<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0" xml:base="https://prachatai.com/">
  <channel>
    <title>ประชาไท</title>
    <link>https://prachatai.com/</link>
    <description/>
    <language>th</language>
    
    <item>
  <title>2475 ถึงรัฐบาลหนู 2 ‘อ่านรัฐบาล’ ผ่านคำแถลงนโยบาย ดูบุคลิก วิธีคิด มันสมอง และชะตากรรมสังคมไทย</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/117002</link>
  <description>&lt;span&gt;2475 ถึงรัฐบาลหนู 2 ‘อ่านรัฐบาล’ ผ่านคำแถลงนโยบาย ดูบุคลิก วิธีคิด มันสมอง และชะตากรรมสังคมไทย&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;span&gt;See Think&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-09T10:22:44+07:00" title="Thursday, April 9, 2026 - 10:22"&gt;Thu, 2026-04-09 - 10:22&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;การแถลงนโยบายเป็น ‘พิธีกรรม’ ที่ทุกรัฐบาลทำกันมายาวนาน ฟังแล้วแทบหลับ บางคนอดทนรอดูการอภิปรายหลังจากนั้น แต่หากลองไล่อ่านตั้งแต่ 2475 จะเห็นทั้งวิธีมองปัญหา การจัดลำดับความสำคัญ และวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศในแต่ละยุค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การแถลงนโยบายเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2475 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในรัฐบาลแรกของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (28 มิ.ย.-10 ธ.ค.2475) แม้ไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภาโดยตรง แต่ปรากฏเอกสารนโยบายของรัฐบาลแรกแบบสั้นมาก copy-paste หลัก 6 ประการของคณะราษฎร อย่างไรก็ดี รัฐบาลหลังจากนั้นก็เขียนคำแถลงนโยบายกันกระชับ แบ่งเป็นข้อๆ มากบ้างน้อยบ้าง เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 2-5 หน้า ไม่ยืดเยื้อเหมือนปัจจุบัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้รัฐบาลต้องแถลงนโยบาย แต่พระยามโนฯ ทำเพราะต้องการสร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐสภา โดยน่าจะรับเอาอิทธิพลจากแบบแผนระบบรัฐสภาสมัยใหม่ของอังกฤษ (Westminster tradition)&amp;nbsp;จากปี 2475 ที่เริ่มต้นสร้างธรรมเนียม ก็กลายเป็นข้อบังคับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญครั้งแรกในฉบับ 2492 หลังจากนั้นแม้ข้อบัญญัติหายไปแต่ธรรมเนียมก็ยังสืบต่อ แม้แต่รัฐบาลจากคณะรัฐประหารก็ยังแถลงนโยบายต่อสภา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พัฒนาการของเรื่องนี้ก็น่าสนใจ&amp;nbsp;&lt;a href="https://library.parliament.go.th/th/statement-of-policy"&gt;สำนักกฎหมาย&lt;/a&gt; สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อธิบายไว้ว่า ในรัฐธรรมนูญ 2511 กำหนดให้แถลงนโยบายโดยไม่มีการลงมติไว้วางใจ ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2517 กำหนดให้แถลงนโยบายแล้วต้องขอความไว้วางใจจากสภาด้วย หากไม่ไว้วางใจคือ จบเห่ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;‘การตายทั้งกลมของรัฐบาล’ เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ในปี 2518 รัฐบาลเสนีย์ ปราโมช แถลงนโยบายต่อสภาแล้วปรากฏว่าสภาลงมติไม่ไว้วางใจ! ทำให้รัฐบาลต้องพ้นตำแหน่งไปทั้งคณะ เป็นคร้ังแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ที่ล้มกันตั้งแต่ยังไม่คลอด จากนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนใหม่ ให้มีการแถลงนโยบายแต่ยกเลิกการลงมติไว้วางใจมาจนปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เว็บไซต์หอสมุดรัฐสภา รวบรวมคำแถลงนโยบายของทุกรัฐบาลไว้ทั้งหมด การไล่ ‘อ่านรัฐบาล’ ผ่านการแถลงนโยบายนั้นสนุกสนาน เราอาจเห็นคาแรคเตอร์ได้ตั้งแต่หน้าปก เช่นในยุคสมัยใกล้ๆ นี้ รัฐบาลอนุทินทั้ง 1 และ 2 ปกจะเป็นสีธงชาติเข้มข้น รัฐบาลแพทองธารเป็นสีม่วงอ่อนสดใส รัฐบาลประยุทธ์เป็นพื้นสีน้ำเงินเข้มทั้งหมด รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นสีม่วงบางๆ รัฐบาลทักษิณเป็นสีขาวธรรมดา&amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในทีนี้จะหยิบยกนโยบายยุคต่างๆ มาเป็นเพียงน้ำจิ้ม เมื่อกวาดตาอ่านเร็วๆ คำแถลงนโยบายรัฐบาลทั้งหลายมักจะเริ่มต้นด้วยการบรรยายสภาพปัญหา ทำให้เราเห็นบริบทสังคมไทยในขณะนั้นได้ชัดเจน&amp;nbsp;&lt;br&gt;&lt;br&gt;เช่น&amp;nbsp;สมัยที่ปรีดี พนมยงค์ ขึ้นเป็นนายกฯ หลังสงครามโลก 2 ช่วงสั้นๆ ในปี 2489 นั้น คำแถลงนโยบายขึ้นต้นว่า “เพื่อสนองความต้องการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนมากที่จะให้ข้าพเจ้ารับใช้ประเทศในยามขับขัน ข้าพเจ้าก็จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามความประสงค์ของท่าน” ด้วยบริบทช่วงนั้น การต่างประเทศภายหลังสงครามโลกเป็นสิ่งสำคัญ นโยบายหลายอย่างเป็นสิ่งที่เราอาจจินตนาการไม่ออก เช่น “จะพยายามหาทางเจรจาขอให้สหประชาชาติถอนการยึดเงินของประเทศไทยซึ่งจะเป็นทางให้ประเทศไทยได้เงินมาซื้อของที่จำเป็นให้พลเมือง”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในยุคจอมพล ป. หนแรก (2481) ไม่มีอารัมภบทใดให้เสียเวลา เข้าเรื่องเลยว่าจะทำอะไรบ้าง โดยภาพรวมแบ่งเป็น 8 ข้อก่อนลงรายละเอียดในด้านต่างๆ อย่างกระชับเช่นกัน&amp;nbsp; ข้อแรกอ้างอิงถึงหลัก 6 ประการคณะราษฎร ข้อสอง “รัฐบาลนี้จะถือการครองชีพของราษฎรตามควรแก่อัตภาพเป็นหลักสำคัญ และโดยนัยนี้จึงจะพยายามให้ปวงชนชาวสยามมีความรู้ ความชำนาญ และเกิดความนิยมในวิชาชีพ เช่น การเกษตร เหมืองแร่ พาณิชยการ และอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่ออ่าน จอมพล ป. ยุคหลัง (2491) เขาเข้าสู่อำนาจหลังความผันผวนอย่างหนักของการเมือง นักวิชาการหลายคนชี้ว่าพลังก้าวหน้าของคณะราษฎรพ่ายแพ้แก่พลังอนุรักษนิยมโดยสิ้นเชิงหลังรัฐประหาร 2490 คำแถลงก็ดูจะมีจุดเน้นเปลี่ยนไปตามบริบท การศึกษาของประชาชนจากเคยอยู่ในข้อ 2 ก็กลายเป็นข้อ 5 โดยข้อแรกรัฐบาลยืนยันเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะผดุงรักษาระบอบประชาธิปไตย ส่วนข้อสองระบุว่า “รัฐบาลนี้จะเทอดทูนเคารพสักการะองค์พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และจะรักษาราชบัลลังก์ให้มั่นคงอยู่ชั่วนิรันดร”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นรัฐบาลจากรัฐประหารเมื่อปี 2501 คำแถลงนโยบายสะท้อนบริบทในเวลานั้น ด้วยการบอกว่าคณะทหารเข้ามาแก้วิกฤตเพื่อพาชาติเจริญ และจะอยู่สั้นๆ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญยกร่างเสร็จก็ไป แต่คำว่าสั้นนั้นกินเวลาถึง 4 ปี 10 เดือน ส่วนร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลาเขียนอยู่ 9 ปีต่อเนื่องถึงยุคจอมพลถนอม กิตติขจร&lt;br&gt;&lt;br&gt;“ย่อมเป็นที่เข้าใจกันแล้วว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญจะได้ร่างรัฐธรรมนูญสำหรับการปกครองประเทศขึ้นใหม่ เมื่อร่างเสร็จจนถึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้แล้ว ก็จะได้มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ตามรูปการในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นต่อไป รัฐบาลนี้คงจะมีเวลาบริหารประเทศในระยะจำกัด จึงได้วางหลักการในการบริหารประเทศไว้เป็น 2 ประการ…”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“การที่คณะปฏิวัติต้องเข้ายึดอำนาจการปกครองก็ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะหาวิถีทางอันเหมาะสมในการนำประเทศไปสู่ความเจริญ มิใช่มุ่งหมายแต่เพียงว่าจะให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญปกครองประเทศเสียใหม่เท่านั้น …ดังนั้นรัฐบาลจึงถือว่ามีภาระกิจอันสำคัญยิ่งที่จะต้องรีบปรับปรุงรูปการบริหารประเทศให้เหมาะสม และบรรลุความมุ่งหมายตามที่คณะปฏิวัติได้ตั้งไว้ในชั่วระยะเวลาอันสั้นนี้”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นรัฐบาลหลังจากเพิ่งเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรม 6 ตุลาคม 2519 สดๆ ร้อนๆ คำแถลงระบุแต่แรกเลยว่า “บัดนี้ คณะรัฐมนตรีซึ่งมีความยึดมั่นในสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ได้กำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอแถลงเพื่อให้สภาได้ทราบดังต่อไปนี้คือ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์รัฐบาลนี้จักได้ดำเนินการตามนโยบายต่อไปนี้ (๑) รัฐบาลนี้ถือหลักประหยัดเป็นสำคัญและตระหนักว่า ความมั่นคงของประเทศเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ .... จะดำเนินการทั้งปวงเพื่อให้กำลังทหารของชาติอยู่ในสภาพพร้อมรบและสามารถขยายได้ยามฉุกเฉิน....”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อต่อๆ มาคือ ป้องกันและปราบปราบคอมมิวนิสต์อย่างจริงจังและเด็ดขาด, ผดุงความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ตั้งศาลท้องถิ่น, ยึดมั่นกฎบัตรสหประชาชาติ ส่งเสริมความมั่นคงระหว่างประเทศ ฯลฯ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กระโดดมาที่คณะรัฐประหารรุ่นน้องที่ร่วมประสบการณ์กับผู้อ่าน อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลจากรัฐประหาร แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเมื่อเดือนกันยายน 2557&amp;nbsp; ตอนหนึ่งในคำแถลงระบุว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“การที่รัฐบาลนี้ไม่ได้จัดตั้งขึ้นจากพรรคการเมือง จึงไม่มีนโยบายของพรรคที่ใช้หาเสียงหรือหวังคะแนนประชานิยมมาเป็นฐานทางการเมือง ทุกท่านจึงไม่ต้องวิตกว่าจะมีการนำประเทศเข้าไปผูกพันจนเสียวินัยการคลัง หรือเกิดภาระอนาคต และด้วยความที่มีความเป็นเอกภาพทางนโยบายจึงไม่ต้องวิตกว่าการทำงานในแต่ละกระทรวงจะไม่บูรณาการสอดคล้องหรือพายเรือคนละที สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นพลังอำนาจ หรือเกื้อหนุนให้รัฐบาลทำงานยากในเวลาสั้นได้อย่างราบรื่น”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนการเรียงลำดับปัญหา ปัญหาเศรษฐกิจที่ทุกรัฐบาลมักหยิบยกเป็นอันดับต้นร่วงไปอยู่อันดับ 6 สำหรับห้าอันดับแรกเป็นดังนี้ 1. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ 3.การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมฯ 4. การศึกษาและเรียนรู้ฯ 5. การยกระดับคุณภาพบริหารด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีนี้หันดูรัฐบาลพลเรือนร่วมสมัยบ้าง หากจะหยิบยกมาสักอันคงต้องเลือก ‘ทักษิณ ชินวัตร’ เพราะแม้ศัตรูคู่อาฆาตบางส่วนยังยอมรับในความริเริ่มด้านนโยบาย และเป็นรัฐบาลแรกที่อยู่ครบวาระ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ก่อนถูกรัฐประหาร ต้องกล่าวด้วยว่ารัฐบาลทักษิณนับเป็นรัฐบาลแรกที่เกิดภายใต้ระบบเลือกตั้งใหม่ของรัฐธรรมนูญ 2540&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำแถลงนโยบายสมัยแรกตอนหนึ่งระบุว่า “ภารกิจเร่งด่วนและสำคัญยิ่งของรัฐบาล คือ การเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตของระบบเศรษฐกิจ การบริหาร สังคมและการเมือง โดยจะต้องดำเนินการไปพร้อมกัน เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันการณ์ โดยปัญหามี ๒ ส่วน คือ ๑. หยุดการหดตัวของเศรษฐกิจ ที่กำลังก่อปัญหาทางสังคมให้กับประเทศ ๒. การแก้ไขและปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจ และสังคม ไปสู่ ความมีเสถียรภาพ และความมั่นคงอันยั่งยืนของประเทศชาติ”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนนโยบายเร่งด่วน&amp;nbsp; ประกอบด้วย 1.พักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี 2.ตั้งกองทุนหมู่บ้าน 3.ตั้งธนาคารประชาชน 4.ตั้งธนาคาร SMEs 5. ตั้งบรรษัทกลางบริหารสินทรัพย์ 6. พัฒนารัฐวิสาหกิจ 7.สร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ประเด็นความมั่นคงยังไปอยู่ท้ายๆ เน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก อย่างไรก็ดี การแถลงนโยบายของทักษิณทั้งสองสมัยมีแตกต่างกันในการจัดน้ำหนักปัญหารวมถึงวิธีการขับเคลื่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าสู่อำนาจในปี 2551 ซึ่งในช่วงเวลานั้นสงครามเสื้อสีก่อตัวเข้มข้น ม็อบการเมืองหนักหน่วง บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในการกำหนดโฉมหน้าการเมืองปรากฏชัดผ่านการยุบพรรคและเด้งนายกฯ 2 คนพ้นตำแหน่งติดๆ กัน สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงสวัสดิ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำแถลงนโยบายอธิบายภาวะแตกแยกหนักของสังคมไทยประกอบกับความกดดันจากเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด สำหรับหลักใหญ่ของรัฐบาลนี้กำหนดไว้ 4 ประการสรุปความได้ว่า 1.ปกป้องสถาบัน ป้องกันมิให้มีการล่วงละเมิดพระบรมเดชานุภาพ 2.สร้างความปรองดองสมานฉันท์บนพื้นฐานของความถูกต้อง ยุติธรรม 3.ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4. พัฒนาประชาธิปไตยให้มั่นคง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับนโยบายเร่งด่วนช่วง 1 ปีแรกแบ่งออกเป็นหลายด้าน แต่หากยกตัวอย่างเป็นตัวนโยบายรูปธรรมชัดๆ จะมีดังนี้&amp;nbsp; จัดตั้งสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้เป็นการถาวร, จัดทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้น,​ ฝึกอบรมแรงงานที่ว่างงานประมาณ 5 แสนคน, โครงการสานฝันแรงงานคืนถิ่น และให้แรงงานนอกภาคเกษตรเข้าถึงแหล่งเงินทุน, ขยายเพดานกู้ยืมจากกองทุนผู้สูงอายุเป็น 30,000 ต่อราย, ประกันราคาพืชผลการเกษตร, ตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ, เรียนฟรี 15 ปี, จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รัฐบาลล่าสุดของอนุทิน ชาญวีรกูล จะมีการแถลงนโยบายในวันที่ 9 เมษายนนี้ รอบแรกนั้นอนุทินได้เป็น ‘นายกฯ ส้มหล่น’ ช่วงสั้นๆ ในคำแถลงนโยบายครั้งนั้นมีการระบุอย่างชัดเจนว่าจะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็ได้ดำเนินการไปแล้ว และผลคือประชาชนเห็นชอบ แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลรอบ 2 ซึ่งพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมาย (ส่วนระบบการนับ-รายงานคะแนนยังเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม) ในคำแถลงนโยบายกลับกล่าวถึงการเดินหน้าต่อเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญสั้นมาก มีอยู่ประโยคเดียวในย่อหน้าที่กล่าวถึงเรื่องต่างๆ มัดรวมกันไว้มากมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“รวมทั้งการจัดทําประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนําไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง” -&amp;nbsp; จบ&amp;nbsp;&lt;br&gt;&lt;br&gt;สิ่งที่ชัดเจนกลับเป็นเรื่องของ MoU44 ในข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แถลงนโยบายรอบแรกบอกว่าจะมีการจัดทำประชามติเพื่อยกเลิกข้อตกลงนี้ ส่วนรอบล่าสุด บอกว่า จะเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MoU 2544 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในคำแถลงนโยบายล่าสุด มีการพูดถึงปัญหาตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันไว้ตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง พร้อมระบุว่าเมื่อเป็นรัฐบาล ‘เต็มตัว’ จะแก้ปัญหาดังนี้ เร่งทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ให้แล้วเสร็จจะได้มีเงินรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินข้างหน้า, เยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง, เยียวยาผู้ค้า, จูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสํานักงานในไทย, เพิ่มตลาดส่งออกเกษตรและอาหารแปรรูปให้เป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงอาหารโลก, เตรียมปรับลดรายจ่ายหน่วยงานในร่างงบประมาณปี 70&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนั้นเป็นการบรรยายในด้านต่างๆ ด้วยถ้อยคำค่อนข้างกว้าง ส่วนรูปธรรมที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งเห็นจะเป็นการต่อยอดจากรัฐบาลก่อนๆ ในความพยายามปฏิรูปการเกณฑ์ทหาร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“​​รัฐบาลจะดําเนินโครงการทหารอาสา ๑๐๐,๐๐๐ อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง ๔ ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ…”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในการพยายามจะฟื้นเศรษฐกิจอันหนักหนาสาหัสนี้ รัฐบาลอนุทินน่าจะมุ่งเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยีมาช่วยทำงานด้านต่างๆ&amp;nbsp; เพราะใน 19 หน้าที่บรรยายสิ่งที่จะทำนั้น มีคำว่า ‘AI’ ปรากฏอยู่ 11 ครั้ง มีคำว่า ‘ดิจิทัล’ ปรากฏอยู่ 19 ครั้ง ดังนั้นนอกจาก ‘3 รัฐมนตรีคนนอก’ ความหวังอีกส่วนน่าจะอยู่ที่รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ชื่อ ไชยชนก ชิดชอบ ด้วยกระมัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7" hreflang="th"&gt;ข่าว&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;การเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;แถลงนโยบาย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;อนุทิน ชาญวีรกูล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Thu, 09 Apr 2026 03:22:44 +0000</pubDate>
