<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" media="screen" href="/~d/styles/atom10full.xsl"?><?xml-stylesheet type="text/css" media="screen" href="http://feeds.feedburner.com/~d/styles/itemcontent.css"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0" xml:lang="en" xml:base="http://www.sameskybooks.net/wp-atom.php">
	<title type="text">ฟ้าเดียวกันออนไลน์</title>
	<subtitle type="text" />

	<updated>2012-04-25T12:42:39Z</updated>

	<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net" />
	<id>http://www.sameskybooks.net/feed/atom/</id>
	

	<generator uri="http://wordpress.org/" version="3.3.1">WordPress</generator>
		<atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="self" type="application/atom+xml" href="http://feeds.feedburner.com/sameskybooks" /><feedburner:info uri="sameskybooks" /><atom10:link xmlns:atom10="http://www.w3.org/2005/Atom" rel="hub" href="http://pubsubhubbub.appspot.com/" /><entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[ประจักษ์ ก้องกีรติ: จากสยามเก่าสู่สยามใหม่ กับเงาอดีตที่ทาบทับ]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/BnQ8Lb2t6gU/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=813</id>
		<updated>2012-04-25T12:42:39Z</updated>
		<published>2012-04-25T12:35:51Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="วารสาร/หนังสือ" /><category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="หนังสือเล่ม" />		<summary type="html"><![CDATA[ปัญญาชนที่ไม่ถูกลืม เมื่อครั้งที่ลูกศิษย์ลูกหาจัดพิมพ์หนังสือครบรอบ 60 ปีให้อาจารย์ชาญวิทย์ ปัญญาชนผ้าม่วงอย่างอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เคยเขียนในเชิงพยากรณ์ถึงชะตากรรมของ “ชาญวิทย์กับข้าพเจ้า” อย่างตัดพ้อเอาไว้ว่า “หากมองย้อนไปในระยะยาว หลังจากนี้อีกสักสิบปียี่สิบปี คนก็คงลืมเราและผลงานของเรา ทั้งนี้ก็เพราะธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะก็มนุษย์สยาม มีจิตสำนึกไม่แม่นในเรื่องของอดีต” แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์ว่าคำพยากรณ์ดังกล่าวไม่จริง แม้ในส่วนที่พูดถึงความหลงลืมของมนุษย์สยามจะมีเชื้อมูลแห่งความจริงอยู่มากทีเดียว แต่อะไรๆ ในสยามประเทศก็เปลี่ยนแปลงไปมากมายเหลือเกินในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ จนกระทั่ง “อะไรที่ไม่เคยได้เห็น ก็ได้มาเห็น และอะไรที่เคยเห็น ก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว” ดังที่อาจารย์ชาญวิทย์ได้สรุปรวบยอดเอาไว้อย่างคมคายลึกซึ้ง ท่ามกลางทศวรรษแห่งความพลิกผันปั่นป่วน โกลาหลอลหม่านยิ่งกว่าสมัย “บ้านเมืองของเราลงแดง” เมื่อครั้ง 6 ตุลา 2519 ก็มีมนุษย์สยามพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมากมาย จำนวนมากได้เรียนรู้ “ข้อมูลใหม่ๆ” ที่หลั่งไหลพรั่งพรูออกมา จน “ตาสว่าง” และก่อเกิดเป็นจิตสำนึกในอดีตที่หนักแน่นและแม่นยำ จนก่อให้เกิดอาการประหวั่นพรั่นพรึงในหมู่ชนชั้นนำสยามเก่า ที่ตระหนกตกใจว่าสำนึกอดีตแบบ “ยากล่อมประสาท” ที่ตนเองสร้างไว้ ได้หลุดลอยจากการยึดกุมของตนเสียแล้ว จนอาจทำให้อำนาจนำที่ครอบงำสังคมมาหลายสิบปีดีดักก็อาจจะหลุดมือตามไปด้วย ในสิบปีที่ผ่านมา ปัญญาชนชื่อชาญวิทย์ไม่ถูกลืม ทั้งตัวและผลงานยังคง“ยืนเด่นโดยท้าทาย” ตรงกันข้ามกับการถูกหลงลืม เสียงของเขากลับดังขึ้น ตัวตนแจ่มชัดขึ้น ความคิด ความเห็น และความเคลื่อนไหวปรากฏอยู่ในที่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอ หลายเรื่องหลายประเด็นก็สร้างผลสะเทือนในวงกว้าง เช่น เรื่องความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาในกรณีเขาพระวิหาร ที่ถูกโหมกระพือจากความขัดแย้งภายในจนนำไปสู่ความบาดหมางกับประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย มีการปลุกกระแสความเกลียดชัง และการก่อสงครามโดยสื่อและสิ่งที่เรียกว่าภาคประชาชน แต่อาจารย์ชาญวิทย์ก็สู้กับอคติด้วยความรู้ สู้กับความเกลียดโกรธด้วยการสร้างความเข้าใจและความรัก ในสปิริตแบบคนยุคซิกส์ตี้ที่เคยผ่านการต่อต้านสงครามเวียดนาม ด้วยมอตโต้อันเก๋ไก๋ว่า “make love not war” มิวายก็ถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จผ่านสื่อสิ่งพิมพ์โฆษณาชวนเชื่อที่ถนัดในการขายข่าวที่สร้างความเกลียดชังในสังคมโดยฝีมือของอดีตลูกศิษย์ตัวเองบ้าง อดีตเพื่อนอาจารย์ร่วมสถาบันบ้าง ที่มหัศจรรย์คือ เจ้าตัวไม่เคยถือโทษโกรธเคือง ไม่ขุ่นมัว และไม่เคยตอบโต้กลับ ซ้ำยังให้อภัยลูกศิษย์ที่โจมตีตัวเองอย่างเสียหายด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ นับเป็นจิตใจที่ยิ่งใหญ่และเปี่ยมล้นไปด้วยความเป็นครูที่หาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เพราะผู้อาวุโสสยามส่วนใหญ่ที่พบเจอมักจะชอบเทศนาเรื่องการให้อภัย แต่ไม่เคยปฏิบัติได้จริง ชอบพูดเรื่องความเมตตา แต่ทำในทางตรงกันข้าม อาจารย์ชาญวิทย์มีทั้งปัญญาและเมตตาให้กับคนรอบข้าง โดยไม่เคยเทศนา ปัญญาชน (บริการ) สาธารณะ ใน พ.ศ. 2555 สังคมไทยมีปัญญาชนหลากวัย หลายประเภท ทั้งเนติบริกร รัฐศาสตร์บริการ มานุษยวิทยาพยากรณ์ ดาษดื่นจนกระทั่งเฟ้อ แต่ปัญญาชนแบบ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มีคนเดียว ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน ในห้วงยามที่สังคมไทยกำลังอยู่ในระยะที่เปลี่ยน (ไม่) ผ่าน เราได้เห็นปัญญาชนจำนวนมากหลงลืมที่จะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา มิหนำซ้ำกลับเป็นผู้เผยแพร่อวิชชาและมุสาวาจา โดยการสื่อสารข้อความอันเป็นเท็จ ปลูกฝังอคติและการโฆษณาชวนเชื่อ โหมกระพือสารแห่งความเกลียดชัง บิดเบือนประวัติศาสตร์ ซ้ำเติมเหยื่อผู้สูญเสีย รับใช้อำนาจและฉวยโอกาสทางการเมือง บางคนใส่ร้ายป้ายสีกระทั่งผู้บริสุทธิ์ ลูกศิษย์ มิตรสหาย และครูของตนเอง จนหาปัญญาชนที่คนรุ่นหลังจะเคารพนับถือและยกมือไหว้ได้อย่างสนิทใจในความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ และความกล้าหาญทางจริยธรรม แทบจะไม่มี อาจารย์ชาญวิทย์เป็นหนึ่งในปัญญาชนที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางพายุลมแรง หากใช้คำของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ก็ต้องถือว่าเป็น “ผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน” เป็นเสาหลักทางปัญญาให้ลูกศิษย์ลูกหาและกัลยาณมิตรได้ยึดถือเป็นแบบอย่าง เป็นต้นไม้ใหญ่ให้ใครๆ ได้พักพิง เป็นเข็มทิศช่วยชี้แนะหนทางที่ควรเดิน นักศึกษา ปัญญาชน และนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ที่ต่อสู้แสวงหาประชาธิปไตยและความเป็นธรรมตั้งแต่หลังเกิดการรัฐประหาร 2549 ได้พึ่งพาอาศัย “ผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน” คนนี้นับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลืออย่างเต็มใจจากครูคนนี้เสมอมา แม้ว่าบางครั้งเรื่องที่เคลื่อนไหวจะเป็นประเด็นที่แหลมคม ร้อนแรง และอ่อนไหวในสังคมสยามประเทศอย่างมาก เสี่ยงต่อการที่ทำไปแล้วจะ “งานเข้า” แต่อาจารย์ก็ไม่เคยหลบเลี่ยงหรือปฏิเสธ หากเป็นเรื่องที่เห็นว่าเป็นการต่อสู้เพื่อสร้างความเป็นธรรมและประชาธิปไตยให้มีขึ้นในสังคม อาจารย์เคยพูดกับลูกศิษย์จำนวนหนึ่งต่อเรื่องนี้ทำนองว่า “ผมอายุมากขนาดนี้แล้ว ผมไม่มานั่งกังวลหรอกว่า เขียนหรือทำอะไรแล้ว คนจะมาด่าผมอย่างไรบ้าง ผมทำในสิ่งที่อยากทำและเห็นว่ามันถูกต้อง” และแล้วงานก็เข้าอาจารย์ชาญวิทย์ไปหลายครั้ง แต่ครูคนนี้ก็ยังไม่ถอย หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยทศวรรษ 2510 ที่เสนาคณาธิปไตยครองบ้านครองเมือง มาจนถึงยุคเผด็จการซ่อนรูปในทศวรรษ 2550 จะพบว่าเส้นทางชีวิตทางปัญญาของอาจารย์ชาญวิทย์คงเส้นคงวาอย่างประหลาดคือ เมื่อลงจากหอคอยงาช้าง แกไม่ได้เดินเข้าทำเนียบ ไม่วิ่งเข้าหาฝ่ายผู้มีอำนาจดังที่ปัญญาชนที่มีชื่อเสียงจำนวนมากกระทำ แต่เลือกที่จะรับใช้สังคมด้วยการบริการสาธารณะทางปัญญา ผ่านการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ วีดิทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การทำนิทรรศการ การจัดอภิปรายสัมมนา การจัดทัศนศึกษาอย่างสนุกและมีสาระจนถ้าจะนับสถิติกันแล้ว ก็เชื่อได้ 100 เปอร์เซ็นต์เลยว่าไม่มีนักวิชาการในสังคมไทยคนไหนเป็นตัวตั้งตัวตีขยันทำงานบริการวิชาการสู่สาธารณชนได้ดีเท่าและมากเท่าอดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์คนนี้ ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคต (ขอพยากรณ์กับเขาบ้าง) อาจารย์เครก เรย์โนลส์ (Craig Reynolds) นักประวัติศาสตร์ไทย-อุษาคเนย์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับอาจารย์ชาญวิทย์ตั้งแต่สมัยอยู่ร่วมสำนักคอร์แนล และตอนนี้เกษียณอายุแล้วที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เคยพูดแบบขำๆ ให้ผมฟังว่า “ชีวิตชาญวิทย์คือ ชีวิตของการแคมเปญ ถ้าแกไม่ได้แคมเปญอะไร ชีวิตแกจะอยู่ไม่เป็นสุข” พูดจบก็ชี้ให้ดูเสื้อยืดที่แกใส่มาในวันนั้น ซึ่งเป็นเสื้อฉลองการจัดงาน 30 ปี 14 ตุลาที่อาจารย์ชาญวิทย์เป็นโต้โผจัดขึ้น แกยังบอกอีกว่าแกสะสมเสื้อรณรงค์ของชาญวิทย์ไว้เกือบครบ ไม่ว่าจะเสื้อรณรงค์เรื่องย้ายธรรมศาสตร์ เปลี่ยนชื่อประเทศจากไทยเป็นสยาม เรื่องอาเซียน เรื่องเขาพระวิหาร ฯลฯ ผมเลยยุไปว่าน่าจะมีการจัดนิทรรศการเสื้อยืดเหล่านี้กันสักครั้งหนึ่ง ปัญญาชนเสรีนิยม หากจะกล่าวว่าปัญหาอย่างหนึ่งในสังคมไทยอยู่ตรงที่ว่า อุดมการณ์เสรีนิยมนั้นอ่อนแอก็เห็นจะได้ เราไม่มีกลุ่มปัญญาชนเสรีนิยมที่เข้มแข็งและต่อสู้เพื่อหลักการอันเป็นคุณค่า ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่เป็นปัจเจกจะไม่ถูกจำกัดจากอำนาจรัฐรวมทั้งจากชุมชน ปัจเจกภาพของมนุษย์ที่จะต้องได้รับการเชิดชู และความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลายในการอยู่ร่วมกันในสังคมที่คนคิด เชื่อ และบูชาสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน (ที่เรียกกันอย่างขรึมขลังว่าขันติธรรม) ทีแรก การต่อสู้สมัย 14 ตุลาดูเหมือนจะช่วยสร้างอุดมการณ์เสรีนิยมให้ก่อตัวขึ้นมาในสังคมสยาม แต่ไม่ช้าไม่นาน ปัญญาชนเสรีนิยมที่ผ่านเหตุการณ์นั้นมาก็ดูจะเปลี่ยนรูปแปลงร่างกลายเป็นอนุรักษนิยม [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2012/04/25/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588">&lt;p&gt;&lt;span style="color: #800000;"&gt;&lt;strong&gt;ปัญญาชนที่ไม่ถูกลืม&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อครั้งที่ลูกศิษย์ลูกหาจัดพิมพ์หนังสือครบรอบ 60 ปีให้อาจารย์ชาญวิทย์ ปัญญาชนผ้าม่วงอย่างอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เคยเขียนในเชิงพยากรณ์ถึงชะตากรรมของ “ชาญวิทย์กับข้าพเจ้า” อย่างตัดพ้อเอาไว้ว่า “หากมองย้อนไปในระยะยาว หลังจากนี้อีกสักสิบปียี่สิบปี คนก็คงลืมเราและผลงานของเรา ทั้งนี้ก็เพราะธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะก็มนุษย์สยาม มีจิตสำนึกไม่แม่นในเรื่องของอดีต”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์ว่าคำพยากรณ์ดังกล่าวไม่จริง แม้ในส่วนที่พูดถึงความหลงลืมของมนุษย์สยามจะมีเชื้อมูลแห่งความจริงอยู่มากทีเดียว แต่อะไรๆ ในสยามประเทศก็เปลี่ยนแปลงไปมากมายเหลือเกินในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ จนกระทั่ง “อะไรที่ไม่เคยได้เห็น ก็ได้มาเห็น และอะไรที่เคยเห็น ก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว” ดังที่อาจารย์ชาญวิทย์ได้สรุปรวบยอดเอาไว้อย่างคมคายลึกซึ้ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ท่ามกลางทศวรรษแห่งความพลิกผันปั่นป่วน โกลาหลอลหม่านยิ่งกว่าสมัย “บ้านเมืองของเราลงแดง” เมื่อครั้ง 6 ตุลา 2519 ก็มีมนุษย์สยามพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นมากมาย จำนวนมากได้เรียนรู้ “ข้อมูลใหม่ๆ” ที่หลั่งไหลพรั่งพรูออกมา จน “ตาสว่าง” และก่อเกิดเป็นจิตสำนึกในอดีตที่หนักแน่นและแม่นยำ จนก่อให้เกิดอาการประหวั่นพรั่นพรึงในหมู่ชนชั้นนำสยามเก่า ที่ตระหนกตกใจว่าสำนึกอดีตแบบ “ยากล่อมประสาท” ที่ตนเองสร้างไว้ ได้หลุดลอยจากการยึดกุมของตนเสียแล้ว จนอาจทำให้อำนาจนำที่ครอบงำสังคมมาหลายสิบปีดีดักก็อาจจะหลุดมือตามไปด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในสิบปีที่ผ่านมา ปัญญาชนชื่อชาญวิทย์ไม่ถูกลืม ทั้งตัวและผลงานยังคง“ยืนเด่นโดยท้าทาย” ตรงกันข้ามกับการถูกหลงลืม เสียงของเขากลับดังขึ้น ตัวตนแจ่มชัดขึ้น ความคิด ความเห็น และความเคลื่อนไหวปรากฏอยู่ในที่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอ หลายเรื่องหลายประเด็นก็สร้างผลสะเทือนในวงกว้าง เช่น เรื่องความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาในกรณีเขาพระวิหาร ที่ถูกโหมกระพือจากความขัดแย้งภายในจนนำไปสู่ความบาดหมางกับประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย มีการปลุกกระแสความเกลียดชัง และการก่อสงครามโดยสื่อและสิ่งที่เรียกว่าภาคประชาชน แต่อาจารย์ชาญวิทย์ก็สู้กับอคติด้วยความรู้ สู้กับความเกลียดโกรธด้วยการสร้างความเข้าใจและความรัก ในสปิริตแบบคนยุคซิกส์ตี้ที่เคยผ่านการต่อต้านสงครามเวียดนาม ด้วยมอตโต้อันเก๋ไก๋ว่า “make love not war” มิวายก็ถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จผ่านสื่อสิ่งพิมพ์โฆษณาชวนเชื่อที่ถนัดในการขายข่าวที่สร้างความเกลียดชังในสังคมโดยฝีมือของอดีตลูกศิษย์ตัวเองบ้าง อดีตเพื่อนอาจารย์ร่วมสถาบันบ้าง ที่มหัศจรรย์คือ เจ้าตัวไม่เคยถือโทษโกรธเคือง ไม่ขุ่นมัว และไม่เคยตอบโต้กลับ ซ้ำยังให้อภัยลูกศิษย์ที่โจมตีตัวเองอย่างเสียหายด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นับเป็นจิตใจที่ยิ่งใหญ่และเปี่ยมล้นไปด้วยความเป็นครูที่หาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร เพราะผู้อาวุโสสยามส่วนใหญ่ที่พบเจอมักจะชอบเทศนาเรื่องการให้อภัย แต่ไม่เคยปฏิบัติได้จริง ชอบพูดเรื่องความเมตตา แต่ทำในทางตรงกันข้าม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาจารย์ชาญวิทย์มีทั้งปัญญาและเมตตาให้กับคนรอบข้าง โดยไม่เคยเทศนา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style="color: #800000;"&gt;&lt;strong&gt;ปัญญาชน (บริการ) สาธารณะ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ใน พ.ศ. 2555 สังคมไทยมีปัญญาชนหลากวัย หลายประเภท ทั้งเนติบริกร รัฐศาสตร์บริการ มานุษยวิทยาพยากรณ์ ดาษดื่นจนกระทั่งเฟ้อ แต่ปัญญาชนแบบ&lt;br /&gt;
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มีคนเดียว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในห้วงยามที่สังคมไทยกำลังอยู่ในระยะที่เปลี่ยน (ไม่) ผ่าน เราได้เห็นปัญญาชนจำนวนมากหลงลืมที่จะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา มิหนำซ้ำกลับเป็นผู้เผยแพร่อวิชชาและมุสาวาจา โดยการสื่อสารข้อความอันเป็นเท็จ ปลูกฝังอคติและการโฆษณาชวนเชื่อ โหมกระพือสารแห่งความเกลียดชัง บิดเบือนประวัติศาสตร์ ซ้ำเติมเหยื่อผู้สูญเสีย รับใช้อำนาจและฉวยโอกาสทางการเมือง บางคนใส่ร้ายป้ายสีกระทั่งผู้บริสุทธิ์ ลูกศิษย์ มิตรสหาย และครูของตนเอง จนหาปัญญาชนที่คนรุ่นหลังจะเคารพนับถือและยกมือไหว้ได้อย่างสนิทใจในความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ และความกล้าหาญทางจริยธรรม แทบจะไม่มี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาจารย์ชาญวิทย์เป็นหนึ่งในปัญญาชนที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางพายุลมแรง หากใช้คำของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ก็ต้องถือว่าเป็น “ผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน” เป็นเสาหลักทางปัญญาให้ลูกศิษย์ลูกหาและกัลยาณมิตรได้ยึดถือเป็นแบบอย่าง เป็นต้นไม้ใหญ่ให้ใครๆ ได้พักพิง เป็นเข็มทิศช่วยชี้แนะหนทางที่ควรเดิน นักศึกษา ปัญญาชน และนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ที่ต่อสู้แสวงหาประชาธิปไตยและความเป็นธรรมตั้งแต่หลังเกิดการรัฐประหาร 2549 ได้พึ่งพาอาศัย “ผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน” คนนี้นับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลืออย่างเต็มใจจากครูคนนี้เสมอมา แม้ว่าบางครั้งเรื่องที่เคลื่อนไหวจะเป็นประเด็นที่แหลมคม ร้อนแรง และอ่อนไหวในสังคมสยามประเทศอย่างมาก เสี่ยงต่อการที่ทำไปแล้วจะ “งานเข้า” แต่อาจารย์ก็ไม่เคยหลบเลี่ยงหรือปฏิเสธ หากเป็นเรื่องที่เห็นว่าเป็นการต่อสู้เพื่อสร้างความเป็นธรรมและประชาธิปไตยให้มีขึ้นในสังคม อาจารย์เคยพูดกับลูกศิษย์จำนวนหนึ่งต่อเรื่องนี้ทำนองว่า “ผมอายุมากขนาดนี้แล้ว ผมไม่มานั่งกังวลหรอกว่า เขียนหรือทำอะไรแล้ว คนจะมาด่าผมอย่างไรบ้าง ผมทำในสิ่งที่อยากทำและเห็นว่ามันถูกต้อง”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และแล้วงานก็เข้าอาจารย์ชาญวิทย์ไปหลายครั้ง แต่ครูคนนี้ก็ยังไม่ถอย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยทศวรรษ 2510 ที่เสนาคณาธิปไตยครองบ้านครองเมือง มาจนถึงยุคเผด็จการซ่อนรูปในทศวรรษ 2550 จะพบว่าเส้นทางชีวิตทางปัญญาของอาจารย์ชาญวิทย์คงเส้นคงวาอย่างประหลาดคือ เมื่อลงจากหอคอยงาช้าง แกไม่ได้เดินเข้าทำเนียบ ไม่วิ่งเข้าหาฝ่ายผู้มีอำนาจดังที่ปัญญาชนที่มีชื่อเสียงจำนวนมากกระทำ แต่เลือกที่จะรับใช้สังคมด้วยการบริการสาธารณะทางปัญญา ผ่านการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ วีดิทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การทำนิทรรศการ การจัดอภิปรายสัมมนา การจัดทัศนศึกษาอย่างสนุกและมีสาระจนถ้าจะนับสถิติกันแล้ว ก็เชื่อได้ 100 เปอร์เซ็นต์เลยว่าไม่มีนักวิชาการในสังคมไทยคนไหนเป็นตัวตั้งตัวตีขยันทำงานบริการวิชาการสู่สาธารณชนได้ดีเท่าและมากเท่าอดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์คนนี้ ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคต (ขอพยากรณ์กับเขาบ้าง)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาจารย์เครก เรย์โนลส์ (Craig Reynolds) นักประวัติศาสตร์ไทย-อุษาคเนย์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับอาจารย์ชาญวิทย์ตั้งแต่สมัยอยู่ร่วมสำนักคอร์แนล และตอนนี้เกษียณอายุแล้วที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เคยพูดแบบขำๆ ให้ผมฟังว่า “ชีวิตชาญวิทย์คือ ชีวิตของการแคมเปญ ถ้าแกไม่ได้แคมเปญอะไร ชีวิตแกจะอยู่ไม่เป็นสุข” พูดจบก็ชี้ให้ดูเสื้อยืดที่แกใส่มาในวันนั้น ซึ่งเป็นเสื้อฉลองการจัดงาน 30 ปี 14 ตุลาที่อาจารย์ชาญวิทย์เป็นโต้โผจัดขึ้น แกยังบอกอีกว่าแกสะสมเสื้อรณรงค์ของชาญวิทย์ไว้เกือบครบ ไม่ว่าจะเสื้อรณรงค์เรื่องย้ายธรรมศาสตร์ เปลี่ยนชื่อประเทศจากไทยเป็นสยาม เรื่องอาเซียน เรื่องเขาพระวิหาร ฯลฯ ผมเลยยุไปว่าน่าจะมีการจัดนิทรรศการเสื้อยืดเหล่านี้กันสักครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style="color: #800000;"&gt;&lt;strong&gt;ปัญญาชนเสรีนิยม&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากจะกล่าวว่าปัญหาอย่างหนึ่งในสังคมไทยอยู่ตรงที่ว่า อุดมการณ์เสรีนิยมนั้นอ่อนแอก็เห็นจะได้ เราไม่มีกลุ่มปัญญาชนเสรีนิยมที่เข้มแข็งและต่อสู้เพื่อหลักการอันเป็นคุณค่า ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่เป็นปัจเจกจะไม่ถูกจำกัดจากอำนาจรัฐรวมทั้งจากชุมชน ปัจเจกภาพของมนุษย์ที่จะต้องได้รับการเชิดชู และความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลายในการอยู่ร่วมกันในสังคมที่คนคิด เชื่อ และบูชาสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน (ที่เรียกกันอย่างขรึมขลังว่าขันติธรรม) ทีแรก การต่อสู้สมัย 14 ตุลาดูเหมือนจะช่วยสร้างอุดมการณ์เสรีนิยมให้ก่อตัวขึ้นมาในสังคมสยาม แต่ไม่ช้าไม่นาน ปัญญาชนเสรีนิยมที่ผ่านเหตุการณ์นั้นมาก็ดูจะเปลี่ยนรูปแปลงร่างกลายเป็นอนุรักษนิยม เสนานิยม หรือกระทั่งไฮเปอร์รอยัลลิสต์กันไปเสียหมด เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ที่ปัญญาชนอาวุโสจำนวนมากของไทยสนับสนุนการรัฐประหาร ตุลาการภิวัฒน์ และการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ล้าหลังมาเป็นอาวุธทำลายคนที่เห็นต่างทางการเมือง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาจารย์ชาญวิทย์เป็นคนส่วนน้อยในหมู่ปัญญาชนอาวุโสของไทย เป็น minority ของ minority ในความที่มีสปิริตแบบปัญญาชนเสรีนิยมเต็มเปี่ยม มีวิญญาณอิสรเสรีมีวิญญาณขบถอยู่ในตัว ชื่นชอบความแตกต่างหลากหลาย และปฏิเสธการใช้อำนาจในรูปแบบต่างๆ มากดทับปิดกั้นการแสดงออกของปัจเจกชน นี่อาจจะเป็นผลพวงจากยุคซิกส์ตี้ของไทยบวกฝรั่ง ทำให้อาจารย์ชาญวิทย์ไม่นิยมสงคราม ไม่นิยมอำนาจแบบจารีต ไม่นิยมการครอบงำทางการเมืองของกองทัพ ไม่บูชาระบบอาวุโส หรือพิสมัยค่านิยมที่จัดลำดับคนในสังคมตามยศฐาบรรดาศักดิ์ หากมีความหวังกับพลังสร้างสรรค์ของคนหนุ่มสาว ให้ความสำคัญกับการต่อสู้ทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่เป็น counter culture ในขณะเดียวกันก็มีความอดทดอดกลั้นเป็นอย่างสูงต่อคนที่คิดแตกต่างจากตัวเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กล่าวได้ว่าอาจารย์ชาญวิทย์สืบทอดและรักษาอุดมการณ์รวมทั้งจิตวิญญาณแบบ 