<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><rss xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:openSearch="http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/" xmlns:blogger="http://schemas.google.com/blogger/2008" xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:gd="http://schemas.google.com/g/2005" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0" version="2.0"><channel><atom:id>tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340</atom:id><lastBuildDate>Wed, 04 Sep 2024 18:03:24 +0000</lastBuildDate><category>ว่านหางจระเข้</category><title>สมุนไพรดี มีประโยชน์</title><description></description><link>http://usefulherb.blogspot.com/</link><managingEditor>noreply@blogger.com (noo)</managingEditor><generator>Blogger</generator><openSearch:totalResults>33</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-3641752503045355326</guid><pubDate>Sat, 13 Dec 2008 03:56:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-12T19:56:00.766-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 21 - ริดสีดวงทวาร</title><description>&lt;div align=&quot;justify&quot;&gt;ริดสีดวงทวารแบ่งได้เป็น 3 ชนิด&lt;br /&gt;1. ริดสีดวงแห้ง&lt;br /&gt;2.ริดสีดวงฉีก&lt;br /&gt;3.ริดสีดวงบานทะโลก&lt;br /&gt;ที่เป็นกันมากคือริดสีดวงแห้ง ซึ่งเป็นการโป่งออกของเส้นโลหิตดำที่ทวารหนักเวลาถ่ายจะมีอาการเลือดออกติดมากับอุจจาระและมีความรู้สึกเจ็บ&lt;br /&gt;คนที่ท้องผูกบ่อย หัวริดสีดวงจะฉีกได้ง่าย เนื่องจากการเสียดสีของอุจจาระที่แข็ง และโดยเฉพาะผุ้ที่มีอาการอักเสบในทวารหรือทวารแตกเป็นร่อง เวลาถ่ายจะมีของเหลวออกมา ถึงแม้จะไม่มีอาการเจ็บ แต่มีอาการคันที่ทวารหนัก&lt;br /&gt;ริดสีดวงแห้งและริดสีดวงฉีกสามารถรักษาได้โดยใช้ว่านหางจระเข้ แต่ถ้าเป็นริดสีดวงบานทะโลก ควรให้แพทย์รักษา&lt;br /&gt;ริดสีดวงแห้งและริดสีดวงฉีก ที่สำคัญเกิดจากท้องผูกควรรับประทานว่านหางจระเข้เป็นประจำ จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องท้องผูก ซึ่งส่งผลการรักษาริดสีดวงไปในตัวด้วย กระทั่งบางคนใช้น้ำว่านหางจระเข้ทาริดสีดวง หรือสวนทวารควบกันไป วิธีนี้จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบให้ทุเลาลงด้วย&lt;br /&gt;การรักษาให้รับประทานว่านหางจระเข้ที่มีความยาว 3-4 ซม. หรือน้ำว่านหางจระเข้ทุกวัน&lt;br /&gt;การใช้น้ำว่านหางจระเข้ทาริดสีดวง ก่อนอื่นต้องล้างแผลให้สะอาด ใช้สำลีหรือผ้าก็อซ ทาวุ้นว่านหางจระเข้ปิดตรงหัวริดสีดวงแล้วใช้ผ้าพลาสเตอร์ปิดทับไว้อย่าให้เลื่อนหลุด ถ้าน้ำว่านหางจระเข้แห้งลงก็ให้ทำการปิดซ้ำใหม่อีก&lt;/div&gt;</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/21.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-7701190983262039187</guid><pubDate>Fri, 12 Dec 2008 03:56:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-11T19:56:00.972-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 20 -  กล้ามเนื้อหัวไหล่แข็งระบม</title><description>&quot;เวลาใช้ น่าจะใส่แป้งสาลีลงไปกวนกับวุ้นว่านหางจระเข้ ให้ได้ครีมที่ข้นพอสมควรแล้วค่อยประคบ&quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการแข็งระบมที่กล้ามเนื้อหัวไหล่ มีสาเหตุหลายอย่าง แต่ส่วนมากมักเนื่องมาจากการวางแขนอยู่ในท่าเดียวเป็นเวลานาน โดยไม่มีการเคลื่อนไหวไหล่ กล้ามเนื้อในส่วนนั้นจึงเกิดการเคล็ดและเกร็งตัว ทำให้โลหิตไหลเวียนไม่สะดวก จึงเกิดอาการแข็งระบม ยังผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวไหล่ติดขัด เพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อคลายตัว และทำให้โลหิตไหลเวียนดี สามารถใช้วิธีรักษาโดยการประคบด้วยว่านหางจระเข้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีรักษามี 2 อย่าง&lt;br /&gt;1. ใช้ของเหลวที่บดจากว่านหางจระเข้ ทาบนผ้าก็อซที่จะใช้ แล้วนำไปปิดตรงบริเวณที่เจ็บ&lt;br /&gt;2. ทำของเหลวที่บดจากว่านหางจระเข้ ให้อุ่นโดยเติมน้ำร้อนหรือตั้งไป เอาผ้าขาวที่ค่อนข้างหนาจุ่มลงไปจนชุ่ม แล้วนำไปปิดตรงบริเวณที่เจ็บวิธีนี้เรียกว่าการประคบร้อนด้วยว่านหางจระเข้</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/20.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-3190705929200112353</guid><pubDate>Wed, 10 Dec 2008 10:21:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-10T02:21:00.595-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 19 - เคล็ดขัดยอก ช้ำบวม</title><description>ในขณะเล่นกีฬา ถ้าเกิดพลาดพลั้ง หัวเข่ากระแทกกับพื้นอย่างแรง หรือหกล้มข้อเคล็ด ควรให้แพทย์รักษาโดยด่วน แต่ถ้าอาการไม่รุนแรง ก็อาจใช้วิธีประคบด้วยว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้จะช่วยลดความร้อนบรรเทาอาการอักเสบ และระงับปวด&lt;br /&gt;การปฐมพยาบาลคนเจ็บที่หกล้มฟกช้ำ ควรต้องประคบแผลด้วยน้ำเย็น ส่วนคนเจ็บที่เกิดการเคล็ดต้องเข้าเฝือกและตรึงด้วยไม้ ให้คนเจ็บอยู่ในภาวะที่สงบ&lt;br /&gt;วิธีใช้&lt;br /&gt;เอาวุ้นว่านหางจระเข้ปิดตรงบริเวณที่เจ็บ แล้วใช้ผ้าพันแผลพันให้เรียบร้อย อย่าให้เลื่อนหลุดได้&lt;br /&gt;ถ้าการบาดเจ็บให้บริเวณกว้าง ให้ใช้น้ำว่านหางจระเข้คั้น (หรือครีมว่านหางจระเข้) ทาใส่บนผ้าก็อซแล้วประคบตามบริเวณที่เจ็บ หากของเหลวที่ปิดอยู่แห้งตัวลงก็ทำการประคบใหม่ซ้ำอีก</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/19.