i style="color: #990000;"&gt;&lt;b&gt;อเลสซานโดร:&lt;/b&gt;&lt;/i&gt; (ปรบมือและหัวเราะ ก่อนพูดว่า) คุณเยี่ยมมาก! ข่าวนี้ไม่ค่อยได้รับการโปรโมทเท่าไหร่ในวงการสื่อมวลชนคาทอลิก เพราะมันเป็นการประชุมที่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนมาทำข่าว นี่จึงเป็นเหตุผลว่า นักข่าววาติกันหลายคนไม่ได้มาทำข่าวนี้ที่เมืองไทย แต่ผมได้ยินมาว่า สหพันธ์พระสังฆราชคาทอลิกแห่งเอเชีย จะออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการประชุมเพื่อรายงานให้วาติกันทราบ ผมคิดว่า แถลงการณ์นี้น่าจะถูกตีพิมพ์ผ่านเว็บไซต์ของสหพันธ์ฯ ถ้าคุณรู้ข่าววงในเกี่ยวกับเนื้อหาการประชุม ก็ส่งอีเมลมาบอกผมด้วยนะ &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: blue;"&gt;... ทั้งหมดก็เป็นบทสัมภาษณ์ที่ผมคัดคำถามมาแบบเน้นๆ เพื่อยิงใส่นักข่าวสายวาติกันระดับโลกทั้งสองคน ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ดูเหมือนว่า สเตฟาโน่ เว็คเคีย ซึ่งเป็นนักข่าววาติกันที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย จะปล่อยให้ อเลสซานโดร สเปชิอาเล่ เป็นคนพูดมากกว่า เพราะเขาทราบดีว่า ผมมาเพื่อสัมภาษณ์อเลสซานโดรเป็นหลัก การสัมภาษณ์ในวันนี้จบลงด้วยดี และผมก็หวังว่า ผู้อ่านจะได้อะไรไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับบทสัมภาษณ์นี้นะครับ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;span style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-4842577030240034314?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/38P2qB3mHxqMV8L3Jc1dJdzTpGE/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/38P2qB3mHxqMV8L3Jc1dJdzTpGE/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/38P2qB3mHxqMV8L3Jc1dJdzTpGE/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/38P2qB3mHxqMV8L3Jc1dJdzTpGE/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/srvAcQ6YTAs" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/4842577030240034314/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/11/27-2011.html#comment-form" title="1 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4842577030240034314?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4842577030240034314?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/srvAcQ6YTAs/27-2011.html" title="ฟาติมาสาร - สัมภาษณ์นักข่าวสายวาติกันระดับโลก (27 พ.ย. 2011)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://2.bp.blogspot.com/-ODDjmLH-7ZI/TspairKrx7I/AAAAAAAABks/VRpCkJDXKME/s72-c/378540_319253248089791_152027554812362_1551354_1165479175_n.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>1</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/11/27-2011.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DUUCSXkyfCp7ImA9WhRSE0k.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-4130510532692472371</id><published>2011-11-15T15:52:00.001+07:00</published><updated>2011-11-15T15:54:28.794+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-15T15:54:28.794+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คาทอลิกทั่วโลก" /><title>"คาร์ดินัลโชนบอร์น" หวังเปิดการเจรจากับกลุ่มสงฆ์ออสเตรียแข็งข้อ</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="400" src="https://byfiles.storage.live.com/y1pzJ5U6T4lJZTQVezbedUOzdAaEVZbMqVGoPaR9l6w8oKNDcIZSWx8rlvVhM09x3XryT6cHUWAYgY/Cardinal%20Christoph%20Schonborn.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;พระคาร์ดินัล คริสโตฟ โชนบอร์น ประมุขอัครสังฆมณฑลเวียนนา ประเทศออสเตรีย หวัง การเจรจากับ "กลุ่มไม่นบนอบสังฆราช" กลุ่มสงฆ์แข็งข้อที่ยื่นข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปพระศาสนจักร จะช่วยหยุดวิกฤติที่เกิดกับพระศาสนจักรคาทอลิกออสเตรียโดยเร็ว ทั้งนี้ ตามรายงานข่าวเมื่อวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่คริสตังออสเตรียเกิดความขัดแย้งรุนแรงภายในประเทศ เริ่มจากบรรดาสงฆ์แข็งข้อได้เรียกกลุ่มตัวเองว่า “ไม่นบนอบพระสังฆราช” (AUFRUF ZUM UNGEHORSAM) โดยวัตถุประสงค์เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสิ่งที่พระศาสนจักรปฏิเสธมาตลอดหลายทศวรรษ อาทิ ยกเลิกคำปฏิญาณ “สงฆ์ต้องนบนอบต่อพระสังฆราช”, สนับสนุนให้สตรีบวชเป็นสงฆ์ได้ และสงฆ์สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพระสงฆ์, ส่งเสริมให้สงฆ์ส่งศีลมหาสนิทให้กับ “ทุกคนที่มีจิตใจดีงาม” อาทิ คนต่างศาสนา (คนต่างศาสนาสามารถเดินออกมารับศีลมหาสนิทได้) เช่นเดียวกับ คริสตังที่แต่งงานแล้วหย่าร้าง ก็สามารถรับศีลมหาสนิทได้, เมื่อถึงช่วงบทเทศน์ในมิสซา ผู้เทศน์ไม่จำเป็นต้องเป็นพระสงฆ์ แต่เป็นฆราวาสชายหญิงก็ได้ เนื่องจากฆราวาสบางคนแบ่งปันดีกว่าสงฆ์ด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ล่าสุด ข้อเรียกร้องบางส่วนกำลังจะพัฒนาจนกลายเป็นภาคปฏิบัติไปแล้ว ฆราวาสบางกลุ่มมีแผนถวายมิสซากันเองโดยไม่มีสงฆ์เป็นประธาน ส่วนสงฆ์บางกลุ่มเตรียมส่งศีลมหาสนิทให้กับคริสตังที่หย่าร้างแล้วแต่งงานใหม่อีกครั้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งเหล่านี้ เป็นเหตุให้ พระคาร์ดินัล คริสโตฟ โชนบอร์น ในฐานะประธานสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งออสเตรีย ต้องเรียกประชุมบรรดาพระสังฆราชคาทอลิกในประเทศเป็นการด่วน โดยการประชุมนี้ ใช้เวลาถึง 4 วัน ไล่ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 11 ถึงวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า ต้องเปิดเจรจากับกลุ่มสงฆ์แข็งข้อเป็นการด่วน มิฉะนั้น ทุกอย่างจะพังไม่เป็นท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ที่ประชุมสภาพระสังฆราชออสเตรีย สรุปว่า เราต้องคุยกับกลุ่มไม่นบนอบสังฆราชให้เร็วที่สุด ไม่ว่าอย่างไร เราต้องหาทางพูดคุยกับพวกเขาให้ได้ ในฐานะพระสังฆราช พ่อยังมองโลกในแง่ดีว่าทุกอย่างน่าจะมีทางออกและความขัดแย้งน่าจะได้รับการแก้ไข" พระคาร์ดินัล โชนบอร์น กล่าวให้สัมภาษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-4130510532692472371?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/iiVr2yAVr18lrB9vZm4bm65GCSY/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/iiVr2yAVr18lrB9vZm4bm65GCSY/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/iiVr2yAVr18lrB9vZm4bm65GCSY/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/iiVr2yAVr18lrB9vZm4bm65GCSY/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/aFesoXbZGaU" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/4130510532692472371/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/11/blog-post_15.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4130510532692472371?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4130510532692472371?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/aFesoXbZGaU/blog-post_15.html" title="&quot;คาร์ดินัลโชนบอร์น&quot; หวังเปิดการเจรจากับกลุ่มสงฆ์ออสเตรียแข็งข้อ" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/11/blog-post_15.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DU4CRno4fSp7ImA9WhRSEko.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-7569350691682819892</id><published>2011-11-14T20:33:00.001+07:00</published><updated>2011-11-14T20:39:27.435+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-14T20:39:27.435+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - พระสันตะปาปาทรงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม (20 พ.ย. 2011)</title><content type="html">&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;สัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างนั่งรายงานข่าวพระสันตะปาปาบนเว็บไซต์โป๊ปรีพอร์ต ผมเห็นข่าวหนึ่งถูกอัพโหลดขึ้นมาจนรู้สึกงงไปเล็กน้อย ข่าวดังกล่าว พาดหัวว่า “DOES POPE BENEDICT XVI HAVE ARTHROSIS?” หรือถอดความเป็นไทยคือ “สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมหรือไม่”&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; .... &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="268" src="https://byfiles.storage.live.com/y1pBINZioG43yGTwyV8ad3jUWnrB-_I6fAzvHb-riTWST4_6Iv8Wqqz3LrHbxsylf5AgctbsjlJyB4/Benedetto%20XVI%20153133.