<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</title>
	<atom:link href="http://www.dinp.org/unstable/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.dinp.org/unstable/</link>
	<description>รวมบทความการศึกษาธรรมะ การปฏิบัติธรรม วิเคราะห์วิจารณ์ศาสนา</description>
	<lastBuildDate>Sun, 27 Sep 2026 07:50:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.2</generator>
	<item>
		<title>พระรับเงินผิดศีลข้อไหน?</title>
		<link>http://www.dinp.org/unstable/which-precept-do-monks-violate-by-accepting-money/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=which-precept-do-monks-violate-by-accepting-money</link>
					<comments>http://www.dinp.org/unstable/which-precept-do-monks-violate-by-accepting-money/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ดิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 15:11:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นอกเขตพุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[พระไตรปิฎก]]></category>
		<category><![CDATA[นิสสัคคิยปาจิตตีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ผิดศีล]]></category>
		<category><![CDATA[พระรับเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[พระวินัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[เงิน]]></category>
		<category><![CDATA[เถรวาท]]></category>
		<category><![CDATA[โลกุตระ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dinp.org/unstable/?p=227</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระรับเงินผิดศีลข้อไหน? หนึ่งในเรื่องที่พระผิดศีลมากและบ่อยที่สุดในยุคปัจจุบันคือเรื่องของเงิน แต่ความผิดบาปนี่กลับเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง ไม่ถูกยอมรับว่าเป็นเรื่องผิดศีล และกลายเป็นว่าพระที่รับเงิน เป็นเรื่องปกติที่ถูกยอมรับได้ในปัจจุบัน หากเราจะมองในมุมธรรมะปฏิรูปหรือลัทธิที่แตกออกไปจากแกนหลักก็คงพอจะหยวน ๆ กันได้ แต่เมื่อพระไทยยังให้นิยามตนเองว่าเป็นเถรวาท เราก็ต้องใช้แนวทางของเถรวาทเข้ามาเป็นหลักในกรอบของการประพฤติปฏิบัติร่วมกัน มาดูกันว่าในหลักการของเถรวาท พระรับเงินจะผิดศีลข้อไหน 1). ทำผิดพระวินัย (ศีล 227ข้อ) “อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.” ( อ้างอิงจาก 2. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8 เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร ข้อที่ 105) จะเห็นว่าเป็นความผิดได้ใน 3 พฤติกรรม คือ 1.รับเงินเอง 2.ให้คนอื่นรับแทน 3.ยินดีในเงินที่มีผู้เก็บไว้ให้ ความผิดในลักษณะนี้ต้องสละเงินออกด้วย ถึงจะเรียกว่าถูกแก้ไข จุดที่น่าสนใจคือข้อที่ 3. ทำให้การเรี่ยไรจะไม่เกิดขึ้นในพุทธศาสนาเถรวาท เพราะพฤติกรรมการเรี่ยไรแบบให้โอนเงินเก็บไว้ที่คนอื่น ตนเองยังยินดี ต้องสละเงินนั้นออกทั้งหมดด้วยวิธีทางพระวินัย 2). เอาเงินไปซื้อของก็ผิดธรรมวินัย “อนึ่ง ภิกษุใดถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ,&#8230;&#160;<a href="http://www.dinp.org/unstable/which-precept-do-monks-violate-by-accepting-money/" class="" rel="bookmark">Read More &#187;<span class="screen-reader-text">พระรับเงินผิดศีลข้อไหน?</span></a></p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/which-precept-do-monks-violate-by-accepting-money/">พระรับเงินผิดศีลข้อไหน?</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พระรับเงินผิดศีลข้อไหน?</strong></p>
<p>หนึ่งในเรื่องที่พระผิดศีลมากและบ่อยที่สุดในยุคปัจจุบันคือเรื่องของเงิน แต่ความผิดบาปนี่กลับเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง ไม่ถูกยอมรับว่าเป็นเรื่องผิดศีล และกลายเป็นว่าพระที่รับเงิน เป็นเรื่องปกติที่ถูกยอมรับได้ในปัจจุบัน</p>
<p>หากเราจะมองในมุมธรรมะปฏิรูปหรือลัทธิที่แตกออกไปจากแกนหลักก็คงพอจะหยวน ๆ กันได้ แต่เมื่อพระไทยยังให้นิยามตนเองว่าเป็นเถรวาท เราก็ต้องใช้แนวทางของเถรวาทเข้ามาเป็นหลักในกรอบของการประพฤติปฏิบัติร่วมกัน มาดูกันว่าในหลักการของเถรวาท พระรับเงินจะผิดศีลข้อไหน</p>
<p><strong>1). ทำผิดพระวินัย (ศีล 227ข้อ)</strong></p>
<p>“อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.”</p>
<p>( <em>อ้างอิงจาก <a href="https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=2&amp;A=2567&amp;Z=2684&amp;pagebreak=0&amp;fontsz=0">2. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8 เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร ข้อที่ 105</a></em>)</p>
<p>จะเห็นว่าเป็นความผิดได้ใน 3 พฤติกรรม คือ 1.รับเงินเอง 2.ให้คนอื่นรับแทน 3.ยินดีในเงินที่มีผู้เก็บไว้ให้ ความผิดในลักษณะนี้ต้องสละเงินออกด้วย ถึงจะเรียกว่าถูกแก้ไข จุดที่น่าสนใจคือข้อที่ 3. ทำให้การเรี่ยไรจะไม่เกิดขึ้นในพุทธศาสนาเถรวาท เพราะพฤติกรรมการเรี่ยไรแบบให้โอนเงินเก็บไว้ที่คนอื่น ตนเองยังยินดี ต้องสละเงินนั้นออกทั้งหมดด้วยวิธีทางพระวินัย</p>
<p><strong>2). เอาเงินไปซื้อของก็ผิดธรรมวินัย</strong></p>
<p>“อนึ่ง ภิกษุใดถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.”</p>
<p>( <em>อ้างอิงจาก <a href="https://84000.org/tipitaka/read/v.php?A=2669&amp;B=2&amp;Z=2988&amp;pagebreak=0">2. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 9 เรื่องพระฉัพพัคคีย์ ข้อที่ 109</a></em>)</p>
<p>บางครั้งเราอาจจะเห็นพระเอาเงินไปซื้อของบ้าง นั่นเป็นสิ่งที่ฆราวาสควรช่วยตักเตือน อาจจะเพราะเป็นพระใหม่ ยังไม่รู้สิกขาบท หรืออาจจะเป็นพระปลอมที่ห่มผ้าเหลืองมาหลอกเอาเงินคนอื่นก็ได้ ดังนั้นถ้าจะให้การปฏิบัติธรรมมีแนวโน้มไปในทางบริสุทธิ์ขึ้น ควรช่วยกันตักเตือน ติติงผู้ที่ยังปฏิบัติไม่สมควรแก่ธรรม การที่ชาวบ้านช่วยกันติติงนักบวชนี้ จากหลักฐานในพระไตรปิฎกก็เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าตรัสวินัยให้สงฆ์ประพฤติตนได้สมควรขึ้น</p>
<p><strong>3). ทำผิดจุลศีล</strong></p>
<p>๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน</p>
<p>[ <em>อ้างอิงจาก <a href="https://84000.org/tipitaka/read/?9/103">จุลศีล พระไตรปิฎกเล่มที่ 9  ข้อ 103 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 1</a></em> ]</p>
<p>จุลศีลเป็นข้อปฏิบัติธรรมอย่างละเอียด เป็นเรื่องข้อควรปฏิบัติในระดับบุคคล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน 3 หมวดใหญ่อีก 2 หมวดคือ มหาศีล และมัชฌิมศีล ที่เป็นหลักการที่คลุมภาพรวมของการประพฤติและปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธไว้</p>
<p>เนื้อหาไม่ได้เข้าใจยาก “<strong>เว้นขาด</strong>” จากการรับเงินและทอง คือ ต้องไม่รับเงินและทอง แบบเว้นให้ขาด ไม่ใช่รับบ้างไม่รับบ้างหรือรับบ้างนาน ๆ ที คือต้องเว้นขาดไปเลย คือไม่รับเลย</p>
<p><strong>4). บัญญัติว่าพระควรรับเงินมีไหม?</strong></p>
<p>ไม่มี เป็นคำสอนของอาจารย์ยุคหลังที่ปลอมปนความเห็นผิดเข้ามาในศาสนาจนทำให้ภาพรวมของศาสนาเสื่อมจากศีลธรรมอย่างน้อยก็ในศีลธรรมข้อนี้</p>
<p><strong>5). พระรับเงินย่อมถูกชาวบ้านติเตียน</strong></p>
<p>เป็นธรรมดาที่พระทำผิดศีลหรือผิดวินัยจะต้องถูกชาวบ้านติเตียน พระพุทธเจ้าไม่ได้ปกป้องพระที่ทำผิดหรือทำไม่สมควร แต่ท่านบัญญัติกฏเพิ่มเพื่อให้พระปฏิบัติให้สมควรยิ่งขึ้น คำติของชาวบ้านมีดังนี้</p>
<p style="padding-left: 40px;"> “<em>บุรุษนั้นได้ถวายกหาปณะแก่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ในทันใดนั้นเอง แล้วเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ รับรูปิยะเหมือนพวกเรา.</em>” (จากเรื่องพระอุปนันทศากยบุตร)</p>
<p>ชายคนหนึ่งได้ให้เงินพระ แล้วก็เพ่งโทษ ติเตียน เที่ยวป่าวประกาศว่า พระในศาสนาพุทธรับเงินเหมือนกับชาวบ้านอย่างพวกเราเลยโว้ยยยย</p>
<p style="padding-left: 40px;">“<em>ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึง ได้ถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า</em><em>?</em><em>”</em> (จากเรื่องพระฉัพพัคคีย์)</p>
<p>ชาวบ้านพากันตั้งกลุ่มวิจารณ์อย่างดุเดือดว่าทำไมพระในพระพุทธศาสนาถึงได้เอาเงินไปซื้อของต่าง ๆ เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปล่ะ  (<em>เป็นการเปรียบเปรยกระแทกแดกดันในเชิงว่า ไหนว่าอ้างตนเป็นผู้ละจากกาม สุดท้ายก็เหมือนชาวบ้านที่คลุกคลีอยู่กับกาม</em>)</p>
<p style="padding-left: 40px;">“<em>นาย พวกท่านอย่าได้พูดอย่างนั้น ทองและเงินไม่ควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและเงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมีแก้วและทองอันวางเสียแล้ว ปราศจากทองและเงิน </em>“ (จากเรื่องนายบ้านชื่อมณีจูฬกะ)</p>