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-27516990001395216</guid><pubDate>Tue, 09 Dec 2008 10:20:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-09T02:20:00.708-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 18 - ตาปลา</title><description>การใส่รองเท้าที่คับเกินไป รองเท้าจะเสียดสีหรือกดทับตามนิ้วเท้าและส้นเท้า ทำให้ผิวหนังส่วนนั้นด้านไป แล้วกลายเป็นตาปลา เมื่อใช้ว่านหางจระเข้รักษา สารจากว่านหางจระเข้จะซึมเข้าไปในผิวหนัง แล้วทำให้ผิวหนังด้านที่เกิดการลอกออก หลังจากที่ตาปลาลอกหลุดออกมาแล้ว ผิวหนังตรงนั้นก็จะเกิดเป็นรูบุ๋ม ถ้าใช้ว่านหางจระเข้ปิดรักษาต่อไป มักจะกระตุ้นให้เนื้อเยื่อเติบโตสมานรอยแผลรูที่เกิดขึ้นนั้นจะค่อยๆ เล็กลงจนกระทั่งหายไปในที่สุด&lt;br /&gt;                การรักษาตาปลาด้วยว่านหางจระเข้ เช่นเดียวกับการรักษาฮ่องกงฟุต</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/18.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-138702735050549823</guid><pubDate>Mon, 08 Dec 2008 10:19:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-08T02:19:00.331-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 17 - ฮ่องกงฟุต</title><description>โรคฮ่องกงฟุตมี 2 ชนิด ชนิดแรกที่ผิวหนังจะเป็นผิวแห้งและหยาบกร้าน เรียกว่าฮ่องกงฟุตแบบแห้ง ชนิดที่สองเรียกว่าฮ่องกงฟุตแบบชื้น ซึ่งจะมีน้ำเหลืองไหลเยิ้มอยู่ตลอดเวลา โรคฮ่องกงฟุตถ้าเป็นหนัก อาจเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้นได้ กระทั่งทำให้เดินไม่ได้ โรคฮ่องกงฟุตเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดไม่ง่ายนัก มีผู้ป่วยจำนวนมากได้ผ่านการรักษาด้วยยาชนิดต่างๆ แต่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร&lt;br /&gt;                เนื่องจากฮ่องกงฟุตเกิดจากเชื้อราซึ่งแทรกซ้อนอยู่ระหว่างชั้นหนังแท้ กับหนังชั้นนอก การรักษาด้วยว่านหางจระเข้ สารจากว่าหางจระเข้จะซึมเข้าสู่ผิวหนังไประงับการเติบโต และสลายพิษของเชื้อรา หลังจากที่ใช้ว่านหางจระเข้ผู้ป่วยจะไม่มีอาการคันอีก ต่อมาอีกหลายวันผิวหนังชั้นนอกจะลอกออก แล้วโรคฮ่องกงฟุตจะค่อยๆ หายไป ดังนั้นว่านหางจระเข้จึงใช้รักษาโรคฮ่องกงฟุตได้ผล&lt;br /&gt;                วิธีใช้                ก่อนอื่นต้องล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง เอาวุ้นว่านหางจระเข้ปิดลงตรงบริเวณที่เป็นฮ่องกงฟุต แล้วพันด้วยผ้าพันแผลให้เรียบร้อย</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/17.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-7579627931981460044</guid><pubDate>Sun, 07 Dec 2008 10:18:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-07T02:18:01.528-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 16 - ปวดฟัน</title><description>ว่านหางจระเข้ใช้ระงับอาการปวดฟันได้ชั่วคราวเพราะว่านหางจระเข้มีสรรพคุณทำลายเชื้อโรค สลายพิษ (Neutralization) ของเชื้อโรค เมื่ออาการปวดทุเลาลง ควรต้องหาทันตแพทย์ทำการตรวจรักษาต่อไป&lt;br /&gt;                วิธีใช้&lt;br /&gt;                หั่นใบว่านหางจระเข้เป็นชิ้นที่มีความยาว 2-3 . เหน็บไว้ที่ซอกฟัน หรือใช้ฟันขบให้อยู่ตรงที่เจ็บ ถ้าไม่อาจขบหรือเหน็บได้ อาจใช้ไม้พันสำลี จุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ทาป้ายตรงบริเวณที่เจ็บ ถ้าเหงือกบวมอักเสบ ให้ใช้เนื้อข้างในของใบว่านหางจระเข้ฝานเป็นชิ้นบางๆ ปิดตรงบริเวณที่อักเสบ ประมาณครึ่งชั่วโมงอาการปวดก็จะทุเลาลง</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/16.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-6452298496319941803</guid><pubDate>Sat, 06 Dec 2008 10:17:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-06T02:17:00.472-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 15 - โพรงปากอักเสบและมุมปากเปื่อย(ปากนกกระจอก)</title><description>วิธีใช้ ตัดใบว่านหางจระเข้มาท่อนหนึ่งล้างน้ำให้สะอาด เอามีดเฉือนตรงที่เป็นหนามออก ใช้เครื่องไสๆ เป็นวุ้นละเอียด แล้วเติมน้ำไปประมาณ 4-5 เท่าของวุ้นว่านหางจระเข้กวนให้วุ้นสลายตัวแล้วอมไว้ ในปากนานพอสมควร แล้วบ้วนออก แต่ถ้าเป็นอาการมุมปากอักเสบก็เอามีดตัดเอาว่านหางจระเข้มาส่วนหนึ่งบีบเอาน้ำเมือกจากใบว่านหางจระเข้ทาลงตรงมุมปาก ทำเช่นนี้หลายๆ ครั้งอาการอักเสบก็จะหายสนิท</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/15.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-4666500944986730988</guid><pubDate>Fri, 05 Dec 2008 10:13:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-05T02:13:00.880-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 14 - แผลแมลงกัดต่อย</title><description>ในฤดูร้อนเป็นฤดูที่แมลงชุกชุม หากไม่ระมัดระวัง ก็จะถูกแมลงกัดต่อยได้ง่าย แผลที่ถูกแมลงกัดต่อยจะมีอาการคันบวมแดง กระทั่งบางครั้งอาจถึงกับทำให้เป็นไข้หรือเกิดหนองติดเชื้อได้ การรักษาด้วยว่านหางจระเข้จะช่วยสลายพิษที่ได้รับจากแมลงโดยบีบเอาน้ำเมือกว่านหางจระเข้ ทาตรงรอยแผลที่ถูกแมลงกัดหรือต่อย</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/14.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-541966362805118274</guid><pubDate>Thu, 04 Dec 2008 10:14:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-04T02:14:00.711-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 13 - แผลถลอกและแผลจากของมีคม</title><description>ว่านหางจระเข้ใช้รักษาแผลที่เกิดจากของมีคม หรือแผลถลอกที่มีขนาดเล็กเมื่อเกิดแผลขึ้นควรทำความสะอาดแผลและบริเวณรอบๆ แผลเสียก่อน จากนั้นจึงใช้น้ำเมือกหรือเนื้อข้างในของว่านหางจระเข้ ทาหรือปิดลงบนแผลแล้วใช้ผ้าพันแผลพันให้เรียบร้อย ว่านหางจระเข้จะช่วยสมานแผลและป้องกันการติดเชื้อ</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/13.