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ผู้รายงานข่าวนี้เป็นคนแรกคือ &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“อันเดรีย ตอร์นิเอลลี่”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; นักข่าวสายวาติกันมือวางอันดับ 1 ของโลก ขึ้นชื่อว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“ตอร์นิเอลลี่”&lt;/b&gt; ข่าวลับชิ้นไหนที่มาจากปลายปากกาของเขา เป็นจริงถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ ไล่ตั้งแต่เรื่องสมณกฤษฏีกามิสซาลาติน, การอภัยโทษให้เลอแฟ๊บวร์ และการแต่งตั้งสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เป็นบุญราศี ล้วนมาจากการรายงานของตอร์นิเอลลี่ทั้งสิ้น ดังนั้น ข่าวพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ทรงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม น่าจะเป็นเค้าความจริงพอสมควร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;หากใครติดตามโป๊ปรีพอร์ตบนอินเตอร์เน็ท น่าจะเห็นผ่านตากันไปบ้างแล้วว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ตอนนี้ เวลาขบวนแห่เข้าสู่พิธีมิสซา พระสันตะปาปาเบเนดิกต์จะไม่เดินไปพร้อมกับขบวน แต่วาติกันให้พระองค์ประทับบนรถล้อเลื่อน แล้วมีคนเข็นไปเรื่อย โดยวาติกันให้เหตุผลว่า “เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและลดความเหนื่อยล้าให้กับพระสันตะปาปา” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ตอนแรก ผมก็ไม่ได้เอะใจอะไรที่เห็นภาพพระสันตะปาปาประทับบนรถล้อเลื่อน คิดคล้อยตามวาติกันว่า คงต้องการออมแรงให้พระสันตะปาปาก็เท่านั้น กระทั่งมาเห็นข่าวนี้จึงรู้ว่า เบื้องหลังการใช้รถล้อเลื่อนกับพระสันตะปาปามันมีอะไรมากกว่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ตอร์นิเอลลี่ ระบุว่า พระสันตะปาปาทรงป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมประมาณเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในงานเยาวชนโลกที่กรุงมาดริด พระสันตะปาปาทรงเดินในบ้านพัก (สถานทูตวาติกันประจำสเปน) ด้วยการใช้ไม้เท้าพยุง แต่พอออกมาปรากฏพระองค์ให้เยาวชนเห็น พระสันตะปาปาทรงไม่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด กระทั่งเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาการปวดข้อเข่าขวาของพระสันตะปาปาน่าจะเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ คุณหมอปาตริซิโอ โปลิสก้า แพทย์ส่วนพระองค์จึงเสนอแนะให้นำรถล้อเลื่อน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้กับพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 กลับมาใช้กับพระสันตะปาปาเบเนดิกต์อีกครั้ง เพื่อป้องกันอาการปวดและไม่ให้พระองค์ต้องออกแรงมากนักในการร่วมขบวนแห่ (หากใครเคยร่วมมิสซาพระสันตะปาปา น่าจะทราบดีว่า ระยะทางเดินแห่นั้น ไกลมากๆ การเดินแห่ใช้เวลาอย่างต่ำ 10 นาที กว่าจะมาถึงพระแท่น)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;นอกจากนี้ ตอร์นิเอลลี่ ยังเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ในวาติกันเสนอให้มีการนำ &lt;b style="color: blue;"&gt;“เก้าอี้ขบวนแห่แบบโบราณ” &lt;/b&gt;กลับมาใช้อีกครั้ง หากนึกภาพไม่ออก เก้าอี้ดังกล่าวคือ &lt;b style="color: blue;"&gt;“เก้าอี้ที่พระสันตะปาปาสมัยก่อนจะประทับ แล้วให้คนแบกขึ้นบ่านั่นเอง”&lt;/b&gt; กระนั้น เมื่อความคิดนี้ได้รับการทูลเสนอพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ พระองค์ตอบปฏิเสธทันทีว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“ไม่! ขอบคุณ” &lt;/b&gt;... พระสันตะปาปาองค์สุดท้ายที่ใช้เก้าอี้นี้คือสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 1 (ค.ศ.1978) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;table align="center" cellpadding="0" cellspacing="0" class="tr-caption-container" style="margin-left: auto; margin-right: auto; text-align: center;"&gt;&lt;tbody&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td style="text-align: center;"&gt;&lt;img border="0" src="https://byfiles.storage.live.com/y1ppzMj4pQSX0npdxMg8rOd_3P6jmz62S9c3W4_DY6fBrtQpQ1-hWLpx_iQvwFHAEmQbWnhTSRL_lc/Giovanni%20Paolo%20I.jpg?psid=1" style="margin-left: auto; margin-right: auto;" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;tr&gt;&lt;td class="tr-caption" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 1 ผู้ปิดตำนานเก้าอี้แบบนี้&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;
&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;อย่างไรก็ตาม หากคิดว่าวาติกันจะออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า พระสันตะปาปาทรงป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม คงจะเป็นการยากสักหน่อย เพราะวาติกันไม่มีธรรมเนียมออกมาแถลงข่าวว่า ผู้นำพระศาสนจักรกำลังป่วยด้วยโรคอะไร ตัวอย่างชัดเจนคือ ค.ศ.1996 สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 ทรงมีอาการของโรคพาร์กินสันอย่างชัดเจน แต่วาติกันก็ไม่เคยแถลงแม้แต่ครั้งเดียวว่า พระสันตะปาปาทรงป่วยด้วยโรคดังกล่าว กระทั่งพระองค์สิ้นพระชนม์ถึงจะมาพูดอย่างเป็นทางการ ถ้าจะเอาให้ชัดกว่านั้น บั้นปลายสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 พระองค์ก็ป่วยด้วยโรคร้ายหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือโรคข้อเข่าเสื่อม แต่วาติกันก็ไม่แถลงให้ทุกคนทราบ ดังนั้น การที่ ตอร์นิเอลลี่ นำเรื่องนี้มาบอก ถือเป็นเรื่องสำคัญและเป็นประโยชน์กับทุกคนมากๆ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;ถ้าถามว่า ผมตกใจไหมที่ได้ยินข่าวพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ป่วยด้วยโรคข้อเข่าเสื่อม ผมไม่ตกใจ เพราะโรคนี้ จะเกิดกับผู้ชายที่อายุเกิน 80 ปี ส่วนผู้หญิง ต้องอายุเกิน 50 ปีถึงจะเป็นโรคดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น 80 เปอร์เซ็นต์ของชายชาวเยอรมัน ป่วยเป็นโรคนี้แทบทุกคน &lt;b style="color: blue;"&gt;“มองซินญอร์ เกยอร์ก รัตซิงเกอร์” วัย 87 ปี พี่ชายแท้ๆของพระสันตะปาปา ก็ป่วยเป็นโรคนี้ด้วยเหมือนกัน&lt;/b&gt; ฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจกับข่าวที่เกิดขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;... สิ่งเดียวที่เราทำได้คือการสวดภาวนาให้พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ มีสุขภาพแข็งแรงและปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ส่วนที่เหลือนั้น พระเจ้าจะทรงนำทางเอง ... &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="color: blue; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b style="font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif;"&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div style="text-align: center;"&gt;
&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;span style="color: black;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-7569350691682819892?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/8Mek4a6BxNDiTEw_6ZQgs7Ajkg0/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/8Mek4a6BxNDiTEw_6ZQgs7Ajkg0/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/8Mek4a6BxNDiTEw_6ZQgs7Ajkg0/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/8Mek4a6BxNDiTEw_6ZQgs7Ajkg0/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/8N26-jS5RNE" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/7569350691682819892/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/11/20-2011.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/7569350691682819892?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/7569350691682819892?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/8N26-jS5RNE/20-2011.html" title="ฟาติมาสาร - พระสันตะปาปาทรงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม (20 พ.ย. 2011)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/11/20-2011.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CkIEQXkyeyp7ImA9WhRSEk0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-2134119495996020045</id><published>2011-11-13T23:05:00.001+07:00</published><updated>2011-11-13T23:08:20.793+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-13T23:08:20.793+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16" /><title>โป๊ปขอคำภาวนาสำหรับการเยือนแอฟริกาวันศุกร์นี้</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="275" src="https://by1.storage.live.com/items/217F024DE62F91B0%21171:FullScreen/20110206_01.jpg?psid=1&amp;amp;ck=0&amp;amp;ex=720" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุขพระศาสนจักรคาทอลิก ทรงขอคำภาวนาเป็นพิเศษสำหรับการเสด็จเยือน "เบนิน" ในวันศุกร์นี้ พร้อมกันนี้ ทรงแบ่งปันพระวรสารประจำวันอาทิตย์ว่า มันเป็นเรื่องโง่เขลามากๆ หากเราได้รับพรสวรรค์จากพระเจ้า แต่ไม่นำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อช่วงเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงเป็นประธานในการนำสัตบุรุษกว่า 30,000 คนสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน โดยวันนี้ พระสันตะปาปาทรงเชิญชวนสัตบุรษภาวนาเป็นพิเศษให้กับการเสด็จเยือน เบนิน ประเทศในแอฟริกา ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายนนี้ โดวัตถุประสงค์การเสด็จเยือน เพื่อร่วมการสมโภช 150 ปีที่คริสตศาสนาเข้ามาเผยแพร่ให้ชาวเบนิน เช่นเดียวกับ การไปร่วมประชุมและรับทราบความคืบหน้าของการดำเนินงานตามบทสรุปของสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งทวีปแอฟริกา (ซินน็อต) ซึ่งจัดไปเมื่อปี 2009 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสันตะปาปา ทรงกล่าวกับสัตบุรุษว่า "พระวาจาของพระคริสตเจ้าทรงนำทางแผนการดำเนินงานของสมัชชาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งทวีปแอฟริกา