<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Tueymeaw</title>
	<atom:link href="https://tueymeaw.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://tueymeaw.com/</link>
	<description>Maker &#38; Designer</description>
	<lastBuildDate>Wed, 03 Jan 2024 10:08:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.2.9</generator>

<image>
	<url>https://tueymeaw.com/wp-content/uploads/2021/02/cropped-tueymeaw-icon-32x32.png</url>
	<title>Tueymeaw</title>
	<link>https://tueymeaw.com/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>23 สิ่งที่เรียนรู้ปี 2023</title>
		<link>https://tueymeaw.com/articles/23-things-i-learned-in-2023/</link>
					<comments>https://tueymeaw.com/articles/23-things-i-learned-in-2023/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[tuey]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jan 2024 09:33:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Personal Development]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tueymeaw.com/?p=1841</guid>

					<description><![CDATA[<p>หมวดทั่วไป หมวดเย็บผ้า หมวดจัดงานแต่งงาน หมวดสัตว์เลี้ยง</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/23-things-i-learned-in-2023/">23 สิ่งที่เรียนรู้ปี 2023</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">หมวดทั่วไป</h2>



<ol>
<li>วิธีการจดโน๊ตอ่านหนังสือแบบ Alex Wieckowski คือ ไฮไลท์หนังสือแล้วจดเลขหน้าและข้อความสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งนั้นในหน้าแรกของหนังสือ คล้ายกับสารบัญของสิ่งที่เราสนใจ ถ้าอันไหนที่สำคัญจริงๆ ก็ใส่ดาวไว้ แต่ควรอ่านให้จบหน้าก่อนที่จะไฮไลท์, ด้านหลังของหนังสือ ด้านซ้ายเขียนสิ่งที่เรียนรู้จากหนังสือ ด้านขวาเขียน Actionable advice</li>



<li>การใช้สกินแคร์ให้ได้ผลดีอยู่ที่วิธีการจับคู่ ไม่ใช่ปริมาณ</li>



<li>สิวแดง เจ็บ → ห้ามกดแต่ฉีดสิวได้, สิวมีหนอง สีขาว → ให้ปล่อยไว้ ทายาให้สิวยุบแล้วค่อยกดสิวออก</li>



<li>95% ของเซโรโทนินเกิดจากแบคทีเรียในลำไส้ ดังนั้นความสมดุลในลำไส้จึงส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์และสุขภาพจิตของเรา</li>



<li><a href="https://youtu.be/vWA6U6XjaOE?si=ZrT7H6s6x0jFtV0q" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การทำเว็บไซต์ด้วย Webflow</a></li>



<li>การใส่วิดีโอใน landing page ช่วยเพิ่ม conversion 86%, การมี offer มากกว่า 1 ทำให้ conversion rates ลด 266%, landing page ควรใช้เวลาโหลดไม่เกิน 2 วินาที, ฟอร์มใน landing page ควรมีไม่เกิน 5 คำถาม (3 ดีสุด) และไม่ควรถามคำถามที่ส่วนตัวเกินไป, landing page ที่มีข้อมูลติดต่อมีการ signups มากกว่าเว็บที่ไม่มีข้อมูลติดต่อ 9%,</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading">หมวดเย็บผ้า</h2>



<ol start="7">
<li>การรีดผ้าก่อนตัด, รีดตะเข็บทุกครั้งที่เย็บ และใช้แท่นไม้กดผ้าหลังรีด ทำให้เย็บผ้าเนี๊ยบขึ้นเท่าตัว</li>



<li>การเย็บผ้าทวีดเป็นผ้าทอจากใยขนสัตว์ มีเนื้อหนา มีน้ำหนักมาก มีหลายลาย ลายที่ใช้กันเยอะคือ houndstooth, checkered, herringbone ผ้าอยู่ทรง เวลาใช้ผ้าทวีดควรซักให้เรียบร้อยก่อนใช้, การติดผ้ากาวและเย็บโพ้งเก็บริมก่อนจะช่วยให้เย็บง่ายขึ้น เวลารีดผ้าควรหาผ้าบางๆ อย่างมัสลินมารองก่อนรีดเพราะผ้ามี texture เยอะ แต่เดี๋ยวนี้มีการใช้ใยโพลีเอสเตอร์มาทอทำให้ผ้าบางลงเยอะมากๆ สีหลากหลายขึ้น เย็บง่ายขึ้น แต่ว่าไม่ค่อยสวยเท่าเดิม เหมาะกับชุดแฟชั่นราคาไม่สูง</li>



<li>การทำแพทเทิร์นของชุดที่เป็นผ้ายืดต้องเอาผ้าที่จะใช้มาตัดเป็นขนาด 10 เซนติเมตรแล้วยืดให้สุดเผื่อดูว่าผ้ามีกำลังยืดได้เท่าไหร่แล้วค่อยมาทำแพทเทิร์น</li>



<li>การเย็บชุดชั้นใน แพทเทิร์นไม่ยากเลยโดยเฉพาะถ้าใช้ฟองน้ำสำเร็จรูป ฟองน้ำของชุดชั้นในแบรนด์จะถูกอัดรูปทรงมาตามที่แบรนด์ออกแบบมาอยู่แล้ว แต่ขั้นตอนการเย็บรายละเอียดเยอะมากๆ สรุปได้หลังจากเรียนไป 1 วันคือ ซื้อเหอะ <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/14.0.0/72x72/1f923.png" alt="🤣" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></li>



<li>วิธีทำ<a href="https://www.dogbydoo.com/">แพทเทิร์นชุดและเย็บชุดสัตว์</a> แพทเทิร์นคล้ายเสื้อผ้าคนแต่องศาไหล่, วงแขนต่างจากคน</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading">หมวดจัดงานแต่งงาน</h2>



<ol start="12">
<li>สิ่งที่ควรมีอย่างแรกคือ วันแต่งงาน รูปแบบงาน จำนวนแขก แล้วค่อยหาสถานที่แล้วอย่างอื่นจะตามมาเอง เวลาติดต่อเกี่ยวกับงานแต่งต้องใช้วันเวลาแต่งงานกับสถานที่</li>



<li>การหาฤกษ์งานแต่งงาน ควรตัดสินใจก่อนว่าจะจัดงานแบบไทยหรือจีน จะเน้นไปชาติไหนก็ไปขอฤกษ์จากคนที่เรานับถือฝั่งนั้น สังเกตว่าศาสตร์ที่ใช้มักเป็นหลักการเดียวกันแต่วิธีการวิเคราะห์เลือกวันนั้นอาจจะต่างกัน เช่น บางคนเลือกโดยยึดวันดีที่สุดของฝ่ายที่ดวงอ่อนกว่า, บางคนเลือกวันที่ที่สุดของฝั่งที่ดวงแข็งกว่า แล้วแต่การวิเคราะห์</li>



<li>ควรมีเวลา 1-3 เดือนทำหน้าก่อนงานแต่ง เพราะการฉีดยาต่างๆ มักใช้เวลาประมาณ 1 เดือนถึงจะเห็นผลชัดเจน บางครั้งต้องฉีดซ้ำด้วย แนะนำว่าให้กำหนดงบประมาณแล้วเข้าคลินิกที่ไว้ใจได้เพื่อปรึกษาหมอเลย ระบุไปเลยว่ามีงบเท่านี้จะแต่งงานวันไหนให้หมอจัดให้ ระหว่างนั้นให้มาส์กหน้าทุกวัน ก่อนวันงานอย่ากินอะไรเสี่ยงๆ เพราะอาหารเป็นพิษทำให้ผิวแห้งมากกกกกกกกก (ประสบการณ์ตรงอาหารเป็นพิษ 1 วันก่อนวันแต่งงาน)</li>



<li>วิธีคำนวณจำนวนแขกในงาน ปกติแขกร่วมงาน 75% ของจำนวนแขกที่คาดว่าจะมา คือใช้สูตร (จำนวนการ์ด x 2) x 75%</li>



<li>การพาแมวไปถ่ายพรีเวดดิ้งนอกสถานที่ควรดูอากาศและนิสัยแมวด้วย ถ้าแมวขี้ร้อนขี้หงุดหงิดแมวจะไม่ให้ความร่วมมือในการถ่าย การถ่ายพรีเวดดิ้งในสตูดิโอจะสะดวกกว่ามากๆ</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading">หมวดสัตว์เลี้ยง</h2>



<ol start="17">
<li>อาหารแห้งของสัตว์สามารถควบคุมสารอาหารได้แม่นยำกว่าอาหารเปียก อาหารเปียกมีแบบ real meat ซึ่งผลิตจากเนื้อสัตว์ 100% แต่ว่าเวลาใส่วิตามินหรือสารอาหารเพิ่มเติมมักทำให้หน้าตาเปลี่ยนจนไม่น่ากินจึงมักผลิตแบบ complementary nutrition ส่วน reformed meat มักเป็น complete nutrition เพราะใส่ส่วนผสมได้ยืดหยุ่นกว่าแต่ยังไม่สามารถทำให้หน้าตาออกมาเหมือนเนื้อจริงได้ และมักมีต้นทุนต่ำกว่าเพราะใช้ส่วนประกอบแบบ by product</li>



<li>โปรตีนจากแมลงที่คุ้มค่าที่สุดคือโปรตีนจากหนอนแมลงวัน เพราะใช้ระยะเวลาเลี้ยงแค่ 7 วัน ได้โปรตีน 70% มีไขมันแค่ 8% แต่การใช้โปรตีนจากแมลงยังไม่มีการศึกษาระยะยาว</li>



<li>ปกติหมาแมวมีขนสองชั้นคือ guard hairs ปกป้องผิวจากน้ำและสิ่งสกปรกภายนอก (แต่ว่า PM 2.5 แทรกซึมผ่านไปได้นะ) ลาบาดอร์มีชั้นนี้เยอะทำให้อาบน้ำยาก ชั้นที่สองคือ undercoat ปกป้องชั้นผิวจากแบคทีเรีย แมวสฟิงซ์มีขนชั้นเดียวคือ undercoat ทำให้ผิวบอบบางกว่าพันธุ์อื่นๆ แมวที่เคยเป็นเชื้อราแล้วขนไม่ขึ้น เกิดจากการที่ Anagen หมดหรือเสียไปแล้ว</li>



<li>พยาธิมักอยู่ตามเกล็ดงู</li>



<li>กระดองเต่าโดนมดกัดได้ และกระดองเบี้ยวเกิดจากเต่าขาดสารอาหาร</li>



<li>Essential oils ที่อันตรายกับสัตว์ ได้แก่ Cinnamon oil, citrus oil, clove oil, eucalyptus oil, pennyroyal oil, peppermint oil, pine oil, sweet birch oil, tea tree oil, wintergreen oil (น้ำมันระกำ น้ำมันมวย), ylang oil (ลีลาวดี) ในผลิตภัณฑ์สัตว์บางตัวมีพวกนี้ผสมด้วยต้องเช็คก่อนซื้อ รวมถึงผลิตภัณฑ์ของคนอย่างพวก diffusers มักมีส่วนผสมที่เป็นพิษกับสัตว์</li>