<p>ชายคนหนึ่งพูดถึงพระที่ยินดีในการรับเงินและทอง จึงกล่าวท้วงว่า อย่าพูดแบบนั้น เงินและทองไม่ใช่ของที่มีไว้สำหรับพระในศาสนาพุทธ พระในศาสนาพุทธไม่ยินดีในเงินและทอง จึงไม่รับเงินและทอง พระในศาสนาพุทธปล่อยวางแล้วจากเงินและทอง</p>
<p>&#8230;น่าแปลกที่สมัยนี้ ความรู้ในการปฏิบัติธรรมหลักศาสนาหาอ่านหาฟังได้ง่าย แต่ผู้ที่บวชเข้ามาในศาสนาพุทธกลับละลายข้อควรปฏิบัติพื้นฐานที่ชาวบ้านยังเข้าใจได้ง่าย ๆ แล้วธรรมะอันลึกซึ้งเป็นโลกุตระจะยังหวังได้จากผู้ที่ยังไม่เข้าใจธรรมะระดับพื้นฐานเหล่านี้ได้อีกหรือ</p>
<p>26 กันยายน 2569 &#8211; ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/which-precept-do-monks-violate-by-accepting-money/">พระรับเงินผิดศีลข้อไหน?</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.dinp.org/unstable/which-precept-do-monks-violate-by-accepting-money/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีการแก้ปัญหาแบบพุทธไทยสมัยใหม่ เมื่อถูกปฏิเสธในการให้บริการ</title>
		<link>http://www.dinp.org/unstable/a-modern-thai-buddhist-approach-to-resolving-issues-when-denied-service/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=a-modern-thai-buddhist-approach-to-resolving-issues-when-denied-service</link>
					<comments>http://www.dinp.org/unstable/a-modern-thai-buddhist-approach-to-resolving-issues-when-denied-service/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ดิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 12:47:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กระแสสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[การปฏิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การให้บริการ]]></category>
		<category><![CDATA[ความถูกต้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ความยึดมั่นถือมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ปฏิเสธ]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการแก้ปัญหา]]></category>
		<category><![CDATA[อดทนข่มใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เถรวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dinp.org/unstable/?p=222</guid>

					<description><![CDATA[<p>วิธีการแก้ปัญหาแบบพุทธไทยสมัยใหม่ เมื่อถูกปฏิเสธในการให้บริการ หากความถูกต้องคือความถูกใจ หลักการหรือความรู้ใด ๆ ก็ไม่อาจจะเข้ามาแทนที่ได้ เมื่อมิติของการปฏิบัติธรรมในปัจจุบันล้ำหน้าไปไกลกว่าแนวคิดเถรวาท ไกลมาก ๆ ไกลจนยากจะกลับมาได้ เมื่อเกิดความไม่พอใจขึ้น ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมถึงไม่เลือกที่จะอดทนข่มใจ และปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้องนั้นเสีย กลับเลือกที่จะใช้ความถูกต้องเพื่อบดขยี้อีกฝ่ายด้วยความรู้และอำนาจที่ตนมี เพื่อให้ได้ซึ่งผลเพียงเล็กน้อย หรือเพียงแค่เขายอมให้บริการตนเองเหมือนกับคนทั่วไป เหมือนกับว่าศึกษาและปฏิบัติธรรมมานานแต่ไม่เข้าใจเรื่องการปล่อยวาง ไม่เข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรม ไม่เข้าใจแม้แต่ความแตกต่างทางความคิดของคนในสังคม เหมือนเข้าใจว่าตนเองนี่แหละยิ่งใหญ่ ตนเองควรถูกยอมรับ ตนเองไม่ควรถูกด้อยค่า ตนเองไม่ควรถูกเมินเฉย ดู ๆ ไปแล้วเหมือนจะยิ่งปฏิบัติธรรมไปตัวตนจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ชาวบ้านเขาก็ยังแยกออกว่า อันนี้เป็นธรรมวาที หรือเป็นอธรรมวาที หมายถึงพูดเป็นธรรมะหรือพูดเป็นอธรรม พุทธศาสนิกชนที่เขายังมีปัญญาเข้าใจหลักธรรมเขาก็ค้านแย้งสิ ว่ามันไม่เหมาะไม่ควร ไม่เหมาะสมกับฐานะของพุทธสาวกที่จะแสดงอาการเหล่านี้ มันไม่สมควรทางธรรม 26 กันยายน 2569 &#8211; ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/a-modern-thai-buddhist-approach-to-resolving-issues-when-denied-service/">วิธีการแก้ปัญหาแบบพุทธไทยสมัยใหม่ เมื่อถูกปฏิเสธในการให้บริการ</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วิธีการแก้ปัญหาแบบพุทธไทยสมัยใหม่ เมื่อถูกปฏิเสธในการให้บริการ</strong></p>
<p>หากความถูกต้องคือความถูกใจ หลักการหรือความรู้ใด ๆ ก็ไม่อาจจะเข้ามาแทนที่ได้ เมื่อมิติของการปฏิบัติธรรมในปัจจุบันล้ำหน้าไปไกลกว่าแนวคิดเถรวาท ไกลมาก ๆ ไกลจนยากจะกลับมาได้</p>
<p>เมื่อเกิดความไม่พอใจขึ้น ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมถึงไม่เลือกที่จะอดทนข่มใจ และปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้องนั้นเสีย กลับเลือกที่จะใช้ความถูกต้องเพื่อบดขยี้อีกฝ่ายด้วยความรู้และอำนาจที่ตนมี เพื่อให้ได้ซึ่งผลเพียงเล็กน้อย หรือเพียงแค่เขายอมให้บริการตนเองเหมือนกับคนทั่วไป</p>
<p>เหมือนกับว่าศึกษาและปฏิบัติธรรมมานานแต่ไม่เข้าใจเรื่องการปล่อยวาง ไม่เข้าใจเรื่องกรรมและผลของกรรม ไม่เข้าใจแม้แต่ความแตกต่างทางความคิดของคนในสังคม เหมือนเข้าใจว่าตนเองนี่แหละยิ่งใหญ่ ตนเองควรถูกยอมรับ ตนเองไม่ควรถูกด้อยค่า ตนเองไม่ควรถูกเมินเฉย ดู ๆ ไปแล้วเหมือนจะยิ่งปฏิบัติธรรมไปตัวตนจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p>ชาวบ้านเขาก็ยังแยกออกว่า อันนี้เป็นธรรมวาที หรือเป็นอธรรมวาที หมายถึงพูดเป็นธรรมะหรือพูดเป็นอธรรม พุทธศาสนิกชนที่เขายังมีปัญญาเข้าใจหลักธรรมเขาก็ค้านแย้งสิ ว่ามันไม่เหมาะไม่ควร ไม่เหมาะสมกับฐานะของพุทธสาวกที่จะแสดงอาการเหล่านี้ มันไม่สมควรทางธรรม</p>
<p>26 กันยายน 2569 &#8211; ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/a-modern-thai-buddhist-approach-to-resolving-issues-when-denied-service/">วิธีการแก้ปัญหาแบบพุทธไทยสมัยใหม่ เมื่อถูกปฏิเสธในการให้บริการ</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.dinp.org/unstable/a-modern-thai-buddhist-approach-to-resolving-issues-when-denied-service/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระเร้าหรือ จะเอาให้ได้ดั่งใจ ใครก็ห้ามละเมิดสิทธิ์ฉัน</title>
		<link>http://www.dinp.org/unstable/he-is-being-pushy-insisting-on-having-his-way-if-anyone-tries-to-stop-him-he-claims-his-rights-are-being-violated/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=he-is-being-pushy-insisting-on-having-his-way-if-anyone-tries-to-stop-him-he-claims-his-rights-are-being-violated</link>
					<comments>http://www.dinp.org/unstable/he-is-being-pushy-insisting-on-having-his-way-if-anyone-tries-to-stop-him-he-claims-his-rights-are-being-violated/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ดิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 11:45:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กระแสสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[นางจิญจมาณวิกา]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยวาง]]></category>
		<category><![CDATA[พระ]]></category>
		<category><![CDATA[พระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[พระเจ้าสุปปพุทธะ]]></category>
		<category><![CDATA[พระเทวทัต]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[วงการศาสนาพุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[ศรัทธา]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนาพุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมาทิฏฐิ]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงแรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dinp.org/unstable/?p=217</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระเร้าหรือ จะเอาให้ได้ดั่งใจ ใครก็ห้ามละเมิดสิทธิ์ฉัน กรณีน่าอายในวงการศาสนาพุทธบ้านเราอีกครั้งกับพระที่ออกอาการไม่ได้ดั่งใจ เมื่อชาวบ้านเขาไม่ให้ตามสิทธิที่ตนยึดถือ  ก็เร้าหรือ เรียกร้อง ดูแล้วเป็นที่น่าเสื่อมเสียชื่อเสียงของศาสนาพุทธเถรวาทบ้านเรายิ่งนัก ในมุมของศาสนาพุทธ เราศึกษาปฏิบัติเพื่อปล่อยวาง ลดตัวลดตน เพื่อให้ไม่เหลือความยึดมั่นถือมั่นแม้แต่ในความถูกต้องหรือสิทธิมนุษยชนก็ตามที การที่เราจะถูกปฏิเสธ หรือกระทั่งการที่เราจะถูกทำร้าย ไม่มีคำสอนใดในศาสนาพุทธที่สอนว่า “เอาคืนแม่งเลย!!” เรามาศึกษาตัวอย่างจากพุทธประวัติกัน เรื่องที่ 1 พระพุทธเจ้าถูกพระเจ้าสุปปพุทธะขัดขวางไม่ให้ไปบิณฑบาตอยู่ 7 วัน ท่านก็ไม่ได้ไปเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมหรือเรียกร้องสิทธิมนุษยชนอะไรจากเขานะ เรื่องที่ 2 พระพุทธเจ้าถูกนางจิญจมาณวิกาใส่ความว่าท่านไปทำให้นางท้อง ท่านถูกกล่าวหา ทำลายชื่อเสียง สุดท้ายเฉลยคือนางแกล้งทำเพื่อใส่ความ พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เอาผิดอะไรนะ ท่านไม่ได้ฟ้องกลับ เรื่องที่ 3 พระพุทธเจ้าถูกพระเทวทัตวางแผนฆ่าหลายครั้ง ก็ไม่ได้แจ้งความจับหรือทำโทษอะไร ท่านก็เพียงแค่รับกรรมที่ท่านเคยทำมาเท่านั้นเอง &#8230; ที่ยกมาเล่านี่ไม่ได้คาดหวังจะให้พระทำได้เหมือนกับพระพุทธเจ้านะ เพียงแต่เอามาเป็นแนวทางที่ว่าควรจะปฏิบัติไปในทิศทางไหน จะจบปัญหาที่ตนเองหรือจะเริ่มปัญหาใหม่ คือถ้าเราปฏิญาณตนว่าเป็นผู้ศรัทธาหรือนักบวชในพระพุทธศาสนา เราก็ควรจะมีธงไปในแนวทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้าพาปฏิบัติ ในกรณีนี้ที่ทำก็ตรงข้ามกับหลักการของจุลศีลไปแล้ว 1 ข้อ คือ “รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้” สรุปง่าย ๆ ถ้ามีความเห็นไปตามแนวทางของศีล มันก็จะไม่มีปัญหา ไม่เรียกร้อง, let it&#8230;&#160;<a href="http://www.dinp.org/unstable/he-is-being-pushy-insisting-on-having-his-way-if-anyone-tries-to-stop-him-he-claims-his-rights-are-being-violated/" class="" rel="bookmark">Read More &#187;<span class="screen-reader-text">พระเร้าหรือ จะเอาให้ได้ดั่งใจ ใครก็ห้ามละเมิดสิทธิ์ฉัน</span></a></p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/he-is-being-pushy-insisting-on-having-his-way-if-anyone-tries-to-stop-him-he-claims-his-rights-are-being-violated/">พระเร้าหรือ จะเอาให้ได้ดั่งใจ ใครก็ห้ามละเมิดสิทธิ์ฉัน</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พระเร้าหรือ จะเอาให้ได้ดั่งใจ ใครก็ห้ามละเมิดสิทธิ์ฉัน</strong></p>