พ่อหวังว่า พ่อจะสามารถถ่ายทอดบทสรุปนี้ให้กับชาวแอฟริกันได้รื้อฟื้นความเชื่อและความหวังในพระศาสนจักร เช่นเดียวกัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลของสัมชชา จะช่วยให้แอฟริกาเกิดเสถียรภาพ, ความปรองดอง และสันติในหมู่ประชากรทุกคน" &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"พ่อขอฝากการเดินทางและพันธกิจนี้ไว้กับคำภาวนาของพวกท่าน เฉพาะอย่างยิ่ง ขอให้ภาวนาเป็นพิเศษเพื่อชาวแอฟริกันที่ประสบภัยสงครามและความไม่ปลอดภัยในชีวิต ขอแม่พระทรงคุ้มครองและเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ทำงานเพื่อสันติและความยุติธรรมด้วยเถิด" ผู้นำชาวคาทอลิกทั่วโลก ตรัสย้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ในช่วงแบ่งปันพระวรสารวันอาทิตย์ซึ่งพระเยซูทรงเล่าอุปมาเรื่องเงิน "ทาเล้นท์" (ภาษาไทยเรียก "ตะลันท์") เจ้านายแบ่งเงินให้กับผู้รับใช้ 3 คน สองคนแรกนำเงินไปลงทุนแล้วเกิดประโยชน์ แต่คนที่สาม ได้เงินมาแต่ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระสันตะปาปา ตรัสแบ่งปันว่า "พระวรสารตอนนี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า มันเป็นเรื่องโง่เขลามากๆ หากเราได้รับพรสวรรค์จากพระเจ้า แต่ไม่นำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พระเจ้าทรงประทานชีวิตและพระพรให้เรา ขณะเดียวกัน พระเจ้าทรงมั่นใจว่า เราจะใช้พระพรที่ได้รับมานั้น ไปทำพันธกิจให้กับพระองค์"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div align="center"&gt;
&lt;iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="360" src="http://www.youtube.com/embed/isahJCeq0WM?rel=0" width="480"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-2134119495996020045?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/8ZSesyHiW5utHB0oeRNTReY6Y7s/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/8ZSesyHiW5utHB0oeRNTReY6Y7s/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/8ZSesyHiW5utHB0oeRNTReY6Y7s/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/8ZSesyHiW5utHB0oeRNTReY6Y7s/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/FgOohzYb9JM" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/2134119495996020045/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/11/blog-post_13.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/2134119495996020045?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/2134119495996020045?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/FgOohzYb9JM/blog-post_13.html" title="โป๊ปขอคำภาวนาสำหรับการเยือนแอฟริกาวันศุกร์นี้" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://img.youtube.com/vi/isahJCeq0WM/default.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/11/blog-post_13.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;CEMASHo-fCp7ImA9WhRTGUg.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-800871622811879424</id><published>2011-11-11T02:13:00.001+07:00</published><updated>2011-11-11T02:14:09.454+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-11T02:14:09.454+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คาทอลิกทั่วโลก" /><title>"คาริตัส" บริจาค 20 ล้านช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในไทย</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" src="https://byfiles.storage.live.com/y1p1EBHSkF-6oJD6X4cSDSrA_twE_0CG65Nw3HET70s6OB8_dKeLvyJM897U-VVwbTZiXWZfBxEcVY/Caritas%20TH.jpg?psid=1" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คาริตัส หน่วยงานการกุศลที่ใหญ่สุดในพระศาสนจักรคาทอลิก เผย ตอนนี้ ส่งเงินมาช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยที่ประสบภัยน้ำท่วมแล้วกว่า 506,494 ยูโร (ประมาณ 20.85 ล้านบาท) ส่วน พระสังฆราชพิบูลย์ ยอมรับ รู้สึกไม่สบายใจที่ต้องขอเงินช่วยเหลือจากพระศาสนจักรสากล เพราะประเทศอื่นๆก็ประสบภัยพิบัติเช่นกัน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบ 50 ปีของประเทศไทย ส่งผลให้หลายจังหวัดประสบปัญหาน้ำท่วมนานหลายเดือน, ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 ศพ และประชาชนชาวไทยอีก 8 ล้านคนต้องพบกับความยากลำบากทั้งทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย และหน้าที่การงาน เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก โดย สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงแสดงความห่วงใยชาวไทยเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงเชิญคริสตังทั่วโลกภาวนาให้ชาวไทย นอกจากนี้ ยังส่งความปรารถนาดีมาให้พี่น้องชาวไทยอีกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ล่าสุด คาริตัส หน่วยงานการกุศลที่ใหญ่สุดในพระศาสนจักรคาทอลิก ได้เปิดยอดเงินช่วยเหลือที่ส่งมาช่วยเหลือประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยยอดบริจาคช่วยเหลืออยู่ที่ 506,494 ยูโร (ประมาณ 20.85 ล้านบาท) เงินจำนวนนี้ คาริตัสสากล ได้มอบให้คาริตัส ประเทศไทย นำไปช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยที่ประสบภัย ด้วยการแจกจ่ายอาหารและอุปกรณ์ที่ใช้ยังชีพในภาวะวิกฤติให้กับชาวไทยหลายครอบครัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ พระสังฆราช ยอแซฟ พิบูลย์ วิสิฐนนทชัย ประมุขสังฆมณฑลนครสวรรค์และประธานกรรมาธิการฝ่ายสังคม ได้เผยว่า สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงส่งจดหมายแสดงความเสียใจกับอุทกภัยนี้ ขณะเดียวกัน พระสังฆราชพิบูลย์ ยอมรับว่า คาริตัส ประเทศไทย ไม่อยากเรี่ยไรเงินช่วยเหลือจากคาริตัสสากล แต่เพราะความสูญเสียมันใหญ่หลวงนัก จึงอยู่เฉยไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"จริงๆแล้ว คาริตัส ประเทศไทย ไม่อยากจะไปขอเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานระดับสากล เพราะเราเห็นว่า มีเหตุการณ์เลวร้ายมากมายเกิดขึ้นทั่วโลก แต่เนื่องจากขอบเขตของภัยธรรมชาตินี้มันใหญ่หลวงนัก คาริตัส ประเทศไทย จึงจำเป็นต้องดำเนินการขอเงินช่วยเหลือจากคาริตัสสากล นอกจากนี้ เรายังได้รับจดหมายจากพระสันตะปาปา พระองค์ทรงให้กำลังใจและร่วมเป็นทุกข์กับสิ่งที่เกิดด้วย" พระสังฆราชพิบูลย์ กล่าวย้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-800871622811879424?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vaGU8tgOAlFZIcDCE3bVtwFcU0Y/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vaGU8tgOAlFZIcDCE3bVtwFcU0Y/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vaGU8tgOAlFZIcDCE3bVtwFcU0Y/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/vaGU8tgOAlFZIcDCE3bVtwFcU0Y/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/ydmzr6dAfRw" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/800871622811879424/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/11/20.html#comment-form" title="1 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/800871622811879424?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/800871622811879424?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/ydmzr6dAfRw/20.html" title="&quot;คาริตัส&quot; บริจาค 20 ล้านช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในไทย" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>1</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/11/20.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;C0YASH45cSp7ImA9WhRTGUw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-3098979562154370410</id><published>2011-11-10T14:45:00.001+07:00</published><updated>2011-11-10T14:45:49.029+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-10T14:45:49.029+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16" /><title>"มองซินญอร์มารินี่" เผยโป๊ปใส่ใจรายละเอียดของพิธีมิสซามากๆ</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" src="https://byfiles.storage.live.com/y1plP-Xoizz58_6BA124ZcfQHNw_ZKdv8adPcnLPhcOBDlhavTS1Z8Y3Jjqg3Vv8xDg8RyC_on-sQo/Benedetto%20XVI_Mass.jpg?psid=1" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;มองซินญอร์ กุยโด้ มารินี่ หัวหน้านายจารีตประจำสันตะสำนัก เผย สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุขพระศาสนจักรคาทอลิก ทรงใส่ใจรายละเอียดปลีกย่อยในพิธีมิสซาแบบสุดๆ อาทิ การตั้งไม้กางเขนบนพระแท่นในระดับสายตา เพื่อให้ผู้ถวายมิสซาและสัตบุรุษได้มีจุดหมายเดียวกันคือพระเยซูคริสตเจ้า ทั้งนี้ ตามรายงานข่าวจาก "คาทอลิก นิวส์ เอเจนซี่" เมื่อวันพุธที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;นับตั้งแต่ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ขึ้นมาบริหารพระศาสนจักรต่อจาก สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 รายละเอียดปลีกย่อยในพิธีมิสซามีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เพื่อให้พิธีดูศักดิ์สิทธิ์สง่างามยิ่งขึ้น อาทิ การยกเลิกการนำดอกไม้มาตั้งบนพระแท่นมิสซา โดยให้ใช้เทียนสูง 7 เล่มเท่านั้น, การรับศีลมหาสนิทกับพระสันตะปาปา