14 ตุลา ไว้ได้มากกว่าใครๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาชนรุ่นเดียวกัน หรืออดีตนักศึกษาสมัยนั้นซึ่งเปลี่ยนสีแปรธาตุกันไปหมดแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้ทำให้อาจารย์ชาญวิทย์เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เหมือน “ผู้ใหญ่” แบบฉบับมาตรฐานในสังคมไทย ที่พออายุมากขึ้นก็มักจะลงเอยเหมือนกันเกือบหมดคือ ดีกรีอนุรักษนิยมในตัวสูงขึ้น เทศนาธรรมถี่ขึ้น เริ่มหมดไฟ ไม่เป็นตัวของตัวเอง สยบยอมต่อระบบทำตัวหงอยๆ เหงาๆ และมีมาดแบบข้าราชการกันไปเสียหมด (ไม่ว่าจะรับราชการมาก่อนหรือไม่ก็ตาม) กล่าวคือ เจ้ายศเจ้าอย่าง มีพิธีรีตอง ทำตัวขรึมขลังเข้าถึงยาก และกดคนรุ่นเยาว์ไว้ด้วยอำนาจของความอาวุโส ประมาณว่าแก่ตัวแล้วมีฟอร์มแบบอธิบดีกรมหรือปลัดกระทรวงกันเกือบหมด แปลกตรงที่อาจารย์ชาญวิทย์ซึ่งรับราชการมาตลอดชีวิต (กรุงเทพมหานคร กระทรวงการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) กลับไม่มีมาดแบบข้าราชการอาวุโส ใครที่เคยสัมผัส “ตัวเป็นๆ” ของอาจารย์ย่อมประจักษ์ในความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี และเป็นที่ชื่นชมอย่างมากในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อึดอัดกับท่าน “ผู้ใหญ่” ทั้งหลายในสังคมไทย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style="color: #800000;"&gt;&lt;strong&gt;ปัญญาชนสยามใหม่ : ให้อดีตนำทางเราไป แต่อย่ากักขังเรา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลงานวิชาการที่รวมอยู่ในหนังสือฉลองวาระครบรอบ 70 ปีของอาจารย์ชาญวิทย์ที่ทุกท่านกำลังถืออยู่นี้ เป็นประจักษ์พยานอย่างดีถึงความรอบรู้และความสนใจอันหลากหลาย ครอบคลุมประเด็นปัญหาในลักษณะที่ข้ามสาขาวิชา อาจารย์ชาญวิทย์เป็นปัญญาชนสยามหนึ่งในไม่กี่คนที่สนใจปัญหารอบด้านในลักษณะที่ไม่ยึดติดอยู่กับกรงขังของศาสตร์วิชา ก่อนที่วงวิชาการไทยจะเห่อแนวคิดที่เรียกกันเท่ๆ ติดปากในปัจจุบันว่า “สหวิทยาการ” เสียอีก ความซาบซึ้งดื่มด่ำทางวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมือง และการเมืองวัฒนธรรมร่วมสมัยปรากฏอยู่ในบทความทั้งห้าชิ้น ซึ่งผู้เขียนที่ประกอบไปด้วยบรรดาลูกศิษย์ลูกหา เพื่อนร่วมงาน และกัลยาณมิตรทางวิชาการได้ร่วมกันขบคิด อภิปราย และตอบโจทก์สำคัญอันท้าทายยุคสมัยที่ยังเปลี่ยน (ไม่) ผ่านของสยามประเทศ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สยามประเทศของเรายังอยู่ในยุคเปลี่ยน (ไม่) ผ่าน ก็เพราะเรายังอยู่กับกับดักที่เป็นมรดกตกทอดจากอดีต เงาจากอดีตนี้ยังทาบทับอยู่ในปัจจุบันสมัย เป็นเงาที่ทอดยาว ยาวจนสามารถสืบสาวกลับไปได้ไกลถึงยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (รัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7) ดังที่บทความอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ชี้ให้เห็น ปัญหาว่าจะอยู่กับมรดกนี้อย่างไรไม่ใช่เรื่องที่จะหาหนทางกันได้ง่ายๆ เพราะมนุษย์สยามนั้นตีความอดีตไปคนละทาง และจินตนาการถึงอนาคตของสังคมไปคนละแบบ บทความของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ซึ่งอภิปรายปรากฏการณ์ที่เกิดสองแนวโน้มในการตีความระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญแตกต่างกัน ช่วยชี้ให้เห็นการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมร่วมสมัยอันดุเดือดเข้มข้น การต่อสู้ทางการเมืองที่ปะทุขึ้นมาในรอบหลายปีที่ผ่านมามีปัจจัยเชิงโครงสร้างของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจรองรับอยู่ หากไม่แก้ปมปัญหานี้ ก็มีโอกาสสูงที่ความรุนแรงจะระเบิดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ บทความของอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร วิเคราะห์ที่มาและพยายามเสนอหนทางเยียวยา นอกจากนั้นการต่อสู้ทางการเมืองที่ดุเดือดเลือดพล่านก็พ่นพิษทำให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนถูกกดทับ ปิดกั้น บทความอาจารย์อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าตกใจว่า ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราได้ตกต่ำจนไปอยู่ในสถานะที่ใกล้เคียงกับประเทศอย่างเบลารุส พม่า จีน คิวบา และซาอุดิอาระเบียเสียแล้ว การเซ็นเซอร์ตัวเองและบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวดูจะถ่างกว้างขึ้น ชนชั้นนำของไทยเลือกที่จะ “ปิดหูปิดตาปิดปาก” ประชาชน โดยหวังว่าจะควบคุมระยะเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้ตามใจปรารถนา ความพยายามนี้ได้รับความช่วยเหลือแบบเนียนๆ จากนักเขียนและกวีร่วมสมัยกลุ่มหนึ่ง ที่ใช้ความสามารถทางวรรณศิลป์มากลบเกลื่อนอาชญากรรมของรัฐ พร้อมกับสร้างความหมายเชิงลบให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นเหยื่อของความรุนแรง จนอาชญากรกลายเป็นวีรบุรุษ และเหยื่อกลายเป็นผู้ร้าย ปรากฏการณ์ “วรรณกรรมยุคเปลี่ยนผ่าน” นี้ได้รับการอภิปรายไว้อย่างพิสดารในบทความของอาจารย์ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คำถามก็คือ ในยุคที่คนในสังคมเกิดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์แบบใหม่ที่หลุดพ้นไปจากประวัติศาสตร์แบบ “ราชา-เสนานิยม” หรือพูดง่ายๆ ว่า “ตาสว่าง” เสียแล้ว การปิดฟ้าด้วยฝ่ามือนี้จะทำได้อีกล่ะหรือ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ภาวะการอ้าง “สถานการณ์ไม่ปกติ” ในสังคมไทยเพื่อที่รัฐจะใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนภาวะ “ไม่ปกติ” นั้นถูกทำให้กลายเป็น “ปกติ” และความแปลกประหลาด อัปลักษณ์ กระทั่งวิปริตวิปลาสที่ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องไม่ประหลาด ที่ดูจะเป็นของคู่กันกับสยามในยุคเปลี่ยนผ่านจากเก่าไปสู่ใหม่ อันมีมาตรา 112 เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือที่ชนชั้นนำ “สยามเก่า” นำมาใช้ แต่คำถามก็คือ ภาวะเยี่ยงนี้จะอยู่ไปได้อีกนานเท่าไร ความอดทนอดกลั้น และความไม่ไว้วางใจกันจะหมดลงเมื่อไร รวมไปถึงคำถามที่ว่า“ละครเรื่องการปรองดอง (ซ่อนมีด)” ระหว่างชนชั้นนำ “สยามเก่า” กับ “สยามใหม่” จะปิดฉากลงอย่างไร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หนทางที่พลเมืองไทยจะได้ปลดปล่อยตัวเองไปสู่ความเสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพ ที่กอปรด้วยศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์จะเป็นไปได้โดยปราศจากความรุนแรงหรือไม่ นับเป็นคำถามที่ท้าทายแห่งยุคสมัย ในภาวะที่ระเบียบสังคมการเมืองแบบสยามเก่ากำลังจะมลายไป แต่สยามใหม่ก็ยังไม่จุติ และปีศาจกำลังอาละวาดอยู่นี้ เสียงของอาจารย์ชาญวิทย์ยังกังวาน และส่องสะท้อนให้เราก้าวเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านแบบไม่ขลาด ไม่เขลา ไม่ขืนฝืนความเปลี่ยนแปลง แต่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรู้เท่าทันด้วยสำนึกประวัติศาสตร์ที่ส่องนำทางเราไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อาจารย์ชาญวิทย์เดินทางมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สมัย 14 ตุลา (อายุ 32 ปี) จวบจนเหตุการณ์เมษา-พฤษภามหาโหด 53 (69 ปี) และยังคงอยู่บนขบวนรถไฟสายประวัติศาสตร์นี้ร่วมไปกับทุกคนที่แสวงหาความจริง ความยุติธรรม และประชาธิปไตย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์สยามประเทศจะคลี่คลายไปอย่างไร ยังไม่มีใครรู้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เหมือนอย่างไม่เคย เหมือนจะไม่รู้ แต่อีกไม่นานเธอจะรู้ (เอง) เพราะเค้าลางของความเคลื่อนไหวได้ปรากฏอยู่รางๆ ที่ขอบฟ้าแล้ว ในระหว่างนี้ก็ครวญเพลงเพื่อชีวิตฝรั่งเพลงโปรดของอาจารย์ชาญวิทย์ที่เคยชักชวนนักศึกษาให้ร่วมกันร้องไว้ตั้งแต่สมัยก่อนการปฏิวัติ 14 ตุลา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“We Shall Overcome”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประจักษ์ ก้องกีรติ&lt;br /&gt;
คำนำเสนอ หนังสือ&lt;em&gt;สยามยามเปลี่ยน (ไม่) ผ่าน&lt;/em&gt; ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=BnQ8Lb2t6gU:_SibnmkSqOE:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=BnQ8Lb2t6gU:_SibnmkSqOE:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=BnQ8Lb2t6gU:_SibnmkSqOE:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=BnQ8Lb2t6gU:_SibnmkSqOE:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=BnQ8Lb2t6gU:_SibnmkSqOE:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=BnQ8Lb2t6gU:_SibnmkSqOE:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/BnQ8Lb2t6gU" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2012/04/25/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2012/04/25/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2012/04/25/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2588</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งทีี่ 40]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/4dzHBMFnfXQ/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=805</id>
		<updated>2012-03-31T04:04:11Z</updated>
		<published>2012-03-31T04:02:28Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="Uncategorized" />		<summary type="html"><![CDATA[งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งทีี่ 40 วันที่  29  มีนาคม  2555  ถึง  วันที่ 8 เมษายน  2555  เวลา 10.00 &#8211; 21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พบหนังสือสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และสำนักพิมพ์อ่าน ได้ที่บูธ R 30 โซน C 2 ในราคาลด 20%]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2012/03/31/bangkokibf40/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=bangkokibf40">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;a href="http://www.bangkokibf.com/" target="_blank"&gt;งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งทีี่ 40&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วันที่  29  มีนาคม  2555  ถึง  วันที่ 8 เมษายน  2555  เวลา 10.00 &amp;#8211; 21.00 น.&lt;br /&gt;
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พบหนังสือสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และสำนักพิมพ์อ่าน&lt;br /&gt;
ได้ที่บูธ R 30 โซน C 2 ในราคาลด 20%&lt;/p&gt;

&lt;a href='http://www.sameskybooks.net/2012/03/31/bangkokibf40/31032012_1/' title='31032012_1'&gt;&lt;img width="150" height="150" src="http://www.sameskybooks.net/wp-content/uploads/2012/03/31032012_1-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="31032012_1" title="31032012_1" /&gt;&lt;/a&gt;
&lt;a href='http://www.sameskybooks.net/2012/03/31/bangkokibf40/31032012_2/' title='31032012_2'&gt;&lt;img width="150" height="150" src="http://www.sameskybooks.net/wp-content/uploads/2012/03/31032012_2-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="31032012_2" title="31032012_2" /&gt;&lt;/a&gt;
&lt;a href='http://www.sameskybooks.net/2012/03/31/bangkokibf40/31032012_3/' title='31032012_3'&gt;&lt;img width="150" height="150" src="http://www.sameskybooks.net/wp-content/uploads/2012/03/31032012_3-150x150.jpg" class="attachment-thumbnail" alt="31032012_3" title="31032012_3" /&gt;&lt;/a&gt;

&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=4dzHBMFnfXQ:wnvrYe5sPm8:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=4dzHBMFnfXQ:wnvrYe5sPm8:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=4dzHBMFnfXQ:wnvrYe5sPm8:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=4dzHBMFnfXQ:wnvrYe5sPm8:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=4dzHBMFnfXQ:wnvrYe5sPm8:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=4dzHBMFnfXQ:wnvrYe5sPm8:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/4dzHBMFnfXQ" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/31/bangkokibf40/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=bangkokibf40#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/31/bangkokibf40/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2012/03/31/bangkokibf40/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=bangkokibf40</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[คำนำสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน การ์ตูนชุด เรณู ปัญญาดี]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/DjwKXAtTbA8/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=734</id>
		<updated>2012-03-23T04:37:19Z</updated>
		<published>2012-03-20T09:12:52Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="วารสาร/หนังสือ" /><category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="หนังสือเล่ม" />		<summary type="html"><![CDATA[เรณู ปัญญาดี เริ่มส่งการ์ตูนขนาดสั้นจบในตอน ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องใน มติชนสุดสัปดาห์ ตั้งแต่ปี 2542 และเขียนการ์ตูนขนาดยาวลงในวารสาร อ่าน และ มติชนสุดสัปดาห์ ตั้งแต่ปี 2548 นับจากปี 2542-2555 เป็นระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผู้อ่านได้รับรู้ความเป็นมาและเป็นไป ตลอดจนพัฒนาการของครอบครัวระกา-ราณี ซึ่งเปรียบเสมือนภาพตัวแทนครอบครัวชนชั้นกลางไทยในเมืองใหญ่ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสังคมไทยซึ่งกำลังจะมาถึงในไม่ช้า สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเล็งเห็นว่า การรวบรวมและตีพิมพ์การ์ตูน เรณู ปัญญาดี ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมาเป็นชุด โดยแบ่งเป็น 3 เล่ม น่าจะมีความหมายต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยลักษณะเฉพาะของการ์ตูน เรณู ปัญญาดี เอง 3 ประการ ประการแรก แม้ เรณู ปัญญาดี จะดูเหมือนเป็นแค่การ์ตูนขนาดสั้นที่จบในตอน แทรกอยู่ในหน้านิตยสาร มติชนรายสัปดาห์ ทว่าสถานะของมันย่อมมิใช่แค่ของแถมอย่างที่บ่อยครั้งการ์ตูนการเมืองมักถูกให้ค่าตีราคาเช่นนั้นในสื่อของประเทศกำลังพัฒนา ยิ่งในยุคที่พายุใหญ่ทางการเมืองโหมใกล้เข้ามาอยู่รอมร่อ แต่ยังไร้สัญญาณเตือนล่วงหน้าใดๆ จากเสียงฟ้าลั่นคำรามมาแต่ไกลของวรรณกรรมไทย จะมีก็แต่เสียงตะโกนโหวกเหวกของ ด.ช. ระกา และ ด.ญ. ราณี มิใช่หรือที่ดังจนแสบแก้วหู หากอ่านการ์ตูน [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2599-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5">&lt;p&gt;เรณู ปัญญาดี เริ่มส่งการ์ตูนขนาดสั้นจบในตอน ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องใน มติชนสุดสัปดาห์ ตั้งแต่ปี 2542 และเขียนการ์ตูนขนาดยาวลงในวารสาร อ่าน และ มติชนสุดสัปดาห์ ตั้งแต่ปี 2548 นับจากปี 2542-2555 เป็นระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผู้อ่านได้รับรู้ความเป็นมาและเป็นไป ตลอดจนพัฒนาการของครอบครัวระกา-ราณี ซึ่งเปรียบเสมือนภาพตัวแทนครอบครัวชนชั้นกลางไทยในเมืองใหญ่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสังคมไทยซึ่งกำลังจะมาถึงในไม่ช้า สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเล็งเห็นว่า การรวบรวมและตีพิมพ์การ์ตูน เรณู ปัญญาดี ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมาเป็นชุด โดยแบ่งเป็น 3 เล่ม น่าจะมีความหมายต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยลักษณะเฉพาะของการ์ตูน เรณู ปัญญาดี เอง 3 ประการ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;em&gt;ประการแรก&lt;/em&gt; แม้ &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; จะดูเหมือนเป็นแค่การ์ตูนขนาดสั้นที่จบในตอน แทรกอยู่ในหน้านิตยสาร &lt;em&gt;มติชนรายสัปดาห์&lt;/em&gt; ทว่าสถานะของมันย่อมมิใช่แค่ของแถมอย่างที่บ่อยครั้งการ์ตูนการเมืองมักถูกให้ค่าตีราคาเช่นนั้นในสื่อของประเทศกำลังพัฒนา ยิ่งในยุคที่พายุใหญ่ทางการเมืองโหมใกล้เข้ามาอยู่รอมร่อ แต่ยังไร้สัญญาณเตือนล่วงหน้าใดๆ จากเสียงฟ้าลั่นคำรามมาแต่ไกลของวรรณกรรมไทย จะมีก็แต่เสียงตะโกนโหวกเหวกของ ด.ช. ระกา และ ด.ญ. ราณี มิใช่หรือที่ดังจนแสบแก้วหู หากอ่านการ์ตูน &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; รวดเดียวจบตั้งแต่เล่ม 1 เล่ม 2 และเล่ม 3 ผู้อ่านอาจเกิดอาการขนหัวลุกด้วยรู้ชัดแล้วว่าในระยะเวลาอันใกล้ ฟ้ากำลังจะถล่มและแผ่นดินจะสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างน่าแสยงสยองได้ขนาดไหน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;em&gt;ประการที่สอง&lt;/em&gt; ในแง่มิติเวลา การ์ตูน &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; วางตัวเองสัมพันธ์อยู่กับบริบททางการเมืองปี 2542-2555 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ยุคทักษิโณมิกส์ ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยา 2549 จนเข้าสู่ยุคอำมาตยาธิปไตย (หรือเรียกให้หรูหราว่ายุคประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) อีกทั้งบ่อยครั้งหรือเกือบจะตลอดเวลา ที่ผู้อ่านจะสังเกตได้ถึงการที่เรณู ปัญญาดี เชื่อมโยงเรื่องราวกลับไปในช่วงปี 2516-2519 หรือไม่ก็ช่วง 2475 ผ่านความทรงจำของพ่อ ดังนี้แล้ว สำหรับผู้อ่านที่เป็นแฟนประจำ เรณู ปัญญาดีอยู่แล้ว การย้อนกลับไปอ่านการ์ตูน &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; ตั้งแต่แรกใหม่ จึงเปรียบได้กับการ revisit หรือการกลับไปพินิจพิจารณาทั้งครอบครัวระการาณีและสังคมไทยในช่วงเวลาต่างๆ ใหม่อีกครั้ง ซึ่งรับประกันว่าจะได้อรรถรสอีกแบบ และจะทำให้เห็นแง่มุมที่แตกต่างจากที่เคยอ่านมาแล้วในเวลา real time หากใครยังเชื่ออยู่อีกว่า “สิ่งดีๆ กำลังจะมา” เส้นเวลาของระกา-ราณีอาจบอกอะไรที่ตรงกันข้าม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;em&gt;ประการที่สาม&lt;/em&gt; ในขณะที่โดยเนื้อหา เรณู ปัญญาดีได้วิพากษ์วิจารณ์แทบจะทุกอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมสมัย ไม่ว่าอนุรักษนิยม เสรีนิยม สังคมนิยม ชาตินิยม ฟาสซิสม์ นิเวศนิยม โดยเนื้อแท้เป็นการเชิดชูคุณค่าการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งเป็นหัวใจของสังคมเสรีประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น ในห้วงเวลาที่กระทรวงไอซีที ไม่ว่าโดยรัฐบาลอนุรักษนิยมหรือรัฐบาลที่พรางตัวอยู่ในคราบเสรีนิยม ยังคงเดินหน้าโครงการลูกเสือไซเบอร์ อบรมเยาวชนให้มีสำนึกเกลียดชังและจับผิดผู้ที่คิดเห็นต่าง ในห้วงเวลาที่แบบเรียนไทยยังคงล้าสมัยไปไกลโพ้นอย่างยากจะชำระให้ทันท่วงทีกับการเปลี่ยนแปลง การ์ตูน &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; อาจ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะปลูกฝังวัฒนธรรมการตั้งคำถาม กระตุ้นความอยากรู้ หรือกระทั่งให้ความรู้ (ที่ไม่สำเร็จรูป) กับทั้งผู้ใหญ่และเด็กคนชั้นกลางในเมือง (ผู้ไม่อยากรู้อะไร/ผู้รู้ดีว่าตัวเองไม่อยากรู้อะไร) ซึ่งจะว่าไปก็น่าจะเป็นคู่สนทนาเดียวและถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด ที่สุดของครอบครัวระกา-ราณี ส่วนเคาะประตูแล้วพวกเขาจะเปิดรับหรือไม่ ก็เป็นเรื่องยากเกินคาดเดา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การจัดเรียงและจัดหมวดหมู่ในการ์ตูน &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt;ทั้งสามเล่มนี้ โดยหลักได้จัดเรียงตามช่วงปีที่แต่ละตอนได้รับการตีพิมพ์ อีกทั้งเรียงใหม่ตามความจงใจของผู้เขียน &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; เอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เล่ม 1 &lt;em&gt;&lt;a title="แบบเรียน (กึ่ง) สำเร็จรูป" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/เรณู-ปัญญาดี-1/" target="_blank"&gt;แบบเรียน (กึ่ง) สำเร็จรูป&lt;/a&gt;&lt;/em&gt; (2542-2546) เป็นเรื่องของครอบครัวชนชั้นกลางป่วงๆ ซึ่งประกอบไปด้วยพ่อแม่ Stereotype, ระกา-ราณี ลูกชายลูกสาวตัวแสบ และหางดาบ หมาเนิร์ดที่หมกมุ่นอยู่กับโลกไซเบอร์สเปซ เรื่องราวส่วนใหญ่วนเวียนอยู่ในปริมณฑลของครอบครัวและโรงเรียน ท่ามกลางสถานการณ์ที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับภาวะสมัยใหม่ โลกาภิวัตน์ สังคมไอที การแปรรูปเป็นเอกชน และอาการวิตกจริตว่าจะแข่งกับชาติอื่นในเวทีเศรษฐกิจโลกไม่ได้ ขณะที่ระบบการศึกษาภายในประเทศก็ล้าหลังสุดๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เล่ม 2 &lt;em&gt;&lt;a title="ครึ่งหนึ่งของความ (ไม่) อยากรู้" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/เรณู-ปัญญาดี-2/" target="_blank"&gt;ครึ่งหนึ่งของความ (ไม่อยาก) รู้&lt;/a&gt;&lt;/em&gt; (2546-2555) แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก “ครึ่งแรกของความ (ไม่อยาก) รู้” (2546-2549), ส่วนที่สอง “ชำระรายวัน” (2549-2550), และส่วนที่สาม “ครึ่งหลังของความ (ไม่อยาก) รู้” (2554-2555) ในเล่มนี้ ครอบครัวป่วงๆ ของระกา-ราณี ต้องเผชิญกับความฉิบหายวายป่วงเข้าไปอีกเมื่อแขกที่ไม่ได้รับเชิญของคณะรัฐประหาร ตัวละครหน้าเก่าที่อวตารแปลงร่างมาในเสื้อคลุมแบบใหม่ ปลุกให้ความทรงจำของคนรุ่นพ่อต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ย้อนกลับมาทับซ้อนกับปรากฏการณ์ความรุนแรงที่ฝ่ายอนุรักษนิยม/รอยัลลิสต์กระทำต่อกลุ่มที่ต้องการปฏิรูปสถาบันฯ แก่นแกนของเล่มนี้จึงดูเหมือนอยู่ที่การต่อสู้กันของ “ความรู้” และ “ความไม่อยากรู้” อย่างที่ตัวการ์ตูนพูดในตอนหนึ่งว่า “ครึ่งหนึ่งของความรู้คือรู้ว่าเราจะหาความรู้ได้ที่ไหน” (ฝ่ายเสื้อแดงที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงและฝ่ายปัญญาชนก้าวหน้าที่เสนอการแก้ไขมาตรา 112) และ “อีกครึ่งหนึ่งของความรู้คือ รู้ว่าเราไม่อยากรู้อะไร” (ฝ่าย อนุรักษนิยมและรอยัลลิสต์ซึ่งต้องการดำรง status quo ของตนเอง และปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการทุกรูปแบบ) ในขณะที่สื่อกระแสหลักน่าจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของ “ความไม่รู้” (ignorance) อย่างจงใจ เพราะถึงที่สุดแล้ว ได้เลือกที่จะจำกัดตัวเองอยู่ที่การเป็นกระดาษชำระรายวันซึ่งไม่ผลิตสร้างองค์ความรู้ใดๆ ให้แก่สังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เล่ม 3 &lt;em&gt;&lt;a title="ท่องโลกพลังลบ เที่ยวภพพลังบวก" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/เรณู-ปัญญาดี-3/" target="_blank"&gt;ท่องโลกพลังลบ เที่ยวภพพลังบวก&lt;/a&gt;&lt;/em&gt; (2548-2553) ในเล่มนี้ ระกา-ราณี สองพี่น้องสุดแสบพากันออกจากบ้าน (ก็แล้วใครจะทนนิ่งเฉยอยู่ไหว!) ทั้งสองเริ่มท่องเที่ยวไปในสามภพ แสวงหาความรู้ทางวิชาการอย่างจริงจังเพื่อเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ออกไปสู่ท้องถนน ไปสังเกต จับผิด ถอดรหัสการอ้างเหตุผลที่แสนจะ absurd ของพวกอีลีตม็อบ ศึกษาความย้อนแย้งของวาทกรรมการเมืองอย่างเป็นระบบ วิพากษ์กระทั่งด่ากราดภาวะเสแสร้งแกล้งเอาศีลธรรมมาบังหน้าของเหล่าตัวแสดงทางการเมือง ทั้งกูรูสันติภาพ ราษฎรอาวุโส สื่อผู้ทรงศีล ศิลปินจอมปลอม ฯลฯ อย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม สุดท้ายจบการเดินทางด้วยการดิ่งลึกไปใน “นรก” เพื่อสำรวจหัวจิตหัวใจของเหล่าชนชั้นกลาง ที่ซึ่งความกลัวและกระบวนการจัดการกับความกลัวด้วยสิ่งที่เรียกว่า “วิธีคิดเชิงบวก” กำลังรีบเร่งทำงานกันอย่างแข็งขัน หลังการล้อมปราบผู้ชุมนุมในช่วงเมษา-พฤษภา 53 อย่างอำมหิต&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิบกว่าปีผ่านไป ภาพการ์ตูน ด.