<li>Skincare ที่เป็นพิษกับสัตว์ได้แก่ Rogaine หรือ Minoxidil (ยาลดผมร่วงของคน), ดอกไม้ ดอกลิลลี่ ดอกคาร์เนชั่น, essential oils, xylitol (มักใส่ในยาสีฟัน), Salicylic acid, กันแดด (Zinc oxide, salicylates, oxybenzone, avobenzone), Retinoids ถ้าเราใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารพวกนี้ต้องระวังไม่ให้แมวเลีย</li>
</ol>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/23-things-i-learned-in-2023/">23 สิ่งที่เรียนรู้ปี 2023</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tueymeaw.com/articles/23-things-i-learned-in-2023/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>51</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>1 ปีกับการรักษาโรคซึมเศร้า</title>
		<link>https://tueymeaw.com/articles/depression/</link>
					<comments>https://tueymeaw.com/articles/depression/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[tuey]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Jan 2019 15:46:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tueymeaw.com/?p=615</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในขณะที่หลายๆ คนเขียนสรุปประจำปีกัน แต่ปกติแล้วเตยจะสรุปในวันเกิดเตยอยู่แล้ว วันนี้เตยขอเล่าเรื่องการรักษาโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลที่ผ่านมาครบหนึ่งปีพอดีแทน จริงๆ แล้วเคยทำ vdo ไว้แต่ยังไม่ได้ตัดต่อเลยขอเปลี่ยนมาเป็นการเขียนแทน โดยเตยจะเขียนเป็นแนวถามตอบโดยเอาคำถามมาจากคำถามที่เตยเจอบ่อยๆ นะคะ เตยขอออกตวก่อนว่าเตยไม่ได้มีความรู้อะไรมากดังนั้นเตยจะเล่าจากประสบการณ์ที่เตยพบเจอเป็นหลักนะคะ โรคซึมเศร้าและวิตกกังวลคืออะไร เคยได้ยินแต่โรคซึมเศร้า จากเท่าที่คุณหมออธิบายให้ฟังก็คือมีอาการของโรคซึมเศร้านิดนึงผสมกับโรควิตกกังวลอีกนิดหน่อยค่ะ แล้วอาการเป็นยังไง ตอนที่เตยเริ่มพบจิตแพทย์เตยมีอาการนอนไม่หลับ จากที่เป็นคนชอบคิดชอบทำและค่อนข้างแอคทีฟก็กลายเป็นอยากจะอยู่แต่บนเตียง อยากนอนทั้งวัน อยากหลับแล้วไม่ต้องตื่นมาอีกเลย คิดเรื่องความตาย แต่ไม่อยากฆ่าตัวตายนะเพราะกลัวทำแล้วไม่ตายมากกว่า กินข้าวไม่ลง กินแล้วจะอยากอ้วก ข้าวสองสามช้อนก็ไม่อยากกิน เวลาเจอเรื่องเครียดก็จะมีอาการใจสั่น รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงจนจะทะลุออกมาข้างนอก หายใจไม่เต็มปอด มักลืมหายใจ ปวดหัว ที่สำคัญที่สุดและเป็นอาการที่ทำให้ตัดสินใจไปพบจิตแพทย์คือไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้ ร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ อยู่ๆ ก็ร้องขึ้นมาเฉยๆ หรือมีเรื่องกระทบใจนิดเดียวเป็นเรื่องเล็กๆ ก็จะร้องไห้เลย สาเหตุเกิดจากอะไร คุณหมออธิบายเตยแบบง่ายๆ ว่าใจเราเหมือนกับแม่น้ำ แล้วความเครียดหรือสิ่งที่กวนใจเราก็เหมือนขยะ พอมีขยะมากๆ แต่ไม่ได้รับการดูแลก็จะทำให้ขยะไปกองรวมกันอยู่จนน้ำไหลผ่านไม่ได้ น้ำที่มีก็สกปรกตามไปด้วยนั่นแหล่ะ ทีนี้ในสมองของคนเราจะมีเซลล์ประสาทอยู่ แล้วแต่ละเซลล์ก็จะมีสารที่ช่วยเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทแต่ละอัน ถ้าเราเครียดมากๆ เซลล์ประสาทก็ค่อยๆ ลดการส่งสารชนิดนี้ออกไปทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อเซลล์ประสาทกันได้ ร่างกายไม่สมดุลไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติก็จะเริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้าเข้ามา แล้วรักษายังไง จากเท่าที่คุยกับเพื่อนๆ ที่พบจิตแพทย์เหมือนกันทำให้รู้ว่าการรักษาของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แม้จะมีอาการคล้ายกัน ดังนั้นเตยแนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์ก่อนดีกว่านะคะ ในส่วนของเตยคุณหมอให้เตยทานยาควบคู่ไปทำการทำจิตบำบัด (สะกดจิต) [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/depression/">1 ปีกับการรักษาโรคซึมเศร้า</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในขณะที่หลายๆ คนเขียนสรุปประจำปีกัน แต่ปกติแล้วเตยจะสรุปในวันเกิดเตยอยู่แล้ว วันนี้เตยขอเล่าเรื่องการรักษาโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลที่ผ่านมาครบหนึ่งปีพอดีแทน จริงๆ แล้วเคยทำ vdo ไว้แต่ยังไม่ได้ตัดต่อเลยขอเปลี่ยนมาเป็นการเขียนแทน โดยเตยจะเขียนเป็นแนวถามตอบโดยเอาคำถามมาจากคำถามที่เตยเจอบ่อยๆ นะคะ เตยขอออกตวก่อนว่าเตยไม่ได้มีความรู้อะไรมากดังนั้นเตยจะเล่าจากประสบการณ์ที่เตยพบเจอเป็นหลักนะคะ</p>



<h5 class="wp-block-heading">โรคซึมเศร้าและวิตกกังวลคืออะไร เคยได้ยินแต่โรคซึมเศร้า</h5>



<p>จากเท่าที่คุณหมออธิบายให้ฟังก็คือมีอาการของโรคซึมเศร้านิดนึงผสมกับโรควิตกกังวลอีกนิดหน่อยค่ะ</p>



<h5 class="wp-block-heading">แล้วอาการเป็นยังไง</h5>



<p>ตอนที่เตยเริ่มพบจิตแพทย์เตยมีอาการนอนไม่หลับ จากที่เป็นคนชอบคิดชอบทำและค่อนข้างแอคทีฟก็กลายเป็นอยากจะอยู่แต่บนเตียง อยากนอนทั้งวัน อยากหลับแล้วไม่ต้องตื่นมาอีกเลย คิดเรื่องความตาย แต่ไม่อยากฆ่าตัวตายนะเพราะกลัวทำแล้วไม่ตายมากกว่า กินข้าวไม่ลง กินแล้วจะอยากอ้วก ข้าวสองสามช้อนก็ไม่อยากกิน เวลาเจอเรื่องเครียดก็จะมีอาการใจสั่น รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงจนจะทะลุออกมาข้างนอก หายใจไม่เต็มปอด มักลืมหายใจ ปวดหัว ที่สำคัญที่สุดและเป็นอาการที่ทำให้ตัดสินใจไปพบจิตแพทย์คือไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้ ร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ อยู่ๆ ก็ร้องขึ้นมาเฉยๆ หรือมีเรื่องกระทบใจนิดเดียวเป็นเรื่องเล็กๆ ก็จะร้องไห้เลย</p>



<h5 class="wp-block-heading">สาเหตุเกิดจากอะไร</h5>



<p>คุณหมออธิบายเตยแบบง่ายๆ ว่าใจเราเหมือนกับแม่น้ำ แล้วความเครียดหรือสิ่งที่กวนใจเราก็เหมือนขยะ พอมีขยะมากๆ แต่ไม่ได้รับการดูแลก็จะทำให้ขยะไปกองรวมกันอยู่จนน้ำไหลผ่านไม่ได้ น้ำที่มีก็สกปรกตามไปด้วยนั่นแหล่ะ ทีนี้ในสมองของคนเราจะมีเซลล์ประสาทอยู่ แล้วแต่ละเซลล์ก็จะมีสารที่ช่วยเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทแต่ละอัน ถ้าเราเครียดมากๆ เซลล์ประสาทก็ค่อยๆ ลดการส่งสารชนิดนี้ออกไปทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อเซลล์ประสาทกันได้ ร่างกายไม่สมดุลไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติก็จะเริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้าเข้ามา</p>



<h5 class="wp-block-heading">แล้วรักษายังไง</h5>



<p>จากเท่าที่คุยกับเพื่อนๆ ที่พบจิตแพทย์เหมือนกันทำให้รู้ว่าการรักษาของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แม้จะมีอาการคล้ายกัน ดังนั้นเตยแนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์ก่อนดีกว่านะคะ ในส่วนของเตยคุณหมอให้เตยทานยาควบคู่ไปทำการทำจิตบำบัด (สะกดจิต) คุณหมอบอกว่ามีปัจจัยอยู่ประมาณ 3 อย่างที่จะช่วยให้เราดีขึ้นได้คือการดูแลตัวเองของเรา, ครอบครัว และยา&nbsp;การให้ยาช่วงแรกคุณหมอจะนัดเจอเราทุกๆ สองอาทิตย์เพื่อดูว่าเรามีผลข้างเคียงกับยาไหม เราได้ผลการรักษาที่ดีขึ้นไหม หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ขยายขึ้นเป็น 3-4 อาทิตย์และค่อยๆ ลดยาลงเมื่อเราอาการดีขึ้น แต่ถ้าเรารู้สึกว่าเรายังไม่ดีขึ้นนะเราก็สามารถนัดคุณหมอเพิ่มได้ บอกไปเลยว่าเรารู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกไม่ดีขึ้น</p>



<h5 class="wp-block-heading">กินยาเยอะๆ ติดกันนานๆ จะดีหรอ</h5>



<p>ส่วนตัวเตยคิดว่าการกินยาก็เหมือนการรับสารเคมีเข้าร่างกาย แต่ว่าถ้าเราไม่ได้รับการรักษาและปล่อยให้ป่วยหนักไปอีกก็จะยิ่งแย่กว่า อย่างเช่นถ้าเตยนอนไม่หลับและไม่กินยาที่ช่วยผ่อนคลายก็จะทำให้เตยพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่สมดุลอาจทำให้มีอาการซึมเศร้ามากกว่าเดิมก็ได้</p>



<h5 class="wp-block-heading">จิตบำบัดคืออะไร</h5>



<p>จิตบำบัดมีหลายแบบแล้วแต่ว่าโรงพยาบาลที่เราไปรักษามีการบำบัดแบบไหนให้เราเลือก โรงพยาบาลที่เตยเข้ารักษามีจิตบำบัดแบบสะกดจิต คือจะมีเก้าอี้นวมนั่งสบายๆ ให้เรานั่งแล้วจะมีการคุยกันก่อนว่าเราเป็นอะไรมาและคาดหวังอะไร เราจะถูกทำให้รู้สึกง่วงก่อนที่จะเริ่มสะกดจิต ซึ่งถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ เตยต้องกึ่งหลับกึ่งตื่น เตยทำ 3 ครั้งได้ผลครั้งเดียว นอกนั้นไม่ยอมหลับสักที ทำให้ไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่างมากนัก แต่ถ้าถามว่ารู้สึกสบายตัวมากขึ้นไหม เตยก็ตอบเลยว่า รู้สึกสบายตัวและผ่อนคลายมากๆ</p>