ผู้ช่วยพิธีต้องถือเทียนคู่ตามไปด้วย ส่วนสัตบุรุษต้องคุกเข่าและรับผ่านทางลิ้นเท่านั้น, การนำไม้กางเขนสูงระดับสายตา มาตั้งไว้กลางพระแท่น แทนที่ไม้กางเขนขนาดเล็ก, การสงบนิ่งเพื่อรำพึงหลังบทเทศน์และหลังรับศีลมหาสนิท เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;สิ่งเหล่านี้ หลายคนทราบดีว่า พระสันตะปาปาทรงปรึกษากับ มองซินญอร์ กุยโด้ มารินี่ หัวหน้านายจารีตประจำสันตะสำนัก เพื่อให้พิธีกรรมออกมาดูสง่างามชวนศรัทธา ซึ่ง มองซินญอร์มารินี่ ก็ยอมรับว่า ตนเองอึ้งมากที่พระสันตะปาปาเป็นคนใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างมากมายถึงขนาดนี้&lt;/span&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;"พระสันตะปาปาทรงเอาพระทัยใส่ต่อพิธีกรรมแบบสุดๆ พระองค์ตระหนักเสมอว่านี่คือการสมโภชธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้า พระสันตะปาปามักย้ำกับพ่อเสมอว่า พิธีกรรมคือสิ่งสำคัญสุดที่พระศาสนจักรจะแสดงออกถึงความเคารพต่อพระเจ้า"&lt;/span&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;"ตัวอย่างชัดเจนสุด ก็คือ การที่พระสันตะปาปาทรงสั่งให้นำกางเขนขนาดสูงระดับสายตามาตั้งไว้กลางพระแท่น แทนที่ไม้กางเขนขนาดเล็ก พระองค์เชื่อเสมอว่า นี่คือการแสดงออกถึงการให้ไม้กางเขนเป็นศูนย์กลางของพระแท่น ขณะเดียวกัน ยังทำให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ถวายมิสซาและสัตบุรุษ ได้มองและมอบดวงใจมายังที่เดียวกันนั่นคือพระเยซูคริสตเจ้า ผู้เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง"&lt;/span&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;ตอนท้าย มองซินญอร์มารินี่ ยังยอมรับด้วยว่า ตนเองโชคดีมากที่ได้เป็นนายจารีตให้กับทุกมิสซาที่พระสันตะปาปาเป็นประธาน เพราะเป็นโอกาสให้ตนได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์และความสุภาพของผู้แทนพระคริสตเจ้าบนโลกนี้&lt;/span&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;span style="color: black;"&gt;"ทุกครั้งที่ได้ร่วมมิสซาที่พระสันตะปาปาเป็นประธาน พ่อมีโอกาสรื้อฟื้นความเชื่อและความศรัทธาอยู่เสมอ พระสันตะปาปาจะทรงสงบนิ่งเพื่อรำพึงตลอดเวลา สิ่งนี้คือการสอนว่า มิสซาก็คือการสนทนากับพระเจ้า ขณะเดียวกัน การคุกเข่ารับศีลมหาสนิทคือการถวายเกียรติสูงสุดแด่พระเจ้า พ่อว่า พ่อโชคดีที่ได้ทำหน้าที่นายจารีตให้พระองค์ ทุกๆครั้ง พ่อได้เรียนรู้และเห็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ออกมาจากตัวของพระสันตะปาปา และนี่จะเป็นกำลังใจให้พ่อทำหน้าที่สงฆ์อย่างศักดิ์สิทธิ์"&lt;/span&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;br style="color: black;" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-3098979562154370410?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/dq7-yKs6w34-GXHVnHCK-6LIQ1s/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/dq7-yKs6w34-GXHVnHCK-6LIQ1s/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/dq7-yKs6w34-GXHVnHCK-6LIQ1s/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/dq7-yKs6w34-GXHVnHCK-6LIQ1s/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/Qxk6OVEWtes" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/3098979562154370410/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/11/blog-post_6396.html#comment-form" title="1 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/3098979562154370410?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/3098979562154370410?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/Qxk6OVEWtes/blog-post_6396.html" title="&quot;มองซินญอร์มารินี่&quot; เผยโป๊ปใส่ใจรายละเอียดของพิธีมิสซามากๆ" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>1</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/11/blog-post_6396.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DEYGQHkzfCp7ImA9WhRTGU0.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-2408809571580690740</id><published>2011-11-10T13:20:00.001+07:00</published><updated>2011-11-10T13:22:01.784+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-10T13:22:01.784+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คาทอลิกทั่วโลก" /><title>คกก.ชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทสุดเซ็ง! รัฐบาลไอริชไม่เชิญพระสันตะปาปา</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="265" src="https://byfiles.storage.live.com/y1pl7Kwq3jZdDBMPJNTtl8HxlCRAciLRaSkrO9B4Ymjx-x6FXtRYLp8rFTtQ5WrYX2N1LLjzt3OfPA/Fr.Kevin%20Doran.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;คุณพ่อเควิน โดแรน เลขาธิการทั่วไปคณะกรรมการจัดงานชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทนานาชาติ 2012 ยอมรับ โอกาสที่ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุขพระศาสนจักรคาทอลิก จะเสด็จร่วมงานชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทนานาชาติที่ไอร์แลนด์ แทบจะเป็นศูนย์ หลังจากรัฐบาลไอร์แลนด์ยืนกราน ไม่เชิญผู้นำชาวคาทอลิกมาร่วมงาน และไม่คิดจะเชิญด้วย &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากที่ เอม่อน กิลมอร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไอร์แลนด์ ออกมายืนยันว่า รัฐบาลมีมติไม่ทูลเชิญ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ให้เสด็จเยือนประเทศ เพื่อร่วมงานชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทนานาชาติ การประกาศดังกล่าว ส่งผลให้พระสันตะปาปาจะหมดสิทธิ์เยือนไอร์แลนด์ค่อนข้างแน่ เพราะการเสด็จเยือนประเทศต่างๆของพระองค์ จะต้องได้รับการเชิญจาก 2 ฝ่าย ได้แก่ สภาพระสังฆราชคาทอลิกในประเทศดังกล่าว และ คณะรัฐบาลผู้บริหารประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ล่าสุด คุณพ่อเควิน โดแรน เลขาธิการทั่วไปคณะกรรมการจัดงานชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทนานาชาติ 2012 ออกมากล่าวยอมรับแล้วว่า ความน่าจะเป็นที่พระสันตะปาปาจะเสด็จเยือนดินแดนของตน น่าจะหมดไปแล้ว หลังรัฐบาลยังเคืองพระศาสนจักรคาทอลิกที่ปกปิดคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศกว่า 300 คดี ซ้ำร้าย ยังปกป้องสงฆ์ผู้กระทำผิดด้วยการสั่งย้ายไปหลบหน้าผู้คนในที่ไกลหูไกลตาอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"พ่อคิดว่า แถลงการณ์ของรัฐบาลไอร์แลนด์ทำให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไอร์แลนด์กับวาติกัน แย่ลงไปอีก ถ้ารัฐบาลไม่เชิญพระสันตะปาปา พระองค์คงยากจะเสด็จเยือนประเทศของเรา นอกจากว่า พระองค์จะเสด็จมาในฐานะพลเมืองทั่วไป ไม่ใช่ฐานะผู้นำประเทศ กระนั้น การมาในฐานะพลเมืองทั่วไป จะเป็นการยากในการรักษาความปลอดภัย เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีสิทธิ์เข้ามาอารักขาพระสันตะปาปาในฐานะแขกบ้านแขกเมืองเลย" &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ตอนนี้ เท่าที่ทราบ รัฐบาลไม่เพียงแต่ไม่เชิญพระสันตะปาปาเท่านั้น พวกเขายังไม่คิดจะเชิญพระองค์ด้วยซ้ำไป" คุณพ่อโดแรน กล่าวแบบเซ็งๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนึ่ง งานชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทนานาชาติ ครั้งที่ 50 จะจัดระหว่างวันที่ 10-17 มิถุนายน 2012 ณ กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ งานดังกล่าว จะจัดทุก 4 ปี เพื่อให้คริสตังทั่วโลกได้มาสวดภาวนาและเฝ้าศีลมหาสนิทร่วมกัน ทั้งนี้ งานชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทนานาชาติ เป็นงานชุมนุมทางความเชื่อที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของพระศาสนจักรคาทอลิก เป็นรองเพียงแค่งานเยาวชนโลกเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-2408809571580690740?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UIp1kHld3qhoBEUQCyxc5aSrZK4/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UIp1kHld3qhoBEUQCyxc5aSrZK4/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UIp1kHld3qhoBEUQCyxc5aSrZK4/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/UIp1kHld3qhoBEUQCyxc5aSrZK4/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/qC9GcgN9YpU" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/2408809571580690740/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/11/blog-post_10.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/2408809571580690740?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/2408809571580690740?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/qC9GcgN9YpU/blog-post_10.html" title="คกก.ชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทสุดเซ็ง! รัฐบาลไอริชไม่เชิญพระสันตะปาปา" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/11/blog-post_10.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;Ck8NRnc_fCp7ImA9WhRTGEg.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-1427546177036500862</id><published>2011-11-09T22:01:00.001+07:00</published><updated>2011-11-09T22:01:37.944+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-09T22:01:37.944+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16" /><title>พระสันตะปาปาย้ำร่วมเป็นทุกข์กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="288" src="https://byfiles.storage.live.com/y1p0XFQJvLU-EjlBjkk7WYT9r0cSCweiTpx58T4VrSREcGOyszHlCwbYCWKY-37fu5fmiQyX6yys0M/Benedetto%20XVI%20153383.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุขพระศาสนจักรคาทอลิก ทรงย้ำ ขอร่วมเป็นทุกข์ไปกับพี่น้องผู้ประสบอุทกภัย เช่นเดียวกับเป็นกำลังใจให้เหล่าจิตอาสาช่วยภัยทุกคน นอกจากนี้ ทรงแบ่งปันข้อคิดจากหนังสือเพลงสดุดีบทที่ 119 เป็นบทสอนเรื่องการดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานถึงพระวรสาร &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการเข้าเฝ้าทั่วไป ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน เมื่อวันพุธที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงกล่าวกับผู้เข้าเฝ้ากว่า 25,000 คน ถึงเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายภาคส่วนของโลก อาทิ เอล ซัลวาดอร์ ประเทศในแถบอเมริกากลาง ซึ่งประสบภัยน้ำท่วมและดินถล่ม เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่น้ำท่วมหลายภาคส่วนของประเทศ โดยกรณีของประเทศไทยนั้น มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 คน และยังทำให้ผู้คนมากมายไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก โดยพระสันตะบิดรผู้ศักดิ์สิทธิ์ ทรงย้ำว่า ทรงร่วมเป็นทุกข์กับผู้ประสบภัยทุกคน และขอส่งกำลังใจให้เหล่าอาสาสมัครด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ขณะนี้ หลายภาคส่วนของโลกไล่ตั้งแต่ทวีปลาตินอเมริกา เฉพาะอย่างยิ่งอเมริกากลาง ไปจนถึงละแวกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำท่วมและดินถล่ม สิ่งที่เกิดทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ พ่อขอย้ำอีกครั้งว่า พ่อขอร่วมเป็นทุกข์ไปกับผู้ประสบภัยทุกคน ขณะเดียวกัน พ่อขอเชิญชวนทุกคนสวดภาวนาให้กับผู้ประสบภัยและครอบครัวของพวกเขา เพื่อแสดงถึงการร่วมทุกข์ไปด้วยกัน นอกจากนี้ พ่อขอส่งกำลังใจให้กับบรรดาชายหญิงจิตอาสา ขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันช่วยผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนได้ผ่านพ้นทุกข์ภัยไปด้วยดี" พระสันตะปาปา ตรัสย้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ในส่วนของการสอนคำสอน พระสันตะปาปายังคงนำข้อความในหนังสือเพลงสดุดีมาแบ่งปันสัตบุรุษ โดยวันนี้ พระองค์ทรงนำเพลงสดุดี บทที่ 119 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการภาวนา มาแบ่งปันว่า "หนังสือเพลงสดุดีบทนี้ บอกเล่าถึงความรักของพระเจ้าที่นำความสว่าง ชีวิต และการไถ่กู้มาสอนเรา นอกจากนี้ ในข้อที่ 57 มีการระบุว่า 'พระเจ้าทรงเป็นมรดกของข้าพเจ้า' เราสามารถนำถ้อยคำนี้ มาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต กล่าวคือ เมื่อใดก็ตามที่เราร่วมเป็นหนึ่งในศักดิ์สงฆ์ของพระคริสตเจ้า เมื่อนั้น เราก็ได้รับกระแสเรียกให้เป็นประจักษ์พยานถึงพระวารผ่านทางการดำเนินชีวิตประจำวัน"&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
"ดังนั้น ขอพระเจ้าประทานความรักอย่างเหลือล้นของพระองค์ให้กับเรา เพื่อที่เราจะนำพระวาจาของพระองค์มาเป็นตะเกียงส่องสว่าง นำทางเราไปหาพระองค์" พระสันตะปาปา ตรัสปิดท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: blue;"&gt;&lt;a href="https://www.facebook.com/media/set/?set=a.314864641861985.100368.152027554812362&amp;amp;type=1&amp;amp;l=b11cebb564" target="_blank"&gt;ประมวลภาพ: การเข้าเฝ้าทั่วไปประจำวันพุธที่ 9 พ.ย. 2011&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div align="center"&gt;
&lt;iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="360" src="http://www.youtube.com/embed/Y9ZM9Fqj8tQ?rel=0" width="480"&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: small;"&gt;&lt;b&gt;พระสันตะปาปาตรัสร่วมเป็นทุกข์กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-1427546177036500862?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zKrY2r6SFdeXZUHq_1ZADqJtlqI/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zKrY2r6SFdeXZUHq_1ZADqJtlqI/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zKrY2r6SFdeXZUHq_1ZADqJtlqI/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/zKrY2r6SFdeXZUHq_1ZADqJtlqI/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/U4gUlgq97cs" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/1427546177036500862/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/11/blog-post_09.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/1427546177036500862?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/1427546177036500862?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/U4gUlgq97cs/blog-post_09.html" title="พระสันตะปาปาย้ำร่วมเป็นทุกข์กับผู้ประสบภัยน้ำท่วม" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><media:thumbnail xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" url="http://img.youtube.com/vi/Y9ZM9Fqj8tQ/default.jpg" height="72" width="72" /><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/11/blog-post_09.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;D04HQX4_eSp7ImA9WhRTGEw.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-7654868285221488648</id><published>2011-11-09T12:18:00.003+07:00</published><updated>2011-11-09T12:18:50.041+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-09T12:18:50.041+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="คาทอลิกทั่วโลก" /><title>โพลชี้คริสตังออสเตรียต้องการให้ปฏิรูปพระศาสนจักร</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="179" src="https://byfiles.storage.live.com/y1pGTP0lcfc-6-ohhwojPicC_keZrO9Jg8eZYNdS6Qrk1XGjcg7HBSit6Rg9BUyNw9VkuFdTAzHHgo/innsbruck-church.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;"อุสเทอร์ไรชิสเชอร์ รุนด์ฟุงค์" (Österreichischer Rundfunk) สถานีโทรทัศน์ออสเตรีย เผยผลสำรวจพลเมืองคริสตังออสเตรียที่มีต่อพระศาสนจักรคาทอลิก ปรากฏว่า 76 เปอร์เซ็นต์สนับสนุนกลุ่มสงฆ์แข็งข้อที่ต้องการให้มีการปฏิรูปพระศาสนจักรทันที เช่นเดียวกับ 71 เปอร์เซ็นต์ ต้องการให้สงฆ์สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ ทั้งนี้ ตามรายงานข่าวเมื่อวันพุธที่ 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่คริสตังออสเตรียเกิดความขัดแย้งรุนแรงภายในประเทศ เริ่มจากบรรดาสงฆ์แข็งข้อได้เรียกกลุ่มตัวเองว่า “ไม่นบนอบพระสังฆราช” (AUFRUF ZUM UNGEHORSAM) โดยวัตถุประสงค์เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสิ่งที่พระศาสนจักรปฏิเสธมาตลอดหลายทศวรรษ อาทิ ยกเลิกคำปฏิญาณ “สงฆ์ต้องนบนอบต่อพระสังฆราช”, สนับสนุนให้สตรีบวชเป็นสงฆ์ได้ และสงฆ์สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพระสงฆ์, ส่งเสริมให้สงฆ์ส่งศีลมหาสนิทให้กับ “ทุกคนที่มีจิตใจดีงาม” อาทิ คนต่างศาสนา (คนต่างศาสนาสามารถเดินออกมารับศีลมหาสนิทได้) เช่นเดียวกับ คริสตังที่แต่งงานแล้วหย่าร้าง ก็สามารถรับศีลมหาสนิทได้, เมื่อถึงช่วงบทเทศน์ในมิสซา ผู้เทศน์ไม่จำเป็นต้องเป็นพระสงฆ์ แต่เป็นฆราวาสชายหญิงก็ได้ เนื่องจากฆราวาสบางคนแบ่งปันดีกว่าสงฆ์ด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ล่าสุด อุสเทอร์ไรชิสเชอร์ รุนด์ฟุงค์ สถานีโทรทัศน์ของออสเตรีย ได้ทำผลสำรวจความคิดเห็นของคริสตังในประเทศ ปรากฏว่า 76 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับกลุ่มสงฆ์ไม่นบนอบต่อพระสังฆราช, 71 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับการอนุญาตให้สงฆ์แต่งงานมีครอบครัวได้, 63 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับการอนุญาตให้คริสตังที่หย่าร้างสามารถรับศีลมหาสนิทได้อีกครั้ง และ 55 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับการอนุญาตให้สตรีบวชเป็นสงฆ์ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มสงฆ์แข็งข้อนั้น มีเพียง 8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว มีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 12,000 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-7654868285221488648?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/MMzlM6hsqohoxG_nI9-CuQVvRfQ/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/MMzlM6hsqohoxG_nI9-CuQVvRfQ/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/MMzlM6hsqohoxG_nI9-CuQVvRfQ/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/MMzlM6hsqohoxG_nI9-CuQVvRfQ/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/51C8D94voBQ" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/7654868285221488648/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/11/blog-post.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/7654868285221488648?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/7654868285221488648?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/51C8D94voBQ/blog-post.html" title="โพลชี้คริสตังออสเตรียต้องการให้ปฏิรูปพระศาสนจักร" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/11/blog-post.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;DkQHRno-eSp7ImA9WhRTFkU.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-4129914366553376906</id><published>2011-11-07T20:53:00.005+07:00</published><updated>2011-11-07T23:45:37.451+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-11-07T23:45:37.451+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร: ไอร์แลนด์-วาติกัน ... ไม่เลิกก็เหมือนเลิก (13 พ.ย. 2011)</title><content type="html">&lt;b style="color: blue;"&gt;สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวคาทอลิกต่างประเทศที่ดังกระหึ่มระดับโลก น่าจะหนีไม่พ้น “รัฐบาลไอร์แลนด์สั่งปิดสถานทูตตนเองใน 3 ประเทศ ได้แก่ วาติกัน, อิหร่าน และ ติมอร์ตะวันออก” สาเหตุของการปิดสถานทูตใน 3 ประเทศที่กล่าวมาคือ “เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบริหารประเทศ”&amp;nbsp; &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" src="https://byfiles.storage.live.com/y1pDiLbkJhenAHnEmBIdgR0U2WygmdKOOunqReEZ8oNUBFiwGEQ7ALCPfXdvSMLmMkQhw0ei-JV67c/Irish-Catholic.jpg?psid=1" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