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-3805396500516833497</guid><pubDate>Wed, 03 Dec 2008 10:11:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-03T02:11:02.840-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 12 -  แผลจากไฟไหม้และน้ำร้อนลวก</title><description>นับตั้งแต่โบราณว่านหางจระเข้เป็นยาที่ขึ้นชื่อและให้ผลชะงัด ที่เหมาะสำหรับใช้รักษาแผลที่เกิดจากไฟไหม้และน้ำร้อนลวก ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น คนจำนวนมากนิยมใช้ว่านาหงจระเข้รักษาแผลดังกล่าว และชาวอินเดียนแดงเชื้อสายเม็กซิโก รู้จักใช้ว่านหางจระเข้เป็นยาสำหรับใช้รักษาแผลที่เกิดจากไฟไหม้ และน้ำร้อนลวกมานานแล้ว&lt;br /&gt;                การที่ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณในการรักษาแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ก็เพราะว่าวุ้นว่านหางจระเข้ สามารถดูดความร้อนจากผิวหนัง และน้ำเมือกว่านหางจระเข้มีผลในการสมานแผล ซ้ำยังเป็นตัวป้องกันไม่ให้แผลถูกกับอากาศ ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนได้&lt;br /&gt;                แผลที่เกิดจากไฟไหม้และแผลจากน้ำร้อนลวก พอแบ่งได้ 2 ระดับคือ ระดับอาการเบา และระดับอาการหนัก อาการเบาจะเกิดการบวมแดงที่ผิวหนัง รู้สึกปวดแสบปวดร้อนหรือบวมพองเป็นตุ่ม และบริเวณแผลถูกลวกไม่กว้าง ในการรักษาก่อนอื่นต้องใช้น้ำสะอาดล้างแผลเพื่อลดอุณหภูมิของแผลลง แล้วจึงค่อยรักษาด้วยว่านหางจระเข้&lt;br /&gt;                ส่วนแผลที่มีอาการสาหัส ผิวหนังจะมีรอยไหม้ดำ เนื้อเยื่อเกิดการลอกหลุด หรือเกิดการพุพองเป็นบริเวณกว้าง ในการปฐมพยาบาลควรใช้น้ำสะอาดล้างแผลเพื่อลดอุณหภูมิของแผลเสียก่อน แล้วรีบให้แพทย์รักษาโดยด่วนและอย่าได้รักษาเองตามวิธีพื้นบ้านเป็นอันขาด&lt;br /&gt;                แผลที่เกิดจากไฟไหม้และน้ำร้อนลวก ไม่ว่าจะมีอาการเบาแค่ไหน ล้วนต้องใช้น้ำสะอาดล้างแผลเพื่อลดอุณหภูมิของแผลเสียก่อน แล้วจึงค่อยทำการรักษาต่อไป แต่ถ้าอุณหภูมิของแผลไม่ลดลง ให้เอาว่านหางจระเข้ปิดแผลแล้วรดด้วยน้ำเย็น หรืออีกวิธีหนึ่งคือประคบด้วยถุงน้ำแข็ง&lt;br /&gt;                ข้อควรสนใจคือ อย่าเจาะหรือบีบแผลพุพองที่เป็นตุ่มใสให้แตกออกเป็นอันขาด การรักษาด้วยว่านหางจระเข้ให้ปอกเอาเปลือกว่านหางจระเข้ออก ตัดเอาแต่วุ้น แล้วนำไปปิดลงบนแผล โดยปิดให้เป็นบริเวณกว้างกว่าแผลเล็กน้อย ใช้ผ้าสะอาดปิดทับไว้ข้างบน สุดท้ายพันด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าพันแผล เพื่อไม่ให้เลื่อนหลุดไปได้ เนื่องจากแผลที่เกิดจากไฟไหม้ และน้ำร้อนลวกจะมีความร้อนสูง ดังนั้นว่านหางจระเข้แห้งเร็วมากจึงต้องเปลี่ยนว่านหางจระเข้ที่ประคบอยู่บ่อยๆ</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/12.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-3141584407559599327</guid><pubDate>Tue, 02 Dec 2008 10:10:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-02T02:10:01.641-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 11 - เมาค้าง</title><description>อาการเมาค้างเป็นอาการที่เนื่องจากการทำงานของตับล้าลง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน การที่ได้รับหระทานว่านหางจระเข้ จะช่วยให้ตับฟื้นการทำงานให้เป็นปกติได้เร็วขึ้น ทั้งนี้เพราะว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติสามารถสลายพิษได้&lt;br /&gt;                วิธีใช้&lt;br /&gt;                รับประทานว่านหางจระเข้ที่มีความยาว 3-4 ซม. และก่อนหรือระหว่างการดื่มสุรา ถ้าได้รับประทานว่านหางจระเข้ที่มีความยาว 1-2 ซม. ก็จะป้องกันไม่ให้เกิดอาการเมาค้างได้</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/11.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-8182218667211002034</guid><pubDate>Mon, 01 Dec 2008 10:08:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-12-01T02:08:00.538-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 10 - เมารถเมาเรือ</title><description>คนที่เมารถเมาเรือได้ง่าย จะลำบากใจต่อการนั่งรถนั่งเรือไปไหนมาไหนเป็นที่สุด มักจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ หาวนอนเป็นประจำ เหงื่อกาฬออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กระเพาะลำไส้ไม่สู้แข็งแรง และผู้ที่อวัยวะการทรงตัวมีความไวสูง จะเมารถเมาเรือได้ง่าย การนอนไม่เต็มอิ่มหรือการที่กระเพาะลำไส้ ไม่สบายก็เป็นสาเหตุให้ เกิดการเมารถเมาเรือได้ง่ายเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                ผู้ที่รู้ตัวว่าเมารถเมาเรือง่าย ก่อนออกเดินทางควรได้รับประทานว่านหางจระเข้สักหน่อย ก็จะป้องกันไม่ให้เกิดการเมารถเมาเรือได้ หรือในขณะเดินทางเกิดรู้สึกหงุดหงิด วิงเวียนศีรษะ ไม่สบาย ถ้าได้รับประทานว่านหางจระเข้ จะช่วยให้อาการเหล่านี้ทุเลาลง ทั้งนี้เพราะว่าว่านหางจระเข้ มีส่วนกระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ ขณะเดียวกันก็มีผลในการกล่อมประสาทด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                วิธีใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                ก่อนออกเดินทางขึ้นรถลงเรือ ให้รับประทานน้ำว่านหางจระเข้คั้น หรือใบว่านหางจระเข้สดที่มีความยาว 2-3 ซม.</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/12/10.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-3898951184198788114</guid><pubDate>Sun, 30 Nov 2008 10:08:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-30T02:08:00.671-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 9 - หืดหอบ</title><description>สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคหืดหอบนั้นมีมากมาย และแม้ว่าปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคนี้ได้ผลชะงัด แต่การใช้ว่านหางจระเข้ ก็ให้ผลในการบำบัด อาการหืดหอบได้ในระดับที่แน่นอน หากรับประทานเป็นประจำ จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น และเสริมภูมิต้านทานแก่ร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อและเยื่อเมือก (Mucous Membrane) มีความแข็งแรงขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลช่วยระงับอาการหืดหอบไม่ให้กำเริบขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการรักษาโรคหืดหอบ ผู้ป่วยต้องใช้ความอดทนในการรับประทานว่านหางจระเข้ ติดต่อกันเป็นเวลานาน 1-2 เดือน จึงจะเห็นผลถึงกระนั้นก็ตามว่านหางจระเข้ก็ยังเป็นเพียงแค่วิธีเสริมการรักษาที่ได้ผลดีขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;วิธีใช้ว่านหางจระเข้ รักษาโรคหืดหอบเช่นเดียวกับวิธีการรักษาไข้หวัด</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/9.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-3444536897961822929</guid><pubDate>Sat, 29 Nov 2008 10:07:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-29T02:07:00.341-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 8 - ไข้หวัด</title><description>ไข้หวัดเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงอะไร แต่มันสามารถพัฒนาและก่อให้เกิดการแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ ได้อีกมากมาย ดังนั้นเมื่อเป็นหวัดจึงต้องรับรักษาให้หายโดยเร็ว หากรู้ว่าตนเองเริ่มเป็นหวัดทางที่ดีควรรับประทานว่านหางจระเข้ เนื่องจากว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณสามารถระงับการขยายตัวของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ ในฤดูการที่ไข้หวัดระบาด การรับประทานว่านหางจระเข้ช่วยป้องกันได้ และถึงแม้ได้ติดเชื้อหวัดแล้วก็ตาม เมื่อรับประทานว่านหางจระเข้ก็จะช่วยรักษาได้โดยเร็ว&lt;br /&gt;                นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ ยังช่วยรักษาอาการไอ เจ็บคอ หรือ อาการเสมหะที่ติดอยู่ที่คอขากไม่ออกได้ผลดีด้วย&lt;br /&gt;                วิธีใช้&lt;br /&gt;                ตัดใบว่านหางจระเข้ยาว 3-4 ซม. บดหรือไสให้เป็นน้ำวุ้น เติมน้ำสุกอุ่นๆ 1 ถ้วยเล็ก แล้วรับประทานทันที หรือจะใส่น้ำมะนาวหรือน้ำผึ้ง เพื่อเพิ่มรสชาติให้น่ารับประทานยิ่งขึ้นก็ได้ หลังจากที่รับประทานแล้วจะทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;                สำหรับเด็กเล็ก ให้รับประทานว่านาหงจระเข้แช่น้ำผึ้ง ก่อนรับประทานใส่น้ำสุกอุ่นๆ เพื่อให้เจือจางลงแล้วค่อยรับประทานหรือรับประทานว่านหางจระเข้เชื่อมก็ได้</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/8.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-2638879430389490156</guid><pubDate>Fri, 28 Nov 2008 10:06:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-28T02:06:00.877-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 7 - ตับอักเสบ</title><description>สำหรับผู้ที่ชอบดื่มสุรา มักเป็นโรคตับอักเสบ ตับเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญ ในกระบวนการเมตาโบลิซึม และเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สลายสารพิษหรือยาที่รับมาจากระบบการย่อยแล้วขับสารพิษเหล่านี้ออกมาในรูปของเสีย ฉะนั้นตับจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพของตนเราเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;เนื่องจากว่านหางจระเข้มีบทบาทในการแก้พิษและเสริมภูมิต้านทานในร่างกาย จึงสามารถช่วยเสริมสมรรถภาพการทำงานของตับ ดังนั้น หากรับประทานว่านหางจระเข้เป็นประจำ จะป้องกันโรคตับได้&lt;br /&gt;                วิธีการใช้ว่านหางจระเข้รักษาโรคตับนั้นเช่นเดียวกับ วิธีการรักษาโรคเบาหวาน</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/7.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-3872236674943311468</guid><pubDate>Thu, 27 Nov 2008 10:04:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-27T02:04:00.927-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 6 - เบาหวาน</title><description>การเกิดขึ้นของโรคเบาหวานเป็นผลมาจากที่ตับอ่อนในร่างกานขับฮอร์โมน อินซูลินออกมาไม่เพียงพอ ทำให้กระบวนการเมตาโบลิซึมในร่างกานผิดปกติ และน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงมีอาการเหนื่อย เพลียง่าย เฉื่อย ไม่มีเรี่ยวแรง กระหายน้ำ และปัสสาวะบ่อย ผู้มีอาการหนัก ภูมิต้านทานของร่างกายจะลดลงและเกิดการแทรกซ้อนของโรคอย่างอื่นได้ง่าย&lt;br /&gt;                เนื่องจากว่านหางจระเข้มีส่วนเสริมสร้างกระบวนการเมตาโบลิซึมในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีอาการไม่หนัก หรือผู้ที่ประสงค์จะรับประทานเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน ในการรักษาโรคเบาหวาน ผู้ป่วยต้องมีความเข้าใจสาเหตุของโรคนี้ และทำการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ แต่อีกด้านหนึ่ง ก็สามารใช้ว่านหางจระเข้ ช่วยเสริมการรักษาควบคู่ไปด้วย ก็จะให้ผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น และสามารถควบคุมอาการของโรคเบาหวานไว้ได้&lt;br /&gt;                วิธีใช้&lt;br /&gt;รับประทานใบว่านหางจระเข้ ที่มีความยาว 3-4 ซม. ทุกวัน หรือรับประทานน้ำว่านหางจระเข้คั้นก็ได้             &lt;br /&gt;หากเป็นการรับประทานเพื่อป้องกันโรค ก็อาจรับประทานในปริมาณที่น้อยลง</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/6_27.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-5989478979912775279</guid><pubDate>Wed, 26 Nov 2008 10:01:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-26T02:01:00.953-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 5 - ความดันโลหิตต่ำ</title><description>คนที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ จะไม่เกิดภาวะอันตรายที่ถึงแก่ชีวิตอย่างกะทันหัน ดังเช่นผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตต่ำมักเกิดกับคนที่ผ่ายผอม และคนที่เอวบางร่างน้อย&lt;br /&gt;                ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ มักมีอาการดังนี้ คือ รู้สึกเมื่อยล้า อ่อนเพลียง่ายโดยไม่รู้สาเหตุ และมักมีอาการหน้ามืด ตาลาย หูอื้อ เบื่ออาหารและกระเพาะลำไส้ไม่สบาย เย็นตามมือและเท้า แต่ในฤดูร้อนกลับไม่สู้ทนความร้อน นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆ อีก เช่น ตอนกลางคืนนอนหลับไม่ดี แต่รุ่งเช้ากลับไม่อยากลุก เป็นต้น&lt;br /&gt;                การรับประทานว่านหางจระเข้สามารถกระตุ้นกระบวนการเมตาโบลิซึม ของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น ทำให้การทำงานทางสรีระของร่างกายเป็นไปด้วยดี ถึงกระนั้นก็ตาม ก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปในครั้งเดียว และอย่ารับประทานใบสดว่านหางจระเข้หรือน้ำว่านหางจระเข้คั้น ซึ่งจะให้ผลรุนแรงเกินไป เริ่มแรกควรรับประทานแต่น้อยแล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้น จนเท่าปริมาณปกติ&lt;br /&gt;                เหล้าดองว่านหางจระเข้ ใบชาว่านหางจระเข้ น้ำที่เคี่ยวจากใบว่านหางจระเข้ หรือว่านหางจระเข้เชื่อม สามารถ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เป็นยาที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำ เฉพาะอย่างยิ่ง น้ำที่เคี่ยวจากใบว่านหางจระเข้ให้ผลการรักษา ที่ละมุนกว่าและค่อยเป็นค่อยไปอีกทั้งยังรับประทานได้ง่ายด้วยเพียงแต่ผู้ป่วยต้องมีความอดทนที่จะรับประทานอย่างต่อเนื่องอยู่เป็นนิจ</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/5_26.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-5996780921609173532</guid><pubDate>Tue, 25 Nov 2008 09:57:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-25T01:57:01.329-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 4 - ความดันโลหิตสูง</title><description>ค่าความดันโลหิตที่ปกติของคนเราคือค่าความดันโลหิต ช่วงบนต่ำกว่า 139 มม. และค่าความดันโลหิตช่วงล่างต่ำกว่า 89 มม. แต่ความดันโลหิตช่วงบนสูงกว่า 99 มม. แล้ว ก็ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;ค่าความดันโลหิตอาจผันแปรได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ฤดูกาล และช่วงเวลาที่วัด ตลอดจนภาวะจิตใจขณะที่ทำการวัดด้วย&lt;br /&gt;สาเหตุที่ก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงนั้นมีมากมาย บางคนเป็นโรคบางอย่างที่ก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นเช่น เกิดจากกรรมพันธุ์ ร่างการดูดรับเกลือมากเกินไป หรืออ่อนเพลียเกินไป หรือเพราะความอ้วน หรือเกิดจากความเครียดในจิตใจ เป็นต้น ซึ่งผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักหาสาเหตุที่แน่ชัดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้&lt;br /&gt;เนื่องจากมีสาเหตุมากมายที่ก่อให้เกิดความดันโลหิตสูง ดังนั้นอาการที่แสดงออกของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป บางคนมีอาการปวดหัว รู้สึกตึงที่บริเวณกล้ามเนื้อหัวไหล่ บ้างมีอาการหูอื้อ ตาลาย ดังนั้นการรักษาจึงต้องขจัดที่สาเหตุของโรค&lt;br /&gt;การเสริมความแข็งแรงให้แก่เส้นโลหิตในสมอง ก็มีส่วนป้องกันอาการแทรกซ้อนอันเกิดจากเส้นโลหิตในสมองแตกได้ การรับประทานว่านหางจระเข้เป็นประจำ จะช่วยให้เส้นโลหิตมีความแข็งแรง และยืดหยุ่นได้ดี ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่า ว่านหางจระเข้ใช้รักษาความดันโลหิตสูงได้ผลดีมาก&lt;br /&gt;สำหรับผู้ที่บิดามารดามีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ขณะนี้ความดันโลหิตของตนเองอยู่ในเกณฑ์ปกติควรรับประทานว่านหางจระเข้แต่เนิ่นๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงแก่เส้นโลหิต&lt;br /&gt;สำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้วและกำลังใช้ยาลดความดันโลหิตอยู่ ก็อย่าหยุดใช้ยา เพียงแต่เสริมการใช้ว่านหางจระเข้รักษาควบคู่ไปด้วย จะช่วยส่งผลให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;วิธีใช้ รับประทานใบสดของว่านหางจระเข้ หรืออาจรับประทานน้ำว่านหางจระเข้คั้นทุกวัน โดยใช้ว่านหางจระเข้ที่มีความยาว 3-4 ซม. แม้ว่าว่านหางจระเข้มีสรรพคุณในการเสริมสร้างความแข็งแรง ให้แก่เส้นโลหิตและให้ผลดีในการลดความดันโลหิต แต่ว่านหางจระเข้ไม่ใช่ยาที่ใช้แล้วจะเห็นผลทันตา แต่จะให้ผลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องมีความอดทนในการรับประทานว่านหางจระเข้อย่างต่อเนื่องและเป็นประจำ</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/4_25.