ช. ระกา กับ ด.ญ. ราณี ที่ยังถูกวาดด้วยลายเส้นแบบเดิมๆ ลวงตาผู้อ่านให้หลงคิดว่าทั้งคู่ยังเป็นเพียงเด็กประถมตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้เติบโตขึ้นตามกาลเวลาแต่อย่างใด กระนั้นก็ตาม หากสบตากับเด็กทั้งสองนานพอ ผู้อ่านอาจเห็นภาพสะท้อนภาวะชราภาพของสังคมไทยอย่างกระจ่างชัด อีกทั้งเห็นภาพอุดมคติที่ยังสดใหม่ อันเป็นภาพ ideal type ของเสรีชนผู้ไม่สยบยอมต่อการครอบงำด้วยวาทกรรมใดๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันคาดหวังว่า การผลิตซ้ำการ์ตูนชุด &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; ครั้ง นี้ จะมีส่วนช่วยในการเพิ่มปริมาณเสรีชนชนิดนี้ ผู้ซึ่งมั่นคงดำรงสติอยู่ได้ด้วย “อารมณ์ขันขื่น” ไม่ว่าจะพลัดหลงเข้าไปอยู่ในครอบครัวสาธารณ์ ในระบอบการเมืองวิปริต ในนรกดัดจริต หรือในสวรรค์วิมานจอมปลอม แน่นอนว่า เส้น ทางสู่ความเป็นอารยะของสังคมไทยยังอีกยาวไกลนัก เรณู ปัญญาดี ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้ว่า จุดหมายปลายทางจะอยู่ที่ไหนและจะมีหน้าตาอย่างไร เขาเพียงบอกเป็นนัยว่า คำตอบอาจอยู่ที่เสรีภาพในการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์นั่นเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีนาคม 2555&lt;/p&gt;
&lt;div&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=DjwKXAtTbA8:kEQblIIOaXQ:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=DjwKXAtTbA8:kEQblIIOaXQ:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=DjwKXAtTbA8:kEQblIIOaXQ:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=DjwKXAtTbA8:kEQblIIOaXQ:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=DjwKXAtTbA8:kEQblIIOaXQ:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=DjwKXAtTbA8:kEQblIIOaXQ:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/DjwKXAtTbA8" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2599-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2599-%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ : โลกของเรณู ปัญญาดี]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/1GQf1sQ1cb0/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=757</id>
		<updated>2012-03-20T10:34:13Z</updated>
		<published>2012-03-20T09:12:40Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="วารสาร/หนังสือ" /><category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="หนังสือเล่ม" />		<summary type="html"><![CDATA[เรณู ปัญญาดี เล่ม 3 ท่องโลกพลังลบ เที่ยวภพพลังบวก ผมยังจดจำบทสนทนาที่ได้คุยกับประชา สุวีรานนท์ นักศึกษาไทยผู้กำลังเรียนศิลปะการออกแบบอยู่ที่สถาบัน Parsons School of Design หลายสิบปีก่อนโน้นได้เป็นอย่างดี เมื่อได้พบกันในเมืองเล็กๆ อันเป็นบ้านนอกของมหานครนิวยอร์กที่เขาเรียนอยู่ เขาเอ่ยเล่าอย่างเรียบๆ ถึง ประสบการณ์ในรถใต้ดินวันหนึ่งว่า เห็นกระทาชายคนหนึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รายวันอยู่อย่างขะมักเขม้น โดยไม่สนใจว่ารถจะเอียงไปทางซ้ายหรือขวา มือของเขาก็ยังถือหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่เต็มหน้าไม่สะทกสะท้าน “ไม่เห็นแปลกตรงไหน คนโดยสารรถใต้ดินในนิวยอร์กมักมีอะไรติดมือไปอ่านอยู่บ่อยๆ แก้เซ็ง จะได้ไม่ต้องนั่งมองหน้าคนที่ตัวไม่รู้จักและไม่ต้องการจะรู้จักด้วย” “อ๋อ ที่แปลกคือหนังสือพิมพ์นั้นมันเป็นภาษาจีน” “แสดงว่าไอ้หมอนั่นเป็นคนจีน ก็ไม่แปลกอีก เพราะในนิวยอร์ก ไชน่าทาวน์มันก็ใหญ่โตและมีคนจีนจากที่ต่างๆ เข้ามาทำมาหากินตลอดเวลา” “ไม่ใช่ หมอนั่นไม่ใช่คนจีน เขาเป็นคนผิวดำ” “เออ ถ้างั้นก็น่าแปลก ที่คนดำอ่านหนังสือพิมพ์จีน” “ยิ่งกว่านั้นอีก เขาอ่านหนังสือพิมพ์จีนกลับหัวด้วย” ประชาเป็นคนรุ่นเดือนตุลา 2516 และ 2519 หลังเหตุการณ์ “การปฏิวัติเดือนตุลา” เขาเป็นสาราณียกรหนังสือ สมานมิตร ซึ่งเป็นหนังสือรุ่นของโรงเรียนสวนกุหลาบ ที่สร้างความฮือฮามากเพราะเล่มพิเศษที่ประชาทำออกมานั้นมีชื่อว่า ศึก บนปกเป็นรูปมือที่กำหมัดและมีโซ่ล่ามอยู่ มีนักคิดชื่อดังเคยพูดทำนองว่า เมื่อวัตถุปรากฏเป็นจริงออกมาแล้ว [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-3/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-3">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรณู ปัญญาดี เล่ม 3&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ท่องโลกพลังลบ เที่ยวภพพลังบวก&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมยังจดจำบทสนทนาที่ได้คุยกับประชา สุวีรานนท์ นักศึกษาไทยผู้กำลังเรียนศิลปะการออกแบบอยู่ที่สถาบัน Parsons School of Design หลายสิบปีก่อนโน้นได้เป็นอย่างดี เมื่อได้พบกันในเมืองเล็กๆ อันเป็นบ้านนอกของมหานครนิวยอร์กที่เขาเรียนอยู่ เขาเอ่ยเล่าอย่างเรียบๆ ถึง ประสบการณ์ในรถใต้ดินวันหนึ่งว่า เห็นกระทาชายคนหนึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รายวันอยู่อย่างขะมักเขม้น โดยไม่สนใจว่ารถจะเอียงไปทางซ้ายหรือขวา มือของเขาก็ยังถือหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่เต็มหน้าไม่สะทกสะท้าน&lt;br /&gt;
“ไม่เห็นแปลกตรงไหน คนโดยสารรถใต้ดินในนิวยอร์กมักมีอะไรติดมือไปอ่านอยู่บ่อยๆ แก้เซ็ง จะได้ไม่ต้องนั่งมองหน้าคนที่ตัวไม่รู้จักและไม่ต้องการจะรู้จักด้วย”&lt;br /&gt;
“อ๋อ ที่แปลกคือหนังสือพิมพ์นั้นมันเป็นภาษาจีน”&lt;br /&gt;
“แสดงว่าไอ้หมอนั่นเป็นคนจีน ก็ไม่แปลกอีก เพราะในนิวยอร์ก ไชน่าทาวน์มันก็ใหญ่โตและมีคนจีนจากที่ต่างๆ เข้ามาทำมาหากินตลอดเวลา”&lt;br /&gt;
“ไม่ใช่ หมอนั่นไม่ใช่คนจีน เขาเป็นคนผิวดำ”&lt;br /&gt;
“เออ ถ้างั้นก็น่าแปลก ที่คนดำอ่านหนังสือพิมพ์จีน”&lt;br /&gt;
“ยิ่งกว่านั้นอีก เขาอ่านหนังสือพิมพ์จีนกลับหัวด้วย”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประชาเป็นคนรุ่นเดือนตุลา 2516 และ 2519 หลังเหตุการณ์ “การปฏิวัติเดือนตุลา” เขาเป็นสาราณียกรหนังสือ &lt;em&gt;สมานมิตร&lt;/em&gt; ซึ่งเป็นหนังสือรุ่นของโรงเรียนสวนกุหลาบ ที่สร้างความฮือฮามากเพราะเล่มพิเศษที่ประชาทำออกมานั้นมีชื่อว่า &lt;em&gt;ศึก&lt;/em&gt; บนปกเป็นรูปมือที่กำหมัดและมีโซ่ล่ามอยู่ มีนักคิดชื่อดังเคยพูดทำนองว่า เมื่อวัตถุปรากฏเป็นจริงออกมาแล้ว จากนั้น “มันเป็นการเริ่มต้นของอวสาน” ประชาได้พบ “ความจริง” และทันทีที่สัญญะนั้นปรากฏแสดงตนออกมาอย่างเต็มที่ ภายใต้เงาของมันนั่นเองที่ “ความจริง” นั้นก็ยุติการดำรงอยู่ของมันไปอย่างเงียบๆ แต่ประชาไม่ปล่อยให้ “ความจริง” ทั้งหลายถึงจุดจบอย่างเงียบๆ ไปได้ง่ายๆ เพราะเขาต้องดำรงชีพ ทำงาน คิดไปถึง และมีอารมณ์ในสังคมที่ไม่ใช่ทันสมัยจริงๆ และก็ไม่ใช่โพสต์โมเดิร์นแท้ๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ภาพวาดการ์ตูนชุด &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; ยังต้องเสนอ “ความจริง” ที่ยังไม่อาจเข้าสู่วาระของการสิ้นสุดได้ ประวัติศาสตร์และความทรงจำในสังคมไทยยังไม่ได้ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นความจริงทางวัตถุ หากแต่มันยังคงการต่อเนื่องของการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง ใน โลกแห่งมายาคติและความจริงลวงนี้ ประชาประสบความสำเร็จอย่างงดงามและท้าทายยิ่งในการสร้างยี่ห้อประจำตัวหรือ สัญญะที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาขึ้นมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในโลกของนักวาดการ์ตูนนั้น ทุกคนต่างก็มีตัวละครที่เป็นสัญลักษณ์และยี่ห้อประจำตัว ชุลส์ (Charles M. Schulz) มี(เด็กชาย) ชาลี บราวน์ กับคู่กัด (เด็กหญิง) ลูซี่ เป็นตัวแบบของเด็ก อเมริกันที่มีเสรีภาพ เสมอภาค และอธิปไตย เป็น “ภาพเหมารวม” (stereotype) ของชนชั้นกลางอเมริกันที่ “ทุกคนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” การ์ตูนพีนัทส์จึงไม่มีครอบครัวพ่อแม่หรือสัญลักษณ์ของอำนาจให้เกะกะรุงรัง เป็นโลกของเด็กๆ หรือ เหตุผลนิยมที่เหน็บและล้อเลียนวิจารณ์สังคมของผู้ใหญ่ การ์ตูนไทยเท่าที่จำได้มีหนูเล็กลุงโกร่ง แต่ก็เป็นการ์ตูนดิสนีย์พูดไทยเสียมากกว่า ที่เป็นยี่ห้อไทยๆ สมัยทศวรรษปี พ.ศ. 2500 คือการ์ตูนตุ๊กตาที่มีหนูนิด หนูไก่ หนูหน่อย และหนูแจ๋ว (จอม ฮึ) แต่ไม่มีการเมืองอะไรทั้งสิ้น ราชาการ์ตูนเมืองไทยที่พูดถึงเรื่องการเมืองมากขึ้นในยุครัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แก่ คุณประยูร จรรยาวงษ์ ผู้ให้กำเนิด “ศุขเล็ก” (อันเป็นชื่อของสุข ปราสาทหินพิมาย นักชกผู้โด่งดังในสมัยโน้น) โดยวาดเป็นตัวลิเกมีขนไก่เสียบบนหัว การ์ตูนของประยูรเด่นตรงที่เล่นเรื่องหนักๆ คือการบ้านการเมืองและนักการเมืองผู้มีอำนาจ เวทีตอนนั้นคือค่ายสยามรัฐของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงเป็นการเมืองของชนชั้นนำฟาดฟันกันเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากกลับไปดูการ์ตูนเหล่านั้น ก็ยังเห็นภาพเสนอ (re-presentation) และความปรารถนาของภาพนั้นที่จะให้สังคมไทยในยุคนั้นๆ เป็นอะไร มาถึงยุคโพสต์สิบสี่ตุลาและหกตุลา ประชาก็สร้างการ์ตูนอันเป็นยี่ห้อและสัญญะของยุคสมัยเขาขึ้นมาด้วยเช่นกัน นั่นคือ&lt;em&gt; เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; ผมคิดว่าประชาเป็นคนแรกที่สร้างภาพอุดมคติของครอบครัวคนชั้นกลางที่มีชีวิตอยู่ในบ้านเดี่ยวและครอบครัวอบอุ่น เป็นสูตรสำเร็จให้กับภาพวาดของเขา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; เป็นอวตารของ เด็กชายปัญญากับเด็กหญิงเรณู อันเป็นภาพประกอบหนังสือเรียนวิชาอ่านภาษาไทยของชั้นประถมศึกษาสมัยที่ผม เป็นนักเรียน ในหนังสือนั้นต้องการฝึกให้นักเรียนหัดอ่านและเขียนภาษาไทยที่ถูกต้องตาม มาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ติดตาและฝังใจมาอีกนานคือภาพประกอบเรื่องและคำ ซึ่งเป็นภาพของครอบครัวเด็กชายปัญญากับเด็กหญิงเรณูที่แสนจะอบอุ่นและมี มารยาท แต่งเนื้อแต่งตัวสะอาดสะอ้านถูกต้องตาม “รัฐนิยม” เมื่อออกนอกบ้านทุกคนสวมหมวก พ่อก็นุ่งกางเกงขายาว เสื้อเชิ้ตแขนสั้น แม่นุ่งกระโปรงสวมเสื้อลายดอก เสื้อรีดกลีบโง้งทุกคน พวกเรานักเรียนโรงเรียนวัดท่าคอย (สกุณอุปถัมภ์) ดูด้วยความทึ่งและตื่นตาตื่นใจมาก เพราะภาพของครอบครัวอย่างนั้นหาแทบไม่ได้ในอำเภอที่ผมอยู่ นอกจาก ครูประจำชั้นที่แต่งเครื่องแบบหรือกระโปรง แต่หลังเวลาเรียนก็นุ่งผ้าถุงหรือผ้าซิ่น เวลาเลิกงานพ่อก็นุ่งผ้าขาวม้าหรือกางเกงขาก๊วย นอกจากภาพทุ่งนาที่มีควายสองสามตัว ภาพทั้งหมดในหนังสือ &lt;em&gt;ปัญญา-เรณู&lt;/em&gt; นั้นผมไม่เคยเห็นเลยในบ้านนอกบ้านผม ไม่ว่าถนนราชดำเนินกว้างใหญ่ที่มีอนุสาวรีย์รูปแปลกๆ ตั้งอยู่ตรงกลางถนน รถเก๋งที่วิ่งไปมาบนถนนนั้น ตึกรูปรีๆ วางยาวขนานไปบนสองข้างทาง และรถไฟ ครอบครัวปัญญาเรณูในยุคนั้นคือภาพอุดมคติของรัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือจะพูดให้ไกลไปถึงว่าเป็นความฝันของคณะราษฎรก็น่าจะได้ ที่ต้องการสร้างสังคมไทยใหม่ที่เป็นกระฎุมพีและมี (ความ) ศิวิไลซ์ ทัดเทียมนานาอารยะประเทศที่พลเมืองทุกคนมีสิทธิเสมอภาคในการศึกษาและทางสังคม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อ &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; อุบัติขึ้นใหม่ในโลกโพสต์สิบสี่ตุลา มันมีนัยอะไร ในความคิดและความเข้าใจของผม ประการแรกคือ การกลับทิศทางและความหมายของภาพนั้นเสียหมด ตั้งแต่ชื่อที่กลับมาให้เรณูขึ้นก่อน ตามสมัยนิยมของเฟมินิสม์หรือความเสมอ ภาคทางเพศ การคงเครื่องแต่งกายของยุค “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” รวมทั้งอิริยาบถต่างๆ ไว้ ในขณะที่บริบทได้เปลี่ยนมาเป็นยุคโพสต์โมเดิร์นแล้ว ทำให้เกิดความขัดแย้งต้านตึงและส่อเสียดกระทบกระแทก หนักบ้างเบาบ้างตามสถานการณ์และความพอใจของผู้อ่าน เป็นการวิพากษ์วิจารณ์เชิงลึกผ่านการใช้ “วัฒนธรรมเชิงสายตา” (visual culture) ดังที่อาจารย์มิตเชลล์ (W. J. T. Mitchell) ได้อธิบายว่า “สายตาเป็นสัมผัสที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ สำคัญกว่ารส กลิ่น เสียง และการได้ยิน มันมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกสามารถกระตุ้น ยั่วเย้า และมอมเมา” (ในตอน “เมื่อภาพเสนอแล้วเธอต้องตอบสนอง”)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประการต่อมา สิ่งที่ครอบครัวสมัยใหม่ของเรณู ปัญญาดี ยั่วเย้าและนำเสนอคือ ความปรารถนาที่ยังถูกกดทับอยู่ นั่นคือความจริงที่ว่า ถึงแม้พ่อจะยังเป็น “ผู้นำ” ของครอบครัวอยู่ แต่พ่อก็ต้องยอมให้ลูกๆ และเมียมีปากมีเสียงมากขึ้น ความจริงแล้วพ่อใน &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; แทบไม่มีบทบาทอะไรเลยในโลกโลกาภิวัตน์นี้ ไม่มี อำนาจ ไม่มีพลัง และความรู้ ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นปฏิภาคกับความเป็นจริงในสังคมไทยที่ความเป็นชาย ความเป็นผู้ใหญ่ ความเป็นผู้อาวุโสนั้น ยังถูกยึดถือให้เป็นสัญลักษณ์และการปฏิบัติของอำนาจของพลังและของความรู้ทั้งปวงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ภาพในโลกของ &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; จึงมีแต่เยาวชน หาคนแก่ๆ และราษฎรอาวุโสได้ยาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประการสุดท้ายคือ บทสนทนาอันมองไม่เห็น (unseen dialogues) ภาพและเรื่องของเรณู ปัญญาดี นำเสนอความคิดในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่เรื่องทฤษฎีของภาพ, “ประเทศครูเบ็น”, “นิธิแลนด์”, “ประชาธิปไตยในเรือนกระจก” และ “นรก พลังบวก” ไปถึง “อวตาร มารการเมือง” และ “ม็อบอำมาตย์” คู่มือก่อม็อบเพื่อการป่วนประเทศไทย ฯลฯ ความแสบของประชาไม่ได้อยู่ที่เนื้อ เรื่องเท่านั้น ซึ่งในตัวมันเองก็จัดหนักอย่างเต็มพิกัดเรียกว่าประพฤติตนอย่างไม่เรียบร้อย เป็นที่สุด คนที่สวมแว่นสีเหลืองหรือเขียวก็ต้องบอกว่า คนวาดนี้ต้องเป็นพวก “เสื้อแดง” หรือแนวร่วมอย่างแก่ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ที่กระตุ้นอารมณ์อย่างยิ่งต่อจากนั้นได้แก่นัยเนื้อหาและเรื่องที่ไม่ได้พูด (ออกมาตรงๆ) ซึ่งประชาอธิบายเองว่าได้มาจาก “การผูกคาแรคเตอร์หรือสถานการณ์ คือเอาอะไรที่มันขัดแย้งกันอย่างเอ็กซ์ตรีมมาปะทะกัน หรือเอาสองความคิดมาชนกัน” ความสะใจของผู้อ่านมาจากอารมณ์ร่วมที่ สายตามีกับภาพ หรือถ้าพูดแบบมิตเชลล์ก็คือ ภาพให้ความปรารถนาทางอารมณ์แก่เรา เช่น ภาพยักษ์เหาะมาในมาดของหนังใหญ่หรือที่อยู่ในจิตรกรรมฝาผนังวัดหลวงและวัง พากันเรียกร้อง “เราต้องการประชาธิปไตยที่กินได้” อีกภาพหนึ่งคือทศกัณฐ์กำลังพูดว่า “เทวดามีวันเทวดาวันโหวต ยักษ์ขอวันยักษ์วันโหวตมั่งเท่านั้นเอง !”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;E. L. Doctorow กล่าวว่า การเขียนนวนิยายก็เหมือนการขับรถไปในเวลากลางคืน คุณจะเห็นแต่ภาพที่อยู่ในลำแสงไฟหน้ารถ นอกนั้นเป็นความมืดมิด นักเขียนไม่มีเวลาและภาพของจริงอื่นๆ ให้ตระเตรียมให้พร้อมก่อนจะลงมือเขียน หากแต่ต้องเขียนไปให้ได้ในเวลานั้น และเขียนให้ได้มากกว่าสิ่งที่เห็นนั้นด้วย ผมตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่อ่าน (ไม่ใช่เพียงแค่ดูหรือมอง) ภาพวาดของประชา เพราะคิดว่าเขาต้องคิดในเรื่องและความหมายของเรื่องมากมายกว่าจะถ่ายทอดลงไปในแผ่นกระดาษ และมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ด้วยที่เขาจับมาเขียนการ์ตูน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมกำลังนึกถึงงานสองชิ้นที่เขานำเสนอความคิดของสองนักคิดคนสำคัญระดับโลกคือ ครูเบ็นกับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ โดยนำความคิดเอกในเรื่องชาตินิยมและวัฒนธรรมของสองท่านมาอธิบาย ในการเสนอนั้นประชาทำได้อย่างดียิ่ง เหมือนกับเป็น “คู่มือ” หรือ ฮาวทูได้สบายๆ ข้อที่ต่างไปจากภาพวาดอื่นๆ ก็ คือสองเรื่องหลังนี้ไม่มีการกระตุ้นอารมณ์และความปรารถนา เป็นการให้การเรียนรู้และเข้าใจในเนื้อหาทางความคิดและการปฏิบัติทางวิชาการ ของสองท่านอย่างแท้จริง ผมพยายามหาดูว่ามีตรงไหนประเด็นไหนที่ประชากัด ครูเบ็นและอาจารย์นิธิบ้างก็หาไม่ได้เลย มีที่หยอกอยู่นิดตรงที่ให้ครูเบ็นพูดกับไอน์สไตน์ เจ้าของวลีทองคำ “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ส่วนครูเบ็นแย็บว่า “จินตนาการสำคัญกว่าพาสพอร์ต” ในขณะที่อาจารย์นิธิว่า “วัฒนธรรมสำคัญกว่าความรู้”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งหมดนั้นขอจบลงด้วยวาทะของเปรตที่กำลังถูกต้มในกระทะทองแดง กล่าวหลังจากการสัมมนาเรื่องการคิดเชิงบวกว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความเจ็บ”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;9 มีนาคม 2555&lt;br /&gt;
40 ปี “สันติประชาธรรม”&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=1GQf1sQ1cb0:NDeFMiGKMgo:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=1GQf1sQ1cb0:NDeFMiGKMgo:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=1GQf1sQ1cb0:NDeFMiGKMgo:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=1GQf1sQ1cb0:NDeFMiGKMgo:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=1GQf1sQ1cb0:NDeFMiGKMgo:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=1GQf1sQ1cb0:NDeFMiGKMgo:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/1GQf1sQ1cb0" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-3/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-3#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-3/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-3/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-3</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[นิธิ เอียวศรีวงศ์ : บทความ&#8217;ตูน]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/-8CP8Cmvs0k/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=741</id>
		<updated>2012-03-20T10:12:20Z</updated>