    <dc:creator>See Think</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">117002 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>วิวาทะไฟป่า ปี 2026 ชาวเน็ตชี้นิ้วโทษ ‘ชุมชนพื้นที่ป่า’  รวมเหตุผลหลายด้าน จุดที่หลงลืม </title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/117001</link>
  <description>&lt;span&gt;วิวาทะไฟป่า ปี 2026 ชาวเน็ตชี้นิ้วโทษ ‘ชุมชนพื้นที่ป่า’  รวมเหตุผลหลายด้าน จุดที่หลงลืม &lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;อันนา หล่อวัฒนตระกูล : รายงาน&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;Pazzle&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-09T08:57:16+07:00" title="Thursday, April 9, 2026 - 08:57"&gt;Thu, 2026-04-09 - 08:57&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ วนกลับมาทุกปี แถมปีนี้เหมือนจะหนักหนากว่าเดิม เมื่อฝุ่นควันถูกนำไปผูกโยงกับการเกิดไฟป่า สังคมก็พร้อมจะชี้นิ้วด่าทอชุมชนในพื้นที่ว่าเผาป่า ในขณะที่ภาครัฐก็ดำเนินนโยบาย “ปิดป่า” และ “ห้ามเผา” อย่างเข้มงวดในหลายจังหวัดในภาคเหนือ จนกระทบกับชีวิตของชุมชนในเขตป่า ซึ่งหลายชุมชนเป็นผู้ดูแลผืนป่าหลายหมื่นไร่ ระดมกำลังทำแนวกันไฟ ลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่า และดับไฟเพื่อไม่ให้ลามเข้าเขตป่าที่ชุมชนดูแล&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55192646746_044973bb51_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;การทำแนวกันไฟโดยชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่หมี จังหวัดลำปาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;(ภาพ กัญญ์วรา หมื่นแก้ว/&lt;a href="https://www.facebook.com/share/p/1A1kpfmigA/"&gt;มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ลำปางกว่าสองร้อยคน&lt;a href="https://www.facebook.com/northerndevelopmentfoundation/posts/pfbid02KyVPC9fLWdBVK44edvBSgNmFr8uaRefZ9qXjFez1LevLyBAzS83Q7LLWYjBSqR88l"&gt;ชุมนุม&lt;/a&gt;ที่ศาลากลางลำปาง เนื่องจากมาตรการห้ามเผาและคำสั่งปิดป่าทั้งจังหวัดลำปางทำให้ชุมชนไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์และบริหารจัดการเชื้อเพลิงในขอบเขตพื้นที่ที่ชุมชนดูแลได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัวว่าการเข้าไปทำแนวกันไฟและเฝ้าระวังไฟป่าตามที่ทำทุกปีจะกลายเป็นการทำผิดกฎหมาย เมื่อคำสั่งปิดป่าของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ระบุว่าให้ประชาชนนำบัตรประจำตัวไปลงทะเบียนขอเข้าพื้นที่ป่าที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และถ้าเกิดไฟไหม้ป่าในบริเวณดังกล่าว ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ต้องมีการแจ้งความต่อตำรวจในพื้นที่เพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์เผากระท่อมของประชาชนบ้านแม่หมี ตำบลหัวเมือง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เมื่อคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากชุมชนบ้านแม่หมีจัดกิจกรรม “&lt;a href="https://www.facebook.com/northerndevelopmentfoundation/posts/pfbid02j5PWpgWEgKq2he4k2JKZpmsNti8Rjbz6p7QaeYsxEHNJRMeUau4ropbWLZpyKUrzl"&gt;เปิดป่า เปิดแนวกันไฟ&lt;/a&gt;” เมื่อวันที่ 18 มีนาคม สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและกระทบต่อขวัญกำลังใจของชุมชน และก่อนหน้านั้น&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.facebook.com/photo/?fbid=1381154590710282&amp;amp;set=a.641456571346758"&gt;สกน.&lt;/a&gt; ระบุว่าหลังกิจกรรมเมื่อวันที่ 18 มี.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ. แจ้ซ้อน มีการเข้าไปคุกคามสมาชิกชุมชนบ้านแม่หมี โดยมีการเข้าไปในหมู่บ้านและเข้าหาชาวบ้านบางคนเพื่อซักถามข้อมูลในเชิงกดดัน โดยไม่ได้แจ้งผู้นำชุมชนให้ทราบก่อน ทำให้ชาวบ้านหลายคนเกิดความวิตกกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้รายงานข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จงใจตีความการทำแนวกันไฟตามวิถีชาติพันธุ์ให้กลายเป็นการท้าทายอำนาจรัฐหรือการละเมิดกฎหมายปิดป่าอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือออก&lt;a href="https://www.facebook.com/photo/?fbid=1415146817306013&amp;amp;set=a.634990861988283"&gt;แถลงการณ์&lt;/a&gt;เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ประนามกรณีสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดลำปางนำเสนอข่าวชุมชนบ้านแม่หมีโดยมีเนื้อหาคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชน ทำให้เกิดทัศนคติเชิงลบ มีการนำรูปภาพของทางมูลนิธิไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และเปิดเผยชื่อ-นามสกุลของประชาชนสู่สาธารณะโดยไม่ได้รับความยินยอม จนสำนักงานฯ ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55192816083_90822f852a_b.jpg" width="1024" height="768" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;สกน. ลำปาง เดินขบวนไปที่ศาลากลางจังหวัดเพื่อประท้วงนโยบายปิดป่า-ห้ามเผา ซึ่งมีผลกระทบกับวิถีชีวิตชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;(ภาพ รัศมี จรณาภรณ์/มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สกน. ยื่นข้อเสนอให้รับรองแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงของชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ ที่ยังดำรงวิถีชีวิตด้วยการทำไร่หมุนเวียน 6 ชุมชน และให้คุ้มครองพื้นที่ชุมชนในฐานสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือทั้งหมด ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง “ปิดป่า” โดยยึดตามพื้นที่การจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน และต้องยุติการกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ที่ละเมิดสิทธิชุมชนและไม่ผ่านการประสานงานฝ่ายปกครองในพื้นที่ ได้แก่ การลาดตระเวน เข้าตรวจค้นในพื้นที่ทำกิน สิ่งปลูกสร้าง เคหสถาน การตรวจยึดสิ่งของประกอบอาชีพ และการตรวจยึดที่ดินทำกิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หน่วยงานต่างๆ ที่เข้าร่วมเจรจาตกลงจะคุ้มครองประชาชนที่จำเป็นต้องใช้ไฟตามแนวทางปฏิบัติเหมือนปีพ.ศ.2568 และให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ได้ตามปกติวิถี ส่วนกรณีเผากระท่อมที่บ้านแม่หมี จะต้องมีการเข้าไปสื่อสารทำความเข้าใจกับชุมชน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เกิดการถกเถียงรุนแรงบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตในคอมเม้นท์ด่าทอชาวบ้านว่าไร้จิตสำนึก ไปจนถึงว่าไม่ควรให้มีชุมชนอยู่ในเขตป่า ในขณะที่อีกฝั่งตั้งคำถามว่าวาทกรรม “ชาวบ้านเผาป่า สร้างมลพิษ” นอกจากจะผลิตซ้ำมายาคติที่ว่าไฟเป็นผู้ร้ายและปัดความผิดให้ชุมชนแล้ว ยังละเลยต้นตอที่ซับซ้อนของปัญหา PM2.5 ซึ่งอีกตัวการหลักคือการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน นำมาซึ่งฝุ่นพิษข้ามแดน ซึ่งทำให้การมุ่งเป้าไปที่ประเด็น “ไฟป่า” อาจไม่ใช่คำตอบ และคำสั่งปิดป่าแบบเหมารวมก็อาจมีผลร้ายมากกว่าดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นักวิชาการ นักกิจกรรม และบุคคลสาธารณะเองก็เข้ามามีส่วนร่วมในวิวาทะเรื่องไฟป่า อย่าง สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา และ ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มี&lt;a href="https://www.facebook.com/nuling/posts/%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%AD-pinkaew-laungaramsri%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81/26995950516657304/"&gt;วิวาทะ&lt;/a&gt;กันผ่านเฟสบุ๊คเกี่ยวกับประเด็นการชิงเผาเพื่อจัดการเชื้อเพลิง โดยสมบัติโพสเฟสบุ๊คถึงปิ่นแก้วระบุว่าเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการที่ไม่บริหารจัดการเชื้อเพลิงทำให้เกิดไฟใหญ่ในปีนี้ เพราะมองว่าเชื้อเพลิงในป่าสามารถย่อยสลายได้เอง และมองว่าปัญหาหลักตอนนี้คือมีปริมาณไฟมากกว่าคนดับไฟ ซึ่งตัวเขาไม่ได้ค้านการใช้ไฟ แต่การใช้ไฟต้องมั่นใจว่าคุมได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านปิ่นแก้วระบุผ่านช่องคอมเม้นว่าผู้นำชุมชนหลายแห่งเล่าว่านโยบาย Zero burning และปัญหาใบไม้สะสมทำให้การดับไฟยากขึ้น และพูดกันมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่าปีนี้ไฟจะไหม้หนัก หลายชุมชนเห็นตรงกันว่าจะต้องจัดการใบไม้ในป่าทุกปีเพราะใบไม้ไม่ได้ย่อยสลายได้ง่าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์สื่อว่ามีส่วนในการผลิตซ้ำอคติโดยไม่ให้พื้นที่กับเสียงของชุมชน หรือการนำบุคคลที่มีทัศนคติด้านลบกับชุมชนมาออกรายการ ทำให้ชุมชนกลายเป็นแพะรับบาปในเรื่องไฟป่า เช่นในกรณีที่ สมบูรณ์ คำแหง ออก&lt;a href="https://www.facebook.com/photo/?fbid=26744567288468413&amp;amp;set=a.463041367047697"&gt;จดหมายเปิดผนึก&lt;/a&gt;ผ่านโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์การที่รายการตอบโจทย์ ซึ่งออกอากาศผ่านไทยพีบีเอสเชิญปลอดประสพ สุรัสวดี มาแสดงความคิดเห็น และมีการกล่าวหาว่าไฟป่าในภาคเหนือเกิดขึ้นจากคนสองกลุ่ม หนึ่งคือองค์กรเอ็นจีโอที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกสารสิทธิที่ดิน และสองคือกลุ่มที่ต้องการกฎหมายอากาศสะอาด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ชุมชนดูแลป่า แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จรัสศรี จันทร์อ้าย จากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เล่าในกิจกรรมเสวนาออนไลน์ “วิกฤติไฟป่าภาคเหนือ เมื่อรัฐคุมเข้ม ‘ปิดป่า-ห้ามเผา’ ชวนรื้อถอนมายาคติ ‘คนอยู่กับป่า = ผู้ร้ายในไฟป่า” ของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมาว่าในเขตชุมชนของเธอ ก่อนจะมีประกาศห้ามเผา ก็มีการบินโดนตรวจตราอย่างเข้มงวด และหลังจากนั้นก็เริ่มมีรายงานในหน้าสื่อว่าโดรนจับได้ว่ามีคนจุดไฟ ซึ่งชุมชนของเธอซึ่งอยู่ในพื้นที่ติดต่อกับอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนได้รับผลกระทบจากการตรวจตราและคำสั่งเหล่านี้มาเป็นเดือนแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จรัสศรีมองว่าการรายงานข่าวเรื่องไฟไม่ได้บอกสาเหตุของการเกิดไฟทั้งหมด และมักทำให้สังคมตื่นตระหนกว่ามีไฟไหม้เยอะ ควรจะมีการนำเสนอถึงต้นตอของไฟที่มากกว่านี้ ไม่ใช่ทำให้ชุมชนเป็นแพะรับบาปเมื่อเกิดไฟป่า เธอเล่าว่าปกติแล้วในชุมชนจะต้องทำแนวกันไฟในช่วงเดือนมีนาคมเมื่อใบไม้ร่วงจนหมด แต่ที่ผ่านมาไม่สามารถจัดการเชื้อเพลิงได้เหมือนภาครัฐ ทำให้เกิดเชื้อเพลิงสะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จรัสศรีระบุว่าในเขตชุมชนหลังแนวกันไฟยังไม่มีไฟลามไปถึง แต่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีไฟป่าลุกลามอยู่รอบนอกในเขตอุทยาน แสดงให้เห็นว่าชุมชนเองก็มีองค์ความรู้ว่าต้องทำแนวกันไฟเวลาไหน ทำแค่ไหน ไฟถึงจะไม่ลามเข้ามาในเขตของชุมชน ซึ่งชุมชนของเธอดูแลพื้นที่ป่ากว่าหกพันไร่ เธอระบุว่าหลายชุมชนชาติพันธุ์ในเขตป่าภาคเหนือก็มีการเฝ้าระวังและทำแนวกันไฟเช่นกันเพื่อปกป้องชุมชนของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในส่วนของพื้นที่เกษตรในชุมชนที่มีการทำไร่หมุนเวียน จรัสศรีระบุว่าที่ผ่านมาชุมชนพยายามลงทะเบียนผ่านแอพลิเคชั่น FireD (ไฟดี) แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เกษตรของชุมชน มีแต่การป้องกันไม่ให้ไฟลามเข้ามา เธอยังเล่าอีกว่าถึงการลงทะเบียนขอจัดการเชื้อเพลิงจะทำผ่านองค์กรท้องถิ่น แต่การตัดสินใจอยู่ที่ระดับจังหวัด ชุมชนไม่สามารถตัดสินใจเองได้เลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“เราพยายามทำขนาดนี้ แต่อำนาจในการจัดการพื้นที่ของเรายังไม่มีเต็มที่ที่เราสามารถกำหนดได้เลย เพราะมันยังต้องขึ้นอยู่กับอำนาจของผู้ว่า ซึ่งดูภาพรวมของจังหวัด”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จรัสศรีมองว่าภาครัฐควรที่จะเคารพองค์ความรู้ของชุมชนในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ เธอระบุว่าชุมชนเองก็พยายามที่จะยอมรับองค์ความรู้ของภาครัฐที่พยายามเข้ามาจัดการด้วยการใช้อำนาจและการวางระบบต่างๆ เช่นระบบไฟดี ดังนั้นรัฐเองก็ควรจะยอมรับการจัดการไฟและการจัดการทรัพยากรของชุมชนด้วย ควรจะคืนอำนาจและสิทธิในการจัดการให้ชุมชนเป็นผู้วางแผน เช่น การทำแนวกันไฟ จะต้องทำตรงไหน กว้างแค่ไหน หรือพื้นที่ไหนจำเป็นต้องใช้ไฟเพราะมีความเสี่ยง เพราะชุมชนย่อมรู้สภาพของพื้นที่ดีที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐควรที่จะมีมาตรการที่ทั่วถึงในการควบคุมมลพิษ ไม่ใช่เพ่งเล็งแต่ภาคเกษตร เธอมองว่าภาคเกษตรไม่ใช่ตัวการเดียวที่ทำให้เกิดมลพิษแต่ยังมีสาเหตุอื่น เช่นมลพิษข้ามพรมแดน หรือมลพิษจากอุตสากรรม รัฐจึงควรจะมีมาตรการควบคุมที่เท่ากัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เธอระบุว่าสังคมเองก็ควรจะมองว่าไฟมีหลายประเภท มีประเภทที่ควบคุมได้ และที่ควบคุมไม่ได้ แต่ละประเภทมีการจัดการต่างกัน สังคมควรที่จะได้รับรู้ข้อมูล เพราะจะเป็นต้นทุนให้คนเข้าใจการจัดการไฟและยอมรับองค์ความรู้ของชุมชน เพราะแต่ละชุมชนมีสภาพพื้นที่ต่างกัน การจัดการก็ต้องอาศัยการทำความเข้าใจสภาพแต่ละพื้นที่ว่าเป็นแบบไหน ซึ่งแต่ละชุมชนก็มีองค์ความรู้ที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่ของตัวเอง จึงไม่ควรจะเอามาตรฐานเดียวมาใช้กับทุกพื้นที่&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;อคติต่อชุมชน - วาทกรรมของรัฐรวมศูนย์ ผลักชุมชนให้เป็นแพะ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านป่าไม้ มองว่านอกจากวิกฤตมลพิษที่มีผลกระทบรุนแรงแล้ว ยังมีวิกฤตในเชิงทัศนคติของคนกลุ่มที่เขาเรียกว่า “นักอนุรักษ์เขียวปี๋” ที่มีอคติต่อชุมชนด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“คนกลุ่มนี้เวลาเห็นปัญหา PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่พวกเขากังวลมากที่จะกระทบต่อสุขภาพของเขา ซึ่งเราก็เห็นด้วย แต่การที่กระโจนไปเอาเรื่องของปัญหา PM2.5 มาผูกติดกับเรื่องไฟป่า เราคิดว่ามันเป็นทัศนคติที่ค่อนข้างตื้นเขินเกินไปและแคบเกินไป เพราะเขาไม่มองปัญหาอื่นที่มาเกี่ยวข้องเลย” สุรินทร์ระบุ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุรินทร์มองว่าอีกปัญหาหลักที่เกี่ยวข้องกับประเด็นฝุ่น PM2.5 คือเรื่องมลพิษข้ามแดน ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มมีข้อมูลชัดเจนมากขึ้นว่ามีการปลูกพืชเศรษฐกิจเช่นข้าวโพดเพิ่มขึ้นในภูมิภาค แต่ปัญหามลพิษข้ามแดนมักถูกละเลยขณะที่สังคมชี้นิ้วโทษชุมชนว่าสร้างมลพิษ ซึ่งเขามองว่าเป็นการมองปัญหาแบบตื้นเขินมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่เพียงเท่านั้น สังคมยังไม่ตั้งคำถามกับอำนาจการจัดการไฟป่าที่ผูกขาดไว้กับหน่วยงานของรัฐอย่างกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ ซึ่งสุรินทร์มองว่าการรวมศูนย์อำนาจแบบนี้ทำให้การจัดการไฟมีข้อจำกัด ชุมชนที่ดูแลรักษาป่าไม่สามารถใช้องค์ความรู้และประสบการณ์ในการจัดการไฟให้สอดคล้องกับบริบทและวิถีชีวิตวัฒนธรรมของตัวเองได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1339538678220899&amp;amp;set=pb.100064943371585.