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-1793693349444935779</guid><pubDate>Sun, 23 Nov 2008 14:34:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-23T06:34:00.437-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 3 - ปวดกระเพาะเฉียบพลัน</title><description>อาการปวดกระเพาะอย่างเฉียบพลัน อาจเกิดขึ้นได้ในเวลากลางดึก หรือเมื่อเกิดความหิว อาการปวดนี้บางครั้งขยายไปถึงหลังจนเหงื่อกาฬออกทั้งตัว และยิ่งถ้าเป็นผู้ป่วยที่อยู่ในที่ที่ห่างไกล หรือเป็นผู้ป่วยเฉียบพลันในกลางดึกที่ไม่สามารถส่งไปยังโรงพยาบาลได้ทันที ในภาวะเช่นนี้ หากให้ผู้ป่วยได้รับประทานว่านหางจระเข้สักหน่อย ก็จะทำให้อาการปวดทุเลาลงได้ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้เป็นเพียงการระงับอาการชั่วคราวขั้นต้นเท่านั้น หลังจากนั้นต้องหาทางส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลให้แพทย์รักษาโดยเร็วด้วย&lt;br /&gt;                หากมีอาการปวดบริเวณลิ้นปี่อย่างแรง เรอเปรี้ยว อาเจียนเป็นเลือดหรืออุจจาระเป็นลิ่มเลือดสีดำ แสดงว่ามีแผลที่กระเพาะอาหารหรือที่ลำไส้เล็กส่วนต้น แผลในกระเพาะอาหารจะเป็นกันมากในผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน ส่วนแผลที่ลำไส้ส่วนต้นมักเกิดกับคนหนุ่มสาว การเกิดขึ้นของโรคทั้งสองอย่างนี้มีความเกี่ยวพันกับภาวะตึงเครียดทางจิตใจ และการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา&lt;br /&gt;                ว่านหางจระเข้ใช้สมานแผลได้ผลชะงัด และยังสามารถห้ามเลือดได้ จึงอาจใช้ระงับอาการตกเลือดในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นได้&lt;br /&gt;                อย่างไรก็ตาม ถ้าพบผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น เสียเลือดมากและมีอาการช็อค ต้องรีบส่งแพทย์โดยด่วน วิธีการใช้ว่านหางจระเข้รักษาโรคดังกล่าวนี้ เช่นเดียวกับการรักษากระเพาะลำไส้ไม่ปกติ</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/3_23.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-859300246239093557</guid><pubDate>Sat, 22 Nov 2008 14:34:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-22T06:34:00.367-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 2 - กระเพาะลำไส้ไม่ปกติ ท้องอืด เฟ้อ อาหารไม่ย่อย</title><description>อาการกระเพาะลำไส้ไม่ปกติ มักเกิดกับผู้ที่รับประทานอาหารอิ่มเกินไป หรือผู้ที่มีความตึงเครียดทางจิตใจ โดยมากมักมีอาการแน่นท้อง เบื่ออาหาร อึดอัดไม่สบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการดังกล่าวนี้จะหายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อได้รับการบำบัดที่ถูกต้อง แต่ในทางกลับกันถาปล่อยให้อาการกำเริบขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก  ก็จะพัฒนากลายเป็นโรคเรื้อรังได้ ฉะนั้นเมื่อมีอาการเกิดขึ้น ควรต้องรักษาโดยเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการกระเพาะ ลำไส้ ไม่ปกติ สามารรักษาได้โดยใช้ว่านหางจระเข้ ทั้งนี้เพราะสารอะโลอิน สารอะโลอินิน ในว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณในการกระตุ้นกระเพาะลำไส้ เพิ่มการหลั่งของน้ำย่อยให้ระบบย่อยฟื้นคืนสู่สภาพปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการรักษาโดยรับประทานใบสดว่านหางจระเข้หรือน้ำวุ้นของว่านหางจระเข้ แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีรับประทานแบบใดก็ตาม ปริมาณว่านหางจระเข้ที่ใช้จะต้องมีความยาว 4 ซม. ต่อวัน และแบ่งรับประทานเป็น 2 ครั้ง</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/2_22.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-2992369978565868588</guid><pubDate>Fri, 21 Nov 2008 14:34:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-21T06:34:00.904-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>การรักษาโรคตามอาการ 1 - ท้องผูก</title><description>การรับประทานอาหารได้ นอนหลับได้สนิท และขับถ่ายเป็นปกติ สามสิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุขภาพของคนเราแข็งแรง แต่บางคนมักประสบปัญหาท้องผูกอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว มักกลัดกลุ้มกับอาการท้องผูกที่รักษาไม่หาย ซึ่งมีส่วนก่อให้เกิดสิวและฝีตามใบหน้า กระทั่งริดสีดวงที่ทวารหนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การถ่ายอุจจาระเป็นปกติ ก็คือการถ่ายอย่างมีกฎเกณฑ์ซึ่งอาจเป็นการถ่ายทุกวันหรือ 2 วันครั้งก็ได้ แต่ถ้า 3-4 วันติดต่อกันหรือมากกว่า 4 วันจึงจะถ่ายหรือยังไม่มีความต้องการจะถ่าย เช่นนี้จัดเป็นอาการท้องผูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาอาการท้องผูกคือ รับประท่านใบสดว่านหางจระเข้ หรือรับประทานน้ำว่านหางจระเข้ก็ได้ ปริมาณการรับประทานต่อวันใช้ใบว่านหางจระเข้สดยาว 3-4 ซม. แบ่งรับประทานวันละ 3 ครั้งหลังอาหารและอย่าลืมรับประทานผักสดและผลไม้ให้มากด้วย</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/1_21.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-860226278109081741</guid><pubDate>Thu, 20 Nov 2008 09:35:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-20T01:35:01.597-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>ข้อควรสนใจบางประการในการใช้ว่านหางจระเข้</title><description>1.เด็กและคนสูงอายุต้องสนใจปริมาณการบริโภคว่านหางจระเข้เป็นพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กหรือคนสูงอายุที่สุขภาพอ่อนแอ เวลารับประทานว่านหางจระเข้ ต้องสนใจปริมาณการบริโภคเป็นพิเศษ อย่ารับประทานว่านหางจระเข้สด ให้รับประทานน้ำที่เคี่ยวจากใบว่านหางจระเข้ หรือชาว่านหางจระเข้ (อธิบายวิธีทำในตอนต่อไป) หรือน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ที่กรองเรียบร้อยและผสมเจือจางลงแล้ว ซึ่งให้ผลแบบค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.ควรเลือกรับประทานว่านหางจระเข้สด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนเห็นแก่ความสะดวกในการใช้ จึงบดว่านหางจระเข้ไว้เป็นจำนวนมาก แล้วนำไปแช่ไว้ในตู้เย็น แต่พอทิ้งไว้นานเข้า ของเหลวที่เก็บไว้เกิดการเปลี่ยนสี เมื่อเป็นเช่นนี้ อย่าได้นำมารับประทานอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นอย่าบดว่านหางจระเข้ครั้งเดียวไว้มากเกินไป ทางที่ดีควรทำไว้เผื่อรับประทาน 4-5 วันก็เพียงพอแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.ผู้ที่รัรบประทานว่านหางจระเข้ครั้งแรก ควรเริ่มจากปริมาณที่น้อยก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าจะรับประทานใบว่านหางจระเข้สดหรือจะรับประทานน้ำว่านหางจระเข้ที่คั้นและกรองไว้เรียบร้อยก็ตาม ล้วนต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ แต่สำหรับคนที่รับประทานครั้งแรก ควรรับประทานในปริมาณที่น้อยกว่ากำหนด หากสุขภาพไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้นจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้นและกำหนดปริมาณการบริโภคที่เหมาะสมกับสุขภาพของตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.ข้อควรสนใจในการรับประทานว่านหางจระเข้ในช่วงที่ไม่สบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่ไม่สบาย หรือผู้ที่ไม่เคยรับประทานว่านหางจระเข้มาก่อน เวลารับประทานต้องสนใจเป็นพิเศษคืออย่ารับประทานในเวลาก่อนอาหาร ต้องรับประทานหลังอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับบางคนที่ร่างกายไม่คุ้นกับว่านหางจระเข้ เมื่อรับประทานว่านหางจระเข้แล้วจะมีอาการท้องเสียหรือคลื่นไส้อาเจียน ถ้ามีอาการดังกล่าว ต้องหยุดรับประทานว่านหางจระเขเป็นการชั่วคราว สังเกตสักช่วงระยะหนึ่งแล้วค่อยลองรับประทานใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5.การใช้ว่านหางจระเข้ทาแผลครั้งแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ เมื่อทาแผลด้วยว่านหางจระเข้ จะเกิดอาการปวดแสบ ปวดร้อน หรือบวมแดง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมีอาการดังกล่าว ก่อนจะใช้ว่านหางจระเข้ ทางที่ดีควรปอกเปลือกว่านหางจระเข้ออก หรือใช้ผ้ากอซกรองน้ำว่านหางจระเข้แล้วเติน้ำเพื่อให้เจือจางก่อนใช้ทาแผล หากใช้ทาบริเวณใบหน้ายิ่งต้องสนใจเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6.การรักษาแผลที่เกิดจากไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่านหางจระเข้ใช้รักาแผลที่เกิดจากไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก ได้ผลดีมาก แต่ก่อนอื่นต้องใช้น้ำสะอาดล้างแผลเพื่อลดอุณหภูมิของแผลลงเสียก่อน แล้วจึงค่อยรักษาด้วยว่านหางจระเข้ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าเป็นแผลที่มีอาการสาหัส ต้องรีบใช้น้ำที่สะอาดล้างแผลเพื่อลดอุณหถูมิของแผลลง แล้วนำส่งให้แพทย์รักษาโดยด่วน ในกรณีเช่นนี้อย่าทำการรักษาด้วยวิธีพื้นบ้านเป็นอันขาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. การใช้ว่านหางจระเข้ในระยะที่มีครรภ์ หรือมีประจำเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สตรีที่อยู่ในระยะที่มีครรภ์ หรือมีประจำเดือนจะเกิดเลือดคั่งมดลูกได้ง่าย ดังนั้นหากรับประทานว่านหางจระเข้ในช่วงนี้ จะทำให้ประจำเดือนมามากผิดปกติ หรืออาจมีอันตรายที่จะแท้งลูกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทั้งนี้ยังขึ้นกับปริมาณการรับประทานว่านหางจระเข้ด้วย อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัย หากมีอาการป่วยในระยะที่ตั้งครรภ์ควรปรึกาแพทย์และรับการรักษาอย่างถูกต้อง</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/blog-post_20.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-7358160909941153891</guid><pubDate>Wed, 19 Nov 2008 09:34:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-19T01:34:00.933-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>วิธีใช้ว่านหางจระเข้ 6 การปิดแผลด้วยเนื้อในของว่านหางจระเข้</title><description>&lt;p&gt;เนื้อในของว่านหางจระเข้ ใช้รักษาแผลที่เกิดจากไฟไหม้ โรคฮ่องกงฟุต และอาการเคล็ดขัดยอกช้ำบวมได้ผลดีมาก และอาการเคล็ดขัดยอกช้ำบวมได้ผลดีมาก และไม่ก่อให้เกิดการแพ้บนผิวหนัง ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ใช้ว่านหางจระเข้ครั้งแรกหรือใช้กับเด็กเล็ก จึงไม่ต้องมีความกังวลใดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นแผลจากไฟไหม้ที่อาการไม่รุนแรง เพียงแค่มีอาการบวมแดง ปวดแสบปวดร้อนเล็กน้นอยหรือพองเป็นต่มใส ใช้ว่านหางจระเข้รักษาได้ แต่ถ้าเป็นแผลไฟไหม้สาหัสมีขนาดแผลกว้าง ต้องรีบส่งไปให้แพทย์รักษาโดยด่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรสนใจอีกประการหนึ่ง คือ แผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ควรใช้น้ำสะอาดทำความสะอาดแผลเพื่อลดอุณหภูมิของแผลลงเสียก่อนแล้วจึงทำการรักษาด้วยว่านหางจระเข้ต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีใช้&lt;br /&gt;1).ล้างใบว่านหางจระเข้ให้สะอาดแล้วสะเด็ดน้ำให้แห้ง&lt;br /&gt;2).ปอกเปลิอกว่านหางจระเข้ออกก็จะได้ส่วนที่เป็นเนื้อข้างใน&lt;br /&gt;3).หั่นเนื้ออ่อนออกเป็นชิ้นที่มีความยาวพอเหมาะ แล้วนำไปปิดลงบนแผลให้ทั่ว&lt;br /&gt;4).ใช้ผ้ากอซปิดทับไว้ข้างบน จากนั้นจึงใช้ผ้าพันแผลพันให้คงที่เรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง แผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลฟกช้ำ หรือบริเวณที่เกิดการเคล็ด โดยปกติจะมีอาการบวมแดงและร้อน ทำให้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ที่ใช้ปิดแผลอยู่จะแห้งเร็วมากฉะนั้นจึงต้องหมั่นเปลี่ยนเนื้อของใบว่านหางจระเข้บ่อยๆ&lt;/p&gt;</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/6.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-1075952729559850988</guid><pubDate>Tue, 18 Nov 2008 09:31:00 +0000</pubDate><atom:updated>2008-11-18T01:31:00.497-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>วิธีใช้ว่านหางจระเข้ 5 การประคบด้วยครีมที่ทำจากใบว่านหางจระเข้</title><description>การประคบด้วยครีมที่ทำจากใบว่านหางจระเข้เหมาะสำหรับใช้ปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่เกิดอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ กล้ามเนื้อฉีก เนื่องจากถูกกระแทกในขณะเล่นกีฬาหรือการทำงาน โดยใช้ครีมทาใส่ผ้าแล้วปิดตรงบริเวณที่บาดเจ็บ จะให้ผลการรักษาดีมากทีเดียว วิธีนี้จะให้ผลดีกว่าการทาแผลด้วยน้ำจากว่านหางจระเข้โดยตรงเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามในการพยาบาลผู้ป่วยควรพิจารณาตามความหนักเบาของอาการ สำหรับรายที่มีอาการหนักควรส่งแพทย์โดยเร็ว ถ้าหากมีอาการค่อยข้างเบาหรือรายที่ต้องการปฐมพยาบาลด่วน ให้ประคบด้วยครีมว่านหางจระเข้เมื่อรักษาอาการให้ทุเลาก่อน จึงส่งไปให้แพทย์รักษาก่อน  ในระยะที่ยังส่งตัวไม่ถึงมือแพทย์ ต้องหมั่นเปลี่ยนว่านหางจระเข้ที่ประคบอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ที่ผิวหนัง ถ้าประคบด้วยครีมว่านหางจระเข้นานเกินไป จะมีอาการปวดแสบ ปวดร้อน บวมแดงตามบริเวณที่ประคบ ดังนั้น ในรายที่ผู้ป่วยมีอาการเช่นนี้ ควรใช้น้ำวุ้นที่ผ่านการกรองด้วยผ้าขาวบาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;วิธีใช้&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;1).ล้างใบว่านหางจระเข้ ใช้เครื่องไสไสหรือเครื่องปั่นปั่นจนเป็นวุ้นละเอียด&lt;br /&gt;2).เอาแป้งสาลีเติมใส่ลงไปพอสมควร แล้วกวนให้เข้ากันจนเป้นครีมที่มีความหนืดตามที่ต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;วิธีประคบ&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;เอาครีมว่านหางจระเข้ป้ายลงบนผ้าก๊อซ หรือสำลีที่สะอาดแล้วปิดตรงบริเวณที่บาดเจ็บ จากนั้นจึงใช้ผ้าพันแผลพันให้เรียบร้อย อย่าให้เลื่อนหลุดได้ ครีมที่ปิดอยู่แห้งลง ก็ให้ทำการประคบซ้ำอีก</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/5.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item><item><guid isPermaLink="false">tag:blogger.com,1999:blog-6356387048002956340.post-5373565931356593896</guid><pubDate>Mon, 17 Nov 2008 08:40:00 +0000</pubDate><atom:updated>2009-11-15T01:30:01.660-08:00</atom:updated><category domain="http://www.blogger.com/atom/ns#">ว่านหางจระเข้</category><title>วิธีใช้ว่านหางจระเข้ 4 การใช้น้ำว่านหางจระเข้สดทาแผล</title><description>การใช้น้ำว่านหางจระเข้สดทาบริเวณแผลที่ถูกแมลงกัดต่อย แผลที่เกิดจากไฟไหม้และน้ำร้อนลวก เป็นวิธีรักษาแบบพื้นบ้านที่นิยมใช้กันมานาน โดยตัดเอาว่านหางจระเข้มา แล้วบีบเอาน้ำเหลวทาบริเสณแผล สำหรับแผลที่เกิดจากไฟไหม้น้ำร้อนลวก ถ้ารักาด้วยว่านหางจระเข้ หลังจากแผลหายแล้วจะไม่ทำให้เกิดแผลเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากว่านหางจระเข้มีสรรพคุณระงับการอักเสบและระงับปวด ดังนั้นการใช้น้ำว่านหางจระเข้สดทารักษาแผล นอกจากจะช่วยสมานแผลแล้วยังสามารถบรรเทาอาการอักเสบและระงับปวดได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;**ข้อควรสนใจคือ การใช้ว่านหางจระเข้ทาแผล จะต้องพิจารณาตามลักษณะและระดับความหนักเบาของบาดแผล สำหรับเด็กหรือบางคนที่มีอาการแพ้ตามผิวหนัง หลังจากทาแผลด้วยน้ำเมือกจากว่านหางจระเข้ จะมีความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณผิวหนัง ดังนั้นก่อนใช้ต้องผสมน้ำให้เจือจางลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;u&gt;วิธีใช้&lt;/u&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(0, 0, 102);&quot;&gt;1). การใช้น้ำเมือกของว่านหางจระเข้ทาแผลโดยตรง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ล้างใบว่านหางจระเข้ให้สะอาด ใช้มีดที่สะอาดและไม่มีสนิม ฝานใบว่านหางจระเข้ออก ใช้ไม้สำลีซับเอาน้ำเมือกของว่านหางจระเข้แล้วทาตรงบริเวณแผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเป็นแผลแมลงกัดต่อย ต้องบีบพิษออกจากแผลก่อน แล้วจึงทาด้วยน้ำเมือกว่านหางจระเข้ ถ้าเป็นแผลที่เกิดจากไฟไหม้หรือแผลถลอกขนาดเล็ก ควรทำความสะอาดแผลก่อน แล้วค่อยทาแผลด้วยน้ำเมือกว่านหางจระเข้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(0, 0, 102);&quot;&gt;2).การใช้น้ำวุ้นที่ได้จากการบดหรือไสใบว่านหางจระเข้ทาแผล &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(0, 0, 102);&quot;&gt;ล้างว่านหางจระเข้ให้สะอาด ใช้ที่ไสไสว่านให้ละเอียดเป็นวุ้น ใช้สำลีแตะที่วุ้นแล้วทาที่แผล แต่หากแผลฟกช้ำกินบริเวณกว้างเช่นหัวไหล่ขัดยอกก็ต้องเอาสำลีหรือผ้าก๊อซทาน้ำวุ้น แล้วนำไปปิดที่บริเวณนั้น เมื่อน้ำวุ้นที่ปิดแห้ง ก็ต้องทำซ้ำใหม่อีก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(0, 0, 102);&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style=&quot;color: rgb(0, 0, 102);&quot;&gt;สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ตามผิวหนัง ก่อนใช้ควรกรองน้ำวุ้นด้วยผ้าขาวบาง และใช้น้ำเจือจางให้ความเข้มข้นลดลงเสียก่อน&lt;/span&gt;</description><link>http://usefulherb.blogspot.com/2008/11/4_17.html</link><author>noreply@blogger.com (noo)</author><thr:total>0</thr:total></item></channel></rss>