		<published>2012-03-20T09:11:02Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="วารสาร/หนังสือ" /><category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="หนังสือเล่ม" />		<summary type="html"><![CDATA[เรณู ปัญญาดี เล่ม 1 แบบเรียน (กึ่ง) สำเร็จรูป หนังสือที่ท่านจะอ่านต่อไปนี้ไม่ใช่การ์ตูน อย่างน้อยก็ไม่ใช่การ์ตูนตามที่เราเข้าใจกันทั่วไป ในทัศนะของคนที่ไม่ เชี่ยวชาญการ์ตูนอย่างผมนิยามของการ์ตูนที่สำคัญที่สุดก็คือภาพ (เขียน) เป็นผู้เล่าเรื่องหรือเล่าประเด็นเป็นหลักตัวหนังสือเป็นรอง และด้วยเหตุดังนั้น คนอ่านการ์ตูนจึงต้องอ่านภาพ เพราะข่าวสารสำคัญๆ ล้วนอยู่ในภาพ อะไรที่น่าขำ, น่ารังเกียจ, น่าสรรเสริญ, น่าเยาะเย้ยถากถาง,น่าประทับใจ ล้วนอยู่ในภาพมากกว่าตัวหนังสือใต้ ภาพหรือตัวหนังสือในลูกโป่ง คุณเรณู ปัญญาดี บอกผมว่า เธอตั้งใจจะเขียนภาพเลียนแบบ (และล้อด้วยกระมัง) ภาพประกอบของหนังสือแบบเรียนสมัยจอมพล ป. พิบูล สงคราม (ชื่อเรณู ปัญญาดี ก็ล้อแบบเรียนสมัยนั้นอยู่แล้ว) ทำไมถึงอยากเลียนแบบภาพประกอบแบบเรียนสมัยนั้นเธอไม่ได้บอกเอาไว้ ผมจึงอยากเดา ภาพประกอบแบบเรียนของไทยสมัยนั้นหรือสมัยหลังจาก นั้นก็ตาม มีลักษณะเด่นอย่างหนึ่งคือความจืด ถ้าคุณเขียนภาพให้จืดสนิทอย่างนั้นไม่ได้ ผมเข้าใจว่ากรมวิชาการไม่ยอมผ่านให้แน่ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีข่าวสารในความจืดนั้นเสียเลย มีแยะด้วย แต่ล้วนเป็นข่าวสารเชยๆ ที่เด็กนักเรียนอาจจะมองไม่เห็น เช่น พ่อของเด็กในแบบเรียนทุกคนล้วนต้องผูกเนคไทเสมอ หรือถ้าออกนอกบ้านก็กำเริบถึงขนาดสวมเสื้อนอกด้วย ทั้งๆ ที่ พ่อของเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ไม่เคยสัมผัสเสื้อนอกเลย เพราะเสื้อนอกไม่อยู่ในวิถีชีวิตไทย ขนาดนักการเมืองยังจะเอาเงินของเราไปตัดเสื้อนอกใช้เลย ถ้าขยันมองหาสารเชยๆ [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-1/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-1">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรณู ปัญญาดี เล่ม 1&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แบบเรียน (กึ่ง) สำเร็จรูป&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หนังสือที่ท่านจะอ่านต่อไปนี้ไม่ใช่การ์ตูน อย่างน้อยก็ไม่ใช่การ์ตูนตามที่เราเข้าใจกันทั่วไป ในทัศนะของคนที่ไม่ เชี่ยวชาญการ์ตูนอย่างผมนิยามของการ์ตูนที่สำคัญที่สุดก็คือภาพ (เขียน) เป็นผู้เล่าเรื่องหรือเล่าประเด็นเป็นหลักตัวหนังสือเป็นรอง และด้วยเหตุดังนั้น คนอ่านการ์ตูนจึงต้องอ่านภาพ เพราะข่าวสารสำคัญๆ ล้วนอยู่ในภาพ อะไรที่น่าขำ, น่ารังเกียจ, น่าสรรเสริญ, น่าเยาะเย้ยถากถาง,น่าประทับใจ ล้วนอยู่ในภาพมากกว่าตัวหนังสือใต้ ภาพหรือตัวหนังสือในลูกโป่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คุณเรณู ปัญญาดี บอกผมว่า เธอตั้งใจจะเขียนภาพเลียนแบบ (และล้อด้วยกระมัง) ภาพประกอบของหนังสือแบบเรียนสมัยจอมพล ป. พิบูล สงคราม (ชื่อเรณู ปัญญาดี ก็ล้อแบบเรียนสมัยนั้นอยู่แล้ว) ทำไมถึงอยากเลียนแบบภาพประกอบแบบเรียนสมัยนั้นเธอไม่ได้บอกเอาไว้ ผมจึงอยากเดา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ภาพประกอบแบบเรียนของไทยสมัยนั้นหรือสมัยหลังจาก นั้นก็ตาม มีลักษณะเด่นอย่างหนึ่งคือความจืด ถ้าคุณเขียนภาพให้จืดสนิทอย่างนั้นไม่ได้ ผมเข้าใจว่ากรมวิชาการไม่ยอมผ่านให้แน่ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีข่าวสารในความจืดนั้นเสียเลย มีแยะด้วย แต่ล้วนเป็นข่าวสารเชยๆ ที่เด็กนักเรียนอาจจะมองไม่เห็น เช่น พ่อของเด็กในแบบเรียนทุกคนล้วนต้องผูกเนคไทเสมอ หรือถ้าออกนอกบ้านก็กำเริบถึงขนาดสวมเสื้อนอกด้วย ทั้งๆ ที่ พ่อของเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ไม่เคยสัมผัสเสื้อนอกเลย เพราะเสื้อนอกไม่อยู่ในวิถีชีวิตไทย ขนาดนักการเมืองยังจะเอาเงินของเราไปตัดเสื้อนอกใช้เลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าขยันมองหาสารเชยๆ อย่างนี้ก็จะพบในภาพประกอบแบบเรียนเต็มไปหมด แต่มันทั้งจืดทั้งเชยเสียจนไม่ค่อยมีใครไปจ้องมันเท่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทำไมคุณเรณูจึงต้องการความจืดขนาดนี้ ผมเดาเอาว่าเป็นเพราะภาพจืดๆ เหล่านี้ให้ความหมายสองอย่าง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างแรกก็คือ แตกต่างจากการ์ตูนทั่วไป งานของคุณเรณูไม่ได้สื่อด้วยภาพ แต่สื่อด้วยตัวหนังสือ ถ้าไม่อ่านตัวหนังสือก็ไม่มีทางได้รับสารอะไรทั้งสิ้น ตรงกันข้าม มองภาพแต่เพียงผ่านๆ แล้วอ่านหนังสือก็ได้รับสารทั้งหมดไปแล้ว ความจืดของภาพจึงช่วยชูให้ตัวหนังสือซึ่งเป็นสารหลักเด่นชัดขึ้นมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างที่สองก็คือ ความจืดของภาพแบบเรียนทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนทั่วไป ไม่เฉพาะของคนกลุ่มนี้ หรือคนบุคลิกแบบนั้น หรือคนในกลุ่มอาชีพโน้น โดยเฉพาะคนชั้นกลางซึ่งเป็นผู้อ่านของ &lt;em&gt;มติชนสุดสัปดาห์&lt;/em&gt;มากที่สุดก็จะยิ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องของใครๆ ทุกคนมากขึ้น เพราะภาพประกอบในแบบเรียนนั้นตั้งใจจะเสนอภาพอุดมคติของคนชั้นกลางอยู่แล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพราะงานของคุณเรณูเสนอสารผ่านตัวหนังสือเป็น สำคัญนี่แหละครับ ที่ทำให้ผมประกาศแต่ต้นแล้วว่านี่ไม่ใช่การ์ตูนอย่างที่เราเข้าใจกันทั่วไป ผมเรียกว่าเป็น “บทความ’ตูน” แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าภาพไม่มีหน้าที่เสียเลย มีอยู่เหมือนกันแต่ไม่สำคัญ คือแทนที่จะแจกด้วยตัวหนังสือให้ใครเป็นคนพูดอะไร ภาพเป็นผู้แจกแทนตัวหนังสือ แทนที่จะต้องใช้ตัวหนังสือบรรยายสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของเหตุการณ์ ก็ใช้ภาพเป็นผู้ทำหน้าที่นี้แทน ฉะนั้นบทความของคุณเรณูจึงสามารถยัดลงไปในหน้ากระดาษเดียว ด้วยข้อความที่ถ้าเอามาเรียงต่อกันแล้ว ก็อาจจะมีเพียงสองย่อหน้าเท่านั้นได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมจึงคิดว่า “ท่าที” อันถูกต้องสำหรับอ่าน “บทความ’ตูน” คือ“ท่าที” ของการอ่านบทความ เพียงแต่ว่าเป็นบทความในรูปลักษณ์อีก อย่างหนึ่งที่เราไม่ค่อยคุ้นเท่าไร แต่นึกอีกทีหนึ่ง นี่คือ “สื่อผสม” ไงครับ หารอยตะเข็บของสื่อสองชนิดไม่ค่อยเจอ ซึ่งสาวกของไอทีเคยเสนอว่าเป็นแนวโน้มของสื่อยุคใหม่ไงครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งเป็นนักเขียนการ์ตูนชั้นยอดจึงรู้สึกชอบการ์ตูน &lt;em&gt;ระกากับราณี&lt;/em&gt; อย่างหงุดหงิดๆ เขาวิจารณ์ให้ผมฟังว่าผู้เขียนใช้ตัวหนังสือมากเกินไป และไม่ให้ภาพสื่ออะไรบ้างเลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จริงหมดทั้งนั้นนะครับที่เขาวิจารณ์ ถ้ามองงานของคุณเรณูเป็นการ์ตูน แทนที่จะเป็น “บทความ’ตูน”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บางคนบ่นว่างานของคุณเรณูอ่านยาก ไม่ค่อยรู้เรื่อง ข้อนี้ก็พอมองเห็นได้นะครับ เพราะการนำเสนอเป็นของใหม่คืออยู่ในลักษณะที่ผมเรียกได้ว่า “บทความ’ตูน” ซึ่งยังไม่ค่อยคุ้นเคยในหมู่นักอ่าน อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณเรณูเลือกที่จะไม่อธิบายสัญลักษณ์บางอย่างซึ่งบาง คนอาจจับไม่ได้เลย เช่น การโพสต์ข้อความลงในเว็บบอร์ดพร้อมกับภาพหมาและฉี่หมา คนที่ไม่เคยเข้าไปอ่านข้อความในเว็บบอร์ดก็อาจจับไม่ได้ว่าข้อความเหล่านี้ หมายถึงอะไร และถ้าคนที่ไม่ได้ติดตามอ่านงานของคุณเรณูเป็นประจำ ก็อาจไม่เข้าใจว่าแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับฉี่หมาวะ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์เหล่านี้จับความหมายได้ไม่ยาก แค่เอ่ยปากถามก็รู้ หรือติดตามหน่อยก็จับได้ ข้ามสัญลักษณ์ซึ่งไม่คุ้นเคยเหล่านี้ไปก็จะไป พบ “ทีทรรศน์” (คำนี้ไพเราะดี ส่วนจะหมายความว่าอะไรผมก็ได้แต่หวังว่าเรารู้ความหมายตรงกันนะครับ) อันหนึ่งซึ่งผมชอบ นั่นก็คือทีทรรศน์ที่กำกวมกับอะไรต่อมิอะไรที่เกิดขึ้นรอบตัวเราในโลกปัจจุบัน ผมคิดว่าความกำกวมนี่เป็นเสน่ห์ของงาน “บทความ’ตูน” ของคุณเรณูนะครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หมายความอย่างนี้ครับ คุณเรณูหยิบเอาความไม่ลงรอย (ทั้ง Paradox และ Contradiction) ของชีวิตสมัยใหม่ต่างๆ ขึ้น มาเป็นเนื้อหา เป็นความแตกต่างระหว่างยุคสมัย, ระหว่างวัย, ระหว่างการสื่อสารยุคโบราณกับยุคไอที, ระหว่างโลกาภิวัตน์กับท้องถิ่นนิยม ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างชัดเจน นั่นก็น่าจะใช่ นี่ก็น่าจะใช่ นั่นก็ไม่น่าใช่ นี่ก็ไม่น่าใช่ กลายเป็นปัญหาที่ผู้อ่านต้องนำไปเถียงกับตัวเอง คนอื่นเถียงแล้วจะได้ความกระจ่างชัดแก่ตนเองหรือไม่ผมก็ไม่ทราบ แต่ผมเถียงแล้วก็ยังกำกวมเหมือนเก่า คือไม่มีฝ่ายให้ยืนเต็มเท้าได้สักฝ่ายเดียว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่นี่คือภาวะความเป็นจริงของโลกสมัยปัจจุบัน ไม่ใช่หรือครับ โลกที่เรารับความอีเรื่อยเฉื่อยแฉะของข้าราชการในระบบสังคมนิยมไม่ไหว แต่ก็รับโลกของการเอารัดเอาเปรียบและเหี้ยมโหดของประสิทธิภาพทุนนิยมไม่ไหว เหมือนกัน โลกที่มอบไอทีอันน่าชื่นชมให้เรา แต่ไอทีก็เป็นเครื่องมือที่ถ่างโอกาสและสวัสดิการของมนุษย์ให้ห่างกันจนสุดขอบฟ้ามากขึ้น โลกที่เราปฏิเสธความเป็นอันหนึ่งอันเดียวไม่ได้ แต่ก็เป็นโลกที่ไม่มีกำแพงอะไรเหลือมาขวางกั้นมิให้นักเลงโตรังแกและปล้นสะดมคนเล็กคนน้อยไปทั่วโลกอีกต่อไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราอยู่ในโลกที่ใครๆ ก็มีทีทรรศน์ที่กำกวมกับชีวิต อ่าน &lt;em&gt;ระกากับราณี&lt;/em&gt; แล้วไม่ทำให้หายกำกวม แต่กลับพบว่าที่เรารู้สึกกำกวมนั้นยังน้อยไปด้วยซ้ำ ที่จริงแล้วมีสิ่งที่ทำให้เราอยู่ในทีทรรศน์กำกวมมากกว่าที่เรารู้สึกแต่แรกเสียอีก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แน่นอนครับ ที่คุณเรณู ปัญญาดี จะมานั่งเขียนอะไรเพื่อสื่อสารกับคนอื่นโดยไม่มีฝักฝ่ายที่ตัวนิยมศรัทธาอยู่เลยคงเป็นไปไม่ได้ ใครๆ ที่หาอะไรเพื่อสื่อสารกับคนอื่นมากๆ อย่าง นี้ก็คงมีเหมือนกัน (ยกเว้นก็แต่นักวิชาการที่เขียนแบบเรียนตั้งแต่ชั้นประถมถึงมหาวิทยาลัย เท่านั้น ที่สามารถเขียนอะไรที่ตัวไม่เชื่อ ไม่เคยคิดถึง ไม่ศรัทธา ไม่รังเกียจ ไม่ผูกพันทางอารมณ์และอาชีวปฏิญาณได้อย่าง “เป็นกลาง” ขนาดนั้น) แต่คุณเรณูสามารถเสนองานที่ดำรงทีทรรศน์กำกวมได้อย่างเหนือชั้น (กว่าผม) และจะกลายเป็นหนังสือที่อ่านได้ไม่รู้จบ อ่านแล้วก็อ่านอีกได้ไปอีกนาน เพราะจะมองเห็นความสลับซับซ้อนของความกำกวมในวิถีชีวิตสมัยใหม่ของเราได้ หลากหลายแง่มุมมากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;30 กันยายน 2544&lt;/p&gt;
&lt;div&gt;&lt;/div&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=-8CP8Cmvs0k:6LXGwSc5qqU:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=-8CP8Cmvs0k:6LXGwSc5qqU:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=-8CP8Cmvs0k:6LXGwSc5qqU:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=-8CP8Cmvs0k:6LXGwSc5qqU:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=-8CP8Cmvs0k:6LXGwSc5qqU:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=-8CP8Cmvs0k:6LXGwSc5qqU:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/-8CP8Cmvs0k" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-1/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-1#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-1/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-1/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-1</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : กาลานุกรมการเมืองไทยฉบับเรณู ปัญญาดี]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/dCk9y9GraGU/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=749</id>
		<updated>2012-03-23T04:30:56Z</updated>
		<published>2012-03-20T09:10:00Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="วารสาร/หนังสือ" /><category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="หนังสือเล่ม" />		<summary type="html"><![CDATA[เรณู ปัญญาดี เล่ม 2 ครึ่งหนึ่งของความ (ไม่อยาก) รู้  ถ้าจะใช้คำของนิธิ เอียวศรีวงศ์ หนังสือเล่มนี้ของประชา สุวีรานนท์ ก็คือ “บทความ’ตูน” ที่เป็นทั้งงานเขียนและเป็นทั้งการ์ตูน ที่เราๆ ท่านๆ ทั้งต้องอ่านและต้องดู ใครก็ตามที่พอจะรู้จักประชาอยู่บ้าง ก็คงจะทราบดีว่า เขาทั้งเขียน วาด พูด และออกแบบ ถ้าจะถือว่าหนังสือ สมานมิตร อันมีนามว่า ศึก (2517=1974) ที่อื้อฉาวเล่มนั้น ซึ่งประชาเป็นสาราณียกรเมื่ออายุเพียง 17 ปี จนกระทั่งมาถึงหนังสือ เรณู ปัญญาดี ที่ อยู่ในมือเล่มนี้ (2555) เมื่อประชาเติบใหญ่อายุได้ 55 ปีเข้าไปแล้ว ก็นับว่าเขาได้เดินทางมาไกลแสนไกล เป็นเวลาถึง 38 ปี เดินทางผ่าน “กาลานุกรม” หมุดหมายทางการเมืองไทยสมัยใหม่ที่สำคัญๆ ทั้ง “เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 (1976)” เมื่อเขามีอายุได้ [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-2/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-2">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรณู ปัญญาดี เล่ม 2&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;ครึ่งหนึ่งของความ (ไม่อยาก) รู้ &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าจะใช้คำของนิธิ เอียวศรีวงศ์ หนังสือเล่มนี้ของประชา สุวีรานนท์ ก็คือ “บทความ’ตูน” ที่เป็นทั้งงานเขียนและเป็นทั้งการ์ตูน ที่เราๆ ท่านๆ ทั้งต้องอ่านและต้องดู ใครก็ตามที่พอจะรู้จักประชาอยู่บ้าง ก็คงจะทราบดีว่า เขาทั้งเขียน วาด พูด และออกแบบ ถ้าจะถือว่าหนังสือ &lt;em&gt;สมานมิตร&lt;/em&gt; อันมีนามว่า &lt;em&gt;ศึก&lt;/em&gt; (2517=1974) ที่อื้อฉาวเล่มนั้น ซึ่งประชาเป็นสาราณียกรเมื่ออายุเพียง 17 ปี จนกระทั่งมาถึงหนังสือ &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; ที่ อยู่ในมือเล่มนี้ (2555) เมื่อประชาเติบใหญ่อายุได้ 55 ปีเข้าไปแล้ว ก็นับว่าเขาได้เดินทางมาไกลแสนไกล เป็นเวลาถึง 38 ปี เดินทางผ่าน “กาลานุกรม” หมุดหมายทางการเมืองไทยสมัยใหม่ที่สำคัญๆ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้ง “เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 (1976)” เมื่อเขามีอายุได้ 19 ปี, “เหตุการณ์ พฤษภาเลือด (ไม่ใช่ทมิฬ) 2535 (1992)” เมื่อเขามีอายุได้ 35 ปี, และ “เหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิต 2553 (2010)” เมื่อเขามีอายุได้ 53 ปี ที่จะทำให้ “บทความ’ตูน” ของเขาเข้มและข้นจนตกผลึก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประชา สุวีรานนท์ เป็นคนกรุงและเป็นคนไทยกระแสหลัก เป็น 1 ใน 6 ของประชากรที่แออัดกันอยู่ในเมืองหลวง เขาเกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2500 (1957) ก่อนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารยึดอำนาจเพียงไม่กี่เดือน (เมื่อเล็กๆ เขา “อ่าน &lt;em&gt;แต็งแต็ง&lt;/em&gt; (หรือ &lt;em&gt;ตินติน&lt;/em&gt; [&lt;em&gt;Tintin&lt;/em&gt;] บน &lt;em&gt;วีรธรรมรายสัปดาห์&lt;/em&gt;) ตั้งแต่อยู่ชั้นประถม อ่านเยอะ เสียจนซึมซาบอะไรไว้… จะบอกว่าสำหรับผม “All I Really Need to Know I Learned from Tintin.”)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประชาสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ในปี 2518 (1975) แล้ว ก็แทบไม่เข้าเรียน ทำแต่กิจกรรม ถูกรีไทร์ ต้องสอบเข้าใหม่ทันทีในปีต่อมา ซึ่งก็ไม่ได้เรียนหนังสืออีก เพราะเกิดเหตุการณ์นองเลือด รัฐประกอบอาชญากรรม 6 ตุลา 2519 (1976) สังหารนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ทำให้ชีวิตของเขาหักเหออกไป กลายเป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ ได้ไปร่ำไปเรียนศิลปวิทยาการสมัย ใหม่ถึงศูนย์กลางของโลกเจ้าลัทธิทุนนิยม ณ มหานครนิวยอร์ก ได้ B.F.A (Communication Design) จาก Parsons School of Design และที่นิวยอร์กนั่นแหละที่ผมรู้จักเขาเป็นครั้งแรก หาใช่สมัยที่อยู่ธรรมศาสตร์กับอธิการบดีป๋วย อึ๊งภากรณ์ไม่ผมจำได้ว่าในคืนที่หนาวเหน็บครั้งไปสอนหนังสือ ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ผมได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากเสียงที่ไม่คุ้นเคยเลยว่า “อาจารย์ เมื่อไรจะมาดูหนังที่นิวยอร์กกัน” ครับ นั่นเป็นช่วงหลัง “กบฏ 9 กันยา 2528 (1985)” ที่ พ.อ. มนู ญ รูปขจร พยายามจะล้มรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์หมาดๆ และเราก็ได้ไปดูหนังหลายเรื่องซึ่งคงทำให้ประชากลายเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ตัวฉกาจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากทศวรรษ 2510 กับ 2520 คือยุคแห่งการแสวงหาและฟูมฟักขุมทรัพย์ทางปัญญา ทศวรรษ 2530 กับ 2540 ก็คือช่วงที่ประชานำปัญญาความรู้เหล่านั้นมาปฏิบัติให้เป็นหลักเป็นฐาน เขากลายเป็นทั้งผู้บริหารของบริษัทชั้นนำ กลายเป็นทั้งนักคิด นักเขียน นักวิจารณ์ ปัญญาชน และกราฟิกดีไซน์เนอร์แนวหน้าที่ได้รับรางวัลมากมาย อาทิเช่น&lt;br /&gt;
รางวัลศิลปินศิลปาธร สาขาเรขศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย ปี 2553&lt;br /&gt;
รางวัล CA Design Annual (Exhibition) เมื่อปี 2546&lt;br /&gt;
รางวัล BAD Award (Poster, Press Ad) เมื่อปี 2536 และ 2546&lt;br /&gt;
รางวัล TACT Award (Direct Mail) เมื่อปี 2537&lt;br /&gt;
รางวัลบทวิจารณ์ดีเด่น (สาขาวิจารณ์ภาพยนตร์) กองทุน ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ เมื่อปี 2537&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้ว่าประชาจะมีความสามารถและมีผลงานหลายด้านเหลือเกิน แต่ก็น่าเชื่อว่า เขาจะได้รับการจดจำในฐานะของคนเขียน “บทความ’ตูน” มากที่สุด เพราะทันทีที่งานนี้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน ความแสบสันต์ ความที่ออกมาตรงกับกาละและเทศะ พร้อมๆ กับความย้อนแย้งของการนำเสนอ ก็ทำให้ธเนศ อาภรณ์สุวรรณกล่าวว่า หนังสือ &lt;em&gt;เรณู ปัญญาดี&lt;/em&gt; ที่พิมพ์เมื่อปี 2546 (2003) นั้น เป็น “อวตาร” ของเด็กชายปัญญากับเด็กหญิงเรณู อันเป็นภาพประกอบหนังสือเรียนวิชาอ่านภาษาไทยของชั้นประถม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ครับ “แบบเรียนประถมศึกษาชุดเรณู-ปัญญา” ของกระทรวงศึกษาฯ ที่เป็นเพียงภาพความฝันของนักการศึกษาสมัย “เสนาอำมาตยาธิปไตย” ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งมี พล.อ.ท. มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษดิ์ เป็นรัฐมนตรี อยู่นานถึง 7 ปี (2494-2500) ก่อนที่จะถูกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ “ปฏิวัติ” แปลงลัทธิชาตินิยมให้กลายเป็น “พันทาง” ที่ผสมระหว่าง “อำ มาตยา+ราชา” อย่างที่เราเห็นจนทุกวันนี้ และก็นำเอา ม.ล. ปิ่น มาลากุล มาเป็น ร.ม.