<p>กรณีน่าอายในวงการศาสนาพุทธบ้านเราอีกครั้งกับพระที่ออกอาการไม่ได้ดั่งใจ เมื่อชาวบ้านเขาไม่ให้ตามสิทธิที่ตนยึดถือ  ก็เร้าหรือ เรียกร้อง ดูแล้วเป็นที่น่าเสื่อมเสียชื่อเสียงของศาสนาพุทธเถรวาทบ้านเรายิ่งนัก</p>
<p>ในมุมของศาสนาพุทธ เราศึกษาปฏิบัติเพื่อปล่อยวาง ลดตัวลดตน เพื่อให้ไม่เหลือความยึดมั่นถือมั่นแม้แต่ในความถูกต้องหรือสิทธิมนุษยชนก็ตามที การที่เราจะถูกปฏิเสธ หรือกระทั่งการที่เราจะถูกทำร้าย ไม่มีคำสอนใดในศาสนาพุทธที่สอนว่า “<strong>เอาคืนแม่งเลย!!</strong>”</p>
<p><strong>เรามาศึกษาตัวอย่างจากพุทธประวัติกัน</strong></p>
<p style="padding-left: 40px;">เรื่องที่ 1 พระพุทธเจ้าถูกพระเจ้าสุปปพุทธะขัดขวางไม่ให้ไปบิณฑบาตอยู่ 7 วัน ท่านก็ไม่ได้ไปเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมหรือเรียกร้องสิทธิมนุษยชนอะไรจากเขานะ</p>
<p style="padding-left: 40px;">เรื่องที่ 2 พระพุทธเจ้าถูกนางจิญจมาณวิกาใส่ความว่าท่านไปทำให้นางท้อง ท่านถูกกล่าวหา ทำลายชื่อเสียง สุดท้ายเฉลยคือนางแกล้งทำเพื่อใส่ความ พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เอาผิดอะไรนะ ท่านไม่ได้ฟ้องกลับ</p>
<p style="padding-left: 40px;">เรื่องที่ 3 พระพุทธเจ้าถูกพระเทวทัตวางแผนฆ่าหลายครั้ง ก็ไม่ได้แจ้งความจับหรือทำโทษอะไร ท่านก็เพียงแค่รับกรรมที่ท่านเคยทำมาเท่านั้นเอง</p>
<p>&#8230;</p>
<p>ที่ยกมาเล่านี่ไม่ได้คาดหวังจะให้พระทำได้เหมือนกับพระพุทธเจ้านะ เพียงแต่เอามาเป็นแนวทางที่ว่าควรจะปฏิบัติไปในทิศทางไหน จะจบปัญหาที่ตนเองหรือจะเริ่มปัญหาใหม่</p>
<p>คือถ้าเราปฏิญาณตนว่าเป็นผู้ศรัทธาหรือนักบวชในพระพุทธศาสนา เราก็ควรจะมีธงไปในแนวทางเดียวกับที่พระพุทธเจ้าพาปฏิบัติ ในกรณีนี้ที่ทำก็ตรงข้ามกับหลักการของจุลศีลไปแล้ว 1 ข้อ คือ “<strong>รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้</strong>” สรุปง่าย ๆ ถ้ามีความเห็นไปตามแนวทางของศีล มันก็จะไม่มีปัญหา ไม่เรียกร้อง, let it go</p>
<p>การที่พระไม่ได้พักโรงแรมนี่ก็ดูจะไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับพระที่เขาปฏิบัติดีทั่วไป หรือเรื่องสิทธิมนุษยชนนี่ยิ่งไม่ใช่ปัญหาในศาสนาพุทธเลยด้วยซ้ำ จริง ๆ กรณีแบบนี้แค่ปรับความเห็นของตนเองให้เข้าทางสัมมาทิฏฐิ มันก็ไม่เป็นเรื่อง ไม่เป็นปัญหาแล้ว ที่มันเป็นปัญหาเพราะตัวตนมันเยอะ มันต้องคอยปกป้อง เรียกร้องสิทธิมากมายสารพัดนั่นแหละ</p>
<blockquote><p>ส่งท้ายกับหมวด AI (ข้อความหลังจากนี้ให้ลองเอาไปตั้งคำถามกับ ai)</p>
<p>Prompt : <em>ถ้าพระพุทธเจ้ารู้ว่าพระสงฆ์สาวกในปัจจุบันเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในการเข้าพักในโรงแรงหนึ่ง ที่เขาไม่สะดวกใจในการให้พระเข้าพัก ท่านจะสอนสงฆ์สาวกว่าอย่างไร?</em></p></blockquote>
<p>26 กันยายน 2569 &#8211; ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/he-is-being-pushy-insisting-on-having-his-way-if-anyone-tries-to-stop-him-he-claims-his-rights-are-being-violated/">พระเร้าหรือ จะเอาให้ได้ดั่งใจ ใครก็ห้ามละเมิดสิทธิ์ฉัน</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.dinp.org/unstable/he-is-being-pushy-insisting-on-having-his-way-if-anyone-tries-to-stop-him-he-claims-his-rights-are-being-violated/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระไทยกับชีวิตหรูหราลักซูรี่</title>
		<link>http://www.dinp.org/unstable/thai-monks-and-the-luxury-lifestyle/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=thai-monks-and-the-luxury-lifestyle</link>
					<comments>http://www.dinp.org/unstable/thai-monks-and-the-luxury-lifestyle/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ดิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 07:31:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กระแสสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[นอกเขตพุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิชาการศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[พระ]]></category>
		<category><![CDATA[พระรับเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[วิถีชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[ศีล]]></category>
		<category><![CDATA[สมัยพุทธกาล]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิมนุษยชน]]></category>
		<category><![CDATA[เกวียน]]></category>
		<category><![CDATA[โรงแรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dinp.org/unstable/?p=213</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระไทยกับชีวิตหรูหราลักซูรี่ มีผู้คนเคยกล่าวว่าอยากสบายให้บวชพระ ใช่แล้ว สมัยนี้พระกินหรูอยู่สบาย มีรถรับส่ง ขึ้นเครื่องบินไปไหนต่อไหน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในสมัยพุทธกาล แค่นั่งเกวียนพระพุทธเจ้ายังไม่ให้พระนั่งเลย มีข่าวพระไทยได้จองห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง สุดท้ายเจอเจ้าของโรงแรมปฏิเสธ ไม่ให้เข้าพัก พระรูปนั้นให้ความเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อ่านแล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าพระที่มีชื่อเสียงระดับฉายานักวิชาการศาสนาชื่อดัง จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับศีลในพระธรรมวินัย ในจุลศีล หรือข้อปฏิบัติหนึ่งของนักบวช พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า ให้รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ฯ นั่นหมายความว่า ถ้าเขาไม่ได้ให้ก็อย่าไปเร้าหรือ อย่าไปอยากได้ ซึ่งการมีศีลจะทำให้ภาพของนักบวชคนนั้นงดงาม ส่วนการไม่มีศีลข้อนี้ สภาพมันก็จะดูแปลก ๆ ไปจากแนวทางศาสนาพุทธ กลับมาที่ประเด็นที่รู้สึก เอ๊ะ! อีกแบบคือ เดี๋ยวนี้พระเขาจองโรงแรมนอนกันเองแล้วหรอ ไม่ใช่ไปพักที่วัดแถว ๆ นั้นหรอ ทำไมถึงเลือกทางเลือกที่แสนสบายหรูหราเกินพระศาสดาอย่างนั้นล่ะ อันนี้เผื่อไว้ในกรณีข้อมูลไม่ครบแล้วกัน คือถ้ามีฆราวาสเป็นเจ้าภาพจัดแจงให้มันก็ไม่มีปัญหา ก็ดูสมเหตุสมผล แต่การที่พระจะจองโรงแรมเองนี่มันก็ดูไม่ค่อยงามเท่าไหร่ อีกอย่างมันก็สะท้อนเรื่องพระถือเงิน เป็นเรื่องที่ผิดวินัยอีก พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธรรมวินัยจะเอาเงินมาจากไหน ไม่มีเงินแล้วจะซื้อของ จะจองโรงแรมได้อย่างไร อันนี้ก็น่าคิดในเชิงวิชาการนะ กลับมาที่ย่อหน้าแรกสุด ที่บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ให้พระสะดวกสบายถึงขั้นขึ้นเกวียน ในสมัยพุทธกาลมีพระขึ้นเกวียนแล้วชาวบ้านตำหนิติเตียน พระพุทธเจ้าเลยบัญญัติห้ามว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไปด้วยยาน รูปใดไปต้องอาบัติทุกกฏ.” ต่อมามีพระป่วย ท่านก็อนุญาตให้พระที่ป่วยขึ้นยานได้&#8230;&#160;<a href="http://www.dinp.org/unstable/thai-monks-and-the-luxury-lifestyle/" class="" rel="bookmark">Read More &#187;<span class="screen-reader-text">พระไทยกับชีวิตหรูหราลักซูรี่</span></a></p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/thai-monks-and-the-luxury-lifestyle/">พระไทยกับชีวิตหรูหราลักซูรี่</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พระไทยกับชีวิตหรูหราลักซูรี่</strong></p>
<p>มีผู้คนเคยกล่าวว่าอยากสบายให้บวชพระ ใช่แล้ว สมัยนี้พระกินหรูอยู่สบาย มีรถรับส่ง ขึ้นเครื่องบินไปไหนต่อไหน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในสมัยพุทธกาล แค่นั่งเกวียนพระพุทธเจ้ายังไม่ให้พระนั่งเลย</p>