การตัดสินใจปิดสถานทูตประจำสันตะสำนัก ส่งผลให้ไอร์แลนด์สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็น &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“ชาติคาทอลิกชาติแรกในยุโรป”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ที่ไม่มีสำนักงานสถานทูตอยู่ในเขตวาติกันและอิตาลี ... อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ไอร์แลนด์ยังมีทูตประจำวาติกันเหมือนเดิม ความสัมพันธ์การทูตเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือจะไม่มีตัวสำนักงานสถานทูตประจำวาติกัน กรณีนี้จะคล้ายกับ &lt;b style="color: blue;"&gt;“สถานทูตไทยประจำวาติกัน”&lt;/b&gt; ทูตไทยประจำวาติกันเป็นทูตคนเดียวกับที่ประจำสวิตเซอร์แลนด์ (ทูตไทยประจำสวิตเซอร์แลนด์ จะดูแลคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์, วาติกัน และลิกเตนสไตน์) ถ้าพระสันตะปาปาเรียก &lt;b style="color: blue;"&gt;“คุณอาภรณ์ มนัสวานิช”&lt;/b&gt; เอกอัคราชทูตไทยประจำวาติกัน มาพบ หมายความว่า คุณอาภรณ์ จะต้องนั่งเครื่องบินจากกรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาเข้าเฝ้าพระสันตะปาปานั่นเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่รัฐบาลไอร์แลนด์สั่งปิดสถานทูตใน 3 ประเทศ จะไม่เป็นข่าวดัง ถ้าหนึ่งในนั้นไม่ใช่สถานทูตไอร์แลนด์ประจำวาติกัน สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่า การปิดสถานทูตในอิหร่านและติมอร์ตะวันออก เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะสถานการณ์ในประเทศดังกล่าวไม่สงบเรียบร้อยด้วย ประกอบกับติมอร์ตะวันออกเพิ่งประกาศเอกราชไม่นาน ความสัมพันธ์ทางการทูตอาจไม่แน่นแฟ้นมากนัก แต่กับวาติกัน ไอร์แลนด์สถาปนาความสัมพันธ์กับวาติกันมาตั้งแต่ ค.ศ.1929 (82 ปีมาแล้ว) การปิดสถานทูตเพราะลดค่าใช้จ่าย จึงดูไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่ ยิ่งไอร์แลนด์เป็นประเทศคาทอลิก มี &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“นักบุญแพทริค” (SAINT PATRICK)&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; เป็นองค์อุปถัมภ์ของประเทศ, &lt;b style="color: red;"&gt;ไอร์แลนด์เป็นบ้านเกิดของ “คณะพลมารี” (LEGIO MARIAE) หน่วยงานฆราวาสแพร่ธรรมที่ใหญ่สุดในพระศาสนจักรคาทอลิก (ปัจจุบันมีสมาชิก 10 ล้านคนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย)&lt;/b&gt; สิ่งเหล่านี้ ยิ่งมองไม่ออกเลยว่า ทำไมรัฐบาลไอร์แลนด์ต้องปิดสถานทูตประจำวาติกันด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม หากติดตามฟาติมาสารสม่ำเสมอ ผู้อ่านน่าจะทราบดีว่า เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไอร์แลนด์กับวาติกันย่ำแย่มาตลอด หลังรัฐบาลไอร์แลนด์กล่าวหาวาติกันว่า ช่วงค.ศ.1960-2003 วาติกันปกปิดคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศกว่า 300 คดี วาติกันปกปิดด้วยการสั่งย้ายสงฆ์ไอริชที่ก่อคดีให้ไปหลบไกลหูไกลตาคน พอเรื่องซาลง ค่อยอนุญาตให้สงฆ์ที่กระทำผิดกลับมาประจำการที่สังฆมณฑลของตัวเอง ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การปกปิดแบบนี้ถือว่าเลวร้ายมาก&amp;nbsp; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ พอเกิดเรื่องขึ้น วาติกันตัดสินใจเรียกตัว &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“พระอัครสังฆราช จูเซ็ปเป้ เลอันซ่า”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; สมณทูตวาติกันประจำไอร์แลนด์ กลับทันที โดยวาติกันให้เหตุผลการเรียกตัวกลับว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“เพื่อหารือด่วนเกี่ยวกับการตอบโต้ข้อกล่าวหาของรัฐบาลไอร์แลนด์”&lt;/b&gt; กระนั้น ไม่รู้ว่าหารือกันแบบไหนไม่ทราบ ไม่กี่วันต่อมา วาติกันตัดสินใจย้ายสมณทูตองค์นี้ไปประจำกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก แบบสายฟ้าแลบ สิ่งนี้ สร้างความกังขาเรื่องความโปร่งใสในการแก้ปัญหาให้กับรัฐบาลไอร์แลนด์ยิ่งขึ้นไปอีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: red;"&gt;
&lt;b&gt;ขณะเดียวกัน มีการเปิดเผยผลสำรวจของสื่อต่างๆของไอร์แลนด์ในหัวข้อว่า “ชาวไอริชยังศรัทธาพระศาสนจักรคาทอลิกและผู้นำพระศาสนจักรหรือไม่” ปรากฏว่า 67 เปอร์เซ็นต์ระบุว่า “ศรัทธาพระเจ้า แต่ไม่ศรัทธาผู้บริหารพระศาสนจักรท้องถิ่นและระดับสากล” ผลสำรวจนี้ ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะมันสะท้อนว่า พระศาสนจักรคาทอลิกสูญเสียความน่าเชื่อถือและสูญเสียบทบาทของตัวเองในสังคมไอริชไปแล้ว &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากผลสำรวจถูกเปิดเผยไม่กี่วัน คริสตังชาวไอริชในกรุงดับลิน เมืองหลวงของไอร์แลนด์ ได้รวมตัวกันกว่า 20,000 คน เดินขบวนประท้วงบรรดาพระสังฆราชคาทอลิกในไอร์แลนด์ โทษฐานที่จงใจปกปิดคดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศและช่วยเหลือสงฆ์แตกแถวให้ลอยนวลจากการถูกลงโทษตามกฏหมาย การกระทำแบบนี้ ยิ่งตอกย้ำผลสำรวจให้เด่นชัดขึ้นไปอีกว่ามันเป็นความจริงเพียงใด (มีการเปิดเผยอีกว่า ปี 2012 อัครสังฆมณฑลดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ จะเป็นเจ้าภาพจัดงานชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทนานาชาติ ... ปกติ การชุมนุมเคารพศีลมหาสนิท รัฐบาลประเทศเจ้าภาพจะทำจดหมายทูลเชิญพระสันตะปาปาให้เสด็จเยือน แต่ครั้งนี้ &lt;b style="color: blue;"&gt;ข่าววงในบอกว่า รัฐบาลไอร์แลนด์ “ไม่เชิญ” และ “ไม่คิดจะเชิญ”&lt;/b&gt; พระสันตะปาปา แถมขู่ด้วยว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“ไม่รับประกันความปลอดภัยให้พระคาร์ดินัล พระสังฆราช พระสงฆ์ที่จะมาร่วมงาน เพราะฝูงชนยังคงโกรธแค้นพวกสงฆ์คาทอลิกแบบสุดๆ”&lt;/b&gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: red;"&gt;ดังนั้น เมื่อนำความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไอร์แลนด์กับวาติกัน มาพิจารณา สื่อมวลชนหลายสำนักฟันธงว่า นี่คือเหตุผลซ่อนเร้นทำให้รัฐบาลไอร์แลนด์ตัดสินใจถอยห่างจากวาติกัน ด้วยการสั่งปิดสำนักงานสถานทูตเป็นอันดับแรก&lt;/b&gt; การทำแบบนี้คือการส่งสัญญาณให้รู้ว่า ถึงไอร์แลนด์จะบอกรักวาติกันเหมือนเดิม บอกว่าไม่มีอะไรขัดแย้ง แต่การกระทำมันไม่ใช่ รัฐบาลไอร์แลนด์ยังคงโกรธพระศาสนจักรคาทอลิกแบบฝังใจที่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ในประเทศ แต่ไม่กล้าออกมายอมรับ ตรงกันข้าม กลับหลบๆซ่อนๆผู้ต้องหาอยู่นั่นแหละ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;... งานนี้ ถึงรัฐบาลไอร์แลนด์จะบอกว่า ยังไม่เลิกคบวาติกัน ความสัมพันธ์ยังดีเหมือนเดิม แต่เชื่อเลยว่า ไม่มีใครบ้าจี้เชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตาแน่นอน ... &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; text-align: center;"&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-4129914366553376906?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/IZj4n1PJNstQqd_67A9YUFo_7ww/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/IZj4n1PJNstQqd_67A9YUFo_7ww/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/IZj4n1PJNstQqd_67A9YUFo_7ww/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/IZj4n1PJNstQqd_67A9YUFo_7ww/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/FPAa64Yj8q4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/4129914366553376906/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/11/13-2011.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4129914366553376906?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/4129914366553376906?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/FPAa64Yj8q4/13-2011.html" title="ฟาติมาสาร: ไอร์แลนด์-วาติกัน ... ไม่เลิกก็เหมือนเลิก (13 พ.ย. 2011)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/11/13-2011.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0YHQH49cCp7ImA9WhRTEEs.