-2207520000&amp;amp;type=3"&gt;Greenpeace Thailand&lt;/a&gt; ระบุว่า จากข้อมูลเมื่อปี 2567 31.8% ของร่องรอยเผาไหม้หรือ burn scar ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเกิดในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยัง&lt;a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1346438754197558&amp;amp;set=pb.100064943371585.-2207520000&amp;amp;type=3"&gt;พบว่า&lt;/a&gt;จุดความร้อนในไร่ข้าวโพดส่วนใหญ่เกิดในตอนเหนือของ สปป. ลาว (33.72%) และรัฐฉาน ประเทศเมียนมา (52.66%) นอกจากนี้ยังระบุว่ายุทธศาสตร์ความร่วมมือเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMEC) และสิทธิภาษีศุลกากร 0% ตามข้อตกลง AFTA นำมาซึ่งการขยายตัวของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกับการเกิดขึ้นของมลพิษข้ามแดน โดย Greenpeace มองว่าการแก้ปัญหาต้องเริ่มต้นที่ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เปิดเผยโปร่งใสและไม่เป็นเครื่องมือฟอกเขียวของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ รวมถึงต้องลดพื้นที่การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;.รัฐรวมศูนย์เองก็มีการสร้างวาทกรรมต่างๆ ที่ทำให้ไฟกลายเป็นผู้ร้าย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไฟถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ สุรินทร์ตั้งข้อสังเกตว่าหลังการตั้งสำนักควบคุมไฟป่า ไฟเริ่มถูกมองเป็นภัยคุกคาม มีการสร้างวาทกรรมเช่น “ไฟมาป่าหมด” เขามองว่ารัฐเองต้องการจะมีอำนาจในการจัดการไฟ และหลังมีวาทกรรมนี้เกิดขึ้นก็เริ่มโทษชุมชนในเขตป่าที่มีการใช้ไฟในไร่หมุนเวียนหรือในการจัดการเขตป่าของชุมชน ไม่มีการแยกแยะว่าไฟไหนที่จำเป็น ไฟไหนที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งลดทอนองค์ความรู้ของชุมชนและทำให้สังคมมองไม่เห็นว่ามีองค์ความรู้เดิมว่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ แม้แต่รัฐเองที่มีการจัดการเชื้อเพลิงหรือที่เรียกว่า “ชิงเผา” ก็ไม่สามารถอธิบายกับสาธารณะอย่างเป็นระบบได้ เพราะสร้างวาทกรรมไว้แล้วว่าไฟมาป่าหมด แต่ก็ยังใช้ไฟในการจัดการป่า ทำให้สังคมไม่เกิดการเรียนรู้ว่าชุมชนจัดการป่าได้ยังไงบ้าง จน 3-4 ปีที่ผ่านมาก็เกิดวาทกรรม Zero burning ตามมาด้วยมาตรการห้ามเผา และปิดป่า เขามองว่าผลของการทำให้ไฟเป็นสิ่งลี้ลับ และการที่รัฐเองไม่สามารถสื่อสารกับชุมชนหรือสาธารณะได้ว่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศยังไงบ้าง ทำให้สังคมขาดการรับรู้เรื่องไฟตามที่เป็นจริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุรินทร์ระบุว่าทุกปีภาครัฐมีการรายงานข้อมูลว่าในพื้นที่ป่ามีไฟไหม้เท่าไหร่ ไฟเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ทั้งที่มีทั้งข้อมูลและงบประมาณมหาศาล รัฐกลับไม่เคยทำความเข้าใจกับประชาชนว่าเกิดอะไรขึ้น และแม้แต่สาเหตุของไฟป่าก็เป็นข้อมูลที่มาจากการสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในกระบวนการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงก็เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ไม่มีการทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ สุรินทร์ตั้งคำถามว่าสาเหตุต่างๆ ที่มีการรายงาน เช่นการหาของป่า การล่าสัตว์ เป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า และเมื่อข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาสื่อสารกับคนในสังคม จึงง่ายมากที่ชุมชนในเขตป่าจะกลายเป็นจำเลยสังคม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้าน ธนากร อัฏฐ์ประดิษฐ์ นักวิชาการอิสระผู้สนใจการเมืองเรื่องป่าและไฟวิทยาชนพื้นเมือง มองว่าปัญหาไฟป่าไม่ได้มีประเด็นแค่ปริมาณไฟหรือฝุ่นควันที่เพิ่มขึ้น แต่มองว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้งในระบบการจัดการที่ดินและพื้นที่ป่า เนื่องจากในหลายจังหวัดยังมีข้อพิพาทเรื่องการใช้พื้นที่มาตลอด และปัญหาใหม่ๆ เหล่านี้ก็เข้ามาซ้ำเติม&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55192652631_0f42cec837_b.jpg" width="1024" height="591" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการขออนุมัติการจัดการเชื้อเพลิงผ่านแอพลิเคชั่น FireD ที่ธนากรนำมาแสดงระหว่างกิจกรรมเสวนา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธนากรระบุว่าเมื่อดูข้อมูลที่มีการเปิดเผยโดยสื่อต่างๆ ในกรณีของจังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลจากระบบไฟดีพบว่ากว่า 60% เป็นการขอใช้ไฟในพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์โดยหน่วยงานของรัฐ ส่วนเกษตรกรมี 28% และชุมชน 4% นอกจากนี้ยังพบว่าคำร้องขอจัดการเชื้อเพลิงในระบบไฟดีได้รับการอนุมัติน้อยลงในช่วงปี 2565 - 2567 ทั้งที่พื้นที่ที่มีการขออนุมัติมีปริมาณพอๆ กัน ทำให้เกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุมัติ และสร้างความไม่สบายใจว่าไฟในพื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นไฟที่ควบคุมไม่ได้หรือเปล่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธนากรอธิบายว่าป่าในประเทศไทยไม่ได้มีความหมายหลายระนาบ นอกจากป่าในเชิงลักษณะทางนิเวศวิทยาแล้ว ยังมีป่าตามคำนิยามของรัฐที่ใช้กฎหมายประกาศเขตพื้นที่ต่างๆ ซึ่งซ้อนทับกับสภาพความเป็นจริงที่มีชุมชนอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น และยังมีป่าตามการใช้ประโยชน์จริงของชุมชนในพื้นที่ด้วย โดยในเชียงใหม่มีชุมชน 399 ชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ 872 ชุมชนในป่าสงวน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“เวลาบอกว่าไฟเกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มันจึงต้องไปดูอีกสามระนาบว่าจุดตรงนั้นมันเป็นป่าตามกฎหมายแบบไหน ป่าระบบนิเวศแบบไหน และเป็นป่าที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จริงแบบไหน” ธนากรระบุ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ธนากรมองว่าก่อนหน้านี้การจัดการไฟเป็นประเด็นหลัก แต่ตอนนี้การจัดการไฟถูกผูกเข้ากับปัญหาฝุ่นควัน เสมือนกับว่าปัญหาฝุ่นคือจุดศูนย์กลาง เขามองว่าสำหรับสถานการณ์ฝุ่นควัน มีปัญหาที่ใหญ่กว่าการจัดการไฟในภาคเหนือมาก โดยเขาบอกว่าที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความเกี่ยวพันกันของช่วงเวลาที่เกิดฝุ่นควันกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวแบบพันธสัญญาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเขาสังเกตว่าหลังเกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค พื้นที่ปริมาณมากถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวโพดป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเขาตั้งคำถามว่าทำไมประเด็นนี้ถึงไม่มีการพูดถึงทั้งที่เป็นประเด็นใหญ่มากที่เกี่ยวข้องกับปริมาณฝุ่นควันข้ามแดน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“หน่วยวิเคราะห์และหน่วยปฏิบัติการของเราจำเป็นต้องแยกแยะให้ชัดเจนมากว่าสุดท้ายแล้วคุณจะมุ่งไปที่อะไร ตรงไหนบ้าง เพราะถ้าเอา PM2.5 เป็นศูนย์กลาง มันกลายเป็นว่ามันไปถ่างเพิ่มเรื่องของความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม ความไม่เป็นธรรมด้านการจัดการทรัพยากร” ธนากรระบุ&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55192922849_41d94cb014_b.jpg" width="1024" height="595" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ภาพกราฟิคแสดงสถิติพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ธนากรนำมาแสดงระหว่างการเสวนา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุรินทร์มองว่าถ้าหน่วยงานรัฐมีความจริงใจและเจตจำนงค์ที่มากพอ ไฟก็เป็นสิ่งที่จัดการได้ และที่จริงในพื้นที่ก็มีชุมชนที่ทำงานอยู่แล้ว รัฐก็ควรจะเข้าไปสนับสนุนให้ชุมชนใช้องค์ความรู้ในการจัดการไฟตามสภาพพื้นที่และวัฒนธรรมของชุมชน ส่วนกรณีที่ไฟเกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือไฟที่ควบคุมไม่ได้ เขามงอว่าหน่วยงานควรจะไปสังคายนาความรู้ของตัวเองก่อนว่าไฟเกิดจากอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ปรักปรำว่าเกิดจากการหาของป่า ล่าสัตว์ หรือเผาไร่ ซึ่งเป็นการมองที่ตื้นเขินเกินไปและไม่ได้ทำให้ได้ชุดข้อมูลที่จะเอามาใช้ในการจัดการ ส่วนมาตรการปิดป่าหรือการห้ามเผา เขามองว่าเป็นระเบิดเวลาเพราะเชื้อเพลิงจะสะสมในพื้นที่มากขึ้น และถ้ามีไฟเกิดขึ้นก็อาจลุกลามใหญ่โต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถึงสุรินทร์จะบอกว่าปัญหาไฟป่าและปัญหาฝุ่นควันแยกออกจากกันไม่ได้ แต่ฝุ่นควันเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าและควรจะต้องมีความชัดเจนว่าจะจัดการยังไง โดยเขามองว่าไฟป่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาฝุ่นเท่านั้น แต่มีเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่นปัญหามลพิษข้ามแดน และในขณะที่ประชาชนนั่งถกเถียงทะเลาะกันเอง รัฐบาลก็ไม่ได้ขยับตัวทำอะไรเลย โดยอ้างว่าอยู่ในช่วงรักษาการ ซึ่งเขามองว่าฟังไม่ขึ้น และอยากเรียกร้องให้ภาครัฐนำเรื่องนี้มาเป็นวาระ เพราะเป็นเรื่องที่ทำในประเทศไทยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการร่วมมือกับเพื่อนบ้านด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9" hreflang="th"&gt;รายงานพิเศษ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;การเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95" hreflang="th"&gt;คุณภาพชีวิต&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;สิ่งแวดล้อม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9D%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-pm25" hreflang="th"&gt;ฝุ่น PM2.5&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;ไฟป่า&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;ภาคเหนือ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;มาตรการห้ามเผา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5" hreflang="th"&gt;ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;มูลนิธิกระจกเงา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;จรัสศรี จันทร์อ้าย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C-%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;สุรินทร์ อ้นพรม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%8B" hreflang="th"&gt;กรีนพีซ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;อันนา หล่อวัฒนตระกูล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Thu, 09 Apr 2026 01:57:16 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Pazzle</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">117001 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>'ครูองุ่น' ยังอยู่กับเรา: มรดกมีชีวิต พื้นที่ความคิด สนามของเด็กๆ และต้นไม้ประชาธิปไตย  </title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116977</link>
  <description>&lt;span&gt;'ครูองุ่น' ยังอยู่กับเรา: มรดกมีชีวิต พื้นที่ความคิด สนามของเด็กๆ และต้นไม้ประชาธิปไตย&amp;nbsp; &lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;เรื่อง :&amp;nbsp;ปิยนุช โคตรสาร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาพปก : กิตติยา อรอินทร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;XmasUser&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-06T14:21:34+07:00" title="Monday, April 6, 2026 - 14:21"&gt;Mon, 2026-04-06 - 14:21&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;h2&gt;มีใครไม่เคยมาสวนครูองุ่นบ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ท้องฟ้าสีส้มอมชมพูยามเย็นทอดตัวอยู่เหนือสวนครูองุ่น พื้นที่สีเขียวเล็กๆ ใจกลางเมืองในซอยทองหล่อ ในสวนมีต้นไม้ต้นหนึ่งที่เด็กๆ นับร้อยชีวิตเคยปีนป่าย วิ่งเล่น หัวเราะ และเติบโตไปพร้อมกัน ลูกสาวของผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในเด็กเหล่านั้น ขณะที่ยืนมองลูกอยู่ บุ้งเดินเข้ามาทัก พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน เธอหันไปมองเด็กน้อยแล้วพูดว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"นี่คือลูกสาวคนที่พี่บอกว่า พวกเราสู้ให้เด็กๆ รุ่นต่อไป คือรุ่นลูกของพี่ใช่ไหมคะ"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;'บุ้ง' และเพื่อนๆ นักกิจกรรมมักใช้สวนครูองุ่นเป็นพื้นที่นัดพบ พูดคุย แลกเปลี่ยน และพักใจจากการต่อสู้ภายนอก เรานั่งคุยกันอยู่สักครู่หนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่านั่นอาจเป็นหนึ่งในบทสนทนาครั้งท้ายๆ ที่เราจะได้มีร่วมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;'บุ้ง' เนติพร เสน่ห์สังคม คือ หนึ่งในนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาใช้และให้ความหมายกับพื้นที่แห่งนี้ เช่นเดียวกับคนอีกหลายรุ่นที่เคยเดินผ่านเข้ามาในสวนครูองุ่น ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่&lt;strong&gt;สิริพร สุขชูศรี&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;หรือ&lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt; ผู้จัดการสวนครูองุ่น กล่าวไว้ว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"เรามองว่านักกิจกรรมตั้งแต่รุ่นหลังเลือกตั้งปี'54&amp;nbsp;เฟีย ว่าไม่มีใครไม่มาที่นี่ ตอนนั้นแหละก็เลยมั่นใจเลยว่าฐานหนึ่งเรื่องการเมืองเราบล็อกไม่ได้"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อันที่จริงแล้วสวนครูองุ่นนี้ มีนักวิชาการ ศิลปิน นักกิจกรรมตบเท้าเข้ามาแลกเปลี่ยน พูดคุย ทำกิจกรรมกันไม่ได้ขาดตั้งแต่อดีต ซึ่งคนเหล่านั้นต่างเป็นลูกศิษย์ลูกหาครูองุ่น อาธิเช่น อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์, เทพศิริ สุขโสภา, จักรพันธ์ุ โปษยกฤต, สน สีมาตรัง, สถาพร ศรีสัจจัง, จาตุรนต์ ฉายแสง, รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน และ กัลยา ใหญ่ประสาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันที่ 5 เม.