<p>มีข่าวพระไทยได้จองห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง สุดท้ายเจอเจ้าของโรงแรมปฏิเสธ ไม่ให้เข้าพัก พระรูปนั้นให้ความเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อ่านแล้วไม่น่าเชื่อเลยว่าพระที่มีชื่อเสียงระดับฉายานักวิชาการศาสนาชื่อดัง จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับศีลในพระธรรมวินัย</p>
<p>ในจุลศีล หรือข้อปฏิบัติหนึ่งของนักบวช พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า ให้รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ฯ นั่นหมายความว่า ถ้าเขาไม่ได้ให้ก็อย่าไปเร้าหรือ อย่าไปอยากได้ ซึ่งการมีศีลจะทำให้ภาพของนักบวชคนนั้นงดงาม ส่วนการไม่มีศีลข้อนี้ สภาพมันก็จะดูแปลก ๆ ไปจากแนวทางศาสนาพุทธ</p>
<p>กลับมาที่ประเด็นที่รู้สึก เอ๊ะ! อีกแบบคือ เดี๋ยวนี้พระเขาจองโรงแรมนอนกันเองแล้วหรอ ไม่ใช่ไปพักที่วัดแถว ๆ นั้นหรอ ทำไมถึงเลือกทางเลือกที่แสนสบายหรูหราเกินพระศาสดาอย่างนั้นล่ะ อันนี้เผื่อไว้ในกรณีข้อมูลไม่ครบแล้วกัน คือถ้ามีฆราวาสเป็นเจ้าภาพจัดแจงให้มันก็ไม่มีปัญหา ก็ดูสมเหตุสมผล แต่การที่พระจะจองโรงแรมเองนี่มันก็ดูไม่ค่อยงามเท่าไหร่ อีกอย่างมันก็สะท้อนเรื่องพระถือเงิน เป็นเรื่องที่ผิดวินัยอีก พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธรรมวินัยจะเอาเงินมาจากไหน ไม่มีเงินแล้วจะซื้อของ จะจองโรงแรมได้อย่างไร อันนี้ก็น่าคิดในเชิงวิชาการนะ</p>
<p>กลับมาที่ย่อหน้าแรกสุด ที่บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ให้พระสะดวกสบายถึงขั้นขึ้นเกวียน ในสมัยพุทธกาลมีพระขึ้นเกวียนแล้วชาวบ้านตำหนิติเตียน พระพุทธเจ้าเลยบัญญัติห้ามว่า “<strong>ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไปด้วยยาน รูปใดไปต้องอาบัติทุกกฏ.</strong>”</p>
<p>ต่อมามีพระป่วย ท่านก็อนุญาตให้พระที่ป่วยขึ้นยานได้ ต่อมาพระป่วยขึ้นยานแล้วมันโยกแยกทรมาน ท่านก็อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์เช่น  ตั่งหรือเปลผ้าได้ (<em><a href="https://84000.org/tipitaka/read/byitem.php?book=5&amp;item=14&amp;items=1&amp;preline=0&amp;pagebreak=0">พระไตรปิฎกเล่มที่ 5  พระวินัยปิฎกเล่มที่ 5 เรื่องยาน [ข้อ14]</a></em>)</p>
<p>สมัยนี้นั่งยานกันเย็นฉ่ำเลยครับ ป่วยไม่ป่วยก็นั่งเป็นปกติ ยานส่วนกลางก็มี ยานส่วนตัวก็มี แบบที่หรูหราหมาไม่กล้าเห่าก็มี สมัยก่อนมีพระที่มีเครื่องบินส่วนตัวด้วย จะหรูหราลักซูรี่กันไปไหนชีวิตนักบวชไทยเนี่ย</p>
<p>ถ้าพูดถึงพระที่ปฏิบัติถูกพระธรรมวินัยก็คงมีนั่นแหละ แต่เป็นส่วนน้อย ไม่ใช่ส่วนใหญ่</p>
<p>26 กันยายน 2569 &#8211; ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/thai-monks-and-the-luxury-lifestyle/">พระไทยกับชีวิตหรูหราลักซูรี่</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.dinp.org/unstable/thai-monks-and-the-luxury-lifestyle/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรณีศึกษา ความยึดมั่นถือมั่นของความเห็นต่างในการพยากรณ์อากาศ</title>
		<link>http://www.dinp.org/unstable/a-case-study-on-entrenchment-in-differing-weather-forecasting-opinions/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=a-case-study-on-entrenchment-in-differing-weather-forecasting-opinions</link>
					<comments>http://www.dinp.org/unstable/a-case-study-on-entrenchment-in-differing-weather-forecasting-opinions/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ดิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 02:21:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กระแสสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[กรณีศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การพยากรณ์]]></category>
		<category><![CDATA[การพยากรณ์อากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาจิตใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ความยึดมั่นถือมั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ความเห็นต่าง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้บริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ฝนตก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dinp.org/unstable/?p=209</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรณีศึกษา ความยึดมั่นถือมั่นของความเห็นต่างในการพยากรณ์อากาศ ประเด็นเดือดร้อนที่สุดตอนนี้คงหนีไม่พ้นฝนตกจนไม่เป็นอันทำมาหากินและน้ำท่วมจนไม่มีที่จะอยู่ ก่อนหน้านี้มีนักพยากรณ์อากาศอิสระออกมาเตือนว่าจะเกิดความเสียหายใหญ่จากฝนตกในครั้งนี้ และหน่วยงานภาครัฐก็ได้ออกมาโต้แย้งคำเตือนนั้น ตีตกความอันตรายระดับนั้นและประเมินในทิศทางตรงกันข้าม ปัจจุบันสถานการณ์ดำเนินมาครึ่งทาง ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว วันนี้หลายบ้านน้ำท่วม ไฟดับ น้ำท่วมรถ หลาย ๆ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แม่นยำของข้อมูลของภาครัฐ ในวันนี้สิ่งที่เฉลยให้เห็นความจริงคือฟ้าฝน ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นในทัศนคติของตนเอง เทคโนโลยีในการพยากรณ์สมัยนี้ดีมาก ๆ  ข้อมูลต่าง ๆ ก็มี เช่นกรุงเทพฯ จะท่วมก็ต่อเมื่อรับน้ำฝนได้เท่าไหร่ แล้วถ้าประเมินแล้วฝนมันตกมากกว่าค่าที่รองรับไหวมันก็เสี่ยง แถมยังมีน้ำเหนือ น้ำทะเลขึ้นสูงเป็นปัจจัยอีก เรื่องพวกนี้มืออาชีพควรจะประเมินได้ดีกว่าประชาชนอยู่แล้ว การประเมินผิด นำมาซึ่งความเสียหายมหาศาล ตัวเลขความเสียหายมักจะไม่ได้สะท้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ส่วนใหญ่เมื่อเหตุการณ์เสียหายเกิดขึ้น ผู้บริหารเมืองไทยมักจะไม่มีค่านิยมในการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตนเองเหมือนกับประเทศอื่น ๆ เมื่อความรับผิดชอบมีไม่เพียงพอ ความตื่นตัวในการแก้ปัญหาก็จะน้อยตามไปด้วย การพัฒนาจิตใจเกิดขึ้นจากการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากตนเอง ทักษะอื่น ๆ ก็เช่นกัน หากเรามีความสำคัญตนว่าตัวเองเก่งมากกว่า(มานะ) เราก็จะไม่ฟัง ทำให้เราไม่ได้รับข้อมูลอื่น ๆ ที่ต่างจากที่เรามี อย่างกรณีนี้จะเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีข้อมูลที่แตกต่างกัน แต่ฝ่ายอิสระมีความถูกต้องในการพยากรณ์มากกว่า จึงสรุปได้ว่าฝ่ายภาครัฐ มีข้อมูลไม่เพียงพอ กระบวนการประเมินไม่ถูกต้อง หรือใช้ข้อมูลชุดที่ผิดพลาดในการประเมินปัญหา ดังนั้นการแก้ไขคือการกลับมาฟังและทบทวนความผิดพลาดของตนเอง เมื่อคิดจะแข่งขัน หรือแข่งดีเอาชนะกัน มันก็ต้องมีคนแพ้คนชนะเป็นธรรมดา&#8230;&#160;<a href="http://www.dinp.org/unstable/a-case-study-on-entrenchment-in-differing-weather-forecasting-opinions/" class="" rel="bookmark">Read More &#187;<span class="screen-reader-text">กรณีศึกษา ความยึดมั่นถือมั่นของความเห็นต่างในการพยากรณ์อากาศ</span></a></p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/a-case-study-on-entrenchment-in-differing-weather-forecasting-opinions/">กรณีศึกษา ความยึดมั่นถือมั่นของความเห็นต่างในการพยากรณ์อากาศ</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรณีศึกษา ความยึดมั่นถือมั่นของความเห็นต่างในการพยากรณ์อากาศ</strong></p>
<p>ประเด็นเดือดร้อนที่สุดตอนนี้คงหนีไม่พ้นฝนตกจนไม่เป็นอันทำมาหากินและน้ำท่วมจนไม่มีที่จะอยู่ ก่อนหน้านี้มีนักพยากรณ์อากาศอิสระออกมาเตือนว่าจะเกิดความเสียหายใหญ่จากฝนตกในครั้งนี้ และหน่วยงานภาครัฐก็ได้ออกมาโต้แย้งคำเตือนนั้น ตีตกความอันตรายระดับนั้นและประเมินในทิศทางตรงกันข้าม</p>
<p>ปัจจุบันสถานการณ์ดำเนินมาครึ่งทาง ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว วันนี้หลายบ้านน้ำท่วม ไฟดับ น้ำท่วมรถ หลาย ๆ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แม่นยำของข้อมูลของภาครัฐ ในวันนี้สิ่งที่เฉลยให้เห็นความจริงคือฟ้าฝน ไม่ใช่ความยึดมั่นถือมั่นในทัศนคติของตนเอง</p>
<p>เทคโนโลยีในการพยากรณ์สมัยนี้ดีมาก ๆ  ข้อมูลต่าง ๆ ก็มี เช่นกรุงเทพฯ จะท่วมก็ต่อเมื่อรับน้ำฝนได้เท่าไหร่ แล้วถ้าประเมินแล้วฝนมันตกมากกว่าค่าที่รองรับไหวมันก็เสี่ยง แถมยังมีน้ำเหนือ น้ำทะเลขึ้นสูงเป็นปัจจัยอีก เรื่องพวกนี้มืออาชีพควรจะประเมินได้ดีกว่าประชาชนอยู่แล้ว</p>
<p>การประเมินผิด นำมาซึ่งความเสียหายมหาศาล ตัวเลขความเสียหายมักจะไม่ได้สะท้อนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ส่วนใหญ่เมื่อเหตุการณ์เสียหายเกิดขึ้น ผู้บริหารเมืองไทยมักจะไม่มีค่านิยมในการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดของตนเองเหมือนกับประเทศอื่น ๆ เมื่อความรับผิดชอบมีไม่เพียงพอ ความตื่นตัวในการแก้ปัญหาก็จะน้อยตามไปด้วย</p>