<h5 class="wp-block-heading">นานไหมกว่าจะดีขึ้น</h5>



<p>คุณหมอบอกเตยตั้งแต่วันแรกที่ไปเลยว่าการรักษาจะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 2 ปี อย่างยาที่เตยได้รับก็มักจะออกฤทธิ์แบบเห็นผลจริงๆ ก็ใช้เวลาปาไปสองอาทิตย์แล้ว ปัจจุบันเตยรักษามา 1 ปีแล้ว คุณหมอบอกว่าไม่ต้องมาหาหมอแล้วก็ได้ แต่เตยรู้ว่าช่วงนี้จะเครียดเลยบอกว่าขอเจอหมออีกสักรอบก่อนดีกว่า สิ่งที่คงไว้ได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปหาหมอแล้วก็คือยานอนหลับ เพราะเตยมีปัญหาเรื่องนี้มากจริงๆ</p>



<h5 class="wp-block-heading">รักษาที่ไหน</h5>



<p>เตยรักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่มีหลายสาขาแห่งนึง แต่ก่อนหน้านี้เคยไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนอีกที่มาแต่ไม่ค่อยถูกใจหมอเพราะว่ารู้สึกว่าหมอไม่ใส่ใจเรา เอาแต่ใช้มือถือก็เลยไม่ไปพบแพทย์ต่อ แต่ว่าพอไปอีกที่นึงแทน รู้สึกว่าคุณหมอพูดดี รู้ว่าควรพูดกับเราแบบไหน รู้สึกว่าคุณหมอใส่ใจเราด้วย เตยคิดว่าแต่ละคนมีสไตล์ที่แตกต่างกับออกไปดังนั้นเราควรเลือกคนที่เรารู้สึกคุยด้วยแล้วสบายใจ กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกดีกว่า</p>



<h5 class="wp-block-heading">จะรู้ได้ยังไงว่าเราควรไปพบจิตแพทย์รึเปล่า</h5>



<p>จริงๆ แล้วคุณหมอบอกว่า ถ้ารู้สึกเครียดหรือเริ่มมีปัญหาการนอนก็มาหาคุณหมอได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นหนักๆ แล้วค่อยไปหา แต่ไปพบแพทย์ก็มีค่าใช้จ่ายเนอะ ส่วนตัวเตยคิดว่าถ้าเริ่มคิดว่าไม่อยากอยู่ อยากนอนไปเลย อยากหายไปเฉยๆ แล้วก็มีปัญหาการนอนหรือทานอาหารไม่ลง ยิ่งถ้าเป็นมาเป็นอาทิตย์แล้วก็ควรไปพบแพทย์ค่ะ การกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นสัญญาณจากร่างกายเราแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ เราอาจจะเครียด</p>



<h5 class="wp-block-heading">ทำยังให้หายเร็วๆ</h5>



<p>สิ่งนึงที่เตยเรียนรู้จากเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาก็คือ ร่างกายกำลังบอกเราว่าเราต้องหันกลับมาดูแลตัวเองให้ดีๆ และทุกๆ ครั้งที่เตยละเลยร่างกายและจิตใจของตัวเองไปอาการต่างๆ ก็จะกลับมาด้วยเหมือนกัน เตยมองว่าเราไม่ควรเร่งให้หายไวๆ แต่ควรถือโอกาสนี้หาวิธีดูแลตัวเองในระยะยาว มันไม่ใช่แค่เรื่องการกินยาให้ครบแล้วเราจะหายดี แต่ว่ามันเป็นเรื่องของการทำยังไงให้เรามีความสุขกับชีวิต ซึ่งเตยพบว่าการอยู่กับปัจจุบันถือเป็นหลักสำคัญที่ทำให้เตยมองโลกต่างออกไปจากเดิม ถึงจะไม่ได้เป็นคนที่แฮปปี้ได้ตลอดเวลาแต่ก็ได้เริ่มเรียนรู้ที่จะเลือกรับและมองหาแต่สิ่งที่ดีๆ และตัดสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุขออกไป เลิกกดดันตัวเอง พยายามจับความรู้สึกของตัวเองให้ได้ว่าเรารู้สึกยังไงกับแต่ละสิ่ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก แต่ถ้าเรามองให้มันสนุก มันก็จะสนุก ปีที่ผ่านมาเตยตัดสิ่งแย่ๆ ออกจากชีวิตไปเยอะมาก ถือว่าเป็นการรีโนเวทชีวิต</p>



<h5 class="wp-block-heading">มีคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้า แต่ไม่รู้จะทำยังไงดี</h5>



<p>คอยอยู่ใกล้ๆ รับฟัง (อันนี้สำคัญมากที่จะทำให้ถูกต้อง ต้องเป็นการฟังที่ไม่มีการตัดสินอะไรทั้งนั้น) คอยฟังว่าเขาอยากได้อะไร ใจเย็นและอดทน เชื่อว่าเขาจะหายได้แต่ต้องไม่กดดัน กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เตยโชคดีที่มีคนใกล้ตัวเข้าใจก็เลยผ่านมันมาได้เร็วขึ้นง่ายขึ้น จริงๆ บางทีเตยต้องการแค่คนอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้อยากจะพูดคุยอะไร สำหรับเตยแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/depression/">1 ปีกับการรักษาโรคซึมเศร้า</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tueymeaw.com/articles/depression/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>259</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรามีความสุขติดกันมา 30 วันแล้วนะ</title>
		<link>https://tueymeaw.com/articles/gratitude-journal/</link>
					<comments>https://tueymeaw.com/articles/gratitude-journal/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[tuey]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Mar 2016 16:03:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tueymeaw.com/?p=625</guid>

					<description><![CDATA[<p>Gratitude journal คือการเขียนบันทึกสิ่งที่ดีที่เรารู้สึกขอบคุณ รู้สึกดีใจที่มีสิ่งๆ นั้น เพื่อฝึกให้มองโลกในแง่ดี เตยใช้หน้าปฏิทินรายเดือนในการเขียนบันทึกเพราะว่าช่องมันเล็กกว่า ทำให้เราไม่ต้องคิดเยอะ ตอนแรกใช้หน้าแบบรายอาทิตย์เขียนแต่รู้สึกว่าต้องเขียนเยอะๆ ให้เต็ม จนรู้สึกว่าสิ่งดีๆ ในชีวิตมันน้อยละเกินเอามาเขียนยังไม่ได้เต็มเลย แต่พอเปลี่ยนเป็นช่องเล็กๆ แบบนี้แล้วก็รู้สึกว่าง่ายขึ้น เขียนได้อย่างมากก็ 2-3 อย่าง วันไหนอารมณ์ไม่ดีเขียนได้แค่อันเดียวก็ไม่เครียดเพราะว่ายังไงก็ไม่มีที่ให้เขียนอยู่แล้ว ข้อดีอย่างนึงของการเขียนในปฏิทินรายเดือนแบบนี้คือ…เห็นภาพรวมทั้งเดือน พอหมดหนึ่งเดือนเราได้เห็นความสุขของเราทั้งเดือนแล้วเราจะคิดได้ว่า “เรามีความสุขติดกันมา 30 วันแล้วนะ” เมื่อก่อนเห็น blogger ต่างประเทศเขียนกันแบบขอบคุณดินฟ้าอากาศ ขอบคุณบ้าน ขอบคุณที่มีชีวิต เห็นแล้วก็ไม่เข้าใจ เธอขอบคุณอะไรเนี่ยนามธรรมมาก แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ ถึงสังเกตเห็นว่าวันไหนที่เราเซ็งจริงๆ อะไรก็ดูผิดที่ผิดทางไปหมด ร่างกายยังป่วยเลย เรากลับรู้สึกขอบคุณสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้เองซะอย่างนั้น อยากแนะนำให้ลองทำกันดูนะคะ มันง่ายมากๆ ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้มากจริงๆ แต่สำหรับใครที่เพิ่งมาลองเขียนแรกๆ ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ให้เริ่มง่ายๆ ด้วยการเขียนสิ่งที่ตัวเองทำสำเร็จในวันนั้นก่อนเพราะอะไรที่เราทำเองเราจะรู้สึกดีได้อย่างจริงใจมากกว่า เช่นวันนี้ทำงานนี้เสร็จไปตั้ง50%, วันนี้เริ่มทำงาน A แล้วนะ, วันนี้ได้เดินเยอะๆ แข็งแรงเลย จะเห็นว่าเตยก็มีวันแบบนั้นเหมือนกัน ตอนเขียนก็รู้สึกแปลกๆ นะ แต่พอได้กลับมาอ่าน..มันก็ดูไม่แปลกอย่างที่คิดนะแถมยังทำให้เรารู้สึกดีกับชีวิตได้ด้วย แล้วถ้ายังคิดไม่ออกอีกวิธีของเตยคือ ทำอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามีความสุขแล้วค่อยเขียน 5555 ดูขำๆ แต่ทำจริงๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/gratitude-journal/">เรามีความสุขติดกันมา 30 วันแล้วนะ</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>Gratitude journal คือการเขียนบันทึกสิ่งที่ดีที่เรารู้สึกขอบคุณ รู้สึกดีใจที่มีสิ่งๆ นั้น เพื่อฝึกให้มองโลกในแง่ดี เตยใช้หน้าปฏิทินรายเดือนในการเขียนบันทึกเพราะว่าช่องมันเล็กกว่า ทำให้เราไม่ต้องคิดเยอะ ตอนแรกใช้หน้าแบบรายอาทิตย์เขียนแต่รู้สึกว่าต้องเขียนเยอะๆ ให้เต็ม จนรู้สึกว่าสิ่งดีๆ ในชีวิตมันน้อยละเกินเอามาเขียนยังไม่ได้เต็มเลย แต่พอเปลี่ยนเป็นช่องเล็กๆ แบบนี้แล้วก็รู้สึกว่าง่ายขึ้น เขียนได้อย่างมากก็ 2-3 อย่าง วันไหนอารมณ์ไม่ดีเขียนได้แค่อันเดียวก็ไม่เครียดเพราะว่ายังไงก็ไม่มีที่ให้เขียนอยู่แล้ว</p>



<figure class="wp-block-image alignwide size-full"><img decoding="async" width="800" height="800" src="http://tueymeaw.com/wp-content/uploads/2021/04/160329-gratitude-journal-01.jpg" alt="Gratitude Journal" class="wp-image-1105" srcset="https://tueymeaw.com/wp-content/uploads/2021/04/160329-gratitude-journal-01.jpg 800w, https://tueymeaw.com/wp-content/uploads/2021/04/160329-gratitude-journal-01-300x300.jpg 300w, https://tueymeaw.com/wp-content/uploads/2021/04/160329-gratitude-journal-01-150x150.jpg 150w, https://tueymeaw.com/wp-content/uploads/2021/04/160329-gratitude-journal-01-768x768.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></figure>



<p>ข้อดีอย่างนึงของการเขียนในปฏิทินรายเดือนแบบนี้คือ…เห็นภาพรวมทั้งเดือน พอหมดหนึ่งเดือนเราได้เห็นความสุขของเราทั้งเดือนแล้วเราจะคิดได้ว่า <strong>“เรามีความสุขติดกันมา 30 วันแล้วนะ”</strong></p>



<p>เมื่อก่อนเห็น blogger ต่างประเทศเขียนกันแบบขอบคุณดินฟ้าอากาศ ขอบคุณบ้าน ขอบคุณที่มีชีวิต เห็นแล้วก็ไม่เข้าใจ เธอขอบคุณอะไรเนี่ยนามธรรมมาก แต่พอเขียนไปเรื่อยๆ ถึงสังเกตเห็นว่าวันไหนที่เราเซ็งจริงๆ อะไรก็ดูผิดที่ผิดทางไปหมด ร่างกายยังป่วยเลย เรากลับรู้สึกขอบคุณสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาได้เองซะอย่างนั้น อยากแนะนำให้ลองทำกันดูนะคะ มันง่ายมากๆ ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้มากจริงๆ</p>



<figure class="wp-block-image alignwide size-large"><img decoding="async" loading="lazy" width="800" height="600" src="http://tueymeaw.com/wp-content/uploads/2021/04/160329-gratitude-journal-02.jpg" alt="" class="wp-image-1107" srcset="https://tueymeaw.com/wp-content/uploads/2021/04/160329-gratitude-journal-02.jpg 800w, https://tueymeaw.com/wp-content/uploads/2021/04/160329-gratitude-journal-02-300x225.jpg 300w, https://tueymeaw.com/wp-content/uploads/2021/04/160329-gratitude-journal-02-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /><figcaption>เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเตยแอบเพิ่มสีสันเข้าไปในวันที่เตยชอบมากๆ หรือเป็นวันที่พิเศษกว่าวันอื่นๆ ให้สมุดดูสดใสและสนุกขึ้นด้วย</figcaption></figure>



<p>แต่สำหรับใครที่เพิ่งมาลองเขียนแรกๆ ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ให้เริ่มง่ายๆ ด้วยการเขียนสิ่งที่ตัวเองทำสำเร็จในวันนั้นก่อนเพราะอะไรที่เราทำเองเราจะรู้สึกดีได้อย่างจริงใจมากกว่า เช่นวันนี้ทำงานนี้เสร็จไป<em><strong>ตั้ง</strong></em>50%, วันนี้เริ่มทำงาน A แล้วนะ, วันนี้ได้เดินเยอะๆ แข็งแรงเลย จะเห็นว่าเตยก็มีวันแบบนั้นเหมือนกัน ตอนเขียนก็รู้สึกแปลกๆ นะ แต่พอได้กลับมาอ่าน..มันก็ดูไม่แปลกอย่างที่คิดนะแถมยังทำให้เรารู้สึกดีกับชีวิตได้ด้วย</p>



<p>แล้วถ้ายังคิดไม่ออกอีกวิธีของเตยคือ ทำอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามีความสุขแล้วค่อยเขียน 5555 ดูขำๆ แต่ทำจริงๆ แล้วได้ผลนะคะ มีอยู่วันนึงเตยอ่านหนังสือค้างไว้เลยนั่งอ่านให้จบแล้วก็เขียนว่าวันนี้อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว เย้! รู้สึกดีแถมยังทำอะไรที่ค้างไว้เสร็จแล้ว นี่มันโชคสองชั้นชัดๆ 5555</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/gratitude-journal/">เรามีความสุขติดกันมา 30 วันแล้วนะ</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tueymeaw.com/articles/gratitude-journal/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>241</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ค้นหางานที่ชอบ : ตัดสิ่งที่ไม่ชอบออกไป</title>
		<link>https://tueymeaw.com/articles/eliminate-thing-dont-like/</link>
					<comments>https://tueymeaw.com/articles/eliminate-thing-dont-like/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[tuey]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Oct 2015 16:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tueymeaw.com/?p=623</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนนี้เตยใช้เวลาส่วนใหญ่จัดบ้านตามหนังสือ&#160;The Life-Changing Magic of Tidying: A simple, effective way to banish clutter forever เขียนโดย Marie Kondo (มีแปลไทยออกมาแล้วแต่จำชื่อหนังสือไม่ได้) หลักการสำคัญของการจัดบ้านตามแบบ Konmari ที่หนังสือเล่มนี้เสนอคือการเก็บเฉพาะของที่ทำให้เรามีความสุขหรือ Spark joy แล้วให้ทิ้งของที่ไม่ Spark joy ออกให้หมด โดยมี testimonial ของลูกค้าที่จัดบ้านตาม Konmari ที่ทำให้เตยรู้สึกสนใจและมองเห็นภาพของ Konmari ที่มันกว้างขึ้น After your course, I quit my job and launched my own business doing something I had dreamed of doing ever since I [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/eliminate-thing-dont-like/">ค้นหางานที่ชอบ : ตัดสิ่งที่ไม่ชอบออกไป</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนนี้เตยใช้เวลาส่วนใหญ่จัดบ้านตามหนังสือ&nbsp;The Life-Changing Magic of Tidying: A simple, effective way to banish clutter forever เขียนโดย Marie Kondo (มีแปลไทยออกมาแล้วแต่จำชื่อหนังสือไม่ได้) หลักการสำคัญของการจัดบ้านตามแบบ Konmari ที่หนังสือเล่มนี้เสนอคือการเก็บเฉพาะของที่ทำให้เรามีความสุขหรือ Spark joy แล้วให้ทิ้งของที่ไม่ Spark joy ออกให้หมด</p>



<p>โดยมี testimonial ของลูกค้าที่จัดบ้านตาม Konmari ที่ทำให้เตยรู้สึกสนใจและมองเห็นภาพของ Konmari ที่มันกว้างขึ้น</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>After your course, I quit my job and launched my own business doing something I had dreamed of doing ever since I was child.</p></blockquote>



<p>และมีข้อความของ Marie&nbsp;ที่พูดถึงประโยชน์ของการจัดบ้านตามแบบนี้ว่า</p>



<blockquote class="wp-block-quote"><p>A dramatic reorganisation of the home causes correspondingly dramatic changes in lifestyle and perspective. It is life transforming.</p></blockquote>



<p>อ่านแล้วทุกคนคงคิดเหมือนเตยว่า โห อะไรจะขนาดนั้น การจัดบ้านช่วยได้ขนาดนี้เลยหรอ?</p>



<p>ตอนนี้เตยจัดบ้านไปได้ประมาณ 2 ส่วนคือ เสื้อผ้า และหนังสือ (เตยค่อยๆ ทำอาทิตย์ละหนึ่งหมวดค่ะ) เตยเริ่มเห็นแล้วว่า ทำไมคนถึงรู้สึกแบบนั้นกัน ทำไมเขาถึงบอกว่ามันเป็น life transforming หรือการเปลี่ยนแปลงของชีวิต</p>



<p>การจัดบ้านตามแบบ Konmari ช่วยให้เตยมองเห็นว่าสิ่งไหนที่ทำให้เรามีความสุข สิ่งไหนที่เราควรทิ้งไปได้แล้ว Marie สอนให้เราเริ่มจากสิ่งง่ายๆ อย่างเสื้อผ้าก่อน แล้วค่อยไปที่หนังสือ กระดาษ ของใช้ในบ้าน และของที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ พอเราจัดการทิ้งสิ่งที่เราไม่ชอบได้แล้ว เราเริ่มรู้ตัว มีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น เราเริ่มแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้เราชอบหรือไม่ชอบอย่างไร</p>



<p>การค้นหางานที่ชอบก็ไม่ต่างกัน ตัวเรารู้อยู่แล้วว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่บางครั้งสมองเราก็ทำงานให้เราดีเกินไป มันช่วยคิดให้เราว่าสิ่งไหนดีที่สุด จนเราลืมมองไปว่า <strong>สิ่งที่ดีที่สุดสิ่งนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขก็ได้</strong></p>



<p>ดังนั้นวิธีการที่สำคัญในค้นหาการที่ชอบคือ <strong>การเลิกทำสิ่งที่ไม่ชอบออกไป</strong> และ<strong>เลือกทำสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข</strong>มากขึ้น</p>



<p>พูดง่ายแต่ทำยากใช่ไหมคะ? เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราไม่ชอบทำอะไร วิธีการของเตยที่เตยชอบทำก็คือการคุยกับตัวเอง (แต่อย่าพูดคนเดียวกลางรถเมล์หรือรถไฟฟ้านะคะ เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิด) เตยมักใช้การเขียนมาช่วย โดยการหาเวลาเงียบๆ อยู่คนเดียว หามุมที่รู้สึกสงบ&nbsp;มีปากกา กระดาษเตรียมไว้ แล้วค่อยเริ่มเขียน แรกๆ เราจะคิดไม่ออกแล้วจะนั่งจ้องหน้ากระดาษก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ให้เริ่มเขียนไปว่า ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี ถ้ารู้สึกว่าง่วงก็ให้เขียนว่าง่วง เดี๋ยวมีงานต้องทำก็เขียนๆๆๆ ออกมาให้หมด ถ้าสงสัยอะไรก็เขียนคำถามไป เช่น วันนี้กินอะไรดี แล้วคำตอบมันจะค่อยๆ มาเอง <strong>เขียนๆ ไปไม่ต้องคิดว่าถูกหรือผิด</strong> เพราะตอนนี้เราไม่ต้องการใช้สมอง แต่เราต้องการคุยกับใจเราเอง&nbsp;แรกๆ&nbsp;สิ่งที่เราเขียนจะสับสนวุ่นวายมากก็ไม่ต้องตกใจไปค่ะ ค่อยๆ เขียน เขียนบ่อยๆ เขียนทุกๆ วันแล้วจะดีขึ้น&nbsp;<strong>การเขียนจะทำให้เรามองเห็นตัวตนของเรามากขึ้น</strong></p>



<p>ลองเขียนกันดูนะคะ การเขียนช่วยเตยตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างมาแล้ว เพราะเตยเขียนทุกวันจนเห็นว่าเราทุกข์เรื่องไหนมากๆ บ้าง ทำให้เตยสามารถลดทอนตัดสิ่งนั้นออกไปได้ง่ายขึ้นและมองเห็นงานที่ทำแล้วสนุกมากขึ้นด้วย เรามา Konmari ชีวิตการงานเรากันนะคะ</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/eliminate-thing-dont-like/">ค้นหางานที่ชอบ : ตัดสิ่งที่ไม่ชอบออกไป</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tueymeaw.com/articles/eliminate-thing-dont-like/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>260</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การค้นหางานที่ชอบ</title>
		<link>https://tueymeaw.com/articles/create-job-you-love/</link>
					<comments>https://tueymeaw.com/articles/create-job-you-love/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[tuey]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Aug 2015 15:50:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tueymeaw.com/?p=617</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเดือนก่อนนู้นที่บริษัทประกาศรับสมัครนักศึกษาฝึกงานมาช่วยเขียนบทความ ระหว่างสัมภาษณ์น้องๆ เตยได้พบสิ่งนึงที่น้องๆ พูดเหมือนกันคือ “ไม่รู้ว่าชอบงานแบบไหน” “อยากมาลองทำดูว่าจะชอบงานแบบนี้ไหม” ทำให้นึกถึงตัวเองขึ้นมาว่า เตยเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน&#160;ในฐานะคนที่เคยผ่านความสับสน เคยท้อ เคยอิจฉาคนที่รู้ว่าอยากจะทำอาชีพอะไรมาก่อน ถึงแม้ว่าเตยยังต้องค้นหาสิ่งที่ชอบต่อไป แต่เตยคิดว่าเตยผ่านอะไรมาเยอะพอที่จะแนะนำน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่กำลังสับสนในตัวเองอยู่ได้ วันนี้เตยลองยกมา 6 อย่างที่เตยคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เตยค้นหางานที่ชอบได้ค่ะ ลงมือทำ ข้อนี้สำคัญมากที่สุด หลายๆ ครั้งเรามองดูคนอื่นทำงานนี้แล้วก็คิดว่า เป็นงานที่ดีเหมาะกับเรา เราต้องชอบแน่ๆ แต่พอเราลงมือทำแล้วเราถึงรู้ว่า เราไม่ได้ชอบทั้งหมดของงาน เตยเคยได้คุยกับน้องคนนึงที่ทำงานเป็นเภสัชกร ในภาพที่ทุกคนเห็นเภสัชกรมีหน้าที่แค่จ่ายยาเท่านั้น แต่น้องคนนี้เล่าให้เตยฟังว่างานเภสัชกรยังมีเรื่องของการให้คำปรึกษาคนไข้ ดูแลสต็อก ฯลฯ ที่ลึกเข้าไปอีก หรืองานออกแบบที่คนมักคิดว่าเป็นการใช้ Photoshop มาทำรูปส่งให้ลูกค้าแต่จริงๆ แล้วงานออกแบบมีความลึกไปกว่านั้นอีก ต้องออกแบบงานให้ตอบโจทย์ลูกค้า แก้ปัญหาให้ลูกค้า เตรียมงานให้สามารถผลิตได้อย่างถูกต้อง&#160;ฯลฯ งานทุกงานมักจะเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน ออกไปเจอและพูดคุยกับคนอื่นๆ&#160;บ้าง&#160;ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะมีโอกาสทดลองงานนั้นๆ วิธีการที่เตยเคยใช้ก็คือ ตามหาคนที่มีอาชีพนั้นๆ แล้วคุยกับเขา ถามเค้าให้ละเอียดว่างานนี้ทำอะไรบ้าง สนุกตรงไหน ไม่สนุกตรงไหนบ้าง คล้ายๆ เป็นการ window shopping งานไปก่อน ถ้าเป็นงานที่ทดลองทำได้เลยอย่างงานออกแบบก็ลองรับงานเล็กๆ ก่อนอย่างเช่น รับออกแบบโลโก้ให้เพื่อนที่ทำของขาย เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์จริงๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/create-job-you-love/">การค้นหางานที่ชอบ</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อเดือนก่อนนู้นที่บริษัทประกาศรับสมัครนักศึกษาฝึกงานมาช่วยเขียนบทความ ระหว่างสัมภาษณ์น้องๆ เตยได้พบสิ่งนึงที่น้องๆ พูดเหมือนกันคือ “ไม่รู้ว่าชอบงานแบบไหน” “อยากมาลองทำดูว่าจะชอบงานแบบนี้ไหม” ทำให้นึกถึงตัวเองขึ้นมาว่า เตยเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน&nbsp;ในฐานะคนที่เคยผ่านความสับสน เคยท้อ เคยอิจฉาคนที่รู้ว่าอยากจะทำอาชีพอะไรมาก่อน ถึงแม้ว่าเตยยังต้องค้นหาสิ่งที่ชอบต่อไป แต่เตยคิดว่าเตยผ่านอะไรมาเยอะพอที่จะแนะนำน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่กำลังสับสนในตัวเองอยู่ได้ วันนี้เตยลองยกมา 6 อย่างที่เตยคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เตยค้นหางานที่ชอบได้ค่ะ</p>



<ol><li><strong>ลงมือทำ</strong> ข้อนี้สำคัญมากที่สุด หลายๆ ครั้งเรามองดูคนอื่นทำงานนี้แล้วก็คิดว่า เป็นงานที่ดีเหมาะกับเรา เราต้องชอบแน่ๆ แต่พอเราลงมือทำแล้วเราถึงรู้ว่า เราไม่ได้ชอบทั้งหมดของงาน เตยเคยได้คุยกับน้องคนนึงที่ทำงานเป็นเภสัชกร ในภาพที่ทุกคนเห็นเภสัชกรมีหน้าที่แค่จ่ายยาเท่านั้น แต่น้องคนนี้เล่าให้เตยฟังว่างานเภสัชกรยังมีเรื่องของการให้คำปรึกษาคนไข้ ดูแลสต็อก ฯลฯ ที่ลึกเข้าไปอีก หรืองานออกแบบที่คนมักคิดว่าเป็นการใช้ Photoshop มาทำรูปส่งให้ลูกค้าแต่จริงๆ แล้วงานออกแบบมีความลึกไปกว่านั้นอีก ต้องออกแบบงานให้ตอบโจทย์ลูกค้า แก้ปัญหาให้ลูกค้า เตรียมงานให้สามารถผลิตได้อย่างถูกต้อง&nbsp;ฯลฯ งานทุกงานมักจะเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน</li><li><strong>ออกไปเจอและพูดคุยกับคนอื่นๆ</strong>&nbsp;<strong>บ้าง</strong>&nbsp;ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะมีโอกาสทดลองงานนั้นๆ วิธีการที่เตยเคยใช้ก็คือ <strong>ตามหาคนที่มีอาชีพนั้นๆ แล้วคุยกับเขา</strong> ถามเค้าให้ละเอียดว่างานนี้ทำอะไรบ้าง สนุกตรงไหน ไม่สนุกตรงไหนบ้าง คล้ายๆ เป็นการ window shopping งานไปก่อน ถ้าเป็นงานที่ทดลองทำได้เลยอย่างงานออกแบบก็<strong>ลองรับงานเล็กๆ ก่อน</strong>อย่างเช่น รับออกแบบโลโก้ให้เพื่อนที่ทำของขาย เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์จริงๆ</li><li><strong>เลือกทำสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น</strong>&nbsp;เรามักถูกพ่อแม่ ครู เพื่อนที่เป็นห่วงเราบอกให้ทำอย่างนั้น อย่างนู้น เพราะมันดีในสายตาของเขา วิธีการที่เตยใช้คือลองทำก่อน ถ้าชอบก็ทำเพิ่ม ถ้าไม่ชอบก็เลิกทำ พอเราเลือกทำสิ่งที่เราชอบมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพของอาชีพที่เราชอบจะเริ่มปรากฎมาเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แต่คำว่า “ชอบ” หรือ “มีความสุข” เป็นคำที่จับต้องไม่ค่อยได้ หรือบางทีอาจมีบางส่วนของงานที่เราไม่ถนัดเราก็เลยคิดไปเองว่าเราไม่ชอบ เตยเลยเปลี่ยนเป็นคำว่า “<strong>มีชีวิตชีวา</strong>”&nbsp;คือทำแล้วถึงจะเหนื่อยแต่ก็ยังรู้สึกว่า ฉันได้ใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ได้ทำไปวันๆ พอคิดแบบนี้แล้วก็ง่ายขึ้นที่จะกรองสิ่งที่ไม่ชอบออกไป</li><li><strong>อย่าเลือกอาชีพ แต่ให้สร้างอาชีพขึ้นมาแทน</strong>&nbsp;หลายๆ อาชีพถูกสร้างเพิ่มขึ้นมาให้เหมาะกับลักษณะงานตอนนั้น เมื่อก่อนใครจะรู้ว่างานตำแหน่ง web designer, UX designer, blogger และรู้กันไหมว่ามีคนทำงานอาชีพ นักสืบหาสัตว์เลี้ยงที่หายไป,&nbsp;Lego artist, นักเขียนจดหมายถึงซานต้าครอส, นักจัดระเบียบบ้าน, <a href="http://www.warbybarker.com/">ทำแว่นสำหรับหมา</a> ฯลฯ ถ้าอาชีพพวกนี้แหวกแนวไป เตยขอแนะนำอาชีพ นักวาดภาพสัตว์เลี้ยง (ชอบวาดภาพ และชอบสัตว์ เลยสร้างธุรกิจรับวาดหมา แมวให้เจ้าของเอาไปตกแต่งบ้าน) หรือจะเป็นนักเขียนที่เขียนเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว (ชอบเขียนบันทึกและชอบเที่ยวเลยเอามารวมกัน) ฉะนั้นอย่ามัวแต่เลือกงานที่เห็นคนอื่นทำเยอะๆ แต่จงรู้จักหาช่องทางสร้างอาชีพของตัวเองขึ้นมา</li><li><strong>ให้เวลากับตัวเองบ้าง</strong> ทุกวันนี้มีสื่อที่คอยดึงความสนใจของเราไปได้ตลอดเลย จนเราลืมใช้เวลาส่วนตัวอยู่กับตัวเราเอง ทำให้ไม่ได้คิดทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิต แต่การค้นหาสิ่งที่ชอบเป็นเรื่องที่เรารู้แค่คนเดียวเท่านั้น เราต้องถามตัวเอง คุยกับตัวเอง เราถึงจะรู้จักตัวเองค่ะ</li><li><strong>จำไว้ว่า เราไม่จำเป็นต้องมีอาชีพแค่อาชีพเดียว เราไม่จำเป็นต้องทำอาชีพนี้ไปตลอดชีวิต</strong> ข้อนี้เป็นอีกข้อที่ทำให้เตยสบายใจและสนุกมากขึ้นในการค้นหางานที่ชอบ&nbsp;การที่เราคิดว่าฉันจะต้องทำอาชีพนี้ไปตลอดชีวิต เป็นการสร้างความเครียดให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว เราจะเริ่มคิดว่า ถ้าฉันเปลี่ยนอาชีพแปลว่าฉันล้มเหลว แต่ชีวิตคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอด การให้ความสำคัญในชีวิตเราก็ต่างออกไปด้วยเช่นกัน วันนี้งานและเงินสำคัญที่สุดแต่ต่อไปครอบครัวอาจจะสำคัญกว่าก็ได้ อาชีพเราก็จะเปลี่ยนไปเอง แล้วเราจะไปยึดติดว่าฉันจะต้องทำอาชีพนี้ไปจนตายทำไม พอเราเลิกคิดแบบนั้นความเครียดจะหายไป เราจะมองเห็นสิ่งที่ทำให้เรามีชีวิตชีวาได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน</li></ol>



<p>สุดท้ายแล้วไม่ว่าใครจะแนะนำอะไรเราก็ตาม แต่เราไม่ลงมือทำ ไม่นำไปปรับใช้ ก็คงยากที่จะได้ผลอย่างที่หวังนะคะ</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/create-job-you-love/">การค้นหางานที่ชอบ</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tueymeaw.com/articles/create-job-you-love/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>280</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานออกแบบ</title>
		<link>https://tueymeaw.com/articles/designer-lesson-learned/</link>
					<comments>https://tueymeaw.com/articles/designer-lesson-learned/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[tuey]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Jul 2015 15:24:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Design]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tueymeaw.com/?p=600</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปงาน Startup Job Fair มา ทำให้นึกถึงสิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานในตำแหน่ง Designer มา 5 ปี และ&#160;Facebook post ที่เตยเคยเขียนไว้เมื่อหลายเดือนก่อนมาเรียบเรียงในนี้อีกทีนึง แต่ต้องออกตัวก่อนด้วยว่าทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวของเตย แต่ละคนมีประสบการณ์ต่างกัน เรื่องที่เรียนรู้มาก็จะต่างกันด้วยค่ะ เตยทำงานมาหลายๆ ที่เพื่อค้นหาว่า งานแบบไหน บริษัทแบบไหน สภาพแวดล้อมแบบไหนที่เตยรู้สึกมีความสุข มีชีวิตชีวามากที่สุด ทำให้เตยได้ทำงานในหลากหลายรูปแบบบริษัท ทั้งบริษัทเล็กๆ มีแค่ 4-5 คน บริษัทใหญ่ๆ มีพนักงานเป็นหมื่นคน มีหัวหน้าเป็นคนเอเชีย คนไทย และฝรั่ง บริษัทแบบ in-house และแบบ Agency หรือแม้กระทั่งงานฟรีแลนซ์ ผ่านมาถึงตอนนี้เริ่มเข้าใจชีวิตดีไซเนอร์(ที่แท้จริง) บ้างแล้ว รู้สึกว่าหลายเรื่องไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ต้องมาเจอในโลกของความเป็นจริงเอง การสื่อสารสำคัญมาก ดีไซน์เนอร์จะออกแบบมาดีขนาดไหน ถ้าเกิดว่าดีไซน์เนอร์ไม่มีความสามารถในการอธิบาย&#160;สื่อสาร(แล้วก็โน้มน้าว)ให้ลูกค้าเข้าใจได้ด้วย ต้องทิ้งทัศนคติที่ว่า ”ทำไมเรื่องแค่นี้ลูกค้าไม่เข้าใจ” ไปซะ นี่คือหน้าที่ของดีไซน์เนอร์ที่จะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจและซื้องานของเราด้วยความเต็มใจ ถ้าลูกค้าเข้าใจและทำได้อย่างดีไซน์เนอร์ เค้าจะไปจ้างดีไซน์เนอร์ทำไม ถ้าไม่ฝึกเรื่องนี้ก็จะถูกแก้งานไปเป็นแบบที่ดีไซน์เนอร์ไม่เห็นด้วยแบบนั้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะเป็นได้แค่คนทำ illustrator, photoshop เท่านั้นแหล่ะ&#160;ตัดสินใจซะว่าจะเป็นคนใช้โปรแกรมทำตามคำสั่งหรือว่าจะเป็นดีไซน์เนอร์ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/designer-lesson-learned/">สิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานออกแบบ</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปงาน Startup Job Fair มา ทำให้นึกถึงสิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานในตำแหน่ง Designer มา 5 ปี และ&nbsp;Facebook post ที่เตยเคยเขียนไว้เมื่อหลายเดือนก่อนมาเรียบเรียงในนี้อีกทีนึง แต่ต้องออกตัวก่อนด้วยว่าทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นและประสบการณ์ส่วนตัวของเตย แต่ละคนมีประสบการณ์ต่างกัน เรื่องที่เรียนรู้มาก็จะต่างกันด้วยค่ะ</p>



<p>เตยทำงานมาหลายๆ ที่เพื่อค้นหาว่า งานแบบไหน บริษัทแบบไหน สภาพแวดล้อมแบบไหนที่เตยรู้สึกมีความสุข มีชีวิตชีวามากที่สุด ทำให้เตยได้ทำงานในหลากหลายรูปแบบบริษัท ทั้งบริษัทเล็กๆ มีแค่ 4-5 คน บริษัทใหญ่ๆ มีพนักงานเป็นหมื่นคน มีหัวหน้าเป็นคนเอเชีย คนไทย และฝรั่ง บริษัทแบบ in-house และแบบ Agency หรือแม้กระทั่งงานฟรีแลนซ์</p>



<p>ผ่านมาถึงตอนนี้เริ่มเข้าใจชีวิตดีไซเนอร์(ที่แท้จริง) บ้างแล้ว รู้สึกว่าหลายเรื่องไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ต้องมาเจอในโลกของความเป็นจริงเอง</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>การสื่อสารสำคัญมาก</strong></h5>



<p>ดีไซน์เนอร์จะออกแบบมาดีขนาดไหน ถ้าเกิดว่าดีไซน์เนอร์ไม่มีความสามารถในการอธิบาย&nbsp;สื่อสาร(แล้วก็โน้มน้าว)ให้ลูกค้าเข้าใจได้ด้วย ต้องทิ้งทัศนคติที่ว่า ”ทำไมเรื่องแค่นี้ลูกค้าไม่เข้าใจ” ไปซะ นี่คือหน้าที่ของดีไซน์เนอร์ที่จะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจและซื้องานของเราด้วยความเต็มใจ ถ้าลูกค้าเข้าใจและทำได้อย่างดีไซน์เนอร์ เค้าจะไปจ้างดีไซน์เนอร์ทำไม ถ้าไม่ฝึกเรื่องนี้ก็จะถูกแก้งานไปเป็นแบบที่ดีไซน์เนอร์ไม่เห็นด้วยแบบนั้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะเป็นได้แค่คนทำ illustrator, photoshop เท่านั้นแหล่ะ&nbsp;ตัดสินใจซะว่าจะเป็นคนใช้โปรแกรมทำตามคำสั่งหรือว่าจะเป็นดีไซน์เนอร์</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>อย่าหยุดเรียนรู้</strong></h5>



<p>เดี๋ยวนี้สื่อไม่ได้มีแค่สิ่งพิมพ์แต่มีหลายๆ device ทั้งคอม มือถือ แถมมีคอมจอสัมผัสอีก เราต้องศึกษาด้วยว่าการออกแบบมันจะต่างกันไหม นี่ขนาดเราเรียนจบมา 5 ปี ยังมีอะไรออกมาเยอะขนาดนี้ถ้าไม่รู้จักศึกษาเพิ่มเติมก็คงแย่ จะกลายเป็นคนที่ถอยหลังลงคลองเลยแหล่ะ</p>



<p>เคยเห็นหลายๆ คนที่ทำงานหนังสือมาแล้วมาออกแบบเว็บแต่ว่าไม่ศึกษามาให้ดี เว็บออกมาแบบ…เหมือนหนังสือ แบบตัดรูปมาแปะๆ ถามว่าใช้ได้ไหม ตอบเลยว่าใช้ได้แต่มันไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ลูกค้าจะเสียเงินมากมายมาทำทำไมถ้าเว็บไม่เกิดประโยชน์อะไรกับธุรกิจเค้า (จริงๆ เคยเห็นนักออกแบบสิ่งพิมพ์ที่ผันมาทำเว็บแล้วศึกษาอย่างดีหลายคนนะ เว็บออกมาสวยมากๆ เลยนะ พี่แกจัด font มาอย่างดีเลย)</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>งานออกแบบต้องตอบโจทย์ลูกค้าได้</strong></h5>



<p>เพราะเป็นนักออกแบบไม่ได้เป็นศิลปิน จะทำอะไรก็ต้องคิดด้วยว่าออกแบบให้ใคร ทำไมถึงต้องออกแบบมาเป็นแบบนี้ (คิดไปเองไม่นับนะ) ไม่ใช่ว่าเจอเทคนิคใหม่มาโคตรเจ๋งเลยโปรเจคใหม่นี้ขอทำเทคนิคแบบนี้แล้วกัน จำได้ว่าระหว่างดูอาจารย์ตรวจงานเพื่อนสมัยเรียนที่ศิลปากร อาจารย์ถามเพื่อนคนนึงว่า ทำไมถึงใช้สีส้มในงานนี้ เพื่อนอึ้ง ตอบไม่ได้เพราะว่าชอบก็เลยใส่มาไม่ได้คิดถึงที่มา เราก็มานั่งคิด เออเนอะ นักออกแบบเก่งๆ อย่าง David Airey (ตอนนั้นชอบคนนี้มาก) เค้าคิดแบบมีที่ไปที่มาทั้งนั้น ทุกอย่างมีความหมายหมด พอมาทำงานลูกค้าถามยิ่งกว่าอาจารย์อีกจ้าาา T_T</p>



<p>มีเรื่องนึงที่รู้สึกว่า มีประโยชน์มากๆ ในการทำงานออกแบบคือ การเข้าใจธุรกิจและการตลาด ด้วยความที่เตยได้ขายของออนไลน์มาบ้าง บางบริษัทที่เตยทำงานก็เปิดโอกาสให้เตยได้ลองทำงานการตลาดดู ทำให้เตยเข้าใจเรื่องธุรกิจมากขึ้น เวลาคุยกับลูกค้าก็จะเข้าใจว่า อ๋อ ลูกค้าต้องการสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร งานออกแบบของเราก็จะตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ทำงานให้มากกว่าที่เขาขอ</strong></h5>



<p>ไม่ได้หมายความว่าให้ทำเยอะๆ ตลอดเวลา แต่หมายความว่าให้คิดให้เยอะขึ้น ให้มากกว่าที่ถูกคาดหวัง ลูกค้าหรือหัวหน้าจะรู้สึกประทับใจมากขึ้น</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>ต้องรู้จักเป็นนาง/นายงามสันติภาพบ้าง</strong></h5>



<p>ต้องหาทาง win win win ให้ได้ คือลูกค้าต้อง win ซึ่งมักหมายถึงได้ผลตอบแทนคุ้มค่าจากเว็บ, User ไม่ปวดหัว ได้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนตามที่ต้องการ, เพื่อนร่วมงานของเราก็ต้อง win ด้วยไม่ใช่ว่าออกแบบเว็บมาไม่สนใจว่าคนเขียนโปรแกรมจะเอาข้อมูลนี้มาได้ยังไง ใช้เวลานานเกิด timeline ไหม ทำได้ไหม (เกิดทำไม่ได้ขึ้นมา เวลาน้อย เดี๋ยวได้ออกแบบใหม่นะเออ)&nbsp;<em>ปล. ข้อนี้อาจขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และตำแหน่งงานด้วย</em></p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>เรียนรู้การเมืองในองค์กรไว้บ้าง</strong></h5>



<p>เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับเตย แต่ก็สังเกตเห็นพี่ๆ ที่ไปได้ดี ไปได้ไกลล้วนแล้วแต่เก่งเรื่องนี้ทั้งนั้น อย่างน้อยๆ ที่สุดถ้าไม่ได้เรื่องการเมืองเลยก็ต้องรู้ว่าผู้ตัดสินใจที่แท้จริงเป็นใคร เรื่องนี้เจอกันบ่อยมากกกกกก สมัยเรียนลูกค้าคืออาจารย์คนเดียวเอง ชิลๆ เดี๋ยวนี้หรอ ถ้าเป็นลูกค้าก็อาจจะมีหัวหน้าของหัวหน้าของลูกค้าของลูกค้าอีกที หรือถ้าเป็นบริษัทใหญ่ก็อาจเป็นหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้า 5555 ขำไปแต่เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่าจริงซะอีก&nbsp;ความเศร้าจะเกิดขึ้นเมื่อหัวหน้าชอบงานเรามากกกกกให้ทำไปซะเยอะครบหมดทุกอย่าง แต่แล้วหัวหน้าของหัวหน้าบอกว่า ออกแบบอะไรมา เอาไปออกแบบใหม่ซะ&nbsp;T_T</p>



<p>การป้องกันที่เคยเห็นเค้าทำกันก็คือ…เผือกวันละนิดจิตแจ่มใส อย่างน้อยต้องเผือกให้รู้ว่าจริงๆ แล้วใครคือพลังที่ซ่อนอยู่ เขาเป็นคนแบบไหน ให้ความสำคัญอะไรเป็นพิเศษ เช่น เน้นเรื่องธุรกิจเป็นหลักแปลว่างานเราต้องสนับสนุนเรื่องนี้</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/designer-lesson-learned/">สิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานออกแบบ</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tueymeaw.com/articles/designer-lesson-learned/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>221</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การสร้างนิสัยวาดรูปทุกวัน</title>
		<link>https://tueymeaw.com/articles/draw-everyday-habit/</link>
					<comments>https://tueymeaw.com/articles/draw-everyday-habit/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[tuey]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Oct 2014 15:31:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Personal Development]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tueymeaw.com/?p=607</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเตยพยายามสร้างนิสัยในการวาดรูปของตัวเองขึ้นมาใหม่ ด้วยการตั้งใจว่าจะวาดรูปให้ได้ทุกวัน ถึงแม้ว่าเตยจะทำได้แค่ประมาณ 21 วัน บางวันวาดเยอะ บางวันก็วาดน้อยแล้วแต่เวลาที่มี แต่ก็ยังนับว่าเป็นการเริ่มต้นและการเรียนรู้ที่ดีทีเดียว ต้องบอกตามตรงว่าถึงวันนี้เตยก็ยังทำไม่ได้ทุกวัน แต่ว่าเพราะทำไม่ได้นี่แหล่ะเลยรู้ว่าพลาดตรงไหนบ้าง วันนี้เลยอยากมาสรุปให้อ่านกันว่าได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง การสร้างนิสัยต้องเริ่มให้ง่ายที่สุด เล็กที่สุด เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเองว่าวันนี้ฉันทำแล้วนะ บางวันเตยระบายสีพื้นหลังไปก่อนแล้วหยุดไว้ วันต่อมาว่างๆ ค่อยมาทำต่อกลายเป็นว่ารูปนั้น จากตอนแรกเป็นแค่สีพื้นธรรมดาก็กลายเป็นหน้าที่มีรูปอะไรเต็มไปหมดเลย จัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ให้ใกล้ตัวและหยิบง่ายที่สุด ใช้สีที่ตัวเองถนัดอยู่แล้ว เตยว่าคนส่วนใหญ่ขี้เกียจทั้งนั้นไม่มีใครอยากทำอะไรวุ่นวายมาก ช่วงแรกที่วาดรูปเตยเก็บสีไว้ในลิ้นชัก จะวาดทีก็ค่อยมาหยิบ แต่ลิ้นชักก็รกมากๆๆๆ จนพอเห็นแล้วก็ขี้เกียจหยิบไปเลย เตยเลยเอาอุปกรณ์มาวางทิ้งไว้บนโต๊ะ พออยากวาดก็แค่หยิบมาวาด พู่กันเตยก็ใช้พู่กันแทงค์ใช้ง่าย ไม่ต้องทำความสะอาดมาก แถมกระดาษที่เตยใช้วาดก็เป็นสมุดจดที่เอาไว้จดงานที่เตยพกติดตัวอยู่แล้วทำให้เห็นบ่อย จำได้ว่าต้องวาด จัดการพลังงานและเวลาให้ดี ข้อนี้สำคัญมากโดยเฉพาะคนที่ทำงานประจำหรือมีความรับผิดชอบมาก ข้อนี้เป็นข้อที่ทำให้เตยพลาดและไม่สามารถทำให้ครบทั้งเดือนได้ การจะเริ่มทำอะไรใหม่ๆ แบบนี้ที่ต้องใช้เวลามากขึ้นจะเป็นเรื่องยากถ้าไม่ได้จัดการให้ดี หลักๆ เตยมักจะใช้เวลาช่วงหลังเลิกงานในการวาด โดยเฉลี่ยเตยใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการวาด เท่ากับว่าเตยกลับถึงบ้านสองทุ่มกินข้าว ทำโน้นทำนี่ก็เริ่มวาดได้ประมาณสามทุ่ม ทำเสร็จสี่ทุ่มไปอาบน้ำโทรคุยกับโดม นอนห้าทุ่มเที่ยงคืนตลอดทั้งที่เตยนอนตื่นเช้าและปกติจะนอนสี่ถึงห้าทุ่มทำให้เตยรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติมากๆๆๆ พอเหนื่อยติดๆ กันมันก็ไม่ไหวจนสุดท้ายเตยมักจะวาดได้เป็นวันเว้นวัน แต่เมื่อต้นเดือนอ่านเจอว่ามีศิลปินที่เค้าวาดรูปทุกวันเค้าใช้วิธีจำกัดเวลาของตัวเองในการวาดให้อยู่แค่ 30 นาทีต่อวัน วาดได้แค่ไหนแค่นั้นทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นใช้เวลาคิดหน่อยลง เน้นวาดอย่างเดียว วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่น่าลองสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเหมือนกัน อย่าสร้างนิสัยหลายอย่างพร้อมกัน มันจะทำให้ทำได้ยากขึ้นเพราะมันมีเรื่องต้องทำมากเกินไป ทำเดือนละอย่างก็ได้ถ้ามีหลายๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/draw-everyday-habit/">การสร้างนิสัยวาดรูปทุกวัน</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเตยพยายามสร้างนิสัยในการวาดรูปของตัวเองขึ้นมาใหม่ ด้วยการตั้งใจว่าจะวาดรูปให้ได้ทุกวัน ถึงแม้ว่าเตยจะทำได้แค่ประมาณ 21 วัน บางวันวาดเยอะ บางวันก็วาดน้อยแล้วแต่เวลาที่มี แต่ก็ยังนับว่าเป็นการเริ่มต้นและการเรียนรู้ที่ดีทีเดียว ต้องบอกตามตรงว่าถึงวันนี้เตยก็ยังทำไม่ได้ทุกวัน แต่ว่าเพราะทำไม่ได้นี่แหล่ะเลยรู้ว่าพลาดตรงไหนบ้าง วันนี้เลยอยากมาสรุปให้อ่านกันว่าได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง</p>



<ol><li><strong>การสร้างนิสัยต้องเริ่มให้ง่ายที่สุด</strong> เล็กที่สุด เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเองว่าวันนี้ฉันทำแล้วนะ บางวันเตยระบายสีพื้นหลังไปก่อนแล้วหยุดไว้ วันต่อมาว่างๆ ค่อยมาทำต่อกลายเป็นว่ารูปนั้น จากตอนแรกเป็นแค่สีพื้นธรรมดาก็กลายเป็นหน้าที่มีรูปอะไรเต็มไปหมดเลย</li><li><strong>จัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม</strong> ให้ใกล้ตัวและหยิบง่ายที่สุด ใช้สีที่ตัวเองถนัดอยู่แล้ว เตยว่าคนส่วนใหญ่ขี้เกียจทั้งนั้นไม่มีใครอยากทำอะไรวุ่นวายมาก ช่วงแรกที่วาดรูปเตยเก็บสีไว้ในลิ้นชัก จะวาดทีก็ค่อยมาหยิบ แต่ลิ้นชักก็รกมากๆๆๆ จนพอเห็นแล้วก็ขี้เกียจหยิบไปเลย เตยเลยเอาอุปกรณ์มาวางทิ้งไว้บนโต๊ะ พออยากวาดก็แค่หยิบมาวาด พู่กันเตยก็ใช้พู่กันแทงค์ใช้ง่าย ไม่ต้องทำความสะอาดมาก แถมกระดาษที่เตยใช้วาดก็เป็นสมุดจดที่เอาไว้จดงานที่เตยพกติดตัวอยู่แล้วทำให้เห็นบ่อย จำได้ว่าต้องวาด</li><li><strong>จัดการพลังงานและเวลาให้ดี</strong> ข้อนี้สำคัญมากโดยเฉพาะคนที่ทำงานประจำหรือมีความรับผิดชอบมาก ข้อนี้เป็นข้อที่ทำให้เตยพลาดและไม่สามารถทำให้ครบทั้งเดือนได้ การจะเริ่มทำอะไรใหม่ๆ แบบนี้ที่ต้องใช้เวลามากขึ้นจะเป็นเรื่องยากถ้าไม่ได้จัดการให้ดี หลักๆ เตยมักจะใช้เวลาช่วงหลังเลิกงานในการวาด โดยเฉลี่ยเตยใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการวาด เท่ากับว่าเตยกลับถึงบ้านสองทุ่มกินข้าว ทำโน้นทำนี่ก็เริ่มวาดได้ประมาณสามทุ่ม ทำเสร็จสี่ทุ่มไปอาบน้ำโทรคุยกับโดม นอนห้าทุ่มเที่ยงคืนตลอดทั้งที่เตยนอนตื่นเช้าและปกติจะนอนสี่ถึงห้าทุ่มทำให้เตยรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติมากๆๆๆ พอเหนื่อยติดๆ กันมันก็ไม่ไหวจนสุดท้ายเตยมักจะวาดได้เป็นวันเว้นวัน แต่เมื่อต้นเดือนอ่านเจอว่ามีศิลปินที่เค้าวาดรูปทุกวันเค้าใช้วิธีจำกัดเวลาของตัวเองในการวาดให้อยู่แค่ 30 นาทีต่อวัน วาดได้แค่ไหนแค่นั้นทำให้งานเสร็จเร็วขึ้นใช้เวลาคิดหน่อยลง เน้นวาดอย่างเดียว วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่น่าลองสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเหมือนกัน</li><li><strong>อย่าสร้างนิสัยหลายอย่างพร้อมกัน</strong> มันจะทำให้ทำได้ยากขึ้นเพราะมันมีเรื่องต้องทำมากเกินไป ทำเดือนละอย่างก็ได้ถ้ามีหลายๆ อย่างที่อยากทำ</li></ol>



<p>เตยตั้งใจว่าช่วงไหนที่อยากโฟกัสวาดรูปมากขึ้นแล้วเตยจะลองใหม่อีกรอบนึงอยู่ อย่างเดือนนี้เตยแทบไม่ได้วาดเลยเพราะไปเน้นทำอย่างอื่นมากกว่า เตยก็ไม่ได้เสียดายหรือเสียใจนะ ถ้าวันไหนอารมณ์ดีๆ อยากวาดเราก็ยังมีอุปกรณ์ของเราอยู่ แต่ก็ต้องบอกเลยว่าการวาดรูปทุกวันให้อะไรหลายอย่างมากๆ เตยรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ศักยภาพของตัวเองมากขึ้นจากที่เคยคิดว่าเรา Sketch รูปแย่ พอวาดมาแล้วก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดสักหน่อย ตรงนี้เป็นจุดสำคัญเลยที่ได้จากการวาดภาพ อยากให้ลองวาดกันดู</p>



<p>อันที่จริงสิ่งเหล่านี้ที่เตยเรียนรู้มาก็ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การวาดภาพ อาจเป็นการสร้างนิสัยอื่นๆ ก็ได้เช่น ฉันจะอ่านหนังสือทุกวัน ฉันจะเล่น Facebook ให้น้อยลง ฉันจะออกกำลังกายทุกวันแบบนี้ก็ได้นะคะ เราต้องเลือกนิสัยที่ตัวเองอยากจะเป็นเท่านั้นมันถึงจะได้ผล แล้วเริ่มง่ายๆ ที่วันนี้แค่ 5 นาทีก่อนก็ได้ค่ะ</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/draw-everyday-habit/">การสร้างนิสัยวาดรูปทุกวัน</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tueymeaw.com/articles/draw-everyday-habit/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>251</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมตัวเลขบนเครื่องคิดเลขถึงแตกต่างกับโทรศัพท์?</title>
		<link>https://tueymeaw.com/articles/phone-calculator-keypads-differents/</link>
					<comments>https://tueymeaw.com/articles/phone-calculator-keypads-differents/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[tuey]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 17 Apr 2012 06:52:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Design]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tueymeaw.com/?p=651</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าเราสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่าปุ่มของเครื่องคิดเลขและโทรศัพท์มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยปุ่มเลข 1-2-3 ของเครื่องคิดเลขและปุ่มเลขบนคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์จะอยู่ด้านล่าง แต่บนโทรศัพท์นั้นปุ่มเลข 123 จะเริ่มจากด้านบน ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าทำไมถึงแตกต่างกัน แต่ก็มีคนคิดออกมาหลักๆ 3 ทฤษฎีที่ล้วนแล้วแต่เกี่ยวกับกับการใช้งานของมนุษย์ทั้งสิ้น คือ ทฤษฎีที่ 1 Keypad ของคอมพิวเตอร์และเครื่องคิดเลขถูกพัฒนามาจากเครื่องคิดเงินที่ใช้ตามร้านค้า ซึ่งมักใช้งานจำนวนเต็มสิบทำให้เลข 0 ถูกใช้จำนวนมาก เครื่องคิดเงินจึงถูกปรับโดยการเอาเลข 0 มาไว้ข้างล่าง เพื่อให้อยู่ใกล้มือและใช้งานได้ง่ายมากขึ้น ส่วนของโทรศัพท์นั้นสมัยก่อนเทคโนโลยียังไม่ดีนักการวางตัวเลขสลับกับเครื่องคิดเลขจะทำให้ใช้โทรศัพท์ได้ดีขึ้น ทฤษฎีที่ 2 ได้มีการวิจัยออกมาเพื่อทดลองว่าปุ่มกดแบบใด การจัดวางแบบไหนที่ใช้งานได้ดีที่สุดโดยการจัดวางมีทั้งแบบ วางเป็นสี่เหลี่ยมด้านละ 3 ตัวเลขและมีเลขศุนย์อยู่ข้างล่าง, แบบสองแถวแถวละห้าตัวเลขทั้งวางแนวนอนและแนวตั้ง, หรือวางแบบเป็นวงกลมตาม/ ไม่ตามเข็มนาฬิกา โดยผลการวิจัยออกมาว่าแบบวางเป็นสี่เหลี่ยม แถวละ 3 ตัวเลขโดยมี 1-2-3 อยู่บนสุดเป็นแบบที่คนใช้งานได้ง่ายมากที่สุด ทฤษฎีที่ 3 จากการที่ชาวตะวันตกอ่านหนังสือกันจากซ้ายไปขวาและบนลงล่าง ดังนั้นการวางเลขก็จึงได้ถูกวางไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้ได้ง่ายขึ้นจากการคุ้นชินเหมือนกับการอ่านหนังสือทั่วไป</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/phone-calculator-keypads-differents/">ทำไมตัวเลขบนเครื่องคิดเลขถึงแตกต่างกับโทรศัพท์?</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ถ้าเราสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่าปุ่มของเครื่องคิดเลขและโทรศัพท์มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยปุ่มเลข 1-2-3 ของเครื่องคิดเลขและปุ่มเลขบนคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์จะอยู่ด้านล่าง แต่บนโทรศัพท์นั้นปุ่มเลข 123 จะเริ่มจากด้านบน ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าทำไมถึงแตกต่างกัน แต่ก็มีคนคิดออกมาหลักๆ 3 ทฤษฎีที่ล้วนแล้วแต่เกี่ยวกับกับการใช้งานของมนุษย์ทั้งสิ้น คือ</p>



<h5 class="wp-block-heading">ทฤษฎีที่ 1</h5>



<p>Keypad ของคอมพิวเตอร์และเครื่องคิดเลขถูกพัฒนามาจากเครื่องคิดเงินที่ใช้ตามร้านค้า ซึ่งมักใช้งานจำนวนเต็มสิบทำให้เลข 0 ถูกใช้จำนวนมาก เครื่องคิดเงินจึงถูกปรับโดยการเอาเลข 0 มาไว้ข้างล่าง เพื่อให้อยู่ใกล้มือและใช้งานได้ง่ายมากขึ้น ส่วนของโทรศัพท์นั้นสมัยก่อนเทคโนโลยียังไม่ดีนักการวางตัวเลขสลับกับเครื่องคิดเลขจะทำให้ใช้โทรศัพท์ได้ดีขึ้น</p>



<h5 class="wp-block-heading">ทฤษฎีที่ 2</h5>



<p>ได้มีการวิจัยออกมาเพื่อทดลองว่าปุ่มกดแบบใด การจัดวางแบบไหนที่ใช้งานได้ดีที่สุดโดยการจัดวางมีทั้งแบบ วางเป็นสี่เหลี่ยมด้านละ 3 ตัวเลขและมีเลขศุนย์อยู่ข้างล่าง, แบบสองแถวแถวละห้าตัวเลขทั้งวางแนวนอนและแนวตั้ง, หรือวางแบบเป็นวงกลมตาม/ ไม่ตามเข็มนาฬิกา โดยผลการวิจัยออกมาว่าแบบวางเป็นสี่เหลี่ยม แถวละ 3 ตัวเลขโดยมี 1-2-3 อยู่บนสุดเป็นแบบที่คนใช้งานได้ง่ายมากที่สุด</p>



<h5 class="wp-block-heading">ทฤษฎีที่ 3</h5>



<p>จากการที่ชาวตะวันตกอ่านหนังสือกันจากซ้ายไปขวาและบนลงล่าง ดังนั้นการวางเลขก็จึงได้ถูกวางไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้ได้ง่ายขึ้นจากการคุ้นชินเหมือนกับการอ่านหนังสือทั่วไป</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/phone-calculator-keypads-differents/">ทำไมตัวเลขบนเครื่องคิดเลขถึงแตกต่างกับโทรศัพท์?</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tueymeaw.com/articles/phone-calculator-keypads-differents/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>245</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สัญลักษณ์ปุ่มเปิด/ปิดไฟมีความหมายอย่างไรบ้าง</title>
		<link>https://tueymeaw.com/articles/user-interface-on-off-switch/</link>
					<comments>https://tueymeaw.com/articles/user-interface-on-off-switch/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[tuey]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 18 Feb 2012 07:05:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Design]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://tueymeaw.com/?p=654</guid>

					<description><![CDATA[<p>วันนี้เผอิญไปสังเกตเห็นปุ่มเปิด/ปิดบนปลั๊กพ่วงว่ามีสัญลักษณ์เป็นตัววงกลม และขีดแนวตั้ง ก็กลายร่างตัวเองเป็นคุณหนูจำไม ตั้งคำถามขึ้นมาว่าที่มาของสัญลักษณ์นี้มาจากไหน? และสัญลักษณ์นี้มีความหมายว่าอย่างไร แต่ไม่รู้จะถามใครก็เลยถามอากู๋ กูเกิ้ล ได้ความมาดังนี้ค่ะ ใครเป็นกำหนดให้ใช้สัญลักษณ์พวกนี้? ปุ่ม On/Off เป็นสัญลักษณ์ที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดย The International Electrotechnical Commission (IEC) หรือ&#160;คณะกรรมมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็คทรอเทคนิค ซึ่ง IEC ได้ร่วมกำหนดมาตรฐานด้านไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคต่างๆ รวมถึงกำหนดมาตราฐานของสัญลักษณ์ที่นำมาใช้บนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ ด้วย ที่มาของสัญลักษณ์เปิดและปิด สัญลักษณ์ 0 วงกลมจะหมายถึง &#8220;ปิด&#8221; และสัญลักษณ์ &#124; เส้นตรงขีดแนวตั้งหมายถึง &#8220;เปิด&#8221; ทั้งสองนี้เป็นสัญลักษณ์ที่มาจากระบบเลขฐานสองหรือ Binary System ซึ่งจะมีเลขเพียง 2 ตัวเท่านั้นคือ 0 (ศูนย์) และ 1 (หนึ่ง) และความหมายของ 0 ในระบบเลขฐานสองคือ ไม่มีค่าหรือ “ปิด” ส่วนเลข 1 นั้นก็มีความหมายว่ามีค่า หรือ “เปิด” นั่นเอง มีปุ่ม [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/user-interface-on-off-switch/">สัญลักษณ์ปุ่มเปิด/ปิดไฟมีความหมายอย่างไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>วันนี้เผอิญไปสังเกตเห็นปุ่มเปิด/ปิดบนปลั๊กพ่วงว่ามีสัญลักษณ์เป็นตัววงกลม และขีดแนวตั้ง ก็กลายร่างตัวเองเป็นคุณหนูจำไม ตั้งคำถามขึ้นมาว่าที่มาของสัญลักษณ์นี้มาจากไหน? และสัญลักษณ์นี้มีความหมายว่าอย่างไร แต่ไม่รู้จะถามใครก็เลยถามอากู๋ กูเกิ้ล ได้ความมาดังนี้ค่ะ</p>



<h4 class="wp-block-heading">ใครเป็นกำหนดให้ใช้สัญลักษณ์พวกนี้?</h4>



<p>ปุ่ม On/Off เป็นสัญลักษณ์ที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดย <strong>The International Electrotechnical Commission (IEC)</strong> หรือ&nbsp;คณะกรรมมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็คทรอเทคนิค ซึ่ง IEC ได้ร่วมกำหนดมาตรฐานด้านไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคต่างๆ รวมถึงกำหนดมาตราฐานของสัญลักษณ์ที่นำมาใช้บนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ ด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading">ที่มาของสัญลักษณ์เปิดและปิด</h4>



<p>สัญลักษณ์ 0 วงกลมจะหมายถึง &#8220;ปิด&#8221; และสัญลักษณ์ | เส้นตรงขีดแนวตั้งหมายถึง &#8220;เปิด&#8221; ทั้งสองนี้เป็นสัญลักษณ์ที่มาจากระบบเลขฐานสองหรือ <strong>Binary System</strong> ซึ่งจะมีเลขเพียง 2 ตัวเท่านั้นคือ 0 (ศูนย์) และ 1 (หนึ่ง) และความหมายของ <strong>0 ในระบบเลขฐานสองคือ ไม่มีค่าหรือ “ปิด”</strong> ส่วนเลข <strong>1 นั้นก็มีความหมายว่ามีค่า หรือ “เปิด”</strong> นั่นเอง </p>



<h4 class="wp-block-heading">มีปุ่ม On/Off และปุ่ม Power ด้วยนะ</h4>



<ul><li><strong>ปุ่ม On/Off</strong> มีลักษณะเป็นเส้นตรงอยู่ในวงกลม ซึ่งปุ่มนี้จะถูกใช้บนอุปกรณ์ที่มีการปิดเครื่องแบบ Hard Off (Zero Power) คือการปิดเครื่องแบบปิดหมดไม่มีการใช้พลังงานเลย</li><li>ส่วน<strong>ปุ่ม Shutdown</strong> (หรือบางที่จะเรียกว่า ปุ่ม Standby) ที่เราเห็นบ่อยๆ บนคอมพิวเตอร์นั้น เป็นปุ่มที่ใช้กับอุปกรณ์ที่ปิดแบบ Soft Off (Non-Zero Power) หรือการปิดเครื่องแบบยังมีการใช้พลังงานอยู่</li></ul>



<h4 class="wp-block-heading">แนะนำข้อมูลเพิ่มเติมได้นะคะ</h4>



<p>สำหรับใครที่มีอะไรสงสัย อยากแย้ง หรือแชร์ตรงไหน ลองเสนอกันได้นะคะ เพราะที่เขียนบนนี้ก็อ่านเอง แปลภาษาอังกฤษเอง ไม่ได้มีความรู้พื้นฐานอะไรเท่าไหร่ค่ะ อาจมีผิดพลาดไปบ้างก็ติชมแก้ไขได้นะคะ</p>
<p>The post <a href="https://tueymeaw.com/articles/user-interface-on-off-switch/">สัญลักษณ์ปุ่มเปิด/ปิดไฟมีความหมายอย่างไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://tueymeaw.com">Tueymeaw</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://tueymeaw.com/articles/user-interface-on-off-switch/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>276</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