ย. 2569 เป็นวันครบรอบชาตกาล 109 ปี จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ทบทวนและมองไปข้างหน้ากับ มรดกมีชิวิต พื้นที่ทางความคิด สนามวิ่งเล่นของเด็กๆ และต้นไม้แห่งประชาธิปไตยแห่งนี้ไปด้วยกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"แทบทุกวันจะมีผู้ที่รู้จักครูแวะเวียนมาหาที่บ้านอยู่เสมอ คนเหล่านั้นมีทั้งที่เป็นลูกศิษย์ กัลยาณมิตร และคนรู้จักทั่วไป บ้านจึงไม่เคยเงียบเหงา"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากคำบอกเล่าของคุณ&lt;strong&gt;สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย &lt;/strong&gt;ลูกศิษย์ของครูองุ่น และประธานมูลนิธิไชยวนา พื้นที่บ้านครูองุ่นเป็นศูนย์กลางของผู้คนที่มีชีวิตชีวาเพราะมีทั้งลูกศิษย์ กัลยาณมิตร และผู้คนหลากหลายแวะเวียนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ บรรยากาศร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาชนิดที่ครูค่อยๆ ปลูกและดูแลด้วยตนเอง จนกลายเป็นสวนกลางเมืองที่ให้ทั้งร่มเงาและความสงบ ทุกเช้า ภาพของครูองุ่นที่สวมเสื้อม่อฮ่อม กวาดใบไม้ และดูแลพื้นที่อย่างเรียบง่าย สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ติดดินและลงมือทำจริง สวนครูองุ่นทำหน้าที่เป็นทั้งที่พักพิงของผู้ที่เดือดร้อน พื้นที่ทำงานของกลุ่มศิลปินและนักพัฒนา และเวทีแลกเปลี่ยนความคิดทางสังคมและการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ ผู้คนไม่ได้เพียงมาพบปะ แต่ยังมาค้นหาความหมายของชีวิตและร่วมกันตั้งคำถามต่อสังคม จนกล่าวได้ว่าบ้านของครูองุ่นในวันนั้นคือ "ชุมชนทางความคิด" ที่มีชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;รอยต่อของความฝันจากอดีตสู่ปัจจุบัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;รอยต่อสำคัญในการต่อยอดตามความฝันของครูองุ่น คือการที่มูลนิธิกระจกเงาและมูลนิธิไชยวนา ร่วมกันก่อการครั้งใหญ่ด้วยกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ตอนที่จะทำมันเป็นเรื่องใหม่สำหรับกระจกเงา แล้วมันนอกเหนือจากประเภทต่างๆ ของกระจกเงา เพราะกระจกเงาส่วนใหญ่ พื้นที่ของเราคือมนุษย์ คนหาย ผู้ป่วย มันก็เป็นคน แต่อันนี้มันเป็น Space (พื้นที่) ซึ่งมันใหม่มากๆ เลย แล้วแต่ละคนก็ไม่ได้มีความรู้ด้านนี้อะไร พี่หนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา) บอกเราจะขบถ เราจะไม่ใช้เครื่องจักร เราจะใช้กำลังอาสาสมัคร เอาจอบเอากำลังอาสาสมัครร้อยคนมาทำแล้วที่สวนสำเร็จได้เนี่ย เราได้พี่ๆนักโทษชั้นดีจากกรมราชทัณฑ์ค่ะ ประมาณ 300 นาย 3 วัน เราทำมากันเป็นเดือนนะคะ พี่ๆ จากกรมราชทัณฑ์มา 3 วัน เสร็จเลย กำลังผู้ชายไง แต่ของเรามันเป็นกำลังอาสาสมัคร ทำวันละนิด วันละหน่อย พอ 3 เดือนเสร็จ พี่หนูหริ่ง ก็เหมือนกับมาถามต่อแหละว่าเดี๋ยวสวนเสร็จเราก็จะมีโปรแกรมนี่นั่น เราก็มองโปรแกรมยาวนี่ไม่ใช่โปรแกรมทำสวนแล้วนะ เราบอกว่าหนูมีแผนที่จะไปเรียนต่อ ปรัชญามนุษย์ที่อินเดีย พี่หนูหริ่ง บอกว่า เธอเชื่อฉันอยู่ตรงนี้น่ะ จะยิ่งกว่าปรัชญามนุษย์"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการสร้างสวน คือการค้นพบว่าแท้จริงแล้วพื้นที่นี้มีไว้เพื่ออะไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระยะแรก สวนครูองุ่นอาจดูเป็นสวนเด็ก เป็นสวนกิจกรรม หรือเป็นสถานที่จัดงานเล็กๆ กลางเมือง แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองเข้มข้นขึ้น และโดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ชุมนุม นักกิจกรรม และคนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องการพื้นที่ปลอดภัย สวนครูองุ่นจึงเป็น "พื้นที่ทางความคิด" และ "พื้นที่ของทุกคน"&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โลกของเด็กคือโลกของครูองุ่น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;พื้นที่นี้รับคนเจ็บ รับนักกิจกรรมที่เหนื่อยล้า รับคนที่ต้องการที่พักชั่วคราว รับการประชุม ซ้อมละคร ระดมทุน แลกเปลี่ยนความคิด รับทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม ศิลปะ การเมือง และการพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวกับเด็กๆ เช่นงานวันเด็กที่จัดแต่ละปี &lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt; เล่าด้วยความภูมิใจเป็นพิเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นสวนครูองุ่นโดยสมบูรณ์ คืองานวันเด็ก พองานวันเด็ก เป็นภาพที่ครูองุ่นเขียนในบันทึกว่า ลูกชาวนา ลูกกรรมกร เดินกับเขามาอยู่ในพื้นที่เล่นละคร ดูตุ๊กตา มันเลยกลายเป็นพื้นที่แบบทุกปีที่ทุกคน รอคอย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"เราเคยทำ เราเคยรวมเด็กในชุมชนทองหล่อ 800 คนสูงสุด ซึ่งงงเหมือนกันมาจากไหน แต่ว่าตอนนี้เราอยู่มา 8 ปี จะเข้าปีที่ 9 เราเห็นเด็กตั้งแต่แบบแบเบาะจนตอนนี้อายุ 8 ขวบ เราเห็นการเติบโตทุกปีแล้ว เรารู้สึกว่านี่แหละสิ่งที่เรียกว่าสวนครูองุ่น คือ มิตินี้ที่เด็กเป็นตัวนำแล้วผู้ใหญ่ที่เข้าใจเด็ก เป็นตัวสนับสนุน เป็นพื้นที่ที่เข้าใจครอบครัว ก็เลยเข้าใจแล้วว่า อ๋อ สิ่งที่ครูรักษาพื้นที่นี้ไว้เนี่ย ครูไม่ได้อยากจะรักษาแค่อุดมกาณ์ และความคิดครูหรอก แต่แค่มองว่าถ้าพื้นที่ตรงนี้หายไปนะ ความเป็นครอบครัว ความเป็นความเข้าอกเข้าใจในเด็กเยาวชนการเรียน เศรษฐกิจมันจะหายไปด้วย ในพื้นที่เมือง เพราะครูประเมินแล้วว่าพื้นที่เมือง คือมันเริ่มเจริญเติบโต แต่ครูกลัวว่าเด็กที่เป็นลูกชาวนา กรรมกรจะไม่มีพื้นที่ เลยรักษาพื้นที่ อันนี้คือตีโจทย์ต่างหากจากบรรดาลูกศิษย์ของครู" &lt;strong&gt;โซเฟีย &lt;/strong&gt;กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ้าครูองุ่น รับรู้ได้ ครูคงยิ้มดีใจอย่างแน่นอน เพราะครูมีหัวใจที่ต้องการทำเพื่อเด็กๆ อย่างมาก ตามคำบอกเล่าของคุณ&lt;strong&gt;สินธุ์สวัสดิ์&lt;/strong&gt;ที่ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ครูจะปรึกษางานทุกอย่างกับผมทั้งงานของมูลนิธิไชยวนาที่ครูออกไปช่วยเด็กและเยาวชนที่ซอยอ่อนนุชในเรื่องให้มีทะเบียนบ้าน หรือรับสอนลูกกรรมกรที่มาก่อสร้างอาคารในซอยทองหล่อใกล้บ้านครูให้ฟรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"งานอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญและแสดงความเป็นตัวตนของครูคือการเย็บหุ่นเชิดมือด้วยผ้ามอบให้เด็กๆ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติชนชั้น บางครั้งลูกศิษย์ที่เป็นนักพัฒนามาเยี่ยมเธอก็มอบให้เป็นเครื่องมือการเรียนการสอนให้เด็กจนชื่อครูถูกกล่าวขานทำให้นักพัฒนาต่างชาติที่มาประชุมในกรุงเทพฯ ต้องแวะมาเยี่ยมเยืยนคุณยายใจดี ครูจะมอบหุ่นมือเชิดมือที่เธอเย็บเองให้เป็นของขวัญหุ่นเชิดมือของครูจึงเดินทางไปเป็นเพื่อนยามเหงาให้เด็กผู้ยากไร้ในชนบทไทยและในต่างประเทศหลายประเทศ วันดีคืนดีเมื่อตื่นแต่เช้าจะมีกระสอบใส่ผ้าหลากสีมากองไว้ที่หน้าประตูบ้านมีกระดาษที่เขียนข้อความสั้นๆ ว่ามอบให้เพื่อตัดเย็บหุ่นเชิดมือให้เด็กๆ เมื่อเห็นกระสอบใส่ผ้าหลายกระสอบที่มีคนนำกองไว้ให้เธอจะอุทานว่า "โอ้โฮ ผ้ามากมายขนาดนี้จะเย็บไหวหรือ" แต่ในที่สุดผ้าหลายกระสอบได้กลายเป็นหุ่นเชิดมือหลายชนิดทั้งเจ้าแกละ เจ้าจุก หนูนิด แก้มแดง ลุงเหน่ง ควาย วัว นกสีเหลืองตัวใหญ่ จรเข้ เสือ ม้า ลิงจ๋อ สารพัดสาระเพห้องเล็กข้างในใกล้บันไดในเรือนบ้านคือที่เก็บหุ่นจำนวนมากกว่าหกร้อยตัว หุ่นเหล่านี้มีลักษณะและสีสันไม่ซ้ำแบบกัน สดใส ยิ้มแย้ม นิ่งเฉย ตามจินตนาการของผู้สร้างสรรค์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ไม่ช้าหุ่นเชิดฝีมือครูองุ่นก็ถูกทยอยมอบให้เด็กๆ ทั้งจากที่พ่อแม่พามาหาที่บ้านซอยทองหล่อและกระจายออกไปตามพื้นที่ต่างๆ ลูกศิษย์ที่ไปเป็นครูสอนทางภาคอีสานได้ตั้งคณะละครหุ่นเชิดมือนำหุ่นเชิดมือของครูไปตระเวนแสดงให้เด็กในหมู่บ้านที่ห่างไกลได้รับชมในวันหยุดและสอนวิธีการทำให้ด้วย ไม่ใช่แต่เพียงภาคอีสานในพื้นที่อื่นๆ หุ่นเชิดมือของเธอได้เดินทางไปทำหน้าที่เติมเต็มความสุขให้กับเด็กเกือบจะทุกภาค เช่นที่ บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา ชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี โรงเรียนวัดในจังหวัดราชบุรี"&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ครูหรือ ‘ยายองุ่น’ จะได้รับทราบข่าวจากจดหมายที่ลูกศิษย์เขียนมาเล่าบางครั้งเด็กๆ ในชนบทจะเขียนจดหมายมาถึงคุณยายองุ่นเล่าความประทับใจที่ได้จากหุ่นเชิดมือที่ครูบรรจงเย็บ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ประชาธิปไตย ประกายความหวังของครู สู่เจตนารมณ์เพื่อมวลชน&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ครูองุ่น สตรีร่างเล็กที่มีหัวใจยิ่งใหญ่มอบให้มวลชน จากศรัทธาที่ครูมีต่อการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตย โดยเฉพาะครูเกิดและเติบโตมาในยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเชื่อมั่นในหลักการของนายปรีดี พนมยงค์ ดังที่คุณ&lt;strong&gt;สินธุ์สวัสดิ์ &lt;/strong&gt;ได้เล่าไว้ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"บางคืนครูจะเล่าเรื่องส่วนตัวในช่วงต่างๆ ของชีวิตให้รับทราบถึงความตื้นลึกหนาบางของแต่ละเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันหรือมีผลกระทบกับชีวิตเธอ ครูเล่าว่า เช้าของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 องุ่น สุวรรณมาลิก ในวัย 15 ปี ขณะกำลังนั่งรถเจ็กไปโรงเรียนสตรีโชติเวช ได้ทราบข่าวบนท้องถนนขณะเดินทางมีคนตะโกนว่า คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแล้ว ประชาชนส่งเสียงกันอื้ออึง เธอดีใจอย่างยิ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเปลี่ยนแปลงทางความคิดเติบโตอย่างก้าวกระโดด ต่อมาได้อ่านแถลงการณ์ของคณะราษฎรหลัก 6 ประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"แม้ต่อมาจะต้องพบกับเรื่องราวที่หักเหผันผวนแต่ความมุ่งมั่นในทางก้าวหน้าได้ปักหลักลงรากลึกในใจเธอแล้วอย่างไม่สั่นคลอน กล่าวได้เต็มปากว่าเธอเป็นผลผลิตที่เติบโตทางความคิดจากอุดมการณ์ของคณะราษฎร"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฐานอุดมการณ์ของครูองุ่น เป็นอย่างนี้นี่เอง จึงนำมาถึงการมอบที่ดินเพื่อเป็นสถาบันปรีดี พนมยงค์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"เช้าวันนั้น ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเช้าของวันที่ 3 พ.ค. 2526 ครูองุ่น ถือหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน เดินตรงมาหาผมครูเดินร่ำไห้น้ำตาเอ่อนัยตาทั้งสองข้างบอกผมว่า "อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เสียชีวิตแล้วที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส" แล้วครูก็พรรณนาความรู้สึกที่มีต่อชีวิตที่ถูกกระทำของอาจารย์ปรีดี คุณูปการของอาจารย์ปรีดี ที่ทำไว้ให้กับประชาชนและสังคมไทย ครูรำพึงออกมาว่า "จะมีทางใดบ้างหนอที่เราจะได้ร่วมกันนำความคิดอุดมการณ์ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ มาลงหลักปักฐานให้มั่นคงและส่งผลต่อประชาชน" เช้านั้นเป็นเช้าที่คุยกันอย่างยาวนาน จนได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ที่ดิน 371 ตารางวาของครูที่อยู่ติดกันนี้ควรเป็นสถานที่ก่อสร้างให้เกิดพื้นที่เผยแพร่ความคิดอุดมการณ์สันติธรรมและประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ พอได้คำตอบดังนี้ครูก็หยุดร้องไห้ ผมเห็นรอยยิ้มบนแก้มที่คราบน้ำตายังไม่ทันเหือดแห้งของครู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอได้คำตอบแล้วครูบอกจะรีบโทรศัพท์ปรึกษากรรมการมูลนิธิไชยวนา ทุกคน เนื่องจากแต่เดิมนั้นครูตั้งใจยกที่ดินของเธอทั้งหมดทุกแปลงให้มูลนิธิไชยวนา ที่เธอก่อตั้งขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่รองเสวกเอกพระรุกขชาติบริรักษ์ (ทอง สุวรรณมาลิก) บิดาของเธอ หลังจากนั้นเธอได้ติดต่ออาจารย์สุภา ศิริมานนท์ ที่ครูรู้จักตั้งแต่สมัยทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สยามนิกร เพื่อขอคำแนะนำและปรึกษาถ้าเธอและมูลนิธิไชยวนา จะมอบที่ดินเนื้อที่ 371 ตารางวา ติดถนนในซอยทองหล่อให้มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เพื่อก่อสร้างสถานที่เผยแพร่ความคิดอุดมการณ์ของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ให้สู่ราษฎร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในเวลานั้นมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ยังไม่ได้จดทะเบียนก่อตั้ง ต่อมาเมื่อมีการจดทะเบียนก่อตั้งแล้วโดยมีท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นประธานมูลนิธิ การพบปะเจรจาได้มีขึ้นหลายครั้ง จนตกผลึกเป็นการก่อสร้างสถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ วันที่ 12 กันยายน 2526 ครูองุ่น มาลิก ได้มอบที่ดินเนื้อที่ 371 ตารางวาติดซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท 55 ให้มูลนิธิปรีดี พนยงค์ เพื่อก่อสร้างสถาบันปรีดี พนมยงค์ ด้วยเจตนารมณ์ให้สถาบันแห่งนี้ดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์ต่อราษฎรไทยตามแนวคิดสันติธรรมและประชาธิปไตยสมบูรณ์ของปรีดี พนมยงค์ สถานที่แห่งนี้จักเป็นเครื่องย้ำเตือนความทรงจำรำลึกถึงผู้ที่อุทิศชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของชาติและราษฎรไทย"&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณ&lt;strong&gt;สินธุ์สวัสดิ์ &lt;/strong&gt;เล่าว่า ไม่เฉพาะที่บ้านในซอยทองหล่อ แต่ในช่วงชีวิตของครูองุ่น ตอนไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครูได้ซื้อที่ดินในซอยห้วยแก้ว 3 และตั้งชื่อว่า "สวนอัญญา" พื้นที่กลายเป็นที่ที่นักศึกษาและคนหนุ่มสาวได้เข้ามาใช้ชีวิต ทำกิจกรรม แลกเปลี่ยนความคิด และเรียนรู้ร่วมกันจนถึงทุกวันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;พื้นที่นี้เป็นของใครกัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt; มองว่า พื้นที่ที่ครูองุ่นให้มานี้ ไม่ได้มีแค่สำหรับคนหนุ่มสาวเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ที่นี่เหมือนศาลาประชาคมของผู้ใหญ่บ้าน ใครมีปัญหามาหาเรา ไอ้ช่าไม่เข้าเรียนช่วยไปบอกหน่อย ไอ้ช่านี่ก็เห็นมาตั้งแต่เด็กยันโต ตามประสาวัยรุ่นมาซื้อเสื้อผ้า (ร้านเสื้อผ้าและสินค้ามือสองของมูลนิธิกระจกเงาที่ตั้งอยู่ในสวนครูองุ่น) ก็ให้ช่วยคุยให้ เพราะวัยเราก็ไม่ได้ไกลกับเค้าก็เลยมองว่า ที่นี่มันเป็นที่เชื่อมคนวัยหนุ่มสาวกับแม่กับเด็ก&amp;nbsp; แม้กระทั่งของเด็กอ่อนก็มีที่นี่ค่ะ เราก็จะมีเซตไว้เลยว่า คาร์ซีท เครื่องปั๊มนม เสื้อผ้า แพมเพิส คือไม่ได้บอกว่า เป็นเซ็นเตอร์สำหรับแจก แต่ถ้าคุณไปถึงจุดที่คุณสามารถหารายได้แล้ว เราก็เอาไปแบ่งคนอื่นต่อ หรือไม่ใช้แล้วเอามาคืน แล้วเดี๋ยวให้บ้านต่อไป หรือไม่ต้องมาคืนก็ได้ ทุกวันนี้ยังมันเป็นแบบนั้น"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากแม่และเด็กแล้ว พื้นที่สวนครูองุ่นนี้ยังช่วยสนับสนุนเรื่องสาธารณสุขอีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"พอโควิด เราเป็นพื้นที่ตรวจโควิดเพราะเราทนไม่ได้กับการที่คนไปต่อแถว เพื่อนพี่น้องนักเคลื่อนไหวเค้าก็ช่วยกันเอาเอทีเคเข้ามาจากต่างประเทศ ตอนนั้นเราได้ลูกชายครูประทีปช่วยด้วย ช่วงนั้นยากเนอะกับการซื้อเอทีเค แล้วถ้าเจอโควิดเราก็ทำเหมือนกับ 'คลองเตยดีจัง' เอายาฟาวิฯ ไปแจก แล้วถ้าเป็นหนักเพื่อนเราเป็นนักเทคนิคการแพทย์ แล้วก็มีโรงพยาบาลสนามของครูประทีปก็ส่งตัวไป มันเลยกลายเป็นระบบที่ช่วยเหลือและสนับสนุนกันได้"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำบอกเล่าของ&lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt;นี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงส่วนหนึ่งจากหนังสือสาระนิยาย เหมือนแสงดาวส่องแสงอยู่ทั่วฟากฟ้า ที่เขียนโดย คุณชมัยพร แสงกระจ่าง ที่ระบุไว้ว่า พื้นที่สวนครูองุ่นเคยตั้งเป็นคลินิกตรวจและรักษาโรคราคาถูกให้กับกรรมกร ซึ่งเป็นไปตามที่คุณสินธุ์สวัสดิ์กล่าวไว้เช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"บ้านเลขที่ 67 นี้เคยเป็นที่ทำการของเวชประชาคลีนิค อำนวยการโดยนายแพทย์อภิเชษฎ์ นาคเลขา มีครูองุ่น มาลิก เป็นผู้ร่วมดำเนินงาน เปิดรักษาพยาบาลให้ประชาชนในราคาห้าบาท หรือถ้าไม่มีเงินก็บริการรักษาให้ฟรี และจัดอบรมความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ให้นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไปก่อนจะปิดกิจการ"&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่าหลักการของครูองุ่นที่อยู่ข้างคนที่เสียเปรียบในสังคมนั้นถ่ายทอดออกมาเป็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;วันพรุ่งนี้และตำนานของสวนครูองุ่น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จนวันนี้ดินแดนทองหล่อเต็มไปด้วยตึกสูงและรถรามากมาย การเจรจามูลค่าที่ดินระดับร้อยล้านพันล้านในย่านนี้ถือเป็นเรื่องปรกติ รวมถึงการก่อสร้างที่ผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด แม้กระทั่งในสวนครูองุ่นเองก็มีการก่อสร้าง เพียงแต่ผลที่ออกมาจะไม่ใช่คอนโดมีเนียม ห้างร้าน หรือโรงแรม แต่จะเป็น ‘สถานที่จัดกิจกรรมทางสังคม’ เป็นอาคารสำนักงานมูลนิธิไชยวนา ไว้รองรับการใช้งานที่ขยายตัวขึ้นของโครงการและกิจกรรมในภายภาคหน้า เช่น การพบปะนักกิจกรรมทางสังคม นักการละคร พื้นที่สำหรับชุมชน เด็กและเยาวชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การออกแบบโครงสร้างและพื้นที่ใช้งานใหม่ในพื้นที่ 258 ตารางวาเกิดขึ้นจากฝีมือออกแบบของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 หลักสูตรนานาชาติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"คืออาจารย์อินด้วยไงคะ อาจารย์เป็นชาวต่างชาติ ตอนแรกแค่อยากจะเป็นพาร์ตเนอร์ เหมือนแกเหมือนเฟียเลย พอมาช่วย 3 เดือนว่าการออกแบบต้องมีอะไรบ้าง แต่หลังๆ มาอาจารย์บอกใหม่ว่า ผมให้นักเรียนออกแบบและตัดเกรดกับคุณเลย โปรเจคนี้คือทั้งคลาสทำงานร่วมกันกับคุณ พอออกแบบเสร็จปุ๊บ อาจารย์แนะนำผู้รับเหมาให้ด้วย บริษัทคิดดี ทำดี"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในช่วงก่อสร้างสวนครูองุ่นจึงเปิดไว้แต่พื้นที่ข้างหน้าที่มีการขายเครื่องดื่มและสินค้ามือสอง และลานเล็กๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ก็มีคำถามมากมายเลย ปิดเหรอ เราบอกรอแป๊บนึง ดิฉันก็อยู่กับความกดดันมาหลายปีเหมือนกัน ว่าแบบมันไม่เสร็จสักที แต่แบบมันต้องใช้เวลา มันมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเยอะ นี่ในอนาคตมันจะเป็นดอกที่มันจะออกเนี่ย"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โซเฟีย เทียบการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้ว่าเป็นการทำงานร่วมกันจากตัวแทนคนสามรุ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“&lt;strong&gt;ลุงสินธุ์&lt;/strong&gt; (สินสวัสดิ์) นี่คือลูกศิษย์ครูงองุ่น มือขวาเลย ลุงสินรุ่นปู่ แล้วก็พี่หนูหริ่งคือเป็นวัยลุง เราเป็นรุ่นหลานแล้ว ก็เลยเรียนรู้ ดิฉันก็เห็นความเจริญเติบโตข้างหน้าว่าอนาคตเทรนด์มันเป็นแบบนี้ แต่กว่าจะให้มันเป็นเนื้อเดียวกันได้นะ ก็เลยใช้เวลา ๗ ปี นานหน่อย มันมีเส้นมูลนิธิอยู่แล้วมันมีเส้นของศิลปะอยู่”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โซเฟีย &lt;/strong&gt;ผ่านร้อนผ่านหนาวกับการพัฒนาพื้นที่นี้ร่วมกับคนมากมาย แต่เธอเชื่อมั่นว่า ผลที่ได้จะลงตัวกับความตั้งใจของครูองุ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"มันท้าทายแน่นอน แต่ว่าพอตอนนี้ พอเรามาถึงจุดที่เราเห็นเสาครั้งแรกร้องไห้ แบบเฮ้ย ดูแล้วใกล้แล้ว"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อได้ฟังโซเฟียเล่าถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่กี่เดือนในปี ๒๕๖๙ นี้ด้วยสายตาเป็นประกายเช่นนี้ ผู้เขียนจึงนึกถึงส่วนหนึ่งของพินัยกรรมของครูองุ่นที่เขียนไว้วันที่ 9 มิถุนายน 2532 ว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"ข้าพเจ้าหวังว่าบุคคลรุ่นหลังผู้มีจิตใจเสียสละเพื่อสังคม จะเข้ารับภาระสืบทอดดำเนินกิจกรรมในที่แห่งนี้ จักมีความคิดกว้างไกล สามารถขยายงานรับใช้สังคมในวงกว้างยิ่งขึ้นสืบไป และถือเป็นภาระหมายเลขหนึ่งในอันจะสงวนรักษาผืนดินแห่งนี้ มิให้ตกไปเป็นที่รับใช้กิจการอย่างอื่นในเชิงธุรกิจเต็มรูปแบบ เช่นให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลมาลงทุน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"โดยนัยยะนี้ แม้ข้าพเจ้ามิได้เกิดเป็นลูกชาวนาทุ่งแสนแสบ แต่ข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิต ณ ดินแดนแห่งนี้กว่าครึ่งศตวรรษ ข้าพเจ้าจึงขอมอบร่างของตนคืนสู่แผ่นดิน เป็นส่วนอันแนบแน่นของแผ่นดินโดยธรรมชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"และขอเห็นสถานที่แห่งนี้ร่มเย็นเขียวขจี รักษาความเป็นธรรมชาติไว้ จวบนิรันดร แม้ตัวบ้านปรักหักพังลงต้องรื้อทำลาย ก็ขอให้กรรมการทั้งหลายร่วมพิจารณาสร้างเป็นอาคารย่อมๆ เพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ หรือดัดแปลงเป็นสนามเด็กเล่นตามสมควรแก่กรณีย์"&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อมาถึงตรงนี้ &lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt; มีคำถ้อยคำมากมายที่อยากพร่างพรูต่อครูองุ่นด้วยอารมณ์ที่กำลังอ่อนไหวซึ่งเป็นเหตุที่เข้าใจได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"อยากบอกครูองุ่นว่า ขอบคุณที่เหนื่อยมาตั้งแต่ต้น อันนี้คือคำวัยรุ่นนะ แล้วก็รักษาที่ดินตรงนี้ไว้ มันทำให้คนรุ่นเฟียที่อยากมีพื้นที่เป็นของตัวเอง ได้เข้ามาใช้ ได้มีพื้นที่ หลักๆ เลยขอบคุณที่ทำ ถ้าเป็นอาหาร เราคือหนึ่งในเครื่องปรุงเล็กๆ แล้วเราจะบอกกับครูว่า ถ้าสมมุติว่ากระจกเงาไม่ได้อยู่ เฟียสัญญาไว้ว่าเราจะหาเครื่องปรุงใหม่มาต่อให้ได้ เพราะว่าพื้นที่มันต้องอยู่ เพราะนอกเหนือจากที่ครูเขียนไว้แล้วว่าพื้นที่มันไม่ได้เป็นของใคร มันต้องดำเนินการไปตลอด แต่มันก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องรักษาค่ะ เพราะว่าหัวมาแบบนี้แล้ว เราก็รับมันมาแล้ว เราก็อยากเห็นมันไปต่อ อนาคตอาจจะเป็นรุ่นของลูกพี่ก็ได้ ที่อยากขยับอยากมาทำอะไรต่อ"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โซเฟีย &lt;/strong&gt;พาเดินชมพื้นที่ก่อสร้าง ต้นไม้ต้นโปรดของเด็กๆ ยังคงอยู่และจะเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร มีพื้นที่ที่จะเป็นห้องสมุด มุมเด็ก ห้องหับที่จะใช้ประชุม รวมถึงดาดฟ้าที่ทำกิจกรรมได้และมองไปเห็นเพื่อนบ้านซึ่งก็คือ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่กำลังจะกลับมาเปิดตัวอีกไม่กี่เดือนนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อเดินลงมาจากดาดฟ้าจะเป็นบ้านสีเขียวหลังเล็กของครู ตั้งอยู่ใกล้กับหลุมฝังศพของครูองุ่น ครั้นเดินมาถึงที่ตรงจุดนี้เอง ผู้เขียนระลึกและจินตนาการเป็นภาพต่างๆ ปนเปกันไปชั่วขณะหนึ่งที่เกิดขึ้นในสวนนี้ ไม่ว่าจะเป็น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ครั้งหนึ่ง&lt;strong&gt; วัฒน์ วรรลยางกูร &lt;/strong&gt;เคยมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับเพื่อนพ้องที่นี่ หลายปีผ่านไป ลูกๆ ของเขาก็มาทำกิจกรรมในที่เดียวกัน ภาพชายหนุ่มอดีตนักศึกษาที่เคยทำหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยสมทบกลุ่มกนก 50 คุ้มกันรถนำขบวนของฝ่ายนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่กลายมาเป็นศิษย์ของครู ภาพกลุ่มละครมาขอยืมหุ่นมือครูองุ่น ภาพเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาสอดส่องและพยายามเก็บภาพนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ภาพงานเสวนา รำลึกถึงมวลชน เสียงเพลงขับกล่อม วงคุยหลังฉายภาพยนตร์ ภาพครูองุ่นที่โดนคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลาคม 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519 ภาพลูกศิษย์ซื้อกล้วยปิ้ง โดยเฉพาะกล้วยหักมุกมาฝากครู ภาพเด็กๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนาน&lt;/p&gt;&lt;div class="note-box"&gt;&lt;p&gt;คุณ&lt;strong&gt;สินธุ์สวัสดิ์&lt;/strong&gt; เล่าเสริมว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;"วันดีคืนดีมีควาญช้างขี่ช้างมาขออาศัยพักให้น้ำให้หญ้าช้างที่รอนแรมมาจากต่างจังหวัด ครูองุ่นตื่นเต้นและยินดีมาก พระธุดงค์มาขอปักกลดในบริเวณพื้นที่บ้านครู แทบจะทุกวัน แพะหลายตัวของชาวบ้านมุสลิมที่อยู่ด้านในซอยทองหล่อ จะมาแทะกินยอดไม้ เช้าตรู่แดดยังไม่ทันออกดีครูองุ่นแบกกระบวยเดินตรงไปวิดน้ำจากบ่อรดต้นไม้นานาชนิด"&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนั้น ยังมีตำนานที่ฟังมาว่า ไรเดอร์ผู้มาใช้พื้นที่หน้าสวนครูองุ่นนั่งกินข้าวเช้า เล่าว่า เขาพบหญิงชราใส่แว่นใจดีชวนให้เข้ามานั่งกินข้างในสวนจะดีกว่า หรือคุณป้าที่มาขายของในงานตลาดนัดแล้วได้นั่งคุยกับหญิงชราลักษณะเดียวกันอย่างถูกคอหลังจากเห็นยิ้มให้หลายครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยังมีภาพอีกมากมายที่ผู้เขียนไม่สามารถบรรยายได้หมดจากการอ่าน รับรู้ และฟังเรื่องเล่าของครูองุ่น เพราะความรู้สึกตอนนั้นมันท่วมท้นระคนการอยากขอบคุณครูอย่างมากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;โซเฟีย&lt;/strong&gt; พาเดินดูสถานที่โดยรอบเสร็จแล้ว คนงานทยอยออกจากพื้นที่ก่อสร้างในสวนครูองุ่น น้องๆ อาสาสมัครเริ่มเก็บร้านและจัดสรรวางของที่มีคนนำผ้าจำนวนมากมาบริจาคเพื่อทำหุ่นเชิดมือให้เด็กๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คํ่าแล้ว ท้องฟ้าฉายสีส้มอมชมพูอีกครั้งเหมือนจะบอกว่าไม่นานความมืดกำลังจะปกคลุมสวนครูองุ่นเหมือนทุกๆ วัน แต่ยังมีความสว่างอย่างหนึ่งในสวนของครูที่ไม่เคยมอดดับ นั่นก็คือแสงแห่งความหวังและศรัทธาของคนรุ่นต่อรุ่นที่ตั้งใจสืบสานเจตนารมณ์ของครูองุ่น มาลิกตลอดไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แด่ผู้ที่เสียเปรียบทางสังคม มวลชนที่จากไป คนรุ่นใหม่ ชุมชน และเด็กๆ ที่เป็นความหวังของวันพรุ่งนี้&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9" hreflang="th"&gt;รายงานพิเศษ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;สิทธิมนุษยชน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81" hreflang="th"&gt;องุ่น มาลิก&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;สวนครูองุ่น&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5-%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;ปรี พนมยงค์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;ประวัติศาสตร์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5" hreflang="th"&gt;สิริพร สุขชูศรี&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%8A-%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3" hreflang="th"&gt;ปิยนุช โคตรสาร&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;มูลนิธิไชยวนา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;ทองหล่อ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3" hreflang="th"&gt;คณะราษฎร&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Mon, 06 Apr 2026 07:21:34 +0000</pubDate>
    <dc:creator>XmasUser</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116977 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>"อย่าขัดจังหวะศัตรูที่กำลังผิดพลาด" จีนคาดหวังอะไรจากสงครามอิหร่าน เหตุใดจึงเลือกยืนดูอยู่ห่างๆ </title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116940</link>
  <description>&lt;span&gt;"อย่าขัดจังหวะศัตรูที่กำลังผิดพลาด" จีนคาดหวังอะไรจากสงครามอิหร่าน เหตุใดจึงเลือกยืนดูอยู่ห่างๆ &lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;สี จิ้นผิง เข้าพบ อายาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน (ขณะนั้น) ที่กรุงเตหะราน เมื่อ&amp;nbsp;23 ม.ค.&amp;nbsp;2559&lt;/p&gt;&lt;p&gt;(ที่มา: แฟ้มภาพ/&lt;a href="https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Ali_Khamenei_met_with_Xi_Jinping_in_Tehran_2016_(3).jpg"&gt;Wikipedia&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;See Think&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-03T11:22:39+07:00" title="Friday, April 3, 2026 - 11:22"&gt;Fri, 2026-04-03 - 11:22&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;บทวิเคราะห์ใน&amp;nbsp;The Economist ที่พูดคุยกับบรรดานักการทูต ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญจีน พวกเขาประเมินว่าว่าสงครามอิหร่านครั้งนี้อาจเร่งความเสื่อมถอยของสหรัฐฯ และเบี่ยงเบนความสนใจออกจากเอเชีย เปิดโอกาสให้จีนขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยี พลังงาน และเศรษฐกิจ พร้อมตอกย้ำแนวทาง “พึ่งพาตนเอง” ของประธานสีจิ้นผิง ในการประชุมสุดยอดสองผู้นำในเดือนหน้า&amp;nbsp;‘โดนัลด์ ทรัมป์’ อาจเจรจาโน้มน้าวได้ง่ายขึ้น จีนอาจจะบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับมาตรการภาษี และการควบคุมการส่งออก รวมไปถึงประเด็นไต้หวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่เบื้องหลังความมั่นใจนั้นยังมีความกังวล ทั้งความไม่แน่นอนของสงคราม ผลกระทบต่อการค้า และความเป็นไปได้ที่จีนเองอาจคำนวณผิด เพราะจีนมักมีท่าทีระมัดระวัง ถูกจำกัดด้วยกรอบของพรรคคอมมิวนิสต์ และหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาเมื่อสหรัฐฯ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหลักประกันความมั่นคงของโลก จีนก็มักลังเลที่จะก้าวเข้ามาแทนที่&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/54890669668_47ba9c59f2_h.jpg" width="1600" height="1066" loading="lazy"&gt;&lt;p&gt;โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทักทาย สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ก่อนการประชุมทวิภาคีที่อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติกิมแฮ วันพฤหัสบดีที่&amp;nbsp;30 ตุลาคม&amp;nbsp;2025 ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ (ที่มา: แฟ้มภาพ/Daniel Torok/The White House)&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;strong&gt;อย่าขัดจังหวะศัตรูที่กำลังผิดพลาด&lt;/strong&gt;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การทำสงครามกับอิหร่านเคยถูกคาดหมายว่าจะเปลี่ยนแปลงตะวันออกกลาง ด้วยการทำให้ระบอบการปกครองที่ถูกมองว่าเป็นภัยอ่อนแอลง และสกัดกั้นความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน สำหรับผู้สนับสนุนสายฮาร์ดคอร์ สงครามครั้งนี้ยังอาจเปลี่ยนแปลงโลกได้ด้วยการกดดันจีนซึ่งกำลังผงาดขึ้น โดยจะแสดงให้เห็นว่าการที่อเมริกาควบคุมเส้นทางการไหลของน้ำมัน ทำให้จีนอยู่ในภาวะเปราะบางเพียงใด อีกทั้งยังช่วยเสริมพลังการยับยั้ง (deterrence) ด้วยการตอกย้ำความเหนือกว่าทางทหารของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับความลังเลหรือความไร้ความสามารถของจีนในการช่วยเหลือพันธมิตรของตน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่เมื่อการสู้รบดำเนินมาได้หนึ่งเดือน เหตุผลเช่นนี้กลับดูเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดและเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง และอย่างน้อย นั่นคือมุมมองจากปักกิ่ง นิตยสาร&amp;nbsp;The Economist ได้พูดคุยกับนักการทูต ที่ปรึกษา นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐทั้งในอดีตและปัจจุบันของจีน เกือบทั้งหมดมองว่าสงครามครั้งนี้เป็นความผิดพลาดร้ายแรงของสหรัฐฯ พวกเขากล่าวว่าจีนเลือกยืนดูอยู่ห่าง ๆ เพราะผู้นำจีนเข้าใจคำกล่าวที่มักถูกยกให้เป็นของนโปเลียน โบนาปาร์ต&amp;nbsp;(Napoleon Bonaparte) ซึ่งเชื่อกันว่าเอ่ยขึ้นเมื่อฝ่ายตรงข้ามของเขากำลังละทิ้งชัยภูมิสูงข่มที่สมรภูมิเอาสเตอร์ลิทซ์ (Austerlitz) ว่า “อย่าขัดจังหวะศัตรูตอนที่เขาอยู่กลางความผิดพลาด”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชาวจีนจำนวนมากมองว่าสงครามครั้งนี้จะเร่งให้ความเสื่อมถอยของอเมริกาเกิดขึ้นเร็วขึ้น พวกเขาเห็นว่าการใช้กำลังของสหรัฐฯ เป็นการยืนยันความถูกต้องของแนวทางที่ผู้นำจีน สีจิ้นผิง ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง” มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังคาดหวังว่าเมื่อสันติภาพมาถึง ก็จะเปิดโอกาสให้จีนเข้าไปใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นั้นได้ อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความมั่นใจดังกล่าวก็ยังมีความกังวลแฝงอยู่ รวมถึงสัญญาณเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จีนเองอาจคำนวณสถานการณ์ผิดพลาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประการแรก มุมมองในปักกิ่งคือ สหรัฐฯ กำลังโจมตีอิหร่านเพราะรู้สึกว่าอำนาจของตนกำลังถดถอย เช่นเดียวกับจักรวรรดิอังกฤษในศตวรรษที่ 19 การแสดงแสนยานุภาพทางทหารอันน่าเกรงขามของสหรัฐฯ กลับตัดกันอย่างชัดเจนกับการขาดเป้าหมายที่ชัดเจนหรือความยับยั้งชั่งใจ โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ออกคำขู่ที่รุนแรงเกินจริง และในช่วงเวลาที่บทความนี้เผยแพร่ เขากำลังจะกล่าวปราศรัยต่อประชาชนท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องความเป็นไปได้ในการถอนตัวจากสถานการณ์ดังกล่าว &lt;strong&gt;(หมายเหตุ: โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงความคืบหน้าสงครามอิหร่านหลังครบรอบ&amp;nbsp;1 เดือนเมื่อคืนวันที่ 1 เม.ย. ในเวลาสหรัฐอเมริกา แต่ยังไม่ส่งสัญญาณการยุติการสู้รบ)&lt;/strong&gt; การขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นนี้ทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะล้มเหลว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บรรดาผู้เชี่ยวชาญชาวจีนหวังว่าสงครามครั้งนี้จะยิ่งขยายกระแสการพูดถึง “ความเสื่อมถอยของอเมริกา” ให้กว้างขวางขึ้น การให้ความเห็นของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของปฏิบัติการภาคพื้นดิน สะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจที่ขาดการไตร่ตรองเพียงก้าวเดียวสามารถนำไปสู่ก้าวต่อไปได้อย่างง่ายดาย หากอิหร่านตกอยู่ในความโกลาหล หรือหากระบอบการปกครองอิหร่านยังคงยึดกุมอำนาจต่อไป สหรัฐฯ ก็อาจต้องใช้เวลาหลายปีในการรับมือวิกฤตในตะวันออกกลาง และหากอิหร่านเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ “ลุงแซม” ก็อาจต้องเข้าสู่สงครามอีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้จะยิ่งเบี่ยงเบนความสนใจของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งหากเป็นไปตามที่จีนต้องการ ก็จะกลายเป็นการกำหนดทิศทางของศตวรรษที่ 21 สงครามครั้งนี้ยังทำให้ประเทศต่าง ๆ ที่พึ่งพาสหรัฐฯ เกิดความกังวลมากขึ้น ไม่เพียงเพราะพันธมิตรของพวกเขาดูไม่น่าเชื่อถือเหมือนเดิม แต่ยังเพราะพวกเขาต้องรับภาระจากราคาพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้นอันเป็นผลจากการตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่นของสหรัฐฯ ด้วย ดังนั้น ประเทศในเอเชียจะระมัดระวังมากขึ้นหรือไม่ในการหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกับจีน?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประการที่สอง เจ้าหน้าที่จีนมองว่าสงครามครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความถูกต้องของแนวทางที่ สีจิ้นผิง เน้นการสร้าง “ความพึ่งพาตนเอง” ด้านเทคโนโลยีและทรัพยากร แม้ว่าความพยายามเหล่านี้จะต้องแลกมาด้วยการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ (ซึ่งยังคงต่ำกว่าศักยภาพอย่างดื้อดึงและสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น) ผู้นำจีนพยายามปกป้องประเทศจากความเสี่ยงที่เส้นทางสำคัญทางเศรษฐกิจจะถูกปิดกั้น โดยได้สร้างคลังสำรองน้ำมันดิบเชิงยุทธศาสตร์ขนาด 1.3 พันล้านบาร์เรล เพียงพอสำหรับใช้อีกหลายเดือน อีกทั้งยังกระจายแหล่งผลิตพลังงานไปสู่นิวเคลียร์ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ควบคู่กับการคงการใช้ถ่านหินที่ผลิตภายในประเทศไว้ จีนยังแสดงความเป็นสัจนิยมตามแบบฉบับของตน ด้วยการเอื้อให้การค้าขายน้ำมันของอิหร่านดำเนินต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ สีจิ้นผิง ยังได้ลงทุนสร้าง “จุดคอขวด” ของตนเองเพื่อใช้เป็นเครื่องมือยับยั้งสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับมาตรการภาษีศุลกากร เขาเคยขู่จะจำกัดการส่งออกแร่หายาก ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด แม้อิทธิพลต่อรองนี้อาจลดลงเมื่อสหรัฐฯ หาแหล่งทางเลือกได้ แต่ผู้นำจีนก็กำลังมองหาจุดกดดันใหม่ ๆ อยู่แล้ว รวมถึงโมเลกุลยาสำคัญบางชนิด ชิปบางประเภท และระบบโลจิสติกส์ ขณะเดียวกัน เขาต้องการให้จีนครองความได้เปรียบในเทคโนโลยีใหม่ เช่น การประมวลผลเชิงควอนตัมและหุ่นยนต์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ท้ายที่สุด สงครามครั้งนี้จะสร้างโอกาสใหม่ ๆ ประเทศในอ่าวเปอร์เซียและอิหร่านจะเปิดประมูลสัญญาฟื้นฟูประเทศด้วยวงเงินมูลค่าสูง หลายประเทศที่กังวลต่อความเสี่ยงของการถูกปิดกั้นการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต จะหันไปซื้อเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวจากจีนมากขึ้น รวมถึงอุปกรณ์จากผู้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และแบตเตอรี่ ซึ่งล้วนกำลังเผชิญภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน ในขณะที่สหรัฐฯ แสดงท่าทีขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่แน่นอน แนวทาง “ผลประโยชน์นิยมแบบเย็นชา” ของจีนอย่างน้อยก็ถูกมองว่ามีความสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จีนยังเชื่อว่าสามารถใช้ประโยชน์จากสหรัฐฯ ได้อีกด้วย เมื่ออ่อนแรงลงจากสถานการณ์ในอิหร่าน โดนัลด์ ทรัมป์ อาจกลายเป็นคู่เจรจาที่โน้มน้าวได้ง่ายขึ้น ในการประชุมสุดยอดกับสีจิ้นผิง ที่ปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม จีนหวังจะวางพื้นฐานสำหรับข้อตกลงที่จะจำกัดการใช้มาตรการภาษีและการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ และอาจเปิดทางสู่กรอบความร่วมมือด้านการลงทุนของจีนในสหรัฐฯ ด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในสถานการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับอาหวังจีนก็คือ โดนัลด์ ทรัมป์ อาจประกาศว่าสหรัฐฯ คัดค้านเอกราชของไต้หวัน และสนับสนุน “การรวมชาติอย่างสันติ” ซึ่งจะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากแนวทาง “ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์” ที่เฮนรี คิสซินเจอร์ เคยกำหนดไว้แต่เดิมเกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ความมองโลกในแง่ดีของจีนก็ยังถูกถ่วงด้วยความกังวล ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งรู้สึกประหลาดใจกับวิธีที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อประสานการปฏิบัติการทางทหาร นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาปฏิเสธแนวคิดที่ว่า สีจิ้นผิงกำลังเร่งรีบจะบุกไต้หวัน ดังที่กรณีของอิหร่านแสดงให้เห็น สงครามเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และหากอเมริกากำลังเสื่อมถอยจริง สงครามก็อาจไม่จำเป็น ความกังวลอื่น ๆ ยังอยู่ในด้านเศรษฐกิจ หากสงครามยืดเยื้อ ความเสียหายต่อจีนและการส่งออกของจีนก็จะเพิ่มขึ้น แม้ว่าประเทศอื่น ๆ อาจได้รับผลกระทบหนักกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้การวิเคราะห์ของจีนจะมีลักษณะเยือกเย็นและคำนวณอย่างรอบคอบ แต่ก็ยังมี “จุดบอดทางยุทธศาสตร์” อยู่ประการหนึ่ง นักคิดจีนมักไม่ค่อยเต็มใจพิจารณาความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจกลายเป็นมหาอำนาจเถื่อน (rogue power) ที่ฉีกทำลายระเบียบโลกซึ่งตนเองเป็นผู้สร้างขึ้น แม้ว่าจีนจะชอบวิพากษ์วิจารณ์คุณค่าของโลกตะวันตกอยู่เสมอ แต่จีนเองก็เติบโตได้ดีภายใต้กติกาสากลที่สหรัฐฯ ทุ่มเทสร้างและค้ำจุนมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โลกที่ไร้เสถียรภาพจะเป็นสิ่งที่ไม่สบายสำหรับจีน ความปั่นป่วนระดับโลกจะบั่นทอนการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของจีน ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับพรรคการเมืองที่ความชอบธรรมตั้งอยู่บนความมั่งคั่ง ความมีระเบียบแบบเข้มงวด และแนวคิดความพิเศษเฉพาะของจีนเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถานการณ์เช่นนั้นอาจเกิดขึ้นพร้อมกับความเสื่อมถอยของสหรัฐฯ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป เมื่อต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการเมือง สหรัฐฯ แสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีความสามารถโดดเด่นในการปรับตัวใหม่ ในทางตรงกันข้าม จีนมีความระมัดระวัง สังคมกำลังเข้าสู่ภาวะสูงวัย และถูกจำกัดด้วยกรอบอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน นอกจากนี้ ในหลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ ไม่ได้ทำหน้าที่จัดหาความมั่นคงระดับโลก จีนก็มักลังเลที่จะก้าวเข้ามาแทนที่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จีนกำลังวางน้ำหนักอย่างมากไว้กับสมมติฐานว่าสหรัฐฯ จะไม่สามารถเติบโตได้ท่ามกลางความไร้ระเบียบที่ตนเองกำลังก่อขึ้น แต่ก็มีอนาคตอีกแบบหนึ่งที่สหรัฐฯ โอบรับความปั่นป่วน ขณะที่จีนหันกลับไปปิดตัวเอง และอนาคตเช่นนั้นอาจเป็นของสหรัฐฯ ก็เป็นได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;How China hopes to win from the war, The Economist, 1 April 2026&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.economist.com/leaders/2026/04/01/how-china-hopes-to-win-from-the-war"&gt;https://www.economist.com/leaders/2026/04/01/how-china-hopes-to-win-from-the-war&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7" hreflang="th"&gt;ข่าว&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ต่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;ความมั่นคง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;สงครามอิหร่าน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;สหรัฐอเมริกา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;อิหร่าน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;จีน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%8C-%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;โดนัลด์ ทรัมป์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;สีจิ้นผิง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;สงครามการค้า&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;ไต้หวัน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81" hreflang="th"&gt;เอเชียตะวันออก&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;สัจนิยม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Fri, 03 Apr 2026 04:22:39 +0000</pubDate>
    <dc:creator>See Think</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116940 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>ชีวิตคนหาเช้ากินค่ำเชียงใหม่ PM2.5 และความร้อนระอุที่ไม่อาจหลบ-หนี</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116939</link>
  <description>&lt;span&gt;ชีวิตคนหาเช้ากินค่ำเชียงใหม่ PM2.5 และความร้อนระอุที่ไม่อาจหลบ-หนี&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;วรรณา แต้มทอง : เรื่อง / ภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชนิสรา ริมธีระกุล : กราฟิก&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;Pazzle&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-03T11:04:28+07:00" title="Friday, April 3, 2026 - 11:04"&gt;Fri, 2026-04-03 - 11:04&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;เข้าสู่วันที่ 10 ที่เชียงใหม่เผชิญวิกฤตค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน วานนี้&lt;a href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/504196"&gt;ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ควบคุมไฟป่า และหมอกควัน ภาคเหนือ&lt;/a&gt; พบจุดความร้อน (Hotspot) จากดาวเทียมในพื้นที่รอบเชียงใหม่กว่า 263 จุด และเชียงใหม่ในช่วงนี้ยังอยู่สภาวะอากาศนิ่ง ระบายฝุ่นออกได้ยาก ทำให้คนเชียงใหม่ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่กับฝุ่นต่อไปท่ามกลางอากาศร้อนจัดที่ในช่วงกลางวันอากาศร้อนถึง 38-39 องศา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำรวจชีวิตคนหาเช้ากินค่ำในเชียงใหม่ที่ไม่อาจหลบ-หนี สภาพอากาศที่ย่ำแย่ของเชียงใหม่ในช่วงนี้ไปได้ การทำงานท่ามกลางฝุ่น PM2.5 และอากาศที่ร้อนจัดส่งผลกระทบต่อชีวิตพวกเขาอย่างไรบ้าง หลายคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าฝุ่นปีนี้หนักหนา แต่หยุดงานหนีฝุ่นก็ไม่มีเงินจะกิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55178867226_bdf88a092c_b.jpg" width="1024" height="576" loading="lazy"&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55179033563_bcd6157064_b.jpg" width="1024" height="576" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;สภาพฝุ่นในตัวเมืองเชียงใหม่ ฝุ่นหนาจนมองไม่เห็นดอยสุเทพมาหลายวัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ชาตรี ไรเดอร์จากดอยปุย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ชาตรี อายุ 45 ปี คนขับรถส่งอาหารในเชียงใหม่ เขาใช้เวลาอยู่กลางแจ้งนานมากในแต่ละวัน บางวันเขาเริ่มขับรถตั้งแต่ 09.00 น. ยาวไปจนถึงเที่ยงคืน ถ้าไม่มีธุระส่วนตัวต้องไปไหน เขาก็จะทำงานทั้งวัน เนื่องจากลูก 3 คนกำลังเรียนหนังสือทุกคนต้องใช้เงินเยอะ ช่วงที่ฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่หนักแบบนี้ชาตรีจะมีอาการแสบตาและขับรถลำบากบ้าง ยิ่งถ้าต้องใส่แมสก์ป้องกันฝุ่นก็จะยิ่งทำให้หายใจลำบาก เพราะอากาศรอบๆ บนท้องถนนก็ร้อนระอุ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“เป็นแบบนี้ทุกปี ถ้าปีไหนฟลุกๆ หน่อย เจอฝนตกลงมาไวๆ หน่อย ก็สบาย แต่ถ้าโดนฝุ่นยาวๆ แบบนี้ก็ลำบาก ถ้าฝนไม่ช่วย ไม่มีทางหาย”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ผมพยายามออกกำลังกายช่วย ไม่งั้นร่างกายมันจะแย่ อยู่ๆ ก็มีน้ำมูกบ้าง บางครั้งไอแห้งๆ ตลอดเวลา มันทำให้เราทำอะไรก็ยากไปหมด กลัวฝุ่นไปสะสมในร่างกายอยู่ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไง ใส่แมสก์ ใส่ที่ปิดหน้าเวลาขับรถ ก็ยิ่งไปใหญ่เลย หายใจลำบากโคตรๆ มันเหนื่อย บางครั้งรีบๆ เครียดๆ จากการวิ่งส่งอาหารอีก ทุกสิ่งทุกอย่างมันบีบไปหมด”&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55177983767_42e7deee90_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ชาตรี ไรเดอร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชาตรีเป็นคนชาติพันธุ์ม้ง เขาลงมาจากดอยปุยมาทำงานส่งอาหารในเมือง แต่ทุกปีจะกลับขึ้นไปบนหมู่บ้านเพื่อช่วยทำแนวกันไฟรอบๆ เขตป่าบริเวณดอยปุย โดยคนทั้งหมู่บ้านจะกระจายช่วยกันกวาดใบไม้ทำแนวกันไฟเตรียมไว้ล่วงหน้าทุกปี ป่าดอยปุยจะแบ่งเป็น 13 เขต มีหมู่บ้านอยู่ตรงกลาง คนในหมู่บ้านก็จะช่วยกันทำแนวกันไฟบนดอยทั้งลูก&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“ผมเป็นชนเผ่าหนึ่งที่โดนต่อว่าตลอด ไปส่งอาหารทุกที่เลยลูกค้าก็จะบ่นแล้วว่า “ไอ้พวกบนดอยนี่แหละเผา” ทุกๆ ปี พูดตรงๆ เลยนะจากใจเพราะนี่เป็นคนบนดอยจริงๆ ทำแนวกันไฟทุกปี เหนื่อยขนาดไหนก็ต้องขึ้นไปทำ แต่ไอ้คนที่ไปหาของป่าจริงๆ คนในเมืองขึ้นไปหาทั้งนั้น ไม่ว่าเห็ดเผาะหรือของป่าทุกสิ่งทุกอย่าง คนในเมืองนั่นแหละขึ้นไปหา แต่พวกผมเป็นคนป้องกันไฟป่าแท้ๆ กลับเป็นคนถูกต่อว่า คนบนดอยเผาป่า”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ชาตรียังบอกอีกว่า หมู่บ้านบนดอยปุยก็ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ไม่ต่างจากคนด้านล่าง เพียงแค่อากาศบนดอยเย็นกว่าเท่านั้น เขาลงมาขับรถส่งอาหารในเมืองได้ 5 ปีกว่า เจอแต่คำครหาว่าคนบนดอยเผาป่ามาโดยตลอด เมื่อก่อนชาตรีเคยมีร้านขายเสื้อผ้าร้านขายของอยู่บนดอยปุย แต่พอมีร้านค้าออนไลน์มาขายแข่ง พ่อค้าบนดอยอย่างเขาก็สู้ไหว ราคาถูกหักแข้งหักขาหมด สู้ราคาขายจากออนไลน์ไม่ไหวจนต้องเลิกอาชีพ เสื้อผ้าที่เหลือที่ยังขายไม่ได้ก็กองทิ้งไว้ที่บ้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่อาชีพขับรถส่งอาหารที่ทำอยู่ปัจจุบันก็ไม่ใช่ว่าจะรายได้ดีนัก ในช่วงฝุ่น