ต. แทน อยู่ในตำแหน่งเสียนานยิ่งกว่าถึง 12 ปี (2500-2512) นั้น ได้กลายเป็นวัตถุดิบที่จืดชืด และเหมาะที่จะเอามาทำเป็น “บทความ’ตูน” ล้อเลียนสภาพสังคม-เศรษฐกิจ-และการเมือง ได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า “ขำจนกลิ้ง และ “เก็บไว้คนเดียวไม่อยู่”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับหนังสือเล่มใหม่นี้ เป็นการรวบรวมผลงานของประชาอย่างที่เคยทำๆ มา แต่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ ใช้หมุดหมายทางการเมืองเป็นตัวแบ่ง และแบ่งออกเป็น 2 ภาคด้วยกัน โดยที่ในภาคสองนั้นนับเนื่องจากหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (2006) ของพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ดูเหมือนถูก “ จี้” ให้ยึดอำนาจอย่างไม่ค่อยจะเต็มอกเต็มใจนัก แถมยังตั้งชื่อคณะผู้ก่อการของตนยาวรุ่มร่ามว่า “คณะกรรมการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข” (คปค.) จุดนี้นี่แหละที่ประชาเต็ม ไปด้วยความ “แสบสันต์” และ “ยิงตรงเป้า” อย่างไม่อ้อมค้อม ไม่ว่าจะเป็นในตอน “ยุคคืนอำนาจ” หรือตอน “ประเวศใส่เสื้อผ้า แล้วเดินทางไปประชุมกับองค์กรกว่าสิบแห่งภายในวันเดียว รับเบี้ยประชุมทั้งหมด 8.7 หมื่นบาท” หรือตอน “อมราปวดหัว&amp;#8230; ชั้นเป็นอะไรไม่รู้” จนกระจกต้องบอกว่า “เธอเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” จนกระทั่งตอน “ล่าแม่มด” และตอน “ล้างผลพวงรัฐประหาร/นิติราษฎร์”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมเคยพยายามถามประชาว่า เขาเขียน “บทความ’ตูน” นี้ไปทำไม ผมยังไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ แต่จากงานของเขาหลายชิ้นที่ย้อนแย้ง กลับตาลปัตรกันเอง ทั้งภาพ ทั้งภาษา และคำ ทำให้ผมนึกไปถึง หนังสือ &lt;em&gt;1984&lt;/em&gt; ของ George Orwell (1903-1950 = 2446-2493) นวนิยายเล่มนี้ผมถูกบังคับให้อ่านประกอบวิชาอะไรก็จำไม่ได้ แต่ที่จำได้คือ เมื่อทนอ่านจนจบก็ชอบมันเป็นชีวิตจิตใจจนต้องขวนขวายหางานเขียนอื่นของ Orwell มาอ่านต่อ ไม่ว่าจะเป็น &lt;em&gt;Burmese Days&lt;/em&gt; (1934), &lt;em&gt;Shooting An Elephant&lt;/em&gt; (1936), &lt;em&gt;Animal Farm&lt;/em&gt; (1945), &lt;em&gt;Down and Out in Paris and London&lt;/em&gt; (1933) พร้อมๆ กับขวนขวายหาหนัง &lt;em&gt;Nineteen Eighty Four&lt;/em&gt; มาดูหลายเวอร์ชั่น ความมันส์ของ Orwell ใน 1984 อยู่ที่การใช้คำที่ทำให้มีความหมายตรงกัน ข้ามกับความเป็นจริง เช่น “กระทรวงความจริง” หรือ love = hate, war = peace (อ่าน ฟัง ดู แล้วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงอะไรต่อมิอะไรในสยามประเทศไทยของเรา)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมจำได้ว่า นักประพันธ์อังกฤษ George Orwell ผู้เรืองนามนี้ เคยกล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า มีแรงกระตุ้นอยู่ 4 ประการ ที่ทำให้คนเรากลายเป็น “นักเขียน” (และกรณีนี้น่าจะเอามาใช้กับประชาได้) คือ&lt;/p&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;เขียนเพราะอยากอวด เขียนเพราะอีโก้&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เขียนเพราะมีความเป็นศิลปิน&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เขียนเพราะต้องการให้เป็นประวัติศาสตร์&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;เขียนเพราะความคิดทางการเมือง&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;p&gt;ลักษณะ 4 ประการนี้ Orwell เชื่อว่ามีอยู่ในตัวนักเขียนทุกๆ คน แตกต่างกันไปมากน้อยตามแต่ละตัวบุคคล และตามแต่ละกาลเวลากับสถานที่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Orwell กล่าวว่าในตอนแรกๆ แรงกระตุ้นที่ทำให้เขาเขียนหนังสือคือสามประการแรก เพราะเป็นยามสงบ และเขาก็ยังไม่มีประสบการณ์ เขาเขียนอะไรก็ได้ เขียนไปเรื่อยๆ และไม่สนใจความคิดทางการเมืองในตัวเองมากนัก แต่เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น เช่น เมื่อไปเป็นตำรวจอาณานิคมอังกฤษอยู่ในพม่า ยากจน ข้นแค้น ล้มเหลว เขาก็เริ่มเกลียดการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของชนร่วมชาติของเขา เริ่มมองเห็นชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อย คนยากคนจน เช่น ชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนา และแรงงาน กรรมกร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยิ่งใกล้สงครามโลกครั้งที่ 2 เข้าไปเท่าไร เขาก็ได้เห็นฮิตเลอร์ขึ้นเถลิงอำนาจ ได้เห็นสงครามกลางเมืองในสเปนที่ทำให้เผด็จการทหารอย่างฟรังโกครองอำนาจ อย่างยาวนาน ได้เห็นความล้มเหลวและความชั่วร้ายของเผด็จการในนามของคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมอย่างของสหภาพโซเวียต และนี่ก็ทำให้งานเขียนของเขาดูจะต่อต้านเผด็จการในทุกรูปแบบ เราต้องไม่ลืมว่า Orwell แม้จะเป็นนักสังคมนิยม เขาก็ไม่ใช่คอมมิวนิสต์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Orwell กล่าวว่า ในยามวิกฤต ในยามที่มีความปั่นป่วนทางสังคมและการเมือง ในยามที่มีปัญหา นักเขียนจะหลีกเลี่ยงแรงกระตุ้นประการ ที่ 4 ในเรื่องของความคิดทางการเมือง (ในความหมายอย่างกว้าง) ไปไม่ได้ นักเขียนที่บอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็เป็นการเมืองแบบหนึ่งในตัวของ มันเองแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมอยากจะเชื่อว่า “การเมือง” (ในความหมายอย่างกว้าง) นี่แหละที่ทำให้งาน “บทความ’ตูน” ของประชามีแนวทางที่ชัดเจน ประสบการณ์ของเขาตั้งแต่ &lt;em&gt;ศึก&lt;/em&gt; (2517=1974) ผ่านงานนิทรรศการคุณภาพอย่าง 20 ปี 6 ตุลา (2539 = 1996) เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (2555 = 2012) ก็คงเพียงพอที่จะทำให้เราเข้าถึงชีวิตและงานของคนชื่อ “ประชา สุวีรานนท์”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมขอจบ “คำนำ” นี้ด้วยคำสัมภาษณ์ของประชาว่าด้วย “แต็งแต็ง” (แสนรัก ที่ like และอดไม่ share ไม่ได้) ว่า&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;ตอนแรกที่ได้อ่านคือ “หูแหว่ง” หรือ “The Broken Ear” อันเป็นการผจญภัยในอเมริกาใต้ซึ่งปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร จำได้ว่าเขาล้อเลียนระบอบเผด็จการในประเทศด้อยพัฒนาได้สนุกมาก โดยเฉพาะตอนที่เกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นอย่างถี่ยิบ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตามท้องเรื่อง ทันทีที่เหยียบประเทศ พระเอกก็ถูกจับและสั่งประหารชีวิตในข้อหาผู้ก่อการร้าย ระหว่างที่กำลังยืนรอความตายอยู่ในลานประหารนั้นเอง มีนายทหารวิ่งเข้ามาบอกว่าเกิดการปฏิวัติ เผด็จการคนเก่าคือนายพลแทพพิโอค่าถูกขับไล่ออกไป บัดนี้นายพลอัลคาซาร์ ฝ่ายตรงข้าม ยึดอำนาจได้แล้ว นั่นหมายความว่าแต็งแต็งต้องได้รับนิรโทษกรรมและรอดจากการประหาร แต่ขณะที่จะถูกแก้มัดและปล่อยตัวนั้นเองก็มีนายทหารอีกคนวิ่งเข้ามาบอกว่า แทพพิโอค่ายึดอำนาจคืนได้แล้ว ผู้คุมหันมาบอกแต็งแต็งว่า ขอโทษนะครับ ขอประหารอีกที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผู้บัญชาการคุกประกาศสดุดีผู้นำคนใหม่และเรียกผู้นำเก่าว่าทรราชย์ในทันทีที่ได้ยินข่าวทั้งสองครั้ง ส่วนเหล่าพลปืนนักประหารทั้งหลายก็เช่นกัน พอได้ยินก็ตะโกนโห่ร้องสดุดีผู้มีอำนาจคนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นใคร สลับสับเปลี่ยนกันไปมา ก่อนจะถูกยิงเป้าในรอบสุดท้าย แต็งแต็งตะโกนเชียร์การปฏิวัติของนายพลอัลคาซาร์ด้วยเสียงอันดัง ทั้งนี้ก็ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ซึ่งผู้คุมเอามาเลี้ยง พฤติกรรมนี้กลายเป็นตำนานร่ำลือไปทั่วเมือง ดังนั้นเมื่อปฏิวัติสำเร็จ อัลคาซาร์จึงให้เข้าพบและแต่งตั้งให้เป็นจอมพลในทันที&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เท่านั้นยังไม่พอ ขณะที่อัลคาซาร์กำลังจะเซ็นแต่งตั้งจอมพลคนใหม่ นายพลดิแอซ คนสนิทของอัลคาซาร์ไม่เห็นด้วย แย้งขึ้นมาว่า กองทัพมีนายพลตั้ง 3,487 คนแล้ว แต่มีนายสิบเพียง 49 คน ตั้งให้แต็งแต็งเป็นนายสิบดีกว่า เจ้านายถูกขัดใจก็ โมโห ยืนยันการแต่งตั้ง และสั่งให้ดิแอซไปเป็นนายสิบ ซึ่งเรื่องก็จะดำเนินต่อไปโดยให้ดิแอซเกิดความเจ็บแค้น ไปเป็นพวกของกบฏต่อต้านอัลคาซาร์และวางแผนจองล้างพระเอกของเราอีกหลายครั้ง หลายครา&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ไม่ทราบว่า หากแต็งแต็งต้องมาพบเหตุการณ์ในสยามประเทศไทยของเรา แต็งแต็งจะต้องเผชิญอะไรต่อมิอะไรบ้าง จะดุเดือดเลือดพล่าน ยุ่งและเหยิงขนาดไหน ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะลาตินอเมริกานั้นอย่างดีก็เป็นแค่เผด็จการทหารหนึ่งเดียวเท่านั้นเอง คือมี military มีเพียง “หนึ่งเอ็ม” (one m)ในขณะที่ สยามประเทศไทยของเรามี “สองเอ็ม” (two m) คือ มีทั้ง military และแถมมี monarchy ที่ดำเนินเดินควบคู่มาด้วยกัน ขัดกันบ้าง ร่วมกันบ้าง เป็นเวลานานแสนนานกว่า 100 ปีแล้ว แต็งแต็งจะทำตนอย่างไรหนอ? ให้เหมาะและให้สมกับความพิเศษหนึ่งเดียวของ “ความเป็นไทย” ที่ในโลกกลมๆ ใบนี้ ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชาญวิทย์ เกษตรศิริ&lt;br /&gt;
เกาะสิงหะปุระ&lt;br /&gt;
15 มีนาคม 2555 (2012)&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=dCk9y9GraGU:1xBuopiqAjc:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=dCk9y9GraGU:1xBuopiqAjc:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=dCk9y9GraGU:1xBuopiqAjc:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=dCk9y9GraGU:1xBuopiqAjc:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=dCk9y9GraGU:1xBuopiqAjc:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=dCk9y9GraGU:1xBuopiqAjc:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/dCk9y9GraGU" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-2/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-2#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-2/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2012/03/20/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b9-%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5-2/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b9-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b5-2</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[งานสนทนาและเปิดตัวหนังสือ No Logo ฉบับภาษาไทย]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/26lG5mWBl4E/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=696</id>
		<updated>2012-03-14T10:24:16Z</updated>
		<published>2012-03-14T10:15:11Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="ข่าว" />		<summary type="html"><![CDATA[กำหนดการ งานสนทนาและเปิดตัวหนังสือ No Logo ฉบับภาษาไทย ช่วงเปิดงาน ฉายวิดีโอ No Logo: Brands, Globalization, Resistance Naomi and No Logo: พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ พูดถึงงานของนาโอมิ ไคลน์และภาพรวมของหนังสือ No Logo นำเสนอและวิพากษ์หนังสือ No Logo No Space: ทัศนัย เศรษฐเสรี นำเสนอประเด็นเรื่องพื้นที่สาธารณะในหนังสือ No Choice: สุมนมาลย์ สิงหะ ประเด็นทางเลือกสาธารณะ No Job: เก่งกิจ กิติเรียงลาภ ประเด็นเรื่องการจ้างงาน ดำเนินการโดย เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ถาม-ตอบจากผู้เข้าร่วม วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม 2555 เวลา 14.00-17.00 น. ณ The Center for Media [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2012/03/14/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b2%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2587">&lt;p style="text-align: center;"&gt;&lt;strong&gt;กำหนดการ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt; งานสนทนาและเปิดตัวหนังสือ No Logo ฉบับภาษาไทย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;ช่วงเปิดงาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
ฉายวิดีโอ &lt;em&gt;No Logo: Brands, Globalization, Resistance&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p style="text-align: center;"&gt;Naomi and No Logo:&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;พิภพ อุดมอิทธิพงศ์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;em&gt;พูดถึงงานของนาโอมิ ไคลน์และภาพรวมของหนังสือ No Logo&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="text-decoration: underline;"&gt;นำเสนอและวิพากษ์หนังสือ No Logo&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
No Space:&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;ทัศนัย เศรษฐเสรี&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;em&gt;นำเสนอประเด็นเรื่องพื้นที่&lt;/em&gt;&lt;wbr&gt;&lt;em&gt;สาธารณะในหนังสือ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;
No Choice:&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;สุมนมาลย์ สิงหะ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;em&gt;ประเด็นทางเลือกสาธารณะ&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;
No Job:&lt;br /&gt;
&lt;strong&gt;เก่งกิจ กิติเรียงลาภ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
&lt;em&gt;ประเด็นเรื่องการจ้างงาน&lt;/em&gt;&lt;/wbr&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p style="text-align: center;"&gt;&lt;em&gt;&lt;/em&gt;ดำเนินการโดย &lt;strong&gt;เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
ถาม-ตอบจากผู้เข้าร่วม&lt;/p&gt;
&lt;p style="text-align: center;"&gt;วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม 2555 เวลา 14.00-17.00 น.&lt;br /&gt;
ณ The Center for Media Ethnography and Visualizing Culture Study,&lt;br /&gt;
Media Art and Design หอศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่&lt;/p&gt;
&lt;p style="text-align: center;"&gt;ติดตามได้ที่ &lt;span style="color: #0000ff;"&gt;&lt;a title="งานสนทนาและเปิดตัวหนังสือ No Logo ฉบับภาษาไทย" href="https://www.facebook.com/events/127248550734945/" target="_blank"&gt;&lt;span style="color: #0000ff;"&gt;https://www.facebook.com/events/127248550734945/&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=26lG5mWBl4E:FOufnBn3gh4:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=26lG5mWBl4E:FOufnBn3gh4:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=26lG5mWBl4E:FOufnBn3gh4:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=26lG5mWBl4E:FOufnBn3gh4:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=26lG5mWBl4E:FOufnBn3gh4:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=26lG5mWBl4E:FOufnBn3gh4:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/26lG5mWBl4E" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/14/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b2%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2587#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2012/03/14/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2012/03/14/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b2%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2587</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[จากทหารพระราชา สู่ทหารพระราชา ?&#8211;บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-ธันวาคม 2554]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/nFx64aIDOlg/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=678</id>
		<updated>2012-01-31T10:06:10Z</updated>
		<published>2012-01-31T10:03:41Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="ฟ้าเดียวกัน" /><category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="วารสาร/หนังสือ" />		<summary type="html"><![CDATA[“จากทหารพระราชา สู่ทหารพระราชา ?” &#160; กองทัพสมัยใหม่ของสยามนั้นกำเนิดขึ้นมาในรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีภารกิจที่แท้จริงคือการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และรักษาความมั่นคงของราชบัลลังก์  ดังภารกิจของทหารประจำการที่เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ทุกคนจะได้รับการฝึกอบรมให้มีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อพระเจ้าแผ่นดิน เพราะถือว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ปกครองให้บรรดาทหารได้รับความร่มเย็นเป็นสุข เป็นผู้พระราชทานเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง เครื่องใช้สอยให้ทหาร ดังนั้นหน้าที่ของทหารจึงต้องพร้อมที่จะพลีชีพจนเลือดหยดสุดท้ายเพื่อเป็นประโยชน์และเกียรติยศแห่งสิ่งที่รักและนับถืออยู่เสมอทุกเมื่อ” &#160; ขณะที่กองทัพของสยามไม่ต้องทำหน้าที่ป้องกันประเทศจากศัตรูภายนอกอย่างจริงจัง นอกจากรบกับ “ศัตรูภายใน” หน้าที่หลักของกองทัพในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงได้แก่ การรักษาความมั่นคงภายในของกษัตริย์ และเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงความทันสมัยอวดโลกภายนอก หรือเป็น “ทหารพระราชา” นั่นเอง &#160; อย่างไรก็ดี ในเวลาไม่นานเชื้อมูลแห่งการเปลี่ยนแปลงก็บ่มเพาะขึ้นในกองทัพเสียเอง นั่นคือ นายทหารคณะ ร.ศ. 130 ซึ่งเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ก้าวสู่ภาวะ “ศรีวิลัย” ซึ่ง “ราษฎรได้รับความอิศรภาพเสมอหน้ากัน ไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้าสำหรับกดคอกันเล่น”  แม้ว่าจะล้มเหลว แต่อีก 20 ปีต่อมา นายทหารกลุ่มหนึ่งได้เข้าร่วมกับคณะราษฎรกระทำการยึดอำนาจจากกษัตริย์ และประกาศกลางพระนครว่า “ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง” &#160; ช่วงเวลา 15 ปีหลังการปฏิวัติสยาม 2475 ทหารได้เป็น “ผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ปกป้องระบอบใหม่ของคณะราษฎรจากการโต้กลับของคณะเจ้า แต่ภารกิจดังกล่าวก็สิ้นสุดลงพร้อมกับการเมืองยุคคณะราษฎร เมื่อเกิดการรัฐประหารในปี 2490 ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2012/01/31/fah-9-3-editorial/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=fah-9-3-editorial">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;“จากทหารพระราชา สู่ทหารพระราชา ?”&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กองทัพสมัยใหม่ของสยามนั้นกำเนิดขึ้นมาในรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีภารกิจที่แท้จริงคือการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และรักษาความมั่นคงของราชบัลลังก์  ดังภารกิจของทหารประจำการที่เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ทุกคนจะได้รับการฝึกอบรมให้มีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อพระเจ้าแผ่นดิน เพราะถือว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ปกครองให้บรรดาทหารได้รับความร่มเย็นเป็นสุข เป็นผู้พระราชทานเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง เครื่องใช้สอยให้ทหาร ดังนั้นหน้าที่ของทหารจึงต้องพร้อมที่จะพลีชีพจนเลือดหยดสุดท้ายเพื่อเป็นประโยชน์และเกียรติยศแห่งสิ่งที่รักและนับถืออยู่เสมอทุกเมื่อ”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะที่กองทัพของสยามไม่ต้องทำหน้าที่ป้องกันประเทศจากศัตรูภายนอกอย่างจริงจัง นอกจากรบกับ “ศัตรูภายใน” หน้าที่หลักของกองทัพในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงได้แก่ การรักษาความมั่นคงภายในของกษัตริย์ และเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงความทันสมัยอวดโลกภายนอก หรือเป็น “ทหารพระราชา” นั่นเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในเวลาไม่นานเชื้อมูลแห่งการเปลี่ยนแปลงก็บ่มเพาะขึ้นในกองทัพเสียเอง นั่นคือ นายทหารคณะ ร.ศ. 130 ซึ่งเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ก้าวสู่ภาวะ “ศรีวิลัย” ซึ่ง “ราษฎรได้รับความอิศรภาพเสมอหน้ากัน ไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้าสำหรับกดคอกันเล่น”  แม้ว่าจะล้มเหลว แต่อีก 20 ปีต่อมา นายทหารกลุ่มหนึ่งได้เข้าร่วมกับคณะราษฎรกระทำการยึดอำนาจจากกษัตริย์ และประกาศกลางพระนครว่า “ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ช่วงเวลา 15 ปีหลังการปฏิวัติสยาม 2475 ทหารได้เป็น “ผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ปกป้องระบอบใหม่ของคณะราษฎรจากการโต้กลับของคณะเจ้า แต่ภารกิจดังกล่าวก็สิ้นสุดลงพร้อมกับการเมืองยุคคณะราษฎร เมื่อเกิดการรัฐประหารในปี 2490 ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง (เครือข่าย) สถาบันกษัตริย์กับทหารอีกกลุ่มหนึ่ง ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;2 วันหลังรัฐประหาร หนังสือพิมพ์ &lt;em&gt;เอกราช&lt;/em&gt; ได้พาดหัวข่าวว่า “ในหลวงรู้ปฏิวัติ 2 เดือนแล้ว” โดย พล.ท. กาจ กาจสงคราม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขาส่งโทรเลขลับรายงานแผนการไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ล่วงหน้า 2 เดือนก่อนรัฐประหาร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การรัฐประหาร 2490 นำไปสู่การฟื้นฟูอำนาจทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของสถาบันกษัตริย์  ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ผู้นำกองทัพกลายเป็น “ขุนศึก” ซึ่งสามารถขึ้นมาเป็นผู้ปกครองและตัวแสดงที่มีฐานอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นของตนเองในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถึงยุคสงครามเย็น คอมมิวนิสต์กลายเป็นศัตรูหลักที่คุกคามความมั่นคงของชาติ ด้วยการสนับสนุนจากมหามิตรอเมริกัน อำนาจและบทบาททางการเมืองของทหารขึ้นสู่จุดสูงสุดภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พร้อมๆ กับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันกษัตริย์ในฐานะหุ้นส่วนและแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมของกองทัพ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในระหว่างการทำสงครามต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ กองทัพและสถาบันกษัตริย์ยังได้ขยายบทบาทไปทำงาน “พัฒนา” ในฐานะเป็นยุทธวิธีสู้กับภัยคุกคามในชนบท และภายหลังได้หันมาใช้ “ประชาธิปไตย” เป็นยุทธวิธีในการสู้กับคอมมิวนิสต์ อันเป็นที่มาของนโยบาย 66/2523&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังสงครามเย็นยุติลง ดูเหมือนภารกิจของกองทัพจะไม่มีความชัดเจน ขณะที่บทบาทและอำนาจทางการเมืองของตนก็ถูกลดทอนลงตามลำดับ แม้ผู้นำทหารจะก่อการรัฐประหารอีกในปี 2534  แต่ก็ต้องล่าถอยไปอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดทางให้แก่กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่แล้ว เมื่อการเมืองในระบบการเลือกตั้งเข้มแข็งขึ้นจนท้าทายเครือข่ายอำนาจเก่าที่รวมศูนย์อยู่ที่สถาบันกษัตริย์  กองทัพจึงหวนคืนสู่เวทีการเมืองเต็มตัวอีกครั้งในฐานะ “ทหารของพระราชา” กระทั่งก่อการรัฐประหารในปี 2549 เพื่อรักษา “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จนนำมาสู่ความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยืดเยื้อและลงลึกถึงราก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปัจจุบันแม้กองทัพจะได้มีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ถูกท้าทายมากขึ้น รวมถึงสถาบันกษัตริย์ที่เป็นแหล่งอ้างอิงความชอบธรรมของกองทัพก็ถูกตั้งคำถามด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมใหม่ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งเรียกร้องให้จัดวางบทบาทและตำแหน่งแห่งที่ของกองทัพเสียใหม่ด้วย โดยเฉพาะโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับ (รัฐบาล) พลเรือน ดูเหมือนว่ากองทัพไทยจะยังคงยึดมั่นกับบทบาทการเป็น “ทหารพระราชา” อย่างไม่เปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะที่สำนึกประชาธิปไตย สำนึกความเป็นพลเมืองของประชาชนขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนลงลึกถึงระดับรากหญ้าในขณะนี้ แต่กองทัพไทยที่เริ่มต้นจากการเป็น “ทหารพระราชา” จะยินดีที่จะเป็น “ทหารพระราชา” อยู่เช่นเดิม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิ่งที่น่าตระหนักคือไม่เพียงแต่สำนึกทางการเมืองของกองทัพกลับย้อนไปสู่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พอใจอยู่กับการเป็น “ทหารของพระราชา” เท่านั้น  แต่สถาบันกษัตริย์ในฐานะแหล่งอ้างอิงความชอบธรรม ก็อาจจะพอใจที่จะให้กองทัพดำรงสถานะเช่นนี้ตลอดไป ราวกับว่า 80 ปีของปฏิวัติสยาม ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=nFx64aIDOlg:_18BeTncbNs:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=nFx64aIDOlg:_18BeTncbNs:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=nFx64aIDOlg:_18BeTncbNs:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=nFx64aIDOlg:_18BeTncbNs:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=nFx64aIDOlg:_18BeTncbNs:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=nFx64aIDOlg:_18BeTncbNs:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/nFx64aIDOlg" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2012/01/31/fah-9-3-editorial/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=fah-9-3-editorial#comments" thr:count="1" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2012/01/31/fah-9-3-editorial/feed/atom/" thr:count="1" />
		<thr:total>1</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2012/01/31/fah-9-3-editorial/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=fah-9-3-editorial</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆ]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/taY-OYyUf20/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=668</id>
		<updated>2012-01-26T01:10:35Z</updated>
		<published>2012-01-26T01:08:32Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="วารสาร/หนังสือ" /><category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="หนังสือเล่ม" />		<summary type="html"><![CDATA[คำนำผู้เขียน  อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆ ใน รอบยี่สิบปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ชนชั้นกลางกำลังตื่นตัวและตั้งคำถมเกี่ยวกับ เรื่องอัตลักษณ์ไทย ความสนใจนี้ก่อให้เกิดงานศึกษาและข้อเขียนเชิงวิพากษ์ วิจารณ์จำนวนมาก มีหลายคนเห็นว่า  ความเป็นไทยกระแสหลัก เสื่อมลงเพระถูกรัฐถือเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจทางวัฒนธรรมกรเมือง และผูกขาดสิ่งนี้ไว้กับรัฐราชการ อีกทั้งเป็นข้ออ้างในการคัดทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมกลุ่มอื่นๆ ที่มีลักษณะไม่เหมือนกับของรัฐราชกร นอกจากนั้น ยังมีงานเขียนจำนวนหนึ่งที่ชี้ว่ามันมีบทบทในการทำลายตนเอง เช่น ใช้กันอย่างเลอะเทอะ เน้นแต่รูปแบบและพิธีกรรม จำกัดเสรีภาพในการประยุกต์ใช้ อีกทั้งไม่สอดคล้องกับสำนึกใหม่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งผล คือกลายเป็นกรแช่แข็งวัฒนธรรมไทย &#160; ข้อเขียนชื่อ “อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทยๆ” แม้จะเกี่ยวพันกับความ เป็นไทยกระแสหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นการศึกษาเรื่องนั้นโดยตรง ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยกรสำรวจวิจัยเรื่องที่เล็กกว่านั้น นั่นคือ ดีไซน์ แบบ“ไทยๆ” หรือวัตถุทางวัฒนธรรมประเภทหนึ่งซึ่งมีบทบทเป็นตัวแทน ของความเป็นไทยแบบใหม่ และ “ทางเลือก” ที่เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ ตลอดจนกลายเป็นกระแสใหญ่ในวงการออกแบบในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา &#160; กล่าว ได้ว่า ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจหรือยุคฟองสบู่แตกใน พ.ศ.2540 นอกเหนือจากความสำเร็จทางธุรกิจ วงการโฆษณาของไทยซึ่งมียอดมวลรวมปีละหลายพันล้านบาท ได้มาถึงจุดที่เรียกว่า “ปฏิวัติทางการสร้างสรรค์ โฆษณาและกราฟิกดีไซน์กลายเป็นสื่อใหม่และภาษาใหม่ วงการจึงตื่นตัว ในเรื่องอัตลักษณ์ไทยและทะเยอทะยานที่จะเสาะหารูปแบบและเนื้อหาใหม่ๆ มาดัดแปลงและแต่งเติมให้แก่ความเป็นไทยกระแสหลัก [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2012/01/26/thai-thai/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=thai-thai">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คำนำผู้เขียน  อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ใน รอบยี่สิบปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ชนชั้นกลางกำลังตื่นตัวและตั้งคำถมเกี่ยวกับ เรื่องอัตลักษณ์ไทย ความสนใจนี้ก่อให้เกิดงานศึกษาและข้อเขียนเชิงวิพากษ์ วิจารณ์จำนวนมาก มีหลายคนเห็นว่า  ความเป็นไทยกระแสหลัก เสื่อมลงเพระถูกรัฐถือเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจทางวัฒนธรรมกรเมือง และผูกขาดสิ่งนี้ไว้กับรัฐราชการ อีกทั้งเป็นข้ออ้างในการคัดทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมกลุ่มอื่นๆ ที่มีลักษณะไม่เหมือนกับของรัฐราชกร นอกจากนั้น ยังมีงานเขียนจำนวนหนึ่งที่ชี้ว่ามันมีบทบทในการทำลายตนเอง เช่น ใช้กันอย่างเลอะเทอะ เน้นแต่รูปแบบและพิธีกรรม จำกัดเสรีภาพในการประยุกต์ใช้ อีกทั้งไม่สอดคล้องกับสำนึกใหม่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งผล คือกลายเป็นกรแช่แข็งวัฒนธรรมไทย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข้อเขียนชื่อ “อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทยๆ” แม้จะเกี่ยวพันกับความ เป็นไทยกระแสหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นการศึกษาเรื่องนั้นโดยตรง ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยกรสำรวจวิจัยเรื่องที่เล็กกว่านั้น นั่นคือ ดีไซน์ แบบ“ไทยๆ” หรือวัตถุทางวัฒนธรรมประเภทหนึ่งซึ่งมีบทบทเป็นตัวแทน ของความเป็นไทยแบบใหม่ และ “ทางเลือก” ที่เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ ตลอดจนกลายเป็นกระแสใหญ่ในวงการออกแบบในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กล่าว ได้ว่า ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจหรือยุคฟองสบู่แตกใน พ.ศ.2540 นอกเหนือจากความสำเร็จทางธุรกิจ วงการโฆษณาของไทยซึ่งมียอดมวลรวมปีละหลายพันล้านบาท ได้มาถึงจุดที่เรียกว่า “ปฏิวัติทางการสร้างสรรค์ โฆษณาและกราฟิกดีไซน์กลายเป็นสื่อใหม่และภาษาใหม่ วงการจึงตื่นตัว ในเรื่องอัตลักษณ์ไทยและทะเยอทะยานที่จะเสาะหารูปแบบและเนื้อหาใหม่ๆ มาดัดแปลงและแต่งเติมให้แก่ความเป็นไทยกระแสหลัก ทางหนึ่งคือกลับไป หาวัฒนธรรมของชาวบ้าน และก่อตัวเป็นปรากฏการณ์ “ไทยๆ” ขึ้นมา”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลัง จากนั้นกระแสนี้ไม่ได้ตกลง แม้เมื่อก้วเข้สู่ช่วงหลังฟองสบู่แตก ไทยๆ ก็ยังเฟื่องฟูต่อมา” ซึ่งอาจจะเพราะสอดคล้องกับกระแสเศรษฐกิจและการเมือง ที่หันไปหาความพอเพียงและภูมิปัญญาอันเกิดในท้องถิ่นของตนเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข้อ เขียนชิ้นนี้มีกำเนิดในรูปบทความ/การ์ตูนชื่อ “ภาษาของเขา ตัวตนของเรา: ภาษาชาวบ้านกับตัวตนของนักออกแบบ”(ตีพิมพ์ใน “อัตตะ: รวมผลงนของ10 นักออกแบบกราฟิกดีไซน์ไทย” พ.ศ.2539) ซึ่งผู้เขียน ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำเอาวัตถุสิ่งของที่มีลักษณะ “ไทยๆ” มาใช้เป็น ตัวแทนความเป็นไทย โดยเฉพะในหมู่นักออกแบบ และกว่าสิบปีหลังจากนั้น เมื่อปรากฏการณ์นี้คลี่คลายขยายตัวขึ้นอีก ผู้เขียนได้พยายามรวบรวมตัวอย่าง เพิ่มเติมและขยายคำอธิบายให้ยาวขึ้น อีกทั้งนำไปเสนอในรูปของการบรรยาย ในที่ต่างๆ หลายครั้ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไทยๆ มีลักษณะส่วนตัว จำกัดวง และไม่เป็นทางการ เป็นการคลี่คลาย ของความเป็นไทยในโลกธุรกิจเอกชน ที่ไม่ยอมผูกติดกับความเป็นไทยของรัฐราชกร และอุดมการณ์ชาตินิยมและอนุรักษนิยม ทั้งในทางที่ทำให้ความเป็น ไทยกลายเป็นเรื่องทางโลกย์มากขึ้นเช่นที่ถูกกล่าวถึงในบทความของอาจารย์ เกษียร เตชะพีระ (ซึ่งเขียนขึ้นในยุคเดียวกัน และผู้เขียนได้ขออนุญาตนำมา ตีพิมพ์ในหนังสือเล่มนี้) และในทางที่สร้างสรรค์นวัตกรรมหรือทางเลือกใหม่ๆ เช่นที่ถูกกล่าวถึงในผลงานของผู้เขียน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไทยๆ ในข้อเขียนชิ้นนี้ แม้จะเคยมีลักษณะ “ไม่ไทย” และเป็นวัฒนธรรม ของ “คนอื่น” แต่ต่อมถูกยกย่องเป็น “ทางเลือก” และเป็นที่ยอมรับอย่างสูง ถึงขนาดที่มีสถานะเป็นตัวแทนของความเป็นชาติในหลายๆ วงกร เช่น ศิลปะ และดีไซน์ นอกจกนั้น ไทยๆ จะไม่ได้ถูกศึกษาในแง่ของเนื้อหาสาระ หรือ content ที่มีอยู่ภายในตนเอง แต่ในฐานะเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และบ่งบอกตัวตนของผู้ดูหรือผู้เสพ หรือที่เรียกว่าการสร้าง subject position ของผู้ดู&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผู้ เขียนมีความเห็นว่าไทยๆ เป็นผลผลิตทางอ้อม (by product) ของความ เป็นไทยกระแสหลักที่ถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดและไม่ยืดหยุ่น มีหน่ออ่อนจากความเชื่อในเรื่องเนื้อแท้ของความเป็นไทย และการแบ่งแยกฐานานุศักดิ์ หรือ จากการวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้างความเป็นไทยนั่นเองที่ได้สร้างไทยๆ หรือ คู่ตรงข้ามเชิงปฏิเสธขึ้นมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไทยๆ อาจจะเคยดูเหมือนกองขยะทางวัฒนธรรม  ที่หลายคนรังเกียจ แต่ จริงๆ แล้ว เป็นขุมคลังทางปัญญาที่เราสามารถลงไปขุดคุ้ยหาของมีค่า และสามารถนำกลับมาใช้ได้เสมอ ในกรณีนี้เองนักออกแบบย่อมมีบทบท อย่างมากในการดัดแปลง และเมื่อมีวาระโอกาสก็สามารถอนุโลมให้เลื่อนฐานะจากต่ำไปสูงและเปลี่ยนความ หมายจากวัตถุทางวัฒนธรรมเป็นศิลปวัตถุ ฐานานุศักดิ์ของความเป็นไทยในวัตถุสิ่งของต่างๆ เกิดจากการสร้งความหมายใหม่ และทำลายบริบทเดิมของขยะวัฒนธรรมเหล่านั้น สิ่งนี้ทำได้โดยผ่านการกลั่นกรองหรือดัดแปลงของดีไซเนอร์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปรากฏ การณ์ไทยๆ อาจจะเข้มผ่อนคลายความตึงเครียดหรือเคร่งครัด ของไทยประเพณี และเสริมศักดิ์ศรีของชนชั้นนำทางศิลปะและวัฒนธรรม โดยเฉพาะเมื่อชนชั้นนำต้องการจะประกาศตัวบนเวทีโลก ไม่ว่าจะในเชิง เศรษฐกิจ การเมือง หรือวัฒนธรรม แต่ถึงที่สุดแล้ว ไทยๆ หรือแรงปรารถนา ที่จะเป็นไทย แม้จะไม่ผูกติดกับแนวทางอนุรักษนิยม ก็ยังเป็นการสร้างระยะห่าง ระหว่างชาวบ้านกับชนชั้นนำ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มองผ่านไทยๆ อันเป็นผลงานของนักออกแบบไทยทั้งหลาย ผู้อ่านอาจจะ มองทะลุไปถึงคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของความเป็นไทยกระแสหลัก ที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้ต้องการเสนอให้นักออกแบบทำความเข้าใจกับอัตลักษณ์ ที่ตนสร้างขึ้น และบทบาททางสังคมของตนเองด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ประชา สุวีรานนท์&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;
กันยายน 2554&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อัตลักษณ์ไทย: จากไทยสู่ไทย ๆ โดยประชา สุวีรานนท์&lt;br /&gt;
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ราคา 200 บาท&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=taY-OYyUf20:HODcz7dn45c:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=taY-OYyUf20:HODcz7dn45c:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=taY-OYyUf20:HODcz7dn45c:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=taY-OYyUf20:HODcz7dn45c:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=taY-OYyUf20:HODcz7dn45c:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=taY-OYyUf20:HODcz7dn45c:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/taY-OYyUf20" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2012/01/26/thai-thai/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=thai-thai#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2012/01/26/thai-thai/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2012/01/26/thai-thai/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=thai-thai</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[คำนำสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน : โนโลโก้]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/TqFQOnPJ1Z8/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=656</id>
		<updated>2012-01-26T01:59:25Z</updated>
		<published>2012-01-26T01:00:52Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="วารสาร/หนังสือ" /><category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="หนังสือเล่ม" />		<summary type="html"><![CDATA[‘เราควรทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทในปี 2011 อย่างไร?’ &#160; นี่ไม่ใช่คำถามที่หนังสือ โนโลโก้ ได้ ถามเอาไว้  แต่คงไม่เกินเลยหากจะพูดว่า ผู้อ่านอาจเชื่อมโยงที่มาที่ไปของเหตุการณ์หรือทำความรู้จักสาแหรกของ ขบวนการที่เรียกตัวเองว่า Occupy Wall Street หรือขบวนการที่ถูกขนานนามว่าเป็นพวกต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ในศตวรรษใหม่ ได้ผ่านหนังสือเล่มนี้ &#160; นับตั้งแต่ โนโลโก้ ของ นาโอมิ ไคลน์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2000 นอกจากจะกลายเป็นหนังสือยอดนิยมในหมู่นักกิจกรรมทางสังคมและปัญญาชนนัก เคลื่อนไหวรุ่นใหม่—ว่ากันว่าแม้แต่ผู้บริหารบรรษัทและนักการตลาดเองก็ควร ต้องอ่าน—จนขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์และได้รับการแปลถึง 15 ภาษาแล้ว ความนิยมในหนังสือเล่มนี้ยังก่อให้เกิดกระแสถกเถียงในหมู่นักวิจารณ์อย่าง ครึกโครม  สื่อยักษ์ใหญ่ของโลกทุนนิยมอย่าง ดิ อิโคโนมิสต์ ถึง กับต้องออกนิตยสารฉบับ “โปรโลโก้”—Pro Logo : Why Brands Are Good For You—เพื่อตอบโต้และประกาศจุดยืนตรงกันข้าม จนกลายเป็นประเด็นวิวาทะร้อนแรงระหว่างนาโอมิ ไคลน์ กับผู้เขียนบทความใน ดิ อิโคโนมิสต์ และคนอื่นๆ บนเว็บไซต์ชื่อดัง  นักวิจารณ์บางคนถึงกับกล่าวว่า โนโลโก้ คือคำประกาศของเครือข่ายนักกิจกรรมที่ชอบสร้างความปั่นป่วนให้กับการ [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2012/01/26/no-logo/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=no-logo">&lt;p&gt;&lt;em&gt;‘เราควรทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทในปี&lt;/em&gt; &lt;em&gt;2011&lt;/em&gt; &lt;em&gt;อย่างไร&lt;/em&gt;&lt;em&gt;?’&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นี่ไม่ใช่คำถามที่หนังสือ&lt;em&gt; &lt;/em&gt;&lt;em&gt;โนโลโก้ &lt;/em&gt;ได้ ถามเอาไว้  แต่คงไม่เกินเลยหากจะพูดว่า ผู้อ่านอาจเชื่อมโยงที่มาที่ไปของเหตุการณ์หรือทำความรู้จักสาแหรกของ ขบวนการที่เรียกตัวเองว่า Occupy Wall Street หรือขบวนการที่ถูกขนานนามว่าเป็นพวกต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ในศตวรรษใหม่ ได้ผ่านหนังสือเล่มนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นับตั้งแต่ &lt;em&gt;โนโลโก้&lt;/em&gt; ของ นาโอมิ ไคลน์ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2000 นอกจากจะกลายเป็นหนังสือยอดนิยมในหมู่นักกิจกรรมทางสังคมและปัญญาชนนัก เคลื่อนไหวรุ่นใหม่—ว่ากันว่าแม้แต่ผู้บริหารบรรษัทและนักการตลาดเองก็ควร ต้องอ่าน—จนขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์และได้รับการแปลถึง 15 ภาษาแล้ว ความนิยมในหนังสือเล่มนี้ยังก่อให้เกิดกระแสถกเถียงในหมู่นักวิจารณ์อย่าง ครึกโครม  สื่อยักษ์ใหญ่ของโลกทุนนิยมอย่าง&lt;em&gt; &lt;/em&gt;&lt;em&gt;ดิ&lt;/em&gt;&lt;em&gt; &lt;/em&gt;&lt;em&gt;อิโคโนมิสต์ &lt;/em&gt;ถึง กับต้องออกนิตยสารฉบับ “โปรโลโก้”—Pro Logo : Why Brands Are Good For You—เพื่อตอบโต้และประกาศจุดยืนตรงกันข้าม จนกลายเป็นประเด็นวิวาทะร้อนแรงระหว่างนาโอมิ ไคลน์ กับผู้เขียนบทความใน &lt;em&gt;ดิ&lt;/em&gt;&lt;em&gt; &lt;/em&gt;&lt;em&gt;อิโคโนมิสต์&lt;/em&gt; และคนอื่นๆ บนเว็บไซต์ชื่อดัง  นักวิจารณ์บางคนถึงกับกล่าวว่า &lt;em&gt;โนโลโก้&lt;/em&gt; คือคำประกาศของเครือข่ายนักกิจกรรมที่ชอบสร้างความปั่นป่วนให้กับการ ประชุมสุดยอดระดับโลก โดยผูกโยงข้อกล่าวหากับจังหวะเวลาที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมาเผยแพร่ ครั้งแรก นั่นคือ ภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่ซีแอตเติลระหว่างการประชุมองค์การการค้า โลก (WTO) เพียงไม่กี่สัปดาห์  ซึ่งเหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าวถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่มีอิทธิพลของการ เคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ของบรรษัท (Anti Corporate Globalization Movement) หรือขบวนการความยุติธรรมโลก (Global Justice Movement)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประเด็น ดังกล่าวนี้เองที่นำไปสู่ความย้อนแย้งบางประการ กล่าวคือ ความสำเร็จในแง่ยอดขายบวกกับชื่อเสียงของการเป็นหนึ่งในผู้นำทางความคิดของ การเคลื่อนไหว ทำให้ผู้เขียนคือ นาโอมิ ไคลน์ ถูกแปะฉลากจากฝ่ายที่คิดต่างบางกลุ่มให้เธอเป็น “โลโก้” หรือ “แบรนด์” ไปเสียเอง ยังไม่นับประเด็นที่หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งภายหลังได้ผลิตสินค้าในแบรนด์ชื่อ No Logo (ถึงแม้นาโอมิ ไคลน์จะไม่ต้องการรับผลประโยชน์ใดจากการใช้ชื่อดังกล่าวนอกจากค่าต้นฉบับ หนังสือก็ตาม)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นแง่บวกหรือลบ การตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในพากย์ภาษาอังกฤษอีกครั้งในวาระครบรอบสิบปี นับเป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งว่า เนื้อหาของ &lt;em&gt;โนโลโก้&lt;/em&gt; ยังมีสาระร่วมยุคร่วมสมัย โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ของบรรษัทและขบวนการเคลื่อนไหวทาง สังคม  ขณะที่นาโอมิ ไคลน์เองก็ยังมีหนังสือที่เผยแพร่ตามหลัง &lt;em&gt;โนโลโก้&lt;/em&gt; มาอีกหลายเล่ม  เธอกลายเป็นปัญญาชนคนดังและมีบทบาทอยู่ในแวดวงนักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมใหม่ เรื่อยมา รวมทั้งในการเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีทอันโด่งดังซึ่งก่อตัวขึ้น ณ ใจกลางของระบบทุนนิยมการเงินเมื่อปี 2011&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นาโอมิ ไคลน์ ได้แบ่งเนื้อหาของ &lt;em&gt;โนโลโก้&lt;/em&gt; ออกเป็น 4 ภาค แต่ละภาคค่อยๆ ถักร้อยแง่มุมที่ลึกซึ้งของการสร้างตราสินค้าเข้ากับการเคลื่อนไหวตอบโต้ โลกาภิวัตน์ของบรรษัท โดยเริ่มจากประวัติศาสตร์ของยี่ห้อ ด้วยการฉายให้เห็นภาพกว้างและรายละเอียดของการสร้างแบรนด์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงฉลากบอกชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสิ่งผูกโยงอยู่กับกระบวนการแปรทุกอย่างให้เป็นสินค้า (commodification) ของระบบทุนนิยมที่ทำงานบนพื้นที่ระดับวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของผู้คน  จากนั้นจึงค่อยพาผู้อ่านไปสู่ข้อถกเถียงว่าแบรนด์จำกัดทางเลือกของสาธารณะ อย่างไร ก่อนจะนำเสนอตัวอย่างที่เป็นทางออกของพลเมืองโลกในยุคโพสต์โมเดิร์น (คำที่ผู้เขียนใช้เรียกรูปแบบการตลาดและวิถีบริโภคในยุคปัจจุบัน) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเจาะลึกเรื่องราวที่ผู้บริโภคและผู้ใช้แรงงานลุกขึ้นมาต่อสู้กับ บรรษัทข้ามชาติ ไม่ว่าจะด้วยการรวมกลุ่มเรียกร้องเพื่อทวงคืนสิทธิที่ควรได้ การรณรงค์เพื่อความเท่าทันการบริโภค การชุมนุมประท้วงอย่างบ้าคลั่ง หรือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การป่วนวัฒนธรรม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่เพียง เปิดเผยให้เห็นว่า ทุนนิยมในยุคสมัยแห่งแบรนด์ หรือโลโก้ ได้แทรกซึมไปทั่วทุกอณูชีวิตประจำวันของผู้คน จนสามารถเปลี่ยนแปลงรสนิยม ทัศนคติ และการรับรู้ตัวตนได้อย่างแยบยล  ในระดับโครงสร้าง &lt;em&gt;โนโลโก้&lt;/em&gt; ได้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลในประเทศโลกที่สามเองคือผู้สนองตอบและมีบทบาทอย่างสูงต่อการรุกคืบของ บรรษัทข้ามชาติ ทั้งการสร้างเขตอุตสาหกรรมส่งออก (Export Processing Zone) ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนเสรีอย่างไม่สนใจว่าแรงงานที่เป็นพลเมืองของตนจะมี คุณภาพชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานแค่ไหน หรือการที่รัฐบาลบางประเทศเลือกปกป้องบริษัทผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ด้วยการ สังหารผู้นำการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นพลเมืองตนเอง ตลอดจนการเข้าแทรกแซง/ขัดขวางทำลายสหภาพแรงงาน  เหล่านี้คือปฐมบทของการโยงใยเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เนื้อหาใน &lt;em&gt;โนโลโก้&lt;/em&gt;&lt;em&gt; &lt;/em&gt;คล้าย จะเสนอภาพให้เห็นว่า บรรษัทข้ามชาติมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลและพลเมืองในรัฐชาติหนึ่งๆ  แต่ไม่ว่าคำตอบที่ถูกต้องที่สุดจะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ &lt;em&gt;โนโลโก้&lt;/em&gt;&lt;em&gt; &lt;/em&gt;ได้ ชี้ให้ผู้อ่านเห็นคือแนวโน้มที่ว่า การเป็นผู้บริโภคที่มีสำนึกต่อส่วนรวมไม่ใช่เรื่องง่าย และการเท่าทันการบริโภคจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้คนลุกขึ้นมาตั้งคำถามและ เชื่อมโยงวิถีชีวิตประจำวันเข้ากับอิทธิพลของบรรษัทระดับโลก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในระดับปัจเจก &lt;em&gt;โนโลโก้&lt;/em&gt; ได้โยนประเด็นปัญหาหลายประการให้แก่ผู้อ่าน เป็นต้นว่า หากการสร้างตรายี่ห้อจะมีความหมายเพียงการเป็นผู้ช่วยสำหรับการเลือกบริโภค อย่างชาญฉลาด เราคงไม่เห็นเด็กวัยรุ่นผิวดำในชุมชนแออัดก่ออาชญากรรมเพียงเพื่อจะได้ครอบ ครองรองเท้าไนกี้รุ่นใหม่สักคู่ การเลือกซื้อตุ๊กตาเพื่อเป็นของขวัญตัวต่อไปอาจทำให้ผู้อ่านอดไม่ได้ที่จะ กระหวัดคิดถึงฉากสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับโรงงานนรก หรือการกระตุกให้ผู้อ่านฉุกคิดว่าการเลือกซื้อแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อดังระดับ โลกสักชิ้นเป็นการส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานที่เอารัดเอาเปรียบในอีกฟากโลก หรือไม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คำถามที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ เส้นแบ่งระหว่างความเป็นผู้บริโภคเชื่องๆ กับความเป็นพลเมืองของโลกที่มีศักดิ์ศรีคืออะไร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่ ว่าปรัชญาจูจิตสึที่นาโอมิ ไคลน์ได้พูดถึงไว้ จะช่วยให้คนตัวเล็กๆ สามารถอาศัยความใหญ่โตของศัตรูโค่นตัวมันเองได้หรือไม่ ภาพการเคลื่อนไหวเพื่อตอบโต้โลกาภิวัตน์ของบรรษัทตามจุดต่างๆ บนโลกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตลอดจนตัวอย่างของการโต้กลับที่นำเสนอทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ อาจนำมาสู่การทำความเข้าใจคำพูดของผู้เขียนที่ว่า ท้ายที่สุดประชาชนคือคนที่มีอำนาจและต้องเป็นผู้ลงมือกระทำการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โนโลโก้&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;นาโอมิ ไคลน์  เขียน&lt;br /&gt;
เพ็ญนภา หงษ์ทอง  แปล&lt;br /&gt;
ศรรว ริศา เมฆไพบูลย์  บรรณาธิการแปล&lt;br /&gt;
หนา 560 หน้า&lt;br /&gt;
ราคา 450 บาท&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=TqFQOnPJ1Z8:HjjIgLcl2Xs:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=TqFQOnPJ1Z8:HjjIgLcl2Xs:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=TqFQOnPJ1Z8:HjjIgLcl2Xs:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=TqFQOnPJ1Z8:HjjIgLcl2Xs:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=TqFQOnPJ1Z8:HjjIgLcl2Xs:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=TqFQOnPJ1Z8:HjjIgLcl2Xs:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/TqFQOnPJ1Z8" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2012/01/26/no-logo/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=no-logo#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2012/01/26/no-logo/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2012/01/26/no-logo/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=no-logo</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[แถลงข่าว กรณีข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/R_2RWctkHSM/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=653</id>
		<updated>2011-09-21T19:08:49Z</updated>
		<published>2011-09-21T19:08:49Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="ข่าว" />		<summary type="html"><![CDATA[แถลงข่าว กรณีข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร สืบเนื่องจากการแถลงข้อเสนอทางวิชาการ &#8220;5 ปี รัฐประหาร 1 ปี นิติราษฎร์&#8221; เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2554 ปรากฏว่าได้มีการนำเสนอข่าวสารโดยสื่อมวลชนจำนวนมาก ในลักษณะที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ จนสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณะชน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอให้ &#8220;ลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549&#8243;  ประกอบกับมีผู้ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดของข้อเสนอดังกล่าวให้เข้าใจ อย่างเพียงพอ ดังนั้น คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร จึงขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกแขนง และบรรดาผู้วิพากษ์ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ทั้งหลาย มาซักถาม และแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2554 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้อง 123 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์. http://www.enlightened-jurists.com/blog/45]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2011/09/22/%e0%b9%81%e0%b8%96%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2589">&lt;p&gt;แถลงข่าว กรณีข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สืบเนื่องจากการแถลงข้อเสนอทางวิชาการ &amp;#8220;5 ปี รัฐประหาร 1 ปี นิติราษฎร์&amp;#8221;  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2554  ปรากฏว่าได้มีการนำเสนอข่าวสารโดยสื่อมวลชนจำนวนมาก  ในลักษณะที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์  จนสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณะชน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอให้  &amp;#8220;ลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549&amp;#8243;  ประกอบกับมีผู้ตั้งคำถาม  และวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดของข้อเสนอดังกล่าวให้เข้าใจ อย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดังนั้น &lt;strong&gt;คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร&lt;/strong&gt; จึงขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกแขนง และบรรดาผู้วิพากษ์ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์  ทั้งหลาย มาซักถาม และแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ใน&lt;strong&gt;วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2554 &lt;/strong&gt;เวลา &lt;strong&gt;13.00 น.&lt;/strong&gt; เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
ณ &lt;strong&gt;ห้อง 123&lt;/strong&gt; คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &lt;strong&gt;ท่าพระจันทร์&lt;/strong&gt;.&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="http://www.enlightened-jurists.com/blog/45" target="_blank"&gt;http://www.enlightened-jurists.com/blog/45&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=R_2RWctkHSM:iBJWNeYSQPM:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=R_2RWctkHSM:iBJWNeYSQPM:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=R_2RWctkHSM:iBJWNeYSQPM:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=R_2RWctkHSM:iBJWNeYSQPM:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=R_2RWctkHSM:iBJWNeYSQPM:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=R_2RWctkHSM:iBJWNeYSQPM:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/R_2RWctkHSM" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2011/09/22/%e0%b9%81%e0%b8%96%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2589#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2011/09/22/%e0%b9%81%e0%b8%96%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2011/09/22/%e0%b9%81%e0%b8%96%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2589</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[&#8220;5 ปี รัฐประหาร 1 ปี นิติราษฎร์&#8221;]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/Qkzv_tGQw54/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=644</id>
		<updated>2011-09-15T06:55:30Z</updated>
		<published>2011-09-15T06:52:10Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="ข่าว" />		<summary type="html"><![CDATA[&#8220;5 ปี รัฐประหาร 1 ปี นิติราษฎร์&#8221; คณะนิติราษฎร์ จัดแถลงข้อเสนอทางวิชาการ การลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การขับเคลื่อนข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กระบวนการยุติธรรมไืทยกับนักโทษทางการเมือง การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ณ ห้อง 222 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป นิติราษฏร์ จึงขอเรียนเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจร่วมแลกเปลี่ยนซักถามในวันและเวลาดังกล่าว. http://www.enlightened-jurists.com/blog/43]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2011/09/15/5-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-1-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%8e/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=5-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2590%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3-1-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258e">&lt;p style="text-align: left;"&gt;
&lt;h3&gt;&amp;#8220;5 ปี รัฐประหาร 1 ปี นิติราษฎร์&amp;#8221;&lt;/h3&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p style="text-align: left;"&gt;&lt;strong&gt;คณะนิติราษฎร์ จัดแถลงข้อเสนอทางวิชาการ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;ol&gt;
&lt;li&gt;การลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การขับเคลื่อนข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;กระบวนการยุติธรรมไืทยกับนักโทษทางการเมือง&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่&lt;/li&gt;
&lt;/ol&gt;
&lt;p&gt;&lt;br/&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p style="text-align: left;"&gt;ณ ห้อง 222 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์&lt;/p&gt;
&lt;p style="text-align: left;"&gt;วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
&lt;p style="text-align: left;"&gt;นิติราษฏร์ จึงขอเรียนเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจร่วมแลกเปลี่ยนซักถามในวันและเวลาดังกล่าว.&lt;/p&gt;
&lt;p style="text-align: left;"&gt;&lt;a href="http://www.enlightened-jurists.com/blog/43" target="_blank"&gt;http://www.enlightened-jurists.com/blog/43&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Qkzv_tGQw54:fU5eVM8dsPk:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Qkzv_tGQw54:fU5eVM8dsPk:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=Qkzv_tGQw54:fU5eVM8dsPk:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Qkzv_tGQw54:fU5eVM8dsPk:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=Qkzv_tGQw54:fU5eVM8dsPk:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Qkzv_tGQw54:fU5eVM8dsPk:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/Qkzv_tGQw54" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2011/09/15/5-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-1-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%8e/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=5-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2590%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3-1-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258e#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2011/09/15/5-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-1-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%8e/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2011/09/15/5-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-1-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%8e/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=5-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2590%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3-1-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258e</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มรดกของใคร?&#8211;บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2554]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/Gt7ARimqgsk/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=630</id>
		<updated>2011-08-29T06:17:26Z</updated>
		<published>2011-08-29T05:47:22Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="ฟ้าเดียวกัน" /><category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="วารสาร/หนังสือ" />		<summary type="html"><![CDATA[มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มรดกของใคร? ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมใดๆ ที่ตัดขาดจากรากฐานสังคมเดิมอย่างสิ้นเชิง แม้หลายครั้งพลังที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจะมาจากภายนอก แต่ผลของมันจะออกมาในรูปใดล้วนเกิดจากการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่เป็น “เนื้อดิน” เดิมของสังคมนั้นๆ แม้แต่การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ที่เกิดพร้อมกับ “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม” เมื่อเกือบ 80 ปีก่อนก็เกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดเช่นนี้ แต่สิ่งที่ทำให้สยาม/ไทยแตกต่างจากสังคมอื่น โดยเฉพาะเพื่อนบ้านนั้น อาจเป็นเพราะเราไม่เคยแตกหักกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ผ่านการปฏิวัติ ประชาชาติอย่างในประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมโดยตรง “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังอยู่กับทุกอณูของปัจจุบัน” นี่คือข้อเสนอของธงชัย วินิจจะกูล ในปาฐกถา “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2554 ธงชัยเสนอว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม “ไม่ใช่เพียงแค่ระบอบการเมืองทางการที่จบไปแล้ว แต่หมายถึงยุคสมัยหรือช่วงขณะที่เป็นรากฐานของไทยสมัยใหม่ หมายถึงระบอบอำนาจ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และวาทกรรมสำคัญๆ ที่ก่อรูปเกิดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และกลายเป็นรากฐานของสังคมไทยสมัยใหม่ต่อมาอีกนาน ไม่ใช่แค่ช่วง 50 ปีนับจากปลายรัชกาลที่ 5 ถึงสิ้นรัชกาลที่ 7” ในมุมมองของธงชัย มรดกสำคัญที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามทิ้งไว้ ได้แก่ ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ ลัทธิรัฐเดี่ยวที่แข็งทื่อ [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2011/08/29/fah-9-2-editorial/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=fah-9-2-editorial">&lt;p&gt;&lt;strong&gt; &lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;strong&gt;มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มรดกของใคร?&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมใดๆ  ที่ตัดขาดจากรากฐานสังคมเดิมอย่างสิ้นเชิง  แม้หลายครั้งพลังที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจะมาจากภายนอก  แต่ผลของมันจะออกมาในรูปใดล้วนเกิดจากการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่เป็น  “เนื้อดิน” เดิมของสังคมนั้นๆ แม้แต่การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475  ที่เกิดพร้อมกับ “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม” เมื่อเกือบ 80  ปีก่อนก็เกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดเช่นนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่สิ่งที่ทำให้สยาม/ไทยแตกต่างจากสังคมอื่น  โดยเฉพาะเพื่อนบ้านนั้น  อาจเป็นเพราะเราไม่เคยแตกหักกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ผ่านการปฏิวัติ ประชาชาติอย่างในประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมโดยตรง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังอยู่กับทุกอณูของปัจจุบัน”  นี่คือข้อเสนอของธงชัย วินิจจะกูล ในปาฐกถา  “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมนุมปาฐกถา 70  ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2554&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ธงชัยเสนอว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม  “ไม่ใช่เพียงแค่ระบอบการเมืองทางการที่จบไปแล้ว  แต่หมายถึงยุคสมัยหรือช่วงขณะที่เป็นรากฐานของไทยสมัยใหม่  หมายถึงระบอบอำนาจ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และวาทกรรมสำคัญๆ  ที่ก่อรูปเกิดขึ้นท่ามกลางการเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่  และกลายเป็นรากฐานของสังคมไทยสมัยใหม่ต่อมาอีกนาน ไม่ใช่แค่ช่วง 50  ปีนับจากปลายรัชกาลที่ 5 ถึงสิ้นรัชกาลที่ 7”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในมุมมองของธงชัย มรดกสำคัญที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามทิ้งไว้ ได้แก่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ ลัทธิรัฐเดี่ยวที่แข็งทื่อ  ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม พุทธศาสนากับความเป็นไทย  และสังคมอินทรียภาพที่มีอำนาจทรงธรรมเป็นหัวใจขององคาพยพทั้งหมด โดยมี  (สถาบัน)  พระมหากษัตริย์เป็นปัจจัยร่วมที่ยึดโยงรากฐานเหล่านี้ของรัฐไทยสมัยใหม่เข้า ด้วยกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ณ ปัจจุบัน มรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ยังปรากฏให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันตามสื่อต่างๆ เช่น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“‘ป๋าเปรม’ รับไม่ได้ 3 จว.ใต้ ขอใช้ภาษามลายูในราชการ” (มติชนรายวัน, 25 มิถุนายน 2549)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ศรีสะเกษลุกฮือชุมนุมใหญ่ทวงคืน ‘เขาวิหาร’ 14 ก.ย.  ลั่นไม่ยอมเสียแผ่นดินไทยแม้นิ้วเดียว” (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 12 กันยายน  2552)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“‘เสรี’ นำทีมประชาสันติปฏิญาณ ร.5 ดันพุทธศาสนาประจำชาติ” (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 10 มิถุนายน 2554 )&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ นำปฏิญาณ  ถวายคืนพระราชอำนาจแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เพื่อขอพระราชทานผู้นำปฏิรูปการเมือง” (ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 12  พฤศจิกายน 2548)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่มรดกที่เป็นรากฐานของปัญหาเรื้อรังในสังคมการเมืองไทยปัจจุบันเหล่านี้  เกิดจากสมบูรณาญา-สิทธิราชย์สยามเพียงฝ่ายเดียวหรือ?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หรือที่จริงแล้วเป็นมรดกที่อีกหลายฝ่ายร่วมกันสร้าง?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เป็นมรดกของใครกันแน่?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ฟ้าเดียวกัน จึงได้เชื้อเชิญผู้รู้อีก 5 ท่านมาร่วม  “วิวาทะ” กับธงชัย ประกอบด้วย นิธิ เอียวศรีวงศ์  พระไพศาล วิสาโล  อนุสรณ์  ลิ่มมณี  ธเนศวร์ เจริญเมือง  และกุลลดา เกษบุญชู-มี้ด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันคือ  ปัญหาของการเมืองไทยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางในปัจจุบันนั้น เป็น  “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” หรือเป็น “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง”  ในยุคหลัง  และไม่มีความต่อเนื่องกับสถาบันกษัตริย์ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บทความ “พระบารมีปกเกล้าฯ ใต้เงาอินทรี :  แผนสงครามจิตวิทยาอเมริกัน กับการสร้างสถาบันกษัตริย์ให้เป็น ‘สัญลักษณ์’  แห่งชาติ” ของณัฐพล ใจจริง ได้เปิดประเด็นให้เห็นว่า  สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั้น ถูก “สร้าง”  ขึ้นโดยสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็น และมีลักษณะเป็น “ราชา (ไม่) ชาตินิยม”  เพราะยินยอมพร้อมใจทำตามความต้องการของมหาอำนาจ เช่น ยอมให้สหรัฐฯ  ใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน  โดยไม่คำนึงถึงปัญหาเรื่องเอกราชและอธิปไตยของชาติแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ภายใต้สภาวะปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  “รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”  ที่ทำให้การเมืองไทยแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากผลการเลือกตั้ง 3  กรกฎาคม 2554&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชนบทไทยอันห่างไกลที่เคยเป็นฐานสำคัญของอุดมการณ์กษัตริย์นิยม  (ผ่านการเสด็จพระราชดำเนินชนบท  ซึ่งเชื่อมโยงกับอุดมการณ์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น)  ก็ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร  ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างจากโฆษณาชวนเชื่อฉบับของทางการ  ส่งผลให้เกิดอาการ “ตาสว่าง” กันเป็นจำนวนมาก สวนทางกับอุดมการณ์  “รักในหลวง” ของชนชั้นกลางในเมือง  ดังที่แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในเครือข่ายทางสังคมออนไลน์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คำถามก็คือ  มรดกที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ทิ้งไว้นั้น  จะมีพลังหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้หรือไม่  สถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นปัจจัยยึดโยงมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะ “ตาสว่าง”  พอที่จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในระดับรากหญ้า  และยอมเปิดช่องทางให้กับการประนีประนอมหรือไม่  หรือยังจะใช้ไม้แข็งเร่งให้สถานการณ์ “สุก” เร็วโดยไม่จำเป็น?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เราเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่ฝ่ายสถาบันกษัตริย์และผู้นิยมเจ้านั้นเล่า&amp;#8230;&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Gt7ARimqgsk:zTmwmZsGnv0:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Gt7ARimqgsk:zTmwmZsGnv0:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=Gt7ARimqgsk:zTmwmZsGnv0:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Gt7ARimqgsk:zTmwmZsGnv0:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=Gt7ARimqgsk:zTmwmZsGnv0:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Gt7ARimqgsk:zTmwmZsGnv0:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/Gt7ARimqgsk" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2011/08/29/fah-9-2-editorial/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=fah-9-2-editorial#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2011/08/29/fah-9-2-editorial/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2011/08/29/fah-9-2-editorial/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=fah-9-2-editorial</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/Tk_BtOT9FDQ/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=622</id>
		<updated>2011-05-05T10:36:21Z</updated>
		<published>2011-05-05T10:36:21Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="ข่าว" />		<summary type="html"><![CDATA[ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานเสวนา &#8220;ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ&#8221; ในวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม 2554 ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีกำหนดการดังต่อไปนี้ หัวข้อและวิทยากรงาน &#8220;ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ&#8221; วันเสารที่ 7 พฤษภาคม 2554 ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เช้า 10.00 น.– 11.00 น. อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร &#8220;เศรษฐศาสตร์ (ของ) การเมืองไทย&#8221; 11.00 น.– 12.00 น. อ.เกษียร เตชะพีระ &#8220;ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล: จากไอเอ็มเอฟสู่ใต้ร่มธรรมราชา&#8221; บ่าย 13.00 – 14.00 น. อ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2011/05/05/%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%96%e0%b8%b2-70-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2590%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25b2-70-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a2">&lt;p&gt;ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานเสวนา &lt;strong&gt;&amp;#8220;ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ&amp;#8221;&lt;br /&gt;
&lt;/strong&gt;&lt;span style="color: #880000;"&gt;ในวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม 2554 ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
โดยมีกำหนดการดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หัวข้อและวิทยากรงาน&lt;br /&gt;
&amp;#8220;ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ&amp;#8221;&lt;br /&gt;
วันเสารที่ 7 พฤษภาคม 2554&lt;br /&gt;
ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เช้า&lt;br /&gt;
10.00 น.– 11.00 น.&lt;br /&gt;
อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร &amp;#8220;เศรษฐศาสตร์ (ของ) การเมืองไทย&amp;#8221;&lt;br /&gt;
11.00 น.– 12.00 น.&lt;br /&gt;
อ.เกษียร เตชะพีระ &amp;#8220;ธรรมรัฐ/ธรรมาภิบาล: จากไอเอ็มเอฟสู่ใต้ร่มธรรมราชา&amp;#8221;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บ่าย&lt;br /&gt;
13.00 – 14.00 น.&lt;br /&gt;
อ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ “สิทธิเสรีภาพ ‘หลังทักษิณ’ ”&lt;br /&gt;
14.00 – 15.00 น.&lt;br /&gt;
อ.ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ &amp;#8220;ยุคเปลี่ยนผ่านวรรณกรรมไทย วรรณกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่าน&amp;#8221;&lt;br /&gt;
15.00-16.00 น.&lt;br /&gt;
อ.ธงชัย วินิจจะกูล &amp;#8220;มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปัจจุบัน&amp;#8221;&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Tk_BtOT9FDQ:qtMGPNae1c0:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Tk_BtOT9FDQ:qtMGPNae1c0:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=Tk_BtOT9FDQ:qtMGPNae1c0:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Tk_BtOT9FDQ:qtMGPNae1c0:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=Tk_BtOT9FDQ:qtMGPNae1c0:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=Tk_BtOT9FDQ:qtMGPNae1c0:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/Tk_BtOT9FDQ" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2011/05/05/%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%96%e0%b8%b2-70-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2590%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25b2-70-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a2#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2011/05/05/%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%96%e0%b8%b2-70-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2011/05/05/%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%96%e0%b8%b2-70-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2590%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2596%25e0%25b8%25b2-70-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25b5-%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%258d%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a2</feedburner:origLink></entry>
		<entry>
		<author>
			<name>ฟ้าเดียวกัน</name>
						<uri>http://www.sameskybooks.org</uri>
					</author>
		<title type="html"><![CDATA[ประชาธิปไตยที่ “งอกจากดิน” ของเราเอง&#8211;บทบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2554]]></title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://feedproxy.google.com/~r/sameskybooks/~3/b2Z2gLufNf0/" />
		<id>http://www.sameskybooks.net/?p=616</id>
		<updated>2011-05-05T10:34:25Z</updated>
		<published>2011-05-05T10:26:54Z</published>
		<category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="ฟ้าเดียวกัน" /><category scheme="http://www.sameskybooks.net" term="วารสาร/หนังสือ" />		<summary type="html"><![CDATA[ประชาธิปไตยที่ “งอกจากดิน” ของเราเอง &#8230;พื้นเพการงานทั้งปวงไม่เหมือนกัน เหมือนหนึ่งจะไปลอกเอาตำราทำนาปลูกข้าวสาลีเมืองยุโรป มาปลูกข้าวเจ้าข้าวเหนียวในเมืองไทยก็จะไม่ได้ผลอันใด&#8230; “พระบรมราชาธิบายว่าด้วยความสามัคคี” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2446) ในบรรดาคำอธิบายอันทรงพลังของชนชั้นนำสยามเมื่อต้องเผชิญกับการท้าทายจากความรู้สึกนึกคิด สำนึก หรือกระแสภูมิปัญญาใหม่ของราษฎร ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมหรือระบบระเบียบทางการเมืองแต่ละยุคแต่ละสมัย ให้เป็นไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อชนส่วนใหญ่ อาทิเช่น ข้อเรียกร้องเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยของปัญญาชนนอกระบบอย่างเทียนวรรณ พระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวข้างต้น ถือเป็นแม่แบบคำอธิบายที่เหล่าชนชั้นนำนำมาใช้โดยตลอด ซึ่งบริบทขณะนั้น ในทรรศนะของพระองค์ สถาบันทางการเมืองอย่างเช่น “โปลิติกัลปาตี” ก็ดี “ปาลิเมนต์” ก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสังคมสยาม อันมี “ลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใครในโลก” นี่เป็นกระบวนท่าของชนชั้นนำสยามในการทำให้ความรู้สึกนึกคิด สำนึก หรือกระแสภูมิปัญญาใหม่ “เป็นอื่น” หรือ “เป็นฝรั่ง” ไม่สามารถบ่มเพาะให้เติบโตเจริญงอกงามได้บนเนื้อนาดินแห่งสยาม อย่างไรก็ดี ชนชั้นนำสยามก็ไม่สามารถทัดทานความเปลี่ยนแปลงได้ “การปฏิวัติสยาม” จึงเกิดขึ้นในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2475 ท่ามกลางความเสื่อมทรุดและความขัดแย้งภายในของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ซึ่งพระบาท-สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็คัดสรร “นำเข้า” ระบบการเมืองนี้มาจาก “อาณานิคมฝรั่ง” เพื่อกระชับอำนาจเข้าสู่สถาบันกษัตริย์) ดังความเห็นของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า “พระราชวงศ์ตกต่ำ ราษฎรหมดความเชื่อถือ สมบัติเกือบหมดท้องพระคลัง รัฐบาลฉ้อฉล การบริหารราชการยุ่งเหยิง” หลังจากนั้น [...]]]></summary>
		<content type="html" xml:base="http://www.sameskybooks.net/2011/05/05/fah-9-1-editorial/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=fah-9-1-editorial">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ประชาธิปไตย&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;ที่ “งอกจากดิน” ของเราเอง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;em&gt;&amp;#8230;พื้นเพการงานทั้งปวงไม่เหมือนกัน เหมือนหนึ่งจะไปลอกเอาตำราทำนาปลูกข้าวสาลีเมืองยุโรป มาปลูกข้าวเจ้าข้าวเหนียวในเมืองไทยก็จะไม่ได้ผลอันใด&amp;#8230;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;em&gt;“พระบรมราชาธิบายว่าด้วยความสามัคคี”&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;em&gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2446)&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในบรรดาคำอธิบายอันทรงพลังของชนชั้นนำสยามเมื่อต้องเผชิญกับการท้าทายจากความรู้สึกนึกคิด สำนึก หรือกระแสภูมิปัญญาใหม่ของราษฎร ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมหรือระบบระเบียบทางการเมืองแต่ละยุคแต่ละสมัย ให้เป็นไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อชนส่วนใหญ่ อาทิเช่น ข้อเรียกร้องเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยของปัญญาชนนอกระบบอย่างเทียนวรรณ พระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวข้างต้น ถือเป็นแม่แบบคำอธิบายที่เหล่าชนชั้นนำนำมาใช้โดยตลอด ซึ่งบริบทขณะนั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในทรรศนะของพระองค์ สถาบันทางการเมืองอย่างเช่น “โปลิติกัลปาตี” ก็ดี “ปาลิเมนต์” ก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสังคมสยาม อันมี “ลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใครในโลก”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นี่เป็นกระบวนท่าของชนชั้นนำสยามในการทำให้ความรู้สึกนึกคิด สำนึก หรือกระแสภูมิปัญญาใหม่ “เป็นอื่น” หรือ “เป็นฝรั่ง” ไม่สามารถบ่มเพาะให้เติบโตเจริญงอกงามได้บนเนื้อนาดินแห่งสยาม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ชนชั้นนำสยามก็ไม่สามารถทัดทานความเปลี่ยนแปลงได้ “การปฏิวัติสยาม” จึงเกิดขึ้นในที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2475 ท่ามกลางความเสื่อมทรุดและความขัดแย้งภายในของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ซึ่งพระบาท-สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็คัดสรร “นำเข้า” ระบบการเมืองนี้มาจาก “อาณานิคมฝรั่ง” เพื่อกระชับอำนาจเข้าสู่สถาบันกษัตริย์) ดังความเห็นของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า “พระราชวงศ์ตกต่ำ ราษฎรหมดความเชื่อถือ สมบัติเกือบหมดท้องพระคลัง รัฐบาลฉ้อฉล การบริหารราชการยุ่งเหยิง”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากนั้น แม้ระบบระเบียบการเมืองไทยจะมิได้หวนคืนกลับไปหาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปแล้ว ทว่าการต่อสู้ต่อรองระหว่างฝ่ายนิยมระบอบเก่ากับฝ่ายนิยมระบอบใหม่ก็ยังคงดำเนินต่อไป ทั้งในระบบ/นอกระบบ ตามกฎหมาย/นอกกฎหมาย ใต้ดิน/บนดิน เปิดเผย/แอบแฝง ผ่านรัฐธรรมนูญ รัฐสภา รัฐบาล กฎหมาย การก่อกบฏ รัฐประหาร การสืบราชสมบัติ การลอบสังหาร งานวิชาการ สารคดีการเมือง วรรณกรรม อนุสาวรีย์ หรือแม้กระทั่งพจนานุกรม เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังการต่อสู้อันยาวนาน ฝ่ายกษัตริย์นิยมก็ได้บรรลุถึงสิ่งที่ตนเองต้องการ คือ การสถาปนา “ระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ในทศวรรษ 2490 กระทั่งเติบโตงอกงามกลายเป็น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา-กษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อสภาพการณ์และเงื่อนไขทางสังคมได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็ดูจะเกิดแรงตึงเครียดขัดแย้งภายในขั้นวิกฤต จนปรากฏออกมาในรูปของการรัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;น่าเสียดายที่ชนชั้นนำและปัญญาชนจำนวนมาก ทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาที่ระบอบนี้กำลังกัดกินตัวเอง แต่กลับหันเหต้นตอแห่งวิกฤตไปยัง “ผีทักษิณ” และ/หรือแนวคิดประชาธิปไตยที่พวกเขาแปะป้ายว่ายึดติด “ฝรั่ง” ไม่ต่างจากพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อกว่าศตวรรษก่อน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก็สมาทานความคิดทำนองเดียวกันมาผลิตซ้ำ เพื่อตอบโต้กับฝ่ายต่อต้านการรัฐประหาร 19 กันยา ว่า “&amp;#8230;เวลาคิดถึงประชาธิปไตย ไม่ควรเทียบกับที่อยู่ในกระดาษ แต่ต้องดูประชาธิปไตยที่ ‘งอกจากดิน’ ของเราเองให้มาก&amp;#8230; ปัญหาของเราเวลานี้คือโครงสร้างทางสังคมที่เป็นจริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่ได้มีแต่ประชาชน แต่มีอภิชนและสถาบันดังเดิม เพราะฉะนั้นการสร้างประชาธิปไตยต้องสร้างบนพื้นฐานที่เป็นจริงของเรา” (“ต้องดูประชาธิปไตยที่งอกจากดินของเราเองให้มาก,” กรุงเทพธุรกิจ, 9 ธันวาคม 2549)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันที่จริง ในแง่หนึ่ง พระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและแนวคิดของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ดังกล่าว ก็มีส่วนถูกต้อง กล่าวคือ สังคมทุกสังคมหรือประเทศทุกประเทศนั้น ล้วนแต่มี “ลักษณะเฉพาะ” ของตน และ “ไม่เหมือนใครในโลก” ทั้งสิ้น ระบบระเบียบทางการเมืองและความสัมพันธ์ทางสังคมของแต่ละแห่ง ก็ย่อม “งอกจากดิน” ของตนทั้งสิ้น แม้ว่าบางครั้งเราจะได้รับเมล็ดพันธุ์แปลกใหม่มาจากภายนอกบ้างก็ตาม แต่มันมักจะถูกเลือกสรร คัดทิ้ง ดัดแปลง (ตามแต่ผลประโยชน์และอุดมการณ์ของผู้นำเข้า) ผ่านกระบวนการทำให้เป็นแบบฉบับของเราเสียก่อนที่จะเจริญงอกงาม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปัญหาคือ เหล่าชนชั้นนำจำนวนมากลืมตระหนักไปว่า สิ่งที่ “งอกจากดิน” ของเรานั้น ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงและกระทั่งดับสูญได้ไปตามปัจจัยภายในของ “เนื้อดิน” ของตน ซึ่งมีพลวัตตลอดเวลา เช่นกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดังนั้น ปมประเด็นปัญหาการเมืองประการสำคัญ ณ ขณะนี้ จึงไม่ใช่อยู่ที่สิ่งแปลกปลอมจากภายนอกอันไม่เหมาะที่จะเจริญงอกงามในเนื้อนาดินของเรา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเรียกว่า “ประชาธิปไตย” หรือหลักการสากล อาทิ สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน สิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่เป็นการที่ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” กำลังกัดกินตนเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา กระทั่งฝ่ายกษัตริย์นิยมกำลังสูญเสียฐานะครอบงำทางอุดมการณ์ต่างจากที่เคยเป็นมาในหลายทศวรรษ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เหล่าอภิชนและสถาบันดั้งเดิมใน “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ต่างหาก ที่ต้องเป็นฝ่ายคิดให้หนักและตอบให้ได้ว่า จะยังคงผลักให้ความขัดแย้งลงรากลึกในเนื้อดินจนไม่เหลือ “ที่ว่าง” ให้แก่ตนหรือไม่&lt;/p&gt;
&lt;div class="feedflare"&gt;
&lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=b2Z2gLufNf0:HEmd402ShSs:yIl2AUoC8zA"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=yIl2AUoC8zA" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=b2Z2gLufNf0:HEmd402ShSs:F7zBnMyn0Lo"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=b2Z2gLufNf0:HEmd402ShSs:F7zBnMyn0Lo" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=b2Z2gLufNf0:HEmd402ShSs:V_sGLiPBpWU"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?i=b2Z2gLufNf0:HEmd402ShSs:V_sGLiPBpWU" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?a=b2Z2gLufNf0:HEmd402ShSs:qj6IDK7rITs"&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~ff/sameskybooks?d=qj6IDK7rITs" border="0"&gt;&lt;/img&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/div&gt;&lt;img src="http://feeds.feedburner.com/~r/sameskybooks/~4/b2Z2gLufNf0" height="1" width="1"/&gt;</content>
		<link rel="replies" type="text/html" href="http://www.sameskybooks.net/2011/05/05/fah-9-1-editorial/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=fah-9-1-editorial#comments" thr:count="0" />
		<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.sameskybooks.net/2011/05/05/fah-9-1-editorial/feed/atom/" thr:count="0" />
		<thr:total>0</thr:total>
	<feedburner:origLink>http://www.sameskybooks.net/2011/05/05/fah-9-1-editorial/?utm_source=rss&amp;utm_medium=rss&amp;utm_campaign=fah-9-1-editorial</feedburner:origLink></entry>
	</feed><!-- Dynamic page generated in 3.013 seconds. --><!-- Cached page generated by WP-Super-Cache on 2012-05-18 06:21:40 -->