<p>การพัฒนาจิตใจเกิดขึ้นจากการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากตนเอง ทักษะอื่น ๆ ก็เช่นกัน หากเรามีความสำคัญตนว่าตัวเองเก่งมากกว่า(<em>มานะ</em>) เราก็จะไม่ฟัง ทำให้เราไม่ได้รับข้อมูลอื่น ๆ ที่ต่างจากที่เรามี อย่างกรณีนี้จะเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีข้อมูลที่แตกต่างกัน แต่ฝ่ายอิสระมีความถูกต้องในการพยากรณ์มากกว่า จึงสรุปได้ว่าฝ่ายภาครัฐ มีข้อมูลไม่เพียงพอ กระบวนการประเมินไม่ถูกต้อง หรือใช้ข้อมูลชุดที่ผิดพลาดในการประเมินปัญหา ดังนั้นการแก้ไขคือการกลับมาฟังและทบทวนความผิดพลาดของตนเอง</p>
<p>เมื่อคิดจะแข่งขัน หรือแข่งดีเอาชนะกัน มันก็ต้องมีคนแพ้คนชนะเป็นธรรมดา แต่ถ้าเปลี่ยนมาเป็นร่วมศึกษา พิจารณาถึงข้อมูลที่แตกต่าง มันก็จะมีแต่ความร่วมมือ แม้จะเห็นต่างกันบ้างก็ยังเป็นความแตกต่างในด้านข้อมูลและประสบการณ์ มันก็รอพิสูจน์ผลกัน แต่การแข่งขันกันนี่มันจะแรง มันจะโต้กัน เถียงกัน ข่มกัน ฯลฯ เวลาแพ้มามันจะแรง สังคมจะประณาม</p>
<p>26 กันยายน 2569 &#8211; ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/a-case-study-on-entrenchment-in-differing-weather-forecasting-opinions/">กรณีศึกษา ความยึดมั่นถือมั่นของความเห็นต่างในการพยากรณ์อากาศ</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.dinp.org/unstable/a-case-study-on-entrenchment-in-differing-weather-forecasting-opinions/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แนวทางการพิมพ์บทความช่วงนี้</title>
		<link>http://www.dinp.org/unstable/guidelines-for-publishing-articles-during-this-period/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=guidelines-for-publishing-articles-during-this-period</link>
					<comments>http://www.dinp.org/unstable/guidelines-for-publishing-articles-during-this-period/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ดิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 06:10:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทักทาย เล่าเรื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[พระ]]></category>
		<category><![CDATA[พระรับเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[เหยื่อ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dinp.org/unstable/?p=207</guid>

					<description><![CDATA[<p>แบ่งบทความเป็นตอน ๆ ช่วงนี้จะพยายามแบ่งบทความเป็นตอนสั้น ๆ เท่าที่จะทำได้ครับ ว่าจะพิมพ์สั้น ๆ แต่บางทีก็เลยหนึ่งหน้ากระดาษล่ะนะ จะยกเป็นประเด็น ๆ แยกกันออกมา ดังนั้นเนื้อหาอาจจะมีความซ้อนกันได้บ้างในบางส่วน ในมุมของปกบทความ ได้ ai มาช่วยถือว่าลดงานไปได้มาก แต่ไม่ได้ใช้ ai พิมพ์บทความให้นะครับ ยังพิมพ์เองทั้งหมด อย่างมากก็ให้ ai เป็นผู้ช่วยหาข้อมูลกับทำปกนี่แหละ ตอนนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับพระและการรับเงินอยู่อีก 4-5 บทความ ตอนแรกก็จะว่าจะไปเรื่องอื่นแล้ว แต่ใน feed มันโชว์เนื้อหาเกี่ยวกับหมวดนี้มา พอดูแล้วก็รู้สึกว่าพิมพ์ไว้สักหน่อยจะดีกว่า ถือว่าแบ่งปันกันเรียนรู้ จะได้ไม่ไปเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/guidelines-for-publishing-articles-during-this-period/">แนวทางการพิมพ์บทความช่วงนี้</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>แบ่งบทความเป็นตอน ๆ</strong></p>
<p>ช่วงนี้จะพยายามแบ่งบทความเป็นตอนสั้น ๆ เท่าที่จะทำได้ครับ ว่าจะพิมพ์สั้น ๆ แต่บางทีก็เลยหนึ่งหน้ากระดาษล่ะนะ</p>
<p>จะยกเป็นประเด็น ๆ แยกกันออกมา ดังนั้นเนื้อหาอาจจะมีความซ้อนกันได้บ้างในบางส่วน</p>
<p>ในมุมของปกบทความ ได้ ai มาช่วยถือว่าลดงานไปได้มาก แต่ไม่ได้ใช้ ai พิมพ์บทความให้นะครับ ยังพิมพ์เองทั้งหมด อย่างมากก็ให้ ai เป็นผู้ช่วยหาข้อมูลกับทำปกนี่แหละ</p>
<p>ตอนนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับพระและการรับเงินอยู่อีก 4-5 บทความ ตอนแรกก็จะว่าจะไปเรื่องอื่นแล้ว แต่ใน feed มันโชว์เนื้อหาเกี่ยวกับหมวดนี้มา พอดูแล้วก็รู้สึกว่าพิมพ์ไว้สักหน่อยจะดีกว่า ถือว่าแบ่งปันกันเรียนรู้ จะได้ไม่ไปเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/guidelines-for-publishing-articles-during-this-period/">แนวทางการพิมพ์บทความช่วงนี้</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.dinp.org/unstable/guidelines-for-publishing-articles-during-this-period/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระไม่ควรรับเงิน หรือ ฆราวาสไม่ควรให้เงินพระ</title>
		<link>http://www.dinp.org/unstable/monks-should-not-accept-money-or-laypeople-should-not-give-money-to-monks/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=monks-should-not-accept-money-or-laypeople-should-not-give-money-to-monks</link>
					<comments>http://www.dinp.org/unstable/monks-should-not-accept-money-or-laypeople-should-not-give-money-to-monks/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ดิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 05:52:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การปฏิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[นอกเขตพุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[พระไตรปิฎก]]></category>
		<category><![CDATA[จุลศีล]]></category>
		<category><![CDATA[นิสสัคคิยปาจิตตีย์]]></category>
		<category><![CDATA[บาป]]></category>
		<category><![CDATA[พระรับเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[พระวินัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศีลธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ให้เงินพระ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dinp.org/unstable/?p=204</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระไม่ควรรับเงิน หรือ ฆราวาสไม่ควรให้เงินพระ ปัญหาด้านศีลธรรมที่เกิดขึ้นในวงการศาสนาพุทธนี้ ควรจะหยุดที่ใคร พระ หรือฆราวาส จากที่ได้ยินได้ฟังมาก็มักจะพูดกันว่า ฆราวาสอย่าเอาเงินให้พระ มันบาป แต่มักจะไม่ค่อยได้ยินว่า พระอย่ารับเงินฆราวาส มันบาป ทำไมความผิดและคนที่ควรแก้ไขกลับกลายเป็นฆราวาส สิ่งนี้สมควรไหม เราลองมาพิจารณากัน ในพระไตรปิฎกมีบัญญัติไว้ทั้งในส่วนพระวินัยและจุลศีล ในส่วนของพระวินัยจะผิดในหมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์ คืออาบัติที่ต้องสละสิ่งของที่รับมา เช่น รับเงินมา จะพ้นโทษนี้ก็ต้องสละเงินที่รับออก ดังนั้นแม้พระรับเงินได้ก็ต้องสละเงินออกหมดอยู่ดีถึงจะถูกต้อง [ อ้างอิงจาก รูปิยสิกขาบท ว่าด้วยการรับรูปิยะ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร ] ในส่วนของจุลศีลคือข้อควรปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ตั้งแต่ต้น ไม่เหมือนพระวินัยที่เพิ่มขึ้นหรือปรับได้ตามเหตุการณ์ต่าง ๆ จะอยู่ในข้อ  “๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน” และยังมีคำตำหนิพระที่รับเงินอีกมากมายบรรยายอยู่ในพระไตรปิฎก [ อ้างอิงจาก จุลศีล พระไตรปิฎกเล่มที่ 9  ข้อ 103 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 1 ] สำหรับในส่วนของฆราราสที่ให้เงินพระ ไม่มีการบัญญัติโทษใด ๆ เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นงานหลักของพระ เป็นหน้าที่ของพระที่ควรสอนฆราวาสว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร ดังนั้นการที่ฆราวาสให้เงินพระจึงไม่มีความผิดในบัญญัติใด ๆ ในด้านวินัยของศาสนาพุทธ&#8230;&#160;<a href="http://www.dinp.org/unstable/monks-should-not-accept-money-or-laypeople-should-not-give-money-to-monks/" class="" rel="bookmark">Read More &#187;<span class="screen-reader-text">พระไม่ควรรับเงิน หรือ ฆราวาสไม่ควรให้เงินพระ</span></a></p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/monks-should-not-accept-money-or-laypeople-should-not-give-money-to-monks/">พระไม่ควรรับเงิน หรือ ฆราวาสไม่ควรให้เงินพระ</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พระไม่ควรรับเงิน หรือ ฆราวาสไม่ควรให้เงินพระ</strong></p>
<p>ปัญหาด้านศีลธรรมที่เกิดขึ้นในวงการศาสนาพุทธนี้ ควรจะหยุดที่ใคร พระ หรือฆราวาส จากที่ได้ยินได้ฟังมาก็มักจะพูดกันว่า ฆราวาสอย่าเอาเงินให้พระ มันบาป แต่มักจะไม่ค่อยได้ยินว่า พระอย่ารับเงินฆราวาส มันบาป ทำไมความผิดและคนที่ควรแก้ไขกลับกลายเป็นฆราวาส สิ่งนี้สมควรไหม เราลองมาพิจารณากัน</p>
<p>ในพระไตรปิฎกมีบัญญัติไว้ทั้งในส่วนพระวินัยและจุลศีล ในส่วนของพระวินัยจะผิดในหมวดนิสสัคคิยปาจิตตีย์ คืออาบัติที่ต้องสละสิ่งของที่รับมา เช่น รับเงินมา จะพ้นโทษนี้ก็ต้องสละเงินที่รับออก ดังนั้นแม้พระรับเงินได้ก็ต้องสละเงินออกหมดอยู่ดีถึงจะถูกต้อง</p>
<p style="padding-left: 40px;">[ <em>อ้างอิงจาก <a href="https://84000.org/tipitaka/pitaka1/m_siri.php?B=02&amp;siri=18">รูปิยสิกขาบท ว่าด้วยการรับรูปิยะ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร</a></em> ]</p>