PM2.5 หนักๆ บางคนอาจจะเข้าใจว่าต้องมีคนกดสั่งอาหารเยอะจนไรเดอร์มีรายได้มากขึ้น แต่ชาตรียืนยันว่า “ไม่จริง ไม่ใช่เลย เพราะสงครามด้วย ช่วงนี้ช่วงฝุ่นเด็กเปิดเทอมด้วย ออเดอร์ก็จะเป็นตามสภาพ คนสั่งน้อยลง โซนมหาวิทยาลัยก็เงียบ แต่คนขับก็จะมาออกันอยู่หลัง มช. หมด เพราะถ้าไปโซนอื่นจะโดนไปไกล วิ่งรถไม่สนุก”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถามว่าในช่วงฝุ่นเยอะแบบนี้หยุดวิ่งรถไปก่อนได้ไหม เพื่อรักษาสุขภาพ “ไม่ได้ มันรายได้เรา บางวันโรคเกาต์ขึ้นปวดแข้งปวดขาด้วยอีก ก็ยังต้องออกมาขับ ไม่งั้นไม่ไหวพอเวลาลูกๆ ต้องการเงิน เราไม่มีตังค์ให้ลูกๆ คนโตปีนี้กำลังจะจบปริญญาแล้ว”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ป้าต้อย แม่ค้าขายหวย กาดหลวง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ป้าต้อยออกจากบ้านมานั่งขายหวยที่กาดหลวงตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น มีพัดลมพกพาเป็นตัวช่วยให้รอดชีวิตในวันที่อากาศร้อนและฝุ่น PM2.5 วิกฤต พื้นที่ตั้งแผงขายของป้าต้อยเป็นที่เปิดโล่งริมทางเข้าตลาด มีพ่อค้าแม่ค้าหวยอีกหลายแผงนั่งรอดักคนซื้ออยู่ด้วยกัน&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“สุดยอดเลยแสบตา แสบจมูก จะเปิดแมสก์ก็ไม่ได้ เปิดเฉพาะตอนทานข้าว มีพัดลมมาช่วยวันนี้เปลี่ยนแบตไป 3 ก้อนแล้ว บางทีก็เอาแว่นตามาใส่ กลับบ้านก็ล้างตา มันเป็นแบบนี้ทุกปี แต่ปีนี้น่าจะหนักกว่า มันร้อนด้วยไง ปกติช่วงนี้ยังไม่ร้อน แต่ตอนนี้ร้อนมากและก็ฝุ่นเยอะ วันไหนฝุ่นเยอะเราก็ไม่นั่งนาน ปกตินั่งถึง 5 โมง 6 โมงนะ แต่อากาศแบบนี้ 4 โมงก็กลับกันแล้ว”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ป้าต้อยบอกว่าถ้าไม่มีพัดลมพกพาที่เอามาจากบ้านด้วยจะนั่งขายของแทบไม่ได้ เพราะอากาศร้อนมาก ในแต่ละวันต้องเตรียมแบตเตอรี่พัดลมมาด้วย 5 ก้อน เนื่องจากบริเวณนั้นไม่มีปลั๊กให้ชาร์จไฟ&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55179272375_8580cc5e2f_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ป้าต้อย ขายหวย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากจะต้องอยู่กลางฝุ่น PM2.5 วันละหลายชั่วโมงจนแสบตาแล้ว ป้าต้อยยังบ่นอีกว่าช่วงนี้คนซื้อหวยลดลงมาก คนเดินก็ตลาดเงียบลงไป ไม่มีคนมาเดินจับจ่ายเหมือนแต่ก่อน เธอคาดเดาว่าอาจเพราะภาวะสงครามที่น้ำมันแพงด้วย ฝุ่นด้วย ทำให้คนไม่ออกจากบ้าน ไม่ใช่แค่เธอที่ขายหวยได้น้อยลง แม่ค้าในตลาดก็ขายของกันไม่ได้เลย กระทบกันหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อสอบถามว่าป้าต้อยสามารถหาทางป้องกันตัวเองในช่วงฝุ่นด้วยการหยุดมานั่งขายหวยกลางที่โล่งสักระยะและไปขายทางอื่นแทนได้ไหม ป้าต้อยบอกว่าเธอก็เลือกนั่งขายใกล้เวลาหวยออก หลังหวยออกแล้วก็หยุดขายไปก่อนสัก 4-5 วัน แล้วค่อยกลับมาใหม่ ปรับช่วงเวลานั่งขายหวยให้เป็นช่วงสั้นลงหน่อย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ป้าต้อยระบุว่า ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่หนักๆ รอบนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานไหนมาสอบถามหรือเอาแมสก์มาแจกให้คนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง “ไม่มีใครมาถามนะ (เจ้าหน้าที่) ก็เอาแมสก์ที่เราซื้อไว้ปีก่อนๆ มาใช้ ไม่มีรณรงค์ ไม่มีอะไรเลยเงียบกริบ มีแต่ที่โทรศัพท์สั่นเตือนอย่างเดียว (SMS แจ้งเตือน)”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถามว่าอยากให้ทางจังหวัดเชียงใหม่หรือรัฐบาลจัดการแก้ปัญหาฝุ่นให้อย่างไรบ้าง ป้าต้อยระบุว่า “เขาแก้ไม่ได้หรอก ถ้าจะแก้ได้เราก็อยากให้มันน้อยลง เขาเผากันทุกปี ต้องรอฝนก่อน ฝุ่นจะหายได้ต้องมีฝนช่วย”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สุพรรณี&amp;nbsp;รถขายลูกชิ้นริมถนน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สุพรรณี อายุ 56 ปี เจ้าของรถขายลูกชิ้นนึ่ง ยำลูกชิ้น ริมถนนย่านวัดพระสิงห์ใจกลางแหล่งท่องเที่ยวของเชียงใหม่ เธอออกมาขายของทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 14.00 น. ถึง 20.00 น. “ช่วงนี้มีฝุ่นมาก แต่หยุดไม่ได้ ช่วงนี้ต้องเก็บแต้มชีวิตต้องดำเนินต่อไป ขายของก็ไม่ดี ยอดก็ตกตั้งแต่สงคราม ตั้งแต่ฝุ่น น้ำมันแพง เด็กปิดเทอม กระทบกันทุกอย่าง ของก็ขึ้นราคา แต่เราขายราคาเดิม”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“หยุดไม่ได้เลย หนี้ก็มากระหน่ำอย่างเดียว เจ้าหนี้กระหน่ำทุกวัน”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุพรรณีบอกว่าเธอใส่แมสก์ป้องกันฝุ่นน้อยมาก เนื่องจากขายของอยู่หน้าเตาที่มีความร้อนทั้งวันและอากาศโดยรอบก็ร้อน ทำให้ใส่แมสก์ไม่ไหว หายใจไม่สะดวก พอกลับไปบ้านล้างหน้าจะพบน้ำมูกเป็นก้อน และต้องล้างตาทุกวัน ถ้าไม่ล้างตาเวลาตื่นนอนตอนเช้าจะพบก้อนดำๆ ลักษณะคล้ายขี้ตา&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“ปีนี้ดูเหมือนจะหนัก มันก็หนักทุกปี แต่ปีนี้ไม่เห็นดอยเลย ขายของอยู่ตรงนี้ลวกวุ้นเส้นไปเศษขี้เถ้าดำๆ ที่เขาเผาลอยมาตกลงในหม้อเลย ต้องได้เอาทิ้ง ลูกค้าก็เห็นเมื่อ 2 วันก่อนนี้”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55177983457_5f0d60fdf7_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;สุพรรณี รถขายลูกชิ้น (ไม่ขอเปิดเผยใบหน้า)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้บริเวณที่สุพรรณีขายของยังไม่มีหน่วยงานในจังหวัดมาสอบถามหรือแจกแมสก์ป้องกัน PM2.5 ให้ประชาชน “ไม่มีเลย บ่มีอะหยังสักอย่าง ไม่มีใครมาเลย”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ้าฝากไปถึงผู้ว่าฯ หรือรัฐบาลให้แก้ปัญหาได้สุพรรณีอยากจะบอกว่า “แก้ปัญหาก็คงไม่ได้เนอะ แต่ต้องมีส่งเสริมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนดูแลตัวเอง แจกแมสก์ที่ไหน ไม่ใช่ว่าปล่อยแล้วให้ไปหาซื้อกันเอง เงินทองก็ไม่มี ขายของก็ไม่ดี ทำมาหาเช้ากินค่ำแบบนี้”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อสอบถามว่าอยู่กลางฝุ่นทุกวันแบบนี้ไม่กลัว PM2.5 เข้าไปในร่างกายและเจ็บป่วยในระยะยาวเหรอ สุพรรณีตอบว่า “ก็มันทำไงได้ เราต้องทำมาหากิน หยุดไม่ได้ เราอาชีพแบบนี้”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;นิยม รถขายน้ำเต้าหู้ขวัญใจเด็ก มช.&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นิยม อายุ 40 ปี เจ้าของร้านน้ำเต้าหู้ หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขามาจอดขายน้ำเต้าหู้บริเวณนี้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. จนถึง 20.00 น. ทำงานอยู่กลางฝุ่นนานๆ แบบนี้ก็จะมีอาการแสบตาบ้าง เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องอยู่หน้าเตาขายน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ทำให้นิยมเลือกที่จะไม่ใส่แมสก์ป้องกันฝุ่น PM2.5 เนื่องจากทำงานไม่ถนัดและหายใจไม่ออกถ้าต้องใส่แมสก์กลางอากาศร้อนจัด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ฝุ่นที่หนาๆ แบบนี้ 3 วันแล้วนะ ก่อนหน้านี้ฝุ่นบางกว่าหน่อยไม่หนาขนาดนี้ ช่วงฝุ่นบางกว่านี้ก็จะไม่ค่อยแสบตา แต่ถ้าเวลาฝุ่นหนานั่งอยู่แบบนี้ไม่ต้องขี่รถก็แสบตา ถ้าขี่รถด้วยยิ่งแสบเลย ขายของมันร้อนด้วยก็เลยไม่ป้องกัน (ฝุ่น PM2.5) แล้ว”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ก็กลัว PM2.5 มันเข้าไปในร่างกายเหมือนกันแหละ แต่มันทำไรไม่ได้ ก็ต้องอยู่แบบนี้กันไป”&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55179125664_eaa414a536_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;นิยม รถขายน้ำเต้าหู้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นิยมไม่เคยปิดร้านหนีฝุ่น เขาเลือกที่จะออกมาขายของทุกวัน แต่ช่วงนี้ยอดขายไม่ดี เพราะฝุ่น PM2.5 ด้วย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปิดด้วย ลูกค้าหายเกือบหมด “น้ำมันก็แพง เศรษฐกิจก็แบบนี้ ฝุ่นก็เยอะ ของที่ใช้อยู่ตอนนี้ราคายังไม่ขึ้น แต่หมดจากรอบนี้ร้านเขาแจ้งแล้วว่าจะขึ้น เพราะค่าขนส่งมันขึ้น พลาสติกตอนนี้ราคาแพงแล้วก็ของขาดด้วย”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริเวณที่นิยมขายของยังไม่มีเจ้าหน้าหรือหน่วยงานรัฐมาสอบถามพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นถึงปัญหาสุขภาพ หรือมาแจกแมสก์ป้องกันฝุ่น&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;เมื่อถามว่าอยากให้รัฐบาลจัดการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้ปอดคนเชียงใหม่บ้าง นิยมระบุว่า “จัดการมากี่ปีแล้วล่ะ ก็ยังไม่ได้เลยเนี่ย บอกให้หยุดเผาก็ยังเผากันอยู่ จะจัดการกันอย่างไง ก็ไม่รู้เหมือนกันเนี่ย ไม่เห็นแก้อะไรได้”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ลุงศักดิ์ ป้าบัวลอย ร้านซ่อมรองเท้าหัวใจสู้ฝุ่น&lt;/h2&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;“หยุดแล้วจะเอาไรกินจ๊ะ”&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ป้าบัวลอยภรรยาเจ้าของร้านซ่อมรองเท้าตอบด้วยน้ำเสียงหวานใสท่ามกลางฝุ่น PM2.5 ลอยเต็มอากาศ&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55179125274_43dab7139d_b.jpg" width="1024" height="683" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ป้าบัวลอย ลุงศักดิ์ ร้านซ่อมรองเท้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลุงศักดิ์และภรรยาอายุ 70 ปลายๆ ขณะเดินผ่านหน้าร้านซ่อมรองเท้าเล็กๆ ริมซอกตึกข้างถนนในกาดหลวง ทั้งคู่นั่งเย็บรองเท้ากันโดยไม่ใส่แมสก์อะไรทั้งนั้น ลุงศักดิ์บอกว่าไม่เคยใส่แมสก์เลยสักปีก็ไม่เห็นเป็นไร “ฝุ่นมาทุกปี เราก็สูดดมมันทุกปี ก็ไม่ป่วย ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลกับเขาหรอก ไอจนถึงต้องไปซื้อยากินก็ไม่มี”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งสองคนมานั่งทำงานกลางฝุ่นแบบนี้ตั้งแต่เวลา 10.00 น. จนถึง 18.00 น. ทุกวัน ไม่มีวันหยุด&amp;nbsp; “เรารู้ว่าเราทำได้ เราก็มา”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;สัมภาษณ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88" hreflang="th"&gt;เศรษฐกิจ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;สังคม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95" hreflang="th"&gt;คุณภาพชีวิต&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88" hreflang="th"&gt;เชียงใหม่&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9D%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-pm25" hreflang="th"&gt;ฝุ่น PM2.5&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;ไรเดอร์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B3" hreflang="th"&gt;คนหาเช้ากินค่ำ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B2-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;ชนิสรา ริมธีระกุล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;วรรณา แต้มทอง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD" hreflang="th"&gt;ภาคเหนือ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/pm25" hreflang="th"&gt;PM2.5&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9" hreflang="th"&gt;มลพิษ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;มลพิษทางอากาศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Fri, 03 Apr 2026 04:04:28 +0000</pubDate>
    <dc:creator>Pazzle</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116939 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>ย้อนรอยวิกฤตพลังงานยุค 'ทักษิณ' ปิดปั๊ม ปิดห้าง ถอดสูท และให้โอกาสพลังงานทางเลือกใหม่ได้แจ้งเกิด</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116935</link>
  <description>&lt;span&gt;ย้อนรอยวิกฤตพลังงานยุค 'ทักษิณ' ปิดปั๊ม ปิดห้าง ถอดสูท และให้โอกาสพลังงานทางเลือกใหม่ได้แจ้งเกิด&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;รายงาน: รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;XmasUser&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-02T13:48:42+07:00" title="Thursday, April 2, 2026 - 13:48"&gt;Thu, 2026-04-02 - 13:48&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;ขณะนี้ ผลของสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน ทำให้เกิดผลทางอ้อมระดับโลกคือวิกฤตพลังงาน เพราะอิหร่านใช้ไม้ตายปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงเรือขนส่งน้ำมัน เป็นเครื่องมือในการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญถูกตัด คือ ภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเทศไทยไม่ใช่ข้อยกเว้น บวกกับการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ชวนให้ประชาชนตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ถึงความจริงใจ ความโปร่งใส และการบริหารจัดการที่ดูแล้วจะเป็นการทำให้ทางออกกลายเป็นทางตัน เมื่อน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิตขึ้นราคา และ ‘หาย’ ภาวะข้าวยากหมากแพงครั้งใหญ่กำลังจะตามมา (และบางอย่างขึ้นราคาไปแล้ว) ปัญหาปากท้องและความยากจนกำลังเป็นสิ่งที่ประชาชนจับต้องได้ถนัดมือมากกว่าความ ‘รวยไม่ไหวแล้ว’&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จะโทษว่าเป็นเคราะห์กรรมของรัฐบาลชุดใหม่หน้าเก่าก็คงไม่ถูกนัก เพราะไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ก็ต้องมีหน้าที่บริหารจัดการรับมือวิกฤต พาประเทศชาติและประชาชนพ้นวิกฤตไปแบบเจ็บตัวน้อยที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากย้อนไปเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน ประเทศไทยเคยเกิดเหตุวิกฤตพลังงานคล้ายๆ กันนี้มาก่อน และมีหลายอย่างที่น่านำไปถอดบทเรียน ถึงแม้อาจจะไม่ช่วยแก้ปัญหาได้เฉียบพลันวันนี้ แต่ก็น่าจะช่วยวางแผนสำหรับอนาคตได้ หากภาวะขาดแคลนพลังงานมาถึง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นคือ วิกฤตพลังงานสมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ วิกฤตพลังงานโลกจากการบุกอิรักของสหรัฐฯ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หากจะกล่าวว่าวิกฤตป่วนโลกครั้งนั้นเกิดจากสหรัฐฯ ก็คงไม่ผิดนัก เมื่อปี 2546 (ค.ศ. 2003) สหรัฐฯ ยกกองทัพบุกอิรักเพราะ 'เชื่อว่า' อิรักครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction : WMD) ซึ่งไม่มีคำชี้แจงว่าอาวุธนี้คืออะไร และก็มีการเปิดเผยจากทางสหรัฐฯ เองในภายหลังว่า 'อาวุธทำลายล้างสูง' ที่ว่านี้ไม่มีอยู่จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่กว่าที่สหรัฐฯ จะออกมายอมรับว่าเรื่องอาวุธทำลายล้างสูงเป็นเพียงข้ออ้างในการบุกอิรักไปโค่นซัดดัม ฮุสเซน โดยหนึ่งในคนที่ออกมาพูดคือ คอลิน พาวเวลล์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่บอกว่าสิ่งนี้คือตราบาปในการทำงานของเขา แม้แต่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็ออกมาแถลงในปี 2548 ว่าอาวุธนั้นไม่มีอยู่จริง และแสดงความรับผิดชอบต่อการส่งกองทัพเข้าไปในอิรักจนกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การบุกอิรักของสหรัฐฯ อาจไม่ได้มีนัยสำคัญถึงความต้องการครอบครองแหล่งน้ำมันโดยตรง แต่ขณะนั้นอิรักเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันดิบราวอันดับ 5 ของโลก เมื่อเกิดสงคราม ทำให้โรงกลั่นน้ำมันในอิรักผลิตได้ไม่เต็มที่ ระบบสาธารณูปโภคก็ถูกทำลาย แทนที่จะส่งออกน้ำมันดิบได้ อิรักกลับต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมาใช้บางส่วน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในปัจจัยสำคัญเกิดจากความเปราะบางภายใน เนื่องจากสหรัฐฯ เข้าไปโค่น ซัดดัม ฮุสเซน และพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ทำให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนติดอาวุธอาศัยโอกาสโจมตีท่อส่งน้ำมันเพื่อตัดแหล่งรายได้ของรัฐบาลทำให้การส่งออกน้ำมันขาดช่วง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อสถานการณ์ต้นทางแหล่งน้ำมันของโลกที่ตะวันออกกลางไม่มั่นคง รวมทั้งมีความเป็นไปได้ว่าสงครามจะลุกลามไปยังแหล่งผลิตน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงปี 2547-2548 ก็ไม่ต่างจากปี 2569 แม้น้ำมันอาจจะยังไม่ขาดแคลนจริง แต่ด้วยความ 'กลัวว่าจะขาดแคลน' ราคาน้ำมันดิบจึงพุ่งจาก 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในปี 2546 ขึ้นไปแตะระดับ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงปี 2547-2548 ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ในยุคนั้น (เทียบกับ ณ วันที่ 1 เม.