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-7993516874581216125</id><published>2011-10-31T20:52:00.001+07:00</published><updated>2011-10-31T20:52:11.068+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-10-31T20:52:11.068+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="ฟาติมาสาร" /><title>ฟาติมาสาร - ชุมนุมสุดยอดผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งอัสซีซี (6 พ.ย. 2011)</title><content type="html">&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงเชิญผู้แทนศาสนาต่างๆกว่า 100 ท่าน ให้มาร่วมงานจาริกแห่งความจริงและสันติภาพ ซึ่งจัดที่เมืองอัสซีซี ประเทศอิตาลี งานนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลก เพราะไม่บ่อยนักที่ผู้แทนศาสนาต่างๆจะมารวมตัวกัน นอกจากนี้ พระสันตะปาปายังเชิญผู้แทนของคนไม่มีศาสนามาร่วมงานด้วย &lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="256" src="https://byfiles.storage.live.com/y1pTa-9Q69nrAcUJLMVK8mWo2sJTpoxmLD02N4IBFyNAYXzYp-sZB0N2TM0jfVvoqSVjgI4hSpgPNs/Benedetto%20XVI%20153254.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนจะพูดถึงรายละเอียด ขอย้ำว่า งานนี้ &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“ไม่ใช่งานภาวนาเพื่อสันติภาพ”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; แบบที่หลายคนเข้าใจ เพราะรายละเอียดในงาน ไม่มีการภาวนาร่วมกัน แต่เป็นการให้ผู้แทนศาสนาต่างๆมากล่าวแบ่งปันมุมมองสันติภาพและปฏิญาณร่วมกันว่าจะต่อต้านความรุนแรงทุกชนิด นั่นจึงเป็นที่มาของชื่องานว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“งานจาริกแห่งความจริงและสันติภาพ” (PILGRIMAGE OF TRUTH, PILGRIMAGE OF PEACE)&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;เท่าที่ทราบ งานนี้ มีผู้แทน 3 ศาสนาจากประเทศไทยไปร่วมงานด้วย ได้แก่ พระสังฆราช ยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ (ผู้แทนพระศาสนจักรคาทอลิกไทย), พระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม (ผู้แทนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก), แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต และ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ... นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้แทนศาสนาในเมืองไทยให้ความสำคัญกับงานนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนรายละเอียดงาน เริ่มด้วยพระสันตะปาปาและผู้แทนศาสนาต่างๆ นั่งรถไฟออกจากสถานีวาติกันไปยังสถานีอัสซีซี เพื่อร่วมงานพร้อมกัน เมื่อมาถึงมหาวิหารเมืองอัสซีซี พระสันตะปาปาทรงยืนรอต้อนรับและทักทายผู้แทนศาสนาต่างๆแบบทีละคนและเป็นกันเองมากๆ หากใครติดตามการถ่ายทอดสดทางเว็บไซต์โป๊ปรีพอร์ต (www.popereport.com) จะเห็นว่า พระสงฆ์ของพุทธศาสนาท่าทางสุภาพมากๆ สงฆ์ทุกองค์ยกมือไหว้พระสันตะปาปาแบบสุภาพเรียบร้อยจริงๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้น เมื่อพิธีเริ่มขึ้น ผู้แทนศาสนาต่างๆได้ออกมากล่าวแบ่งปันมุมมองสันติภาพตามหลักความเชื่อของตน อาทิ ... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;พระอัยกา บาร์โธโลมิว ที่ 1&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ผู้นำพระศาสนจักรออโธด็อกซ์แห่งคอนสแตนติโนเปิ้ล ประเทศตุรกี กล่าวว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“มันถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดที่จะใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างในการสร้างสงคราม”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: red;"&gt;อาร์คบิช็อป โรแวน วิลเลี่ยมส์&lt;/b&gt; ผู้นำศาสนจักรเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ กล่าวว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“สันติภาพแท้จริงจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเรารักศัตรูเหมือนรักตัวเราเอง”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: red;"&gt;บาทหลวง นอร์แวน คันซาเรี่ยน&lt;/b&gt; ผู้นำคริสตชนอาร์เมเนีย กล่าวว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“คำว่าให้อภัยจะไม่เกิดผล ถ้าเราพูด แต่ไม่ทำ”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: red;"&gt;ศาสนจารย์ อูลอฟ ฟิคเซ่&lt;/b&gt; เลขาธิการสภาลูเธอรันสากล กล่าวว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ลูเธอรันจะทำทุกทางให้เกิดสันติภาพ มันน่าแปลกมากที่ชื่อเมืองหลายแห่งในโลกแปลว่าสันติภาพ แต่เมืองดังกล่าวกลับไม่เคยมีสันติเกิดขึ้นเลย”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: red;"&gt;รับไบ เดวิด โรเซ่น&lt;/b&gt; ผู้อำนวยการของสภาชาวยิวสากล กล่าวว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“มีคำกล่าวไว้ว่า สันติภาพแท้จริงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บนเรือของโนอาห์ ตอนนั้น น้ำท่วมโลก โนอาห์ได้กวาดต้อนสัตว์ทุกชนิดให้เข้าไปหลบภัยหนีน้ำในเรือของท่าน ปรากฏว่า&amp;nbsp; สัตว์ที่เป็นผู้ล่าและสัตว์ที่เป็นผู้ถูกล่า กลับใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งที่จริงแล้ว พวกมันเกลียดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดบนเรือโนอาห์ มันเป็นภาวะไม่มีทางเลือก ทุกอย่างต้องสามัคคีกันให้มากที่สุด มิฉะนั้น จะไม่สามารถผ่านพ้นวิกฤติไปได้ ข้าพเจ้าอยากให้โลกเราสามัคคีและมีสันติภาพแบบนั้น แต่ไม่อยากให้ทุกอย่างต้องเกิดเพราะภาวะจำยอม แต่อยากให้เกิดจากความเข้าใจกันและกัน”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: red;"&gt;ศาสตราจารย์ วานเด้ อาบิมโบล่า&lt;/b&gt; ผู้แทนศาสนา &lt;b style="color: blue;"&gt;“โยรูบา”&lt;/b&gt; ศาสนาท้องถิ่นของชาวไนจีเรีย กล่าวว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“สันติภาพไม่ได้เกิดเฉพาะเราเคารพมนุษย์เท่านั้น แต่เราต้องเคารพธรรมชาติด้วย เพราะถ้าธรรมชาติถูกทำร้าย มนุษย์ก็จะทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน เนื่องจากความเห็นแก่ตัวและการเอาตัวรอดจะปรากฏออกมา”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: red;"&gt;หลวงพ่อ ชี-ซอง&lt;/b&gt; ผู้แทนพุทธศาสนาแห่งเกาหลีใต้ กล่าวว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“ขึ้นชื่อว่าศาสนา มันย่อมไม่มีที่ว่างให้กับความรุนแรงและการก่อการร้าย นอกจากนี้ ที่ใดมีศาสนา ที่นั่นต้องเรียนรู้ที่จะเคารพชีวิต”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: red;"&gt;ฮัสยิม มูซาดิ&lt;/b&gt; ผู้แทนนักวิชาการมุสลิมจากอินโดนีเชีย กล่าวว่า&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; “ความผิดพลาดร้ายแรงสุดคือการแสวงหาผลประโยชน์ผ่านศาสนา เมื่อใดที่เรานำศาสนามาผูกกับความต้องการส่วนตน เมื่อนั้น สงครามจะบังเกิดอย่างแน่นอน”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b style="color: red;"&gt;ศาสตราจารย์ ยูเลีย คริสเตว่า &lt;/b&gt;ผู้แทนกลุ่มไม่เชื่อพระเจ้า &lt;b style="color: red;"&gt;(NON-BELIEVERS)&lt;/b&gt; ซึ่งได้รับเกียรติสูงสุดจากพระสันตะปาปาให้มาแบ่งปันด้วย เธอกล่าวว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;“สันติภาพจะเกิดได้ ถ้าเราเคารพเพศหญิงซึ่งเป็นเพศแม่ มนุษย์สมัยนี้ก่อสงครามย่อมๆ ด้วยการทำร้ายสตรีที่ไม่มีทางสู้”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ... นอกจากจะกล่าวเรื่องสันติภาพแล้ว ยูเลีย ยังไม่ลืมจะกล่าวถึงพระศาสนจักรคาทอลิกในมุมมองคนไม่มีศาสนาว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“ดิฉันติดตามสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 มานาน และประทับใจคำพูดของพระองค์ที่ว่า จงอย่ากลัว ดิฉันอยากบอกว่า ศาสนาก็อย่ากลัวกระแสโลกและกระแสวัฒนธรรมสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้น &lt;b style="color: red;"&gt;สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16&lt;/b&gt; ทรงกล่าวบ้าง พระดำรัสของพระสันตะปาปาเป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลกอีกครั้ง เพราะพระองค์ทรงยืดอกยอมรับแบบสุภาพบุรุษว่า &lt;b&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;“ในฐานะคริสตชน ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า ใช่ มันเป็นความจริงในหน้าประวัติศาสตร์ที่ศาสนาคริสต์เคยกดขี่ข่มเหงผู้อื่นผ่านทางการใช้พระนามของพระเจ้า เรายอมรับว่านี่เป็นความอัปยศอย่างยิ่ง ฉะนั้น ผู้นำคริสตชนทุกคน รวมถึงผู้นำศาสนาต่างๆ ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสอนศาสนิกชนของตนว่า เราต้องทำให้ความเชื่อในพระเจ้าของเราบริสุทธิ์ และต้องให้ความเชื่อนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างสันติให้กับโลก” &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อมวลชนทั่วโลก ยกย่องพระสันตะปาปาว่า &lt;b style="color: blue;"&gt;“ใจกว้างและกล้ายอมรับ”&lt;/b&gt; พระองค์ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ใจกว้าง”&lt;/b&gt; ที่เชิญผู้ไม่มีศาสนามาร่วมงานและให้กล่าวแบ่งปัน การเชิญมาพูดแบบนี้ ต้องถือว่าใจกว้างและใจกล้ามากๆ เพราะเชิญมาแล้ว เราไม่สามารถไปกำหนดว่า เขาต้องพูดเรื่องอะไรและห้ามพูดเรื่องอะไร ถ้าพูดโจมตี ก็ต้องก้มหน้ายอมรับ ส่วนเรื่อง &lt;b style="color: blue;"&gt;“กล้ายอมรับ”&lt;/b&gt; คือการยอมรับความผิดพลาดในอดีตที่พระศาสนจักรคาทอลิกเคยกระทำ นี่คือการแสดงให้เห็นว่า พระสันตะปาปาไม่หนีความจริง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด และกล้าเผชิญหน้ากับมัน อาทิ คดีสงฆ์ล่วงละเมิดทางเพศที่เราเห็นว่า พระสันตะปาปาไม่ปิดข่าว ตรงกันข้าม เลือกที่จะจัดการลงโทษขั้นเด็ดขาดกับพวกสงฆ์แตกแถวเหล่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นพิธีในช่วงเช้า ช่วงเที่ยง พระสันตะปาปาทรงเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเที่ยงให้ผู้ร่วมงาน อาหารเป็นแบบง่ายๆ ได้แก่ ข้าวสวยเสิร์ฟพร้อมสลัดผัก และตบท้ายด้วยผลไม้ (อาหารแบบเอาให้ทานได้ทุกศาสนาจริงๆ) ส่วนช่วงบ่าย เป็นเวลาให้ผู้แทนศาสนาต่างๆภาวนาส่วนตัว ก่อนที่ตอนเย็น ทุกคนจะกลับมารวมกันอีกครั้ง เพื่อร่วมจุดเทียนสันติภาพและปล่อยนกพิราบ เป็นอันจบพิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งานจาริกแห่งความจริงและสันติภาพ นอกจากจัดเพื่อรำลึก 25 ปีที่ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เคยจัดงานขึ้น เรายังได้เห็นความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนทุกศาสนาที่ต้องการเสริมสร้างสันติภาพให้กับโลก อีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่มาร่วมงาน ยังมีชื่อของ &lt;b style="color: blue;"&gt;“ราจโมฮาน คานธี”&lt;/b&gt; บุตรชายของ&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; “มหาตมา คานธี”&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; อดีตผู้นำและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงชาวอินเดียและศาสนาฮินดู ... เมื่อ 25 ปีที่แล้ว เขาได้ติดสอยห้อยตามพ่อของตนเองมาอัสซีซี เพื่อร่วมภาวนากับสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 วันนี้ เขามาอีกครั้งเพื่อเป็นตัวแทนของชาวฮินดูและเป็นตัวแทนของพ่อผู้ล่วงลับนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในมุมมองของผม งานจาริกแห่งความจริงและสันติภาพ 2011 จัดว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ที่บอกระดับหนึ่งเพราะสื่อทั่วโลกให้ความสนใจทำข่าวกันเยอะ นอกจากนี้ ผู้แทนศาสนาต่างๆก็ตอบรับมาร่วมงานอย่างคับคั่ง แต่ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จสูงสุด คงต้องวัดผลกันที่สันติภาพแท้จริงจะเกิดเมื่อไหร่ เพราะนั่นคือเป้าหมายสูงสุดของงานนี้นี่เอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue;"&gt;
&lt;b&gt;กล่าวโดยสรุป งานจาริกแห่งความจริงและสันติภาพ ณ เมืองอัสซีซี เปรียบเหมือนการประชุมสุดยอดผู้นำทางจิตวิญญาณระดับโลก ถ้าเรามองว่าการแบ่งปันมุมมองทางสันติภาพเปรียบเหมือนการแสดงวิสัยทัศน์ ผมว่า คริสตังควรจะภูมิใจได้เลยว่า ผู้นำของเรา (พระสันตะปาปา) เป็นคนใจกว้างและสุภาพบุรุษมาก กล้าเชิญกล้ารับฟังคนต่างศาสนาพูดถึงคาทอลิกในมุมของพวกเขาต่อหน้าสาธารณชน และกล้ายอมรับความผิดพลาดของพระศาสนจักรในสมัยก่อน แบบไม่ต้องสร้างภาพว่าเราถูกทุกอย่างนั่นเอง&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div style="color: blue; font-family: Times,&amp;quot;Times New Roman&amp;quot;,serif; text-align: center;"&gt;
&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;AVE&amp;nbsp;&amp;nbsp; MARIA&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-7993516874581216125?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/nnyDlETGWohOk-lvY2YONdjydpg/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/nnyDlETGWohOk-lvY2YONdjydpg/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/nnyDlETGWohOk-lvY2YONdjydpg/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/nnyDlETGWohOk-lvY2YONdjydpg/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/EvDrlJOC5hg" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/7993516874581216125/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/10/6-2011.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/7993516874581216125?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/7993516874581216125?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/EvDrlJOC5hg/6-2011.html" title="ฟาติมาสาร - ชุมนุมสุดยอดผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งอัสซีซี (6 พ.ย. 2011)" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/10/6-2011.html</feedburner:origLink></entry><entry gd:etag="W/&quot;A0EHR3k9fSp7ImA9WhdaGUU.&quot;"><id>tag:blogger.com,1999:blog-9017763354602110846.post-808871575759915418</id><published>2011-10-30T22:39:00.002+07:00</published><updated>2011-10-30T22:47:16.765+07:00</updated><app:edited xmlns:app="http://www.w3.org/2007/app">2011-10-30T22:47:16.765+07:00</app:edited><category scheme="http://www.blogger.com/atom/ns#" term="สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16" /><title>พระสันตะปาปาภาวนาให้ไทยและอิตาลีที่เผชิญภาวะน้ำท่วมร้ายแรง</title><content type="html">&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;
&lt;img border="0" height="262" src="https://byfiles.storage.live.com/y1ploZHIX-_pJoFl9aCikiOn3NuzhGAcMl6IMyJH027L2UFlnKWf0gH8-6P26ZQMym6w3y5wp3yDGM/Benedetto%20XVI%20151245.jpg?psid=1" width="400" /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุขพระศาสนจักรคาทอลิก ทรงเผย พระองค์ภาวนาให้ชาวไทยและอิตาเลี่ยน ซึ่งกำลังเผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งร้ายแรง พร้อมทรงสัญญา จะสวดภาวนาให้พวกเขาอย่างแน่นอน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการสวดทูตสวรรค์แจ้งข่าว ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร วาติกัน เมื่อเที่ยงวันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงเชิญชวนคริสตังทั่วโลก ร่วมใจภาวนาเพื่อพี่น้องชาวไทยและอิตาเลี่ยนที่กำลังประสบความยากลำบากอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย เกิดขึ้นมานานกว่า 3 เดือนแล้ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 381 ศพ ขณะที่อิตาลีมีฝนตกหนักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ จนรัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งมีการประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ถึง 200 ล้านยูโร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับพระดำรัสของพระสันตะปาปาที่กล่าวกับฝูงชนหน้าลานมหาวิหารนักบุญเปโตร พระองค์ตรัสว่า "พ่อขอร่วมเป็นทุกข์และร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพี่น้องชาวไทยซึ่งประสบภัยจากน้ำท่วมครั้งร้ายแรง เช่นเดียวกับพี่น้องชาวอิตาเลี่ยนในลิกูเรียและตอสคาน่า ที่ต้องประสบภัยพิบัติเช่นกัน พ่อสัญญาว่า พ่อจะภาวนาให้พี่น้องชาวไทยและอิตาเลี่ยนได้พ้นทุกข์ร้อนโดยเร็ว" &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div align="center"&gt;
&lt;object height="300" width="400"&gt;&lt;param name="allowfullscreen" value="true" /&gt;
&lt;param name="movie" value="http://www.facebook.com/v/2495111933808" /&gt;
&lt;embed src="http://www.facebook.com/v/2495111933808" type="application/x-shockwave-flash" allowfullscreen="true" width="400" height="300"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/9017763354602110846-808871575759915418?l=www.popereport.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/OXKnvvsqdqPLxlOotz2LCZzFVhg/0/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/OXKnvvsqdqPLxlOotz2LCZzFVhg/0/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;br/&gt;
&lt;a href="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/OXKnvvsqdqPLxlOotz2LCZzFVhg/1/da"&gt;&lt;img src="http://feedads.g.doubleclick.net/~a/OXKnvvsqdqPLxlOotz2LCZzFVhg/1/di" border="0" ismap="true"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/popereport/zQbG/~4/Xvx36JRfrW4" height="1" width="1"/&gt;</content><link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.popereport.com/feeds/808871575759915418/comments/default" title="Post Comments" /><link rel="replies" type="text/html" href="http://www.popereport.com/2011/10/blog-post_30.html#comment-form" title="0 Comments" /><link rel="edit" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/808871575759915418?v=2" /><link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.blogger.com/feeds/9017763354602110846/posts/default/808871575759915418?v=2" /><link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/popereport/zQbG/~3/Xvx36JRfrW4/blog-post_30.html" title="พระสันตะปาปาภาวนาให้ไทยและอิตาลีที่เผชิญภาวะน้ำท่วมร้ายแรง" /><author><name>editor@popereport.com</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel="http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail" width="16" height="16" src="http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif" /></author><thr:total>0</thr:total><feedburner:origLink>http://www.popereport.com/2011/10/blog-post_30.html</feedburner:origLink></entry></feed>