<p>ในส่วนของจุลศีลคือข้อควรปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ตั้งแต่ต้น ไม่เหมือนพระวินัยที่เพิ่มขึ้นหรือปรับได้ตามเหตุการณ์ต่าง ๆ จะอยู่ในข้อ  “๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน” และยังมีคำตำหนิพระที่รับเงินอีกมากมายบรรยายอยู่ในพระไตรปิฎก</p>
<p style="padding-left: 40px;">[ <em>อ้างอิงจาก <a href="https://84000.org/tipitaka/read/?9/103">จุลศีล พระไตรปิฎกเล่มที่ 9  ข้อ 103 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 1</a></em> ]</p>
<p>สำหรับในส่วนของฆราราสที่ให้เงินพระ ไม่มีการบัญญัติโทษใด ๆ เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นงานหลักของพระ เป็นหน้าที่ของพระที่ควรสอนฆราวาสว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร ดังนั้นการที่ฆราวาสให้เงินพระจึงไม่มีความผิดในบัญญัติใด ๆ ในด้านวินัยของศาสนาพุทธ ซึ่งอาจจะมีหมวดที่เกี่ยวข้องให้เทียบเคียงอยู่บ้าง เช่น เงินเป็นของที่ไม่ควรแก่สมณะ + การให้ของที่สมควรให้แก่พระ เมื่อสรุปแล้วอาจจะอยู่ในลักษณะที่ไม่ควร แต่ไม่มีการปรับเอาผิด</p>
<p>อย่างนั้นแล้วทำไมบาปถึงมาตกที่ฆราวาส ทำไมถึงมีวาทกรรมว่าฆราวาสไม่ควรให้เงินพระ ทำไมพระถึงไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแทนที่จะเป็นหน้าที่ของฆราวาส ทั้งที่การประพฤติปฏิบัติตามธรรมวินัยเป็นหน้าที่โดยตรงของพระอยู่แล้ว</p>
<p>สาเหตุน่าจะมีหลายอย่าง ส่วนหนึ่งคงเพราะตรรกะของผู้ศึกษาศาสนาพุทธในไทยนั้นวิบัติไปหมดแล้ว คือกลับหัวกลับหาง ผู้ที่ควรปฏิบัติธรรมกลับไม่ปฏิบัติธรรม กลับมาให้ผู้ที่ควรได้รับการศึกษา ควรได้รับความรู้ มาปฏิบัติธรรมแทน กลายเป็นพระไม่ได้ปฏิบัติตามธรรม แต่มุ่งให้ฆราวาสปฏิบัติธรรม แล้วมันจะเจริญไปได้อย่างไร</p>
<p>สรุปจบเลยว่า <strong>การไม่รับเงินและทองเป็นหน้าที่ของพระ</strong> ไม่ใช่จะมาโยนภาระให้ฆราวาส ถ้าไม่อยากให้ฆราวาสให้เงินก็อย่ารับเงิน หรือไม่ก็สอนฆราวาสในการปฏิบัติตามธรรมวินัยที่ถูกต้อง</p>
<p>25 กันยายน 2569 &#8211; ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/monks-should-not-accept-money-or-laypeople-should-not-give-money-to-monks/">พระไม่ควรรับเงิน หรือ ฆราวาสไม่ควรให้เงินพระ</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.dinp.org/unstable/monks-should-not-accept-money-or-laypeople-should-not-give-money-to-monks/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระดี!! ไม่รับเงิน</title>
		<link>http://www.dinp.org/unstable/a-virtuous-monk-he-does-not-accept-money/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=a-virtuous-monk-he-does-not-accept-money</link>
					<comments>http://www.dinp.org/unstable/a-virtuous-monk-he-does-not-accept-money/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ดิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 03:42:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[นอกเขตพุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[พระไตรปิฎก]]></category>
		<category><![CDATA[นิสสัคคิยปาจิตตีย์]]></category>
		<category><![CDATA[บิดเบือน]]></category>
		<category><![CDATA[ปลงอาบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[พระดี]]></category>
		<category><![CDATA[พระทุศีล]]></category>
		<category><![CDATA[พระรับเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[ศรัทธา]]></category>
		<category><![CDATA[สละออก]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าไม่อาย]]></category>
		<category><![CDATA[เบี้ยวบาลี]]></category>
		<category><![CDATA[โมฆบุรุษ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dinp.org/unstable/?p=200</guid>

					<description><![CDATA[<p>พระดี!! ไม่รับเงิน หนึ่งในวิธีแยกพระดีกับพระทุศีลออกจากกันก็คือเรื่องการรับเงิน การสะสมเงิน เรื่องพวกนี้ไม่ใช่การปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย แต่ถูกบิดเบือนให้สังคมเข้าใจผิดว่าทำได้ ไม่ผิด ถือเป็นเรื่องปกติ ในยุคหลัง ๆ เราอาจจะอิ่มเอมฟูใจเวลาที่พระเอาเงินไปทำ CSR ต่าง ๆ แล้วก็ยกย่องว่านั่นพระดี แต่นั่นคือความดีที่ถูกปฏิรูปมาแล้ว ถ้าอ้างว่าพระคือสาวกของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ทำไมถึงขยันทำสิ่งที่พระพุทธเจ้าห้ามทำกัน? เรามาลองอ่านดูว่าพระพุทธเจ้าตำหนิพระที่รับเงินว่าอย่างไร&#8230; “พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ, ไฉนเธอจึงได้รับรูปิยะเล่า? การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.” จาก ข้อ 105 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8 เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร ในบทนี้หมายถึงพระที่รับเงิน(รูปิยะ) นั้นทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับฐานะนักบวช จะทำให้คนที่ยังไม่ศรัทธาก็ยังคงไม่ศรัทธาต่อไป หรือคนที่เคยศรัทธาก็จะไม่ศรัทธา สรุปคือหากยังรับเงินอยู่ชาวบ้านเขาจะไม่ศรัทธา จะตำหนิติเตียนก็เป็นเรื่องธรรมของพระทุศีลที่จะได้รับเสียงตอบรับทางลบจากสังคม และพระพุทธเจ้าได้บัญญัติบทลงโทษคือ “อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี&#8230;&#160;<a href="http://www.dinp.org/unstable/a-virtuous-monk-he-does-not-accept-money/" class="" rel="bookmark">Read More &#187;<span class="screen-reader-text">พระดี!! ไม่รับเงิน</span></a></p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/a-virtuous-monk-he-does-not-accept-money/">พระดี!! ไม่รับเงิน</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>พระดี</strong><strong>!!</strong><strong> ไม่รับเงิน </strong></p>
<p>หนึ่งในวิธีแยกพระดีกับพระทุศีลออกจากกันก็คือเรื่องการรับเงิน การสะสมเงิน เรื่องพวกนี้ไม่ใช่การปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย แต่ถูกบิดเบือนให้สังคมเข้าใจผิดว่าทำได้ ไม่ผิด ถือเป็นเรื่องปกติ ในยุคหลัง ๆ</p>
<p>เราอาจจะอิ่มเอมฟูใจเวลาที่พระเอาเงินไปทำ CSR ต่าง ๆ แล้วก็ยกย่องว่านั่นพระดี แต่นั่นคือความดีที่ถูกปฏิรูปมาแล้ว ถ้าอ้างว่าพระคือสาวกของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ทำไมถึงขยันทำสิ่งที่พระพุทธเจ้าห้ามทำกัน?</p>
<p><strong>เรามาลองอ่านดูว่าพระพุทธเจ้าตำหนิพระที่รับเงินว่าอย่างไร&#8230;</strong></p>
<p style="padding-left: 40px;"><em>“พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะ</em></p>
<p style="padding-left: 40px;"><em>ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ, </em><em>ไฉนเธอจึงได้รับรูปิยะเล่า? </em><em>การกระทำของเธอนั่น </em></p>
<p style="padding-left: 40px;"><em>ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. </em></p>
<p style="padding-left: 40px;"><em>โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส </em></p>
<p style="padding-left: 40px;"><em>และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.”</em></p>
<p><strong>จาก <a href="https://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=2&amp;A=2567&amp;Z=2684">ข้อ 105 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8 เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร</a></strong></p>
<p>ในบทนี้หมายถึงพระที่รับเงิน(รูปิยะ) นั้นทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับฐานะนักบวช จะทำให้คนที่ยังไม่ศรัทธาก็ยังคงไม่ศรัทธาต่อไป หรือคนที่เคยศรัทธาก็จะไม่ศรัทธา สรุปคือหากยังรับเงินอยู่ชาวบ้านเขาจะไม่ศรัทธา จะตำหนิติเตียนก็เป็นเรื่องธรรมของพระทุศีลที่จะได้รับเสียงตอบรับทางลบจากสังคม และพระพุทธเจ้าได้บัญญัติบทลงโทษคือ</p>
<p style="padding-left: 40px;"><em>“อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้</em><em>, </em><em>เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.”</em></p>
<p>หมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่าพระที่รับเงิน ให้คนอื่นเขารับไว้แทน ยินดีในเงินที่เข้าเก็บไว้ให้ ก็ควรค่าแก่การถูกตำหนิว่า โมฆบุรุษ (โมฆ = เปล่า, ว่างเปล่า, ไร้ผล, เสียเปล่า / บุรุษ = คน, ชาย, บุคคล) แปลเป็นภาษาบ้าน ๆ ว่า “<strong>พวกเสียชาติเกิด</strong>” ดังนั้นจากข้อมูลอ้างอิงในพระไตรปิฎก จะเห็นได้ว่า การรับเงินเป็นเรื่องที่พระดี ๆ เขาไม่ทำกัน ก็จะมีแต่พวกพระทุศีลที่ชอบเบี้ยวบาลีบิดเบือนศาสนาที่นิยมทำกันเป็นประจำ</p>
<p>แล้วถ้ารับเงินมาแล้วจะทำอย่างไร การรับเงินถือเป็นความผิด การจะปลงอาบัติเฉย ๆ ความผิดก็ไม่หายไป ต้องเอาเงินไปทิ้งด้วย ไม่ใช่ทิ้งที่ฝ่ายบัญชีนะ ทิ้งแบบสุ่ม ๆ ไปเลย อาบัติแบบนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เป็นข้อกำหนดที่ต้องสละของที่รับมาถึงจะกลับมาบริสุทธิ์ได้ กลายเป็นว่าถ้าให้เงินพระที่ดี ท่านก็ต้องลำบากเอาไปทิ้งกันอีก เสียเวลาสุด ๆ ตรงนี้ศึกษาเพิ่มกันในเรื่อง<a href="https://84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=2&amp;A=2567&amp;Z=2684"><strong>พระอุปนันทศากยบุตร</strong></a>ได้</p>
<p>สรุปคือ การรับเงินมันคือความผิดบาปในมุมของศาสนาพุทธ ดังนั้นจึงไม่มีหรอกที่พระดีจะทำผิดบาปหรือทำสิ่งที่พระพุทธเจ้าห้ามได้อย่างไม่ละอาย ท่านที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะมีความละอายต่อความผิดบาป เป็นคุณธรรมหนึ่งของพระแท้ ส่วนพระปลอมที่บวชมาหากินหาชื่อเสียงในศาสนาน่ะหรอ ไม่มีหรอกปลงอาบัติ หน้าไม่อาย มีแต่จะเก็บเข้าย่ามหรือโอนเข้าบัญชีสะสมไว้ ไม่มีสละออก ไม่มีการแก้ไขความผิด ก็จะเป็นความผิดไปเรื่อย ๆ ไม่สละคืนก็ผิดอยู่เรื่อย ๆ เป็นอาจิณกรรม จะให้พุทธสาวกมาศรัทธาก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ก็หลอกได้แต่คนที่เขามีศรัทธาแต่ไม่ศึกษาศาสนา ไม่เข้าใจธรรมวินัยเท่านั้นแหละ ซึ่งอาจจะมีมากมายมหาศาล แต่ไม่มีคุณภาพในเชิงธรรมะ</p>
<p>25 กันยายน 2569 &#8211; ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/a-virtuous-monk-he-does-not-accept-money/">พระดี!! ไม่รับเงิน</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.dinp.org/unstable/a-virtuous-monk-he-does-not-accept-money/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรณีศึกษา วิธีปฏิบัติธรรมแบบผิวเผิน</title>
		<link>http://www.dinp.org/unstable/case-study-superficial-methods-of-buddhist-practice/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=case-study-superficial-methods-of-buddhist-practice</link>
					<comments>http://www.dinp.org/unstable/case-study-superficial-methods-of-buddhist-practice/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ดิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 10:31:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การปฏิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[กรณีศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความทุกข์]]></category>
		<category><![CDATA[ความอยาก]]></category>
		<category><![CDATA[ตบะแตก]]></category>
		<category><![CDATA[ตรรกะ]]></category>
		<category><![CDATA[ตัณหา]]></category>
		<category><![CDATA[ทุเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ปรโตโฆษะ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[ภพ]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีปฏิบัติธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิปัสสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สมถะ]]></category>
		<category><![CDATA[อุปาทาน]]></category>
		<category><![CDATA[โยนิโสมนสิการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dinp.org/unstable/?p=195</guid>

					<description><![CDATA[<p>กรณีศึกษา วิธีปฏิบัติธรรมแบบผิวเผิน โจทย์สมมุติดังนี้ว่า ลูกศิษย์มาปรึกษาอาจารย์คนหนึ่ง บอกว่าไม่อยากให้พ่อกินทุเรียน เพราะเขาพึ่งผ่าตัดตามา กลัวพ่อจะมีอาการเจ็บป่วยกำเริบ กระบวนการที่อาจารย์คนนี้ให้ความรู้คือการให้เหตุผลข้อดีในการยอมให้พ่อกินทุเรียน ข้อเสียของการไปห้ามพ่อ พร้อมเกลี่ยให้สิ่งที่พ่อทำเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรยอมรับ เช่น ต้องให้สิทธิ์พ่อได้ตัดสินใจ ต้องให้โอกาสเขาได้เรียนรู้เอาเอง การสอนธรรมกรณีนี้ก็จบไปด้วยเนื้อหาประมาณนี้ จากที่ผมศึกษามา พอนักปฏิบัติธรรมลงรายละเอียดในการจัดการความทุกข์ ก็มักจะทำไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นสำนักเดียวกันก็ใช่ว่าจะเหมือนกัน ต่างสำนักก็ต่างกระบวนการ เช่น บางสำนัก พอรู้สึกทุกข์ มีสติรู้ตัวแล้ว ก็กำหนดจิต รู้นิ่งเฉย ให้มันดับไปเฉย ๆ แบบนี้ก็เป็นกระบวนการแบบสมถะ เน้นทำจิตให้สงบไปดื้อ ๆ ส่วนบางสำนักบอกให้ตัดที่ผัสสะ เช่นพอเกิดการกระทบก็ให้ตัดความต่อเนื่องของการกระทบในจิตนั้น แกก็เอาซื่อ ๆ แบบนี้แหละ สมถะเหมือนกัน ใช้ฐานกำลังจิตเหมือนกัน ใครกำลังจิตดี จิตใจแข็งแกร่งก็จะตัดรอบได้ง่าย ถ้าใครจิตอ่อนต้านแรงกิเลสไม่ไหว ก็ตบะแตกไป สายกำลังจิตพวกนี้เขาถึงให้ฝึกสมถะ จะได้มีแรงใจไว้ฮึดสู้ ส่วนกรณีที่ยกมาตอนต้น เรียกว่าสายรู้แบบผิวเผิน ไม่ได้ลงรายละเอียดในจิตแบบเฉพาะเจาะจง แต่จะใช้เหตุผล หรือตรรกะเข้ามากระทำต่อจิต อาจจะเป็น ความรู้ ธรรมะ แนวคิด คำสอนต่าง ๆ เพื่อให้จิตสงบ&#8230;&#160;<a href="http://www.dinp.org/unstable/case-study-superficial-methods-of-buddhist-practice/" class="" rel="bookmark">Read More &#187;<span class="screen-reader-text">กรณีศึกษา วิธีปฏิบัติธรรมแบบผิวเผิน</span></a></p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/case-study-superficial-methods-of-buddhist-practice/">กรณีศึกษา วิธีปฏิบัติธรรมแบบผิวเผิน</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กรณีศึกษา วิธีปฏิบัติธรรมแบบผิวเผิน</strong></p>
<p>โจทย์สมมุติดังนี้ว่า ลูกศิษย์มาปรึกษาอาจารย์คนหนึ่ง บอกว่าไม่อยากให้พ่อกินทุเรียน เพราะเขาพึ่งผ่าตัดตามา กลัวพ่อจะมีอาการเจ็บป่วยกำเริบ กระบวนการที่อาจารย์คนนี้ให้ความรู้คือการให้เหตุผลข้อดีในการยอมให้พ่อกินทุเรียน ข้อเสียของการไปห้ามพ่อ พร้อมเกลี่ยให้สิ่งที่พ่อทำเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรยอมรับ เช่น ต้องให้สิทธิ์พ่อได้ตัดสินใจ ต้องให้โอกาสเขาได้เรียนรู้เอาเอง การสอนธรรมกรณีนี้ก็จบไปด้วยเนื้อหาประมาณนี้</p>
<p>จากที่ผมศึกษามา พอนักปฏิบัติธรรมลงรายละเอียดในการจัดการความทุกข์ ก็มักจะทำไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นสำนักเดียวกันก็ใช่ว่าจะเหมือนกัน ต่างสำนักก็ต่างกระบวนการ เช่น บางสำนัก พอรู้สึกทุกข์ มีสติรู้ตัวแล้ว ก็กำหนดจิต รู้นิ่งเฉย ให้มันดับไปเฉย ๆ แบบนี้ก็เป็นกระบวนการแบบสมถะ เน้นทำจิตให้สงบไปดื้อ ๆ ส่วนบางสำนักบอกให้ตัดที่ผัสสะ เช่นพอเกิดการกระทบก็ให้ตัดความต่อเนื่องของการกระทบในจิตนั้น แกก็เอาซื่อ ๆ แบบนี้แหละ สมถะเหมือนกัน ใช้ฐานกำลังจิตเหมือนกัน ใครกำลังจิตดี จิตใจแข็งแกร่งก็จะตัดรอบได้ง่าย ถ้าใครจิตอ่อนต้านแรงกิเลสไม่ไหว ก็ตบะแตกไป สายกำลังจิตพวกนี้เขาถึงให้ฝึกสมถะ จะได้มีแรงใจไว้ฮึดสู้</p>
<p>ส่วนกรณีที่ยกมาตอนต้น เรียกว่าสายรู้แบบผิวเผิน ไม่ได้ลงรายละเอียดในจิตแบบเฉพาะเจาะจง แต่จะใช้เหตุผล หรือตรรกะเข้ามากระทำต่อจิต อาจจะเป็น ความรู้ ธรรมะ แนวคิด คำสอนต่าง ๆ เพื่อให้จิตสงบ เป็นสมถะเหมือนกัน เพียงแต่เป็นใช้ความรู้เป็นเครื่องมือในการกดจิต ไม่ได้ใช้กำลังจิตเป็นตัวกดตรง ๆ</p>
<p>ข้อสังเกตคือ อาจารย์ไม่ได้พาศิษย์พิจารณาลงไปถึงที่เกิดโดยแยบคาย (<em>โยนิโสมนสิการ</em>) แม้ตัวศิษย์จะเปิดใจฟังแล้ว (<em>ปรโตโฆษะ</em>) แต่เมื่อไม่สามารถลงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองยึดไว้ มันก็ไม่ใช่วิธีแก้ที่ยั่งยืน เพราะเหตุไม่ถูกจัดการ</p>
<p>อย่างกรณีนี้มีสติรู้ได้แล้วว่าเป็นความอยากในมุมเป็นห่วงสุขภาพ สมมุติว่าถ้าเป็นเรา เราก็จะสามารถสืบค้น (ธรรมวิจัย) ต่อไปได้ว่า อธรรมใดหนอเป็นแรงผลักดันให้เกิดความอยากนี้ เราเรียกสิ่งนี้ว่าอุปาทาน แปลว่าความยึดมั่นถือมั่น ด้วยผลคือ ตัณหา (ความอยากไม่ให้พ่อกินทุเรียน) จะต้องมีเหตุคืออุปาทานหรือสิ่งที่เชื่อมั่นว่าดี ซึ่งอาจจะเกิดจากการยึดได้หลายมุม เช่น&#8230;</p>
<p style="padding-left: 40px;">ก). ยึดว่าความรู้ที่มีนั้นถูกต้องที่สุด &gt; ฉันรู้ดีที่สุด</p>
<p style="padding-left: 40px;">ข). ยึดว่าทุเรียนไม่เหมาะกับคนป่วย &gt; ยึดความรู้ด้านสุขภาพ</p>
<p style="padding-left: 40px;">ค). ยึดตามคำบอกคำสอนของอาจารย์ว่ากินทุเรียนแล้วจะเกิดพิษร้าย &gt;  อาจารย์ของเราเก่งที่สุด &gt; อาจารย์ของเราเป็นผู้บรรลุธรรม</p>
<p style="padding-left: 40px;">ง). ยึดว่าพ่อต้องสุขภาพดีเข้าไว้ &gt; เพราะไม่อยากดูแลคนป่วย &gt; เพราะรักความสบายของตัวเอง</p>
<p>อันนี้แค่ยกตัวอย่าง ในมุมความยึดนี่คนอื่นเข้าจะไม่รู้กับเราด้วย ว่าความยึดมันมีกี่ชั้น ซับซ้อนเท่าไหร่ กี่ทอดต่อกี่ทอด บางทีมันไม่ใช่แค่ต่อเดียว คนเรายึดมั่วพัวพันกันไปหมด กรณีจะจบตรงนี้ก็ไม่ใช่ว่าคิดเอาดื้อ ๆ ว่าถอดสายอุปาทาน เลิกยึดซะ มันก็จะวนไปสมถะอีก อันนี้เข้ากระบวนการวิปัสสนามาสักพักแล้ว ก็แล้วแต่ว่าคนนั้นจะมีกำลังสติพอจะจำแนกอุปาทานของตัวเองไหวแค่ไหน บางคนเขาเรียกอาการอยากว่าเหตุแห่งทุกข์ พอขุดลงมาเจออุปาทานก็เจอเหตุแห่งทุกข์ในอีกมิติหนึ่ง</p>
<p>เหตุมันก็เกิดตั้งแต่อวิชชา แต่ตัว active – passive มันคือตัณหากับอุปาทาน สมมุติว่าในกรณีตัวอย่าง ความยึดของศิษย์คือไม่อยากให้พ่อป่วย เพราะไม่อยากทุ่มเวลาดูแล แต่ไม่ใช่เพราะความรักสบายของตัวเอง กลับเป็นความรู้สึกที่อยากจะเอาเวลาไปทุ่มเทให้กลุ่มปฏิบัติธรรมที่ตนศรัทธามากกว่าดูแลพ่อ  พอมาถึงตรงนี้ก็อาจจะพอจับทางได้ จุดที่ควรใช้หลักธรรมคำสั่งสอนคือรากสุดท้ายที่ค้นเจอ เพราะมันเป็นเหตุของอาการอยากหรือไม่อยาก ที่อยู่ชั้นแรก ๆ</p>
<p>และถึงแม้จะมีหลักธรรม ประโยคที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้เหมือนจะสอนเราเป๊ะ ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจิตจะยอมปล่อยจากความยึดนั้น ๆ ได้ง่าย ที่จิตมันยึดไว้เพราะรู้สึกว่ามันดี มันถูกต้อง มันเอร็ดอร่อย แม้จะมีพระพุทธเจ้าเทศน์โปรดก็ไม่ใช่ว่าจะคลายความยึดในความถูกต้องที่ตนเองหลงยึดไว้ได้ (ภพ หมายถึงที่อาศัย ที่อยู่ จิตมันไปจองอยู่ตรงหลุมนั้นแล้ว ปักป้ายเป็นเจ้าของแล้ว ถอนได้ยาก)</p>
<p>กระบวนการในช่วงนี้เป็นกระบวนการของการเกิดปัญญา หรือการทำปัญญาให้เกิด ไม่ใช่แบบว่าสติมาปัญญาเกิดแบบที่เขาเข้าใจกัน ในความเป็นจริงปัญญาก็เป็นกระบวนการที่ต้องทำให้เกิด ไม่ใช่ว่าเกิดได้เองโดยอัตโนมัติ ที่มันง่ายเพราะมีธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว มันเลยง่าย แต่ถ้าลองคิดแบบคลำทางเอาเองตั้งแต่แรก มันจะหลงไปอีกกี่ต่อกันล่ะ</p>
<p>สุดท้ายของกระบวนการนี้คือการทดลองเปรียบเทียบซ้ำ ๆ ถ้าปฏิบัติตามที่เรายึดจะเป็นอย่างไร ถ้าปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอนจะเป็นอย่างไร สูตรสำเร็จนั้นไม่มี มีแต่ความพยายามทดลองปฏิบัติผ่านเวลามาเรื่อย ๆ ผู้ที่เข้าใจธรรมะ หลุดพ้นจากความยึดเดิมก็จะค้นพบอิสระของใจ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย</p>
<p>เพราะชีวิตเรามีเรื่องมากมายเข้ามา เรื่องเก่าไป เรื่องใหม่มา ใครจะมีเวลาใส่ใจปัญหาทุกข์ของจิตที่เกิดขึ้นเพียงไม่นานเมื่อเทียบกับเวลาอันแสนสุขในแต่ละวัน ดังนั้นทุกข์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการแสวงหาการหลุดพ้นจากทุกข์ ซึ่งก็ต้องใช้กำลังจิตในการจดจ่ออยู่กับมันและกำลังของปัญญาในการชำแหละมัน</p>
<p>ก็จบการแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้เท่านี้ครับ ถือซะว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ</p>
<p>24 กันยายน 2569 &#8211; ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/case-study-superficial-methods-of-buddhist-practice/">กรณีศึกษา วิธีปฏิบัติธรรมแบบผิวเผิน</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.dinp.org/unstable/case-study-superficial-methods-of-buddhist-practice/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เราควรจะศรัทธาใคร?</title>
		<link>http://www.dinp.org/unstable/in-whom-should-we-place-our-faith/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=in-whom-should-we-place-our-faith</link>
					<comments>http://www.dinp.org/unstable/in-whom-should-we-place-our-faith/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ดิน]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 05:05:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตอบคำถาม]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาอาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมวินัย]]></category>
		<category><![CDATA[นอกรีต]]></category>
		<category><![CDATA[บัณฑิต]]></category>
		<category><![CDATA[มิจฉาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ศรัทธา]]></category>
		<category><![CDATA[อาจริยวาท]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.dinp.org/unstable/?p=192</guid>

					<description><![CDATA[<p>เราควรจะศรัทธาใคร? มีคำถามนี้เคยถูกถามเมื่อสามปีก่อน หลังจากที่ความจริงถูกเปิดเผยว่าเราศรัทธาคนผิดมาตลอด ในตอนนั้นไม่มีคำตอบใด ๆ เพราะไม่มั่นใจ จวบจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบเช่นเคย โดยหลักการแล้ว เราควรจะเข้าหาบัณฑิต บูชาบุคคลที่ควรบูชา แต่ปัญหาอยู่ตรงที่คนคนนั้นอยู่ที่ไหน? หากเรากวาดตามองไป จะเห็นครูบาอาจารย์หลายประเภท ส่วนหนึ่งเป็นพวกนอกรีตปะปนมาหากินในศาสนา ส่วนหนึ่งเป็นพวกลัทธิปฏิรูปใหม่มียศมีเงินเดือน ส่วนหนึ่งเป็นพวกไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัย ส่วนหนึ่งก็เป็นพวกสอนมั่ว ๆ  เอาความเห็นตัวเองมาสอนแทนพระธรรมวินัย ถ้าจะให้เลือกกลุ่มเหล่านี้ สู้คัดออกไปจากชีวิตจะดีกว่า ผมไม่ได้บอกว่าคนที่ปฏิบัติดีตามธรรมวินัยไม่มีอยู่ ก็อาจจะมีอยู่ที่ไหนสักแห่ง ในพื้นที่ห่างไกลเมือง นักบวชที่ยังเดินบิณฑบาตก็ยังเห็นได้เป็นเรื่องปกติ อย่างน้อยก็ถูกเรื่องหนึ่งแล้ว เรื่องอื่นก็ต้องดูกันต่อไป ใช่ว่าบวชเป็นพระห่มผ้าเหลืองแล้วจะมีสัมมาทิฐิทุกคน หลายคนก็ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยว ไหลไปตามหลักอาจริยวาท คือ อาจารย์ข้าสอนมาแบบนี้ ข้าจะทำแบบนี้ หรือไม่ก็ข้าจะสร้างคำสอนใหม่ คำสอนข้าเรียบง่าย ตัดตรง ไม่อ้อมค้อม ฯลฯ แต่ไม่เอาตามหลักเถรวาท ไม่เอาหลักธรรมดั้งเดิม บางทีอาจจะเพราะมันบิดเบี้ยวมานานแล้วก็ได้ หลักธรรมในพระไตรปิฎกก็มีสอนว่าควรทำอย่างไร ไม่ควรทำอย่างไร เขาก็ไม่นำไปใช้กัน ทีนี้จะให้คนที่นับถือเถรวาท เอาตามหลัก “อาจารย์ข้าสอนมา” มันก็ไม่ไหวนะ ก็เคยมีอยู่ คนที่เขามาแนะนำพระที่เขาศรัทธาให้รู้จัก แต่พอเปิดฟังธรรมที่พระเขาสอนเท่านั้นแหละ โอ้โห ปุถุชนแสดงอีโก้ จะแสดงธรรมทั้งทีอย่างน้อยก็น่าจะอ้างอิงพระธรรมวินัยสักหน่อย พอคนเพี้ยนมาก&#8230;&#160;<a href="http://www.dinp.org/unstable/in-whom-should-we-place-our-faith/" class="" rel="bookmark">Read More &#187;<span class="screen-reader-text">เราควรจะศรัทธาใคร?</span></a></p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/in-whom-should-we-place-our-faith/">เราควรจะศรัทธาใคร?</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เราควรจะศรัทธาใคร?</strong></p>
<p>มีคำถามนี้เคยถูกถามเมื่อสามปีก่อน หลังจากที่ความจริงถูกเปิดเผยว่าเราศรัทธาคนผิดมาตลอด ในตอนนั้นไม่มีคำตอบใด ๆ เพราะไม่มั่นใจ จวบจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบเช่นเคย</p>
<p>โดยหลักการแล้ว เราควรจะเข้าหาบัณฑิต บูชาบุคคลที่ควรบูชา แต่ปัญหาอยู่ตรงที่คนคนนั้นอยู่ที่ไหน? หากเรากวาดตามองไป จะเห็นครูบาอาจารย์หลายประเภท ส่วนหนึ่งเป็นพวกนอกรีตปะปนมาหากินในศาสนา ส่วนหนึ่งเป็นพวกลัทธิปฏิรูปใหม่มียศมีเงินเดือน ส่วนหนึ่งเป็นพวกไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัย ส่วนหนึ่งก็เป็นพวกสอนมั่ว ๆ  เอาความเห็นตัวเองมาสอนแทนพระธรรมวินัย ถ้าจะให้เลือกกลุ่มเหล่านี้ สู้คัดออกไปจากชีวิตจะดีกว่า</p>
<p>ผมไม่ได้บอกว่าคนที่ปฏิบัติดีตามธรรมวินัยไม่มีอยู่ ก็อาจจะมีอยู่ที่ไหนสักแห่ง ในพื้นที่ห่างไกลเมือง นักบวชที่ยังเดินบิณฑบาตก็ยังเห็นได้เป็นเรื่องปกติ อย่างน้อยก็ถูกเรื่องหนึ่งแล้ว เรื่องอื่นก็ต้องดูกันต่อไป ใช่ว่าบวชเป็นพระห่มผ้าเหลืองแล้วจะมีสัมมาทิฐิทุกคน หลายคนก็ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยว ไหลไปตามหลักอาจริยวาท คือ อาจารย์ข้าสอนมาแบบนี้ ข้าจะทำแบบนี้ หรือไม่ก็ข้าจะสร้างคำสอนใหม่ คำสอนข้าเรียบง่าย ตัดตรง ไม่อ้อมค้อม ฯลฯ แต่ไม่เอาตามหลักเถรวาท ไม่เอาหลักธรรมดั้งเดิม บางทีอาจจะเพราะมันบิดเบี้ยวมานานแล้วก็ได้ หลักธรรมในพระไตรปิฎกก็มีสอนว่าควรทำอย่างไร ไม่ควรทำอย่างไร เขาก็ไม่นำไปใช้กัน ทีนี้จะให้คนที่นับถือเถรวาท เอาตามหลัก “<strong>อาจารย์ข้าสอนมา</strong>” มันก็ไม่ไหวนะ</p>
<p>ก็เคยมีอยู่ คนที่เขามาแนะนำพระที่เขาศรัทธาให้รู้จัก แต่พอเปิดฟังธรรมที่พระเขาสอนเท่านั้นแหละ โอ้โห ปุถุชนแสดงอีโก้ จะแสดงธรรมทั้งทีอย่างน้อยก็น่าจะอ้างอิงพระธรรมวินัยสักหน่อย พอคนเพี้ยนมาก ๆ มั่นใจมาก ๆ มันจะคิดท่าไม้ตายใหม่ ที่ไม่มีในหลักคำสอน แล้วก็อ้างว่าประยุกต์มา สรุปมา ย่อมา ฯลฯ สุดท้ายไปคนละเรื่องกับหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ส่วนจะไปธรรมไหนก็แล้วแต่เขา</p>
<p>โดยส่วนตัวก็ยังไม่สรุปว่าไม่มีเหลือ และยังเปิดใจศึกษาอยู่นะครับ แต่กระบวนการคัดกรองก็จะเยอะหน่อย สมัยก่อนว่าคัดเยอะแล้วก็ยังพลาด ที่ไปหลงศรัทธาลัทธินั่นก็หนีจากพระมิจฉาชีพทั้งหลายนั่นแหละ (<em>มิจฉาชีพ จากการโกง ล่อลวง ตลบตะแลง ฯลฯ</em>)</p>
<p>หลักการคัดกรองเบื้องต้นตอนนี้ก็คือ ความเห็นต่อการสร้างวัตถุมงคล, ความเห็นต่อการรับเงินของพระ, ความเห็นต่อการมียศของพระ, ความเห็นต่อการเดินทางอันสะดวกสบายในปัจจุบันของพระ แค่สี่ประเด็นเบื้องต้นนำมาเทียบกับพระวินัยนี่ก็น่าจะคัดออกไปได้เยอะเลย</p>
<p>24 กันยายน 2569 &#8211; ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</p>
<p>The post <a href="http://www.dinp.org/unstable/in-whom-should-we-place-our-faith/">เราควรจะศรัทธาใคร?</a> appeared first on <a href="http://www.dinp.org/unstable">Unstable : ดิณห์ ไอราวัณวัฒน์</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>http://www.dinp.org/unstable/in-whom-should-we-place-our-faith/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