ย. 2569 หลังสงครามที่อิหร่านผ่านไป 1 เดือน ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 99.22 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานช่วงปี 2547-2548 คือการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดของจีน และอินเดีย จึงทำให้สองชาติยักษ์ใหญ่มีความต้องการพลังงานสูงขึ้น ขณะที่ภูมิภาคแหล่งผลิตน้ำมันยังอยู่กลางสงคราม ยิ่งเร่งให้สถานการณ์พลังงานของโลกทั้งขาดแคลนและแพงขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ เกิดอะไรขึ้นบ้างที่ประเทศไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ปี 2547-2548 ไทยก็ได้รับลูกหลงจากวิกฤตราคาน้ำมันเข้าไปเต็มๆ และปรากฏการณ์ในวันนั้นก็เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์นโยบายพลังงานของประเทศไปจากเดิม เพราะได้ทิ้งมรดกด้านพลังงานไว้หลายอย่าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ย้อนไปช่วงก่อนสงครามอิรัก หากใครยังจำได้ สิ่งที่คนไทยคุ้นตาคือป้ายราคาน้ำมันหน้าปั๊มอยู่ที่ 10 กว่าบาท โดยดีเซลอยู่ที่ประมาณ 10-12 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซินอยู่ที่ราวๆ 15-16 บาท ซึ่งถือว่าแพงขึ้นแล้วเมื่อเทียบกับยุคก่อนต้มยำกุ้งในปี 2540&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปี 2547 เมื่อราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะยานจากราว 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขึ้นไปแตะระดับ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันในไทยก็เริ่มขยับตัวชนิดที่ทำให้ประเทศต้องสั่นสะเทือน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากราคาน้ำมันดีเซลที่เคยอยู่ประมาณ 10 บาทต้นๆ ในปี 2545 เริ่มขยับตัวมาเป็น 14.29 บาทช่วงปลายปี 2546 ขณะที่น้ำมันดิบอยู่ที่ 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ต้นปี 2547 รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 14.59 บาทต่อลิตร เพื่อหวังผลทางจิตวิทยาไม่ให้ถึง 15 บาท และไม่ให้กระทบค่าครองชีพ ซึ่งผู้อยู่ในภาคการผลิตและการขนส่ง โดยรัฐบาลตรึงดีเซลให้อยู่ในราคานี้หลายเดือน โดยใช้กลไกที่เรียกว่า 'กองทุนน้ำมัน' เข้าไปอุดหนุน เหมือนที่ใช้อยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่น้ำมันเบนซินไม่โชคดีเหมือนดีเซล เพราะไม่ใช่เชื้อเพลิงหลักในภาคการผลิต ช่วงต้นปี 2547 ราคาขายหน้าปั๊มเบนซิน 95 อยู่ที่ประมาณ 17-18 บาท แต่เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม ราคาน้ำมันดิบแตะ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลลอยตัวราคาเบนซิน 95 จนทะลุ 20 บาท จนประชาชนผู้ใช้รถอยู่ในอาการ 'ช็อก'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความช็อกของประชาชนผู้ใช้รถไม่จบแค่นั้น ช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ราคาน้ำมันโลกพุ่งต่อเนื่องไปแตะ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เบนซิน 95 ขยับขึ้นไปถึง 22-23 บาท ขณะที่ดีเซลยังถูกแช่แข็งไว้ที่ 14.59 บาท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ต้นปี 2548 ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งเกิน 20 บาทต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลเริ่มอุ้มราคาดีเซลไม่ไหว จึงเริ่มปล่อยมือครั้งแรกในวันที่ 22 ก.พ. 2548 น้ำมันดีเซลปรับขึ้น 60 สตางค์ต่อลิตร จาก 14.59 เป็น 15.19 บาทต่อลิตร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และวันที่ 13 ก.ค. 2548 รัฐบาลทักษิณก็ยุติการตรึงราคาดีเซล ทำให้ราคาขายน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นจากช่วงตรึงราคา 7 บาทต่อลิตร เป็น 21.99 บาทต่อลิตร และยังคงขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ตามราคาตลาดโลก ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานต่อมา จนรัฐบาลต้องออกมาตรการมากมายเพื่อเชิญชวนและร้องขอให้ประชาชนช่วยประหยัดพลังงาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ ระเบิดกองทุนพลังงาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทักษิณ ใช้ตรึงราคาดีเซลให้อยู่ที่ 14.59 บาทเกิน 1 ปี คือ กลไกที่เรียกว่า 'กองทุนน้ำมัน'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตั้งขึ้นในปี 2521 สมัยรัฐบาล &lt;a href="https://silpa-mag.com/history/article_162766"&gt;พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์&lt;/a&gt; กับคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2521 จัดตั้งกองทุนเพื่อนำเงินไปชดเชยราคาไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งในยุคต่อมาก็กลายเป็นเครื่องมือหลักที่มักถูกนำมาใช้พยุงราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งสูงอย่างรวดเร็วตามตลาดโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กรณีศึกษาปี 2547 เมื่อรัฐบาลทักษิณตัดสินใจตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 14.59 บาทต่อลิตร ทั้งที่ราคาจริงควรจะต้องพุ่งไปถึง 20 บาทไปแล้ว นั่นเท่ากับว่า กองทุนน้ำมันต้องควักเงินจ่ายส่วนต่างประมาณ 5.41 บาทต่อลิตร ให้กับปั๊มน้ำมันแทนประชาชน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การตรึงราคาน้ำมันด้วยเงินกองทุนน้ำมันช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้ประชาชนได้ก็จริง และยังรักษาความเชื่อมั่นของรัฐบาลในช่วงที่วิกฤตการเมืองสีเสื้อกำลังก่อตัวขึ้น แต่สถานะของมันก็เหมือนเป็นระเบิดเวลา เพราะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ใช้เงินภาษีของผู้ใช้น้ำมันอื่นๆ ไปอุ้มเฉพาะดีเซล และไม่ได้มีแผนระยะยาวสำหรับจัดการเรื่องขาดแคลนพลังงานอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การอุ้มราคาของรัฐบาลขณะนั้นกินเวลายาวนานมาก คือ ม.ค. 2547-ก.ค. 2548 จนสุดท้ายรัฐบาลทักษิณแบกไม่ไหว ต้องประกาศยกเลิกการตรึงราคาในวันที่ 13 ก.ค. 2548 เพราะกองทุนน้ำมันติดลบมหาศาล 92,000 ล้านบาท จนเกือบจะล้มละลาย และต้องกู้เงินมาหมุนเวียน ก่อนจะค่อยๆ ปรับราคาน้ำมันขึ้นเพื่อใช้หนี้คืนในภายหลัง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ มาตรการรับมือวิกฤต ถอดสูท ปิดปั๊มกลางคืน เลื่อนเวลาปิดห้างเร็ว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;มาตรการของนายกฯ ทักษิณขณะนั้นเกิดขึ้นระยะสั้น แต่เห็นผลในทันที เพราะทักษิณ เสนอไอเดียปรับพฤติกรรมขนานใหญ่อย่างเป็นทางการ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและมติ ครม. ออกมาตรการ เช่น&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;สั่งให้ราชการลดการใช้พลังงานลง 10-15 เปอร์เซ็นต์ โดยนายกฯ ทักษิณ นำเทรนด์ไม่ใส่สูทในการประชุม ครม. และสนับสนุนให้เปิดแอร์ 25 องศาเซลเซียส (มติ ครม. 17 พ.ค. 2548)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทักษิณเซ็นคำสั่งห้ามสถานีบริการน้ำมันเปิดหลัง 22.00-05.00 น. ยกเว้นเส้นทางหลัก เพื่อลดการเดินทางช่วงกลางคืน (คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2548)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ออกคำสั่งควบคุมการเปิดไฟป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ โดยให้เปิดได้เฉพาะช่วง 19.00-22.00 น.&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ขอความร่วมมือให้ห้างสรรพสินค้าปรับลดเวลาเปิดบริการ เช่น ปิดเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง เพราะห้างสรรพสินค้าเป็นสถานที่ใช้ไฟจำนวนมาก&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;มาตรการเร่งด่วนของทักษิณก็ถูกวิจารณ์ไม่น้อย ทั้งจากกลุ่มฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และฝ่ายที่มองว่า การออกคำสั่งบางอย่างทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ โอกาสในวิกฤต&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ก่อนหน้าวิกฤตพลังงานเนื่องจากสงครามตะวันออกกลาง ประเทศไทยได้เริ่มทดลองใช้น้ำมันทางเลือก โดยมีการเปิดตัวน้ำมันเบนซินผสมเอทานอลจากพืช 10 เปอร์เซ็นต์ในชื่อ ‘แก๊สโซฮอล์ 95’ ช่วงปี 2544 แต่ยังไม่เป็นที่นิยมใช้ เพราะคนส่วนใหญ่กังวลว่าเครื่องยนต์จะพัง แก๊สโซฮอล์ 95 จึงมีขายนำร่องเฉพาะปั๊ม ปตท. เพียง 2 สาขา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ปี 2547 เมื่อวิกฤตพลังงานมาถึงจริง ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง แม้ขาหนึ่งรัฐบาลจะใช้กองทุนเพื่อตรึงราคาดีเซลและลอยตัวราคาเบนซิน แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลทักษิณได้ประกาศส่งเสริมแก๊สโซฮอล์เป็นวาระแห่งชาติ และใช้เงินจากกองทุนน้ำมันตรึงให้ราคาถูกกว่าเบนซิน 95 ที่ 1.50 บาทต่อลิตร เช่น ต้นปี 2547 น้ำมันเบนซิน 95 ราคา 17.59 บาทต่อลิตร ราคา แก๊สโซฮอล์ 95 จะอยู่ที่ 16.09 บาทต่อลิตร จนต่อมาคนนิยมใช้แก๊สโซฮอล์ 95 กันมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่วงที่แก๊สโซฮอล์ 95 เริ่มติดตลาด รัฐบาลและบริษัทน้ำมัน เช่น ปตท. และบางจาก ก็เพิ่มทางเลือกให้รถรุ่นเก่าและจักรยานยนต์ โดยเริ่มจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 เพื่อเป็นทางเลือกให้รถรุ่นเก่าหรือรถจักรยานยนต์ที่เติมเบนซิน 91 เช่น ช่วงต้นปี 2548 ราคาเบนซิน 91 อยู่ที่ 20.09 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 จะอยู่ที่ 18.59 บาท คือถูกกว่า 1.50 บาท ตามถ้อยคำเชิญชวนขณะนั้นให้คนใช้เบนซินเปลี่ยนมาเติมแก๊สโซฮอล์ว่า “เติมโซฮอล์ ประหยัดทันทีลิตรละบาทห้าสิบ” ซึ่งรัฐบาลใช้กลไกเดียวกับแก๊สโซฮอล์ 95 คือใช้เงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนลิตรละ 1.50 บาท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นโยบายเปลี่ยนทัศนคติของคนเรื่องการใช้พลังงานของรัฐบาลทักษิณได้ผลอย่างมาก เพราะน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลทั้งสองชนิดได้รับความนิยมอย่างมาก ประชาชนไม่กลัวเครื่องพัง บรรดาค่ายรถยนต์และจักรยานยนต์เองก็ยืนยันว่าน้ำมันสูตรใหม่ทั้งสองชนิดนั้นใช้การได้ดี จน 1 มกราคม 2556 รัฐบาลไทยสมัย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ตัดสินใจยุติการขายเบนซิน 91 ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นโยบายเปลี่ยนระบบพลังงานนี้ ให้ผลทางอ้อมคือการประหยัด แต่ผลทางตรงอาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแผนการใช้พลังงานระยะยาว เพราะเป็นการบีบให้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์นับล้านต้องเปลี่ยนมาแก๊สโซฮอล์ 91 หรือ แก๊สโซฮอล์ 95 แทนเกือบทั้งหมด ยกเว้นเบนซิน 95 ที่ยังมีขายในราคาแพงสำหรับรถหรูหรือรถเฉพาะทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนน้ำมันดีเซล ได้มีการนำแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเริ่มศึกษาเรื่องน้ำมันปาล์มมาตั้งแต่ปี 2526 มาพัฒนาเป็นนโยบายหลัก แทนที่จะพึ่งการพยุงราคาด้วยเงินจากกองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว โดยหลังช่วงวิกฤตน้ำมัน ราวปี 2551 รัฐบาลเริ่มผสมไบโอดีเซล 2 เปอร์เซ็นต์ หรือ B2 เพื่อช่วยพยุงราคาปาล์มน้ำมันและลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศ จนมาถึงทุกวันนี้ น้ำมันดีเซลมาตรฐานทั่วไปคือ ดีเซล B7 ที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนโยบายเปลี่ยนไปใช้น้ำมันผสมเอทานอลเพื่อลดราคาน้ำมัน ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ และส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง อีกหนึ่งแผนพลังงานที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในวงกว้างยุคทักษิณคือ สนับสนุนให้รถ 'ติดแก๊ส' เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งพลังงานทางเลือกที่ตามมา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ กำเนิดกระแสพลังงานทางเลือกใหม่สู้ราคาน้ำมันแพง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อเกิดปัญหาที่แต่ละฝ่ายต้องร่วมกันรับมือ ทุกคนจึงจำเป็นต้องหาทางปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ซึ่งในส่วนของภาคการขนส่งที่ต้องแบกภาระทั้งดีเซลและเบนซินจึงต้องหาทางเลือกใหม่ เป็นที่มาของกระแส ‘รถติดแก๊ส’ ที่เกิดขึ้นในยุคน้ำมันแพง 2547-2548 เช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในส่วนแรกคือ LPG หรือก๊าซหุงต้มที่ก่อนหน้านั้นเป็นที่นิยมในหมู่แท็กซี่อยู่บ้างแล้ว แต่เมื่อวิกฤตพลังงานมาถึง บรรดารถบ้านก็ไม่สามารถจ่ายค่าน้ำมันที่แพงขึ้นไปถึง 20-30 บาทได้ หลายคนจึงหันมาดัดแปลงรถให้ใช้แก๊ส LPG เพราะราคาถูกกว่าน้ำมัน (ราคาขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 9-10 บาทต่อลิตร) ทำให้เกิดอู่ดัดแปลงรถยนต์เพื่อติดแก๊สจำนวนมาก ส่วนมากจะใช้ถังโดนัทและถังแคปซูลบรรจุเชื้อเพลิงไว้ภายในกระโปรงหลังรถ จนทุกวันนี้ก็ยังมีรถหลายคนใช้แก๊ส LPG เป็นเชื้อเพลิงอยู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จริงๆ แล้วรัฐบาลไม่ได้สนับสนุนให้รถยนต์ใช้ LPG อย่างจริงจัง เพราะเป็นการใช้งานที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ อาจกระทบต่อความต้องการใช้งานในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมได้ รัฐบาลจึงผลักดันเชื้อเพลิง NGV หรือก๊าซธรรมชาติอัด CNG ขึ้นมา เพราะไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และมีความปลอดภัยมากกว่า LPG จึงสนับสนุนตั้งสถานีบริการก๊าซ NGV ทั่วประเทศ ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และขายในราคาต่ำกว่าน้ำมัน 50 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก๊าซ NGV เป็นที่นิยมมากในบรรดารถชนส่งสาธารณะและแท็กซี่ ต่อมาในปี 2551 ค่ายรถยักษ์ใหญ่หลายค่ายก็เริ่มผลิตรถยนต์ที่ติดตั้งระบบรองรับ NGV มาตั้งแต่โรงงานโดยตรง ไม่ต้องมาดัดแปลงเอง แม่ทุกวันนี้รถยนต์ส่วนบุคคลจะไม่ค่อยใช้ NGV แล้ว แต่ตามบรรดาสถานีบริการก๊าซทุกวันนี้ก็ยังมีแท็กซี่ต่อคิวยาวเหยียดเหมือนเดิม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;+ มรดกจากวิกฤต สู่วิถีพลังงานใหม่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิกฤตครั้งนั้นจากสงครามตะวันออกกลางในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร อาจไม่ได้มีวิธีการรับมือได้ดีที่สุด โดยมาตรการระยะสั้นก็ไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่าถอดสูท ลดอุณหภูมิแอร์ ปิดปั๊ม และการใช้เงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนดีเซลจนรัฐขาดทุนมากมาย แต่ระหว่างทางที่เกิดวิกฤตนั้น มีแผนระยะยาวเกิดขึ้นหลายอย่าง และจำนวนไม่น้อยยังเป็นมรดกนวัตกรรมพลังงานอยู่จนถึงทุกวันนี้ และกลายเป็นจุดเป็นให้พลังงานทางเลือกเช่นแก๊สโซฮอล์เป็นพลังงานหลัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เป็นมรดกของวิกฤตพลังงานโลกครั้งนั้นและกลายเป็นความปกติของทุกวันนี้คือ การเกิดขึ้นของ Eco Car&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนหน้านั้น ความหมายของ Eco Car ในบริบทโลกอาจวัดที่มาตรฐานการปล่อยไอเสีย แต่รัฐบาลไทยนำคำนี้มาใช้เพื่อเป็นนโยบายสนับสนุนการลงทันของรัฐ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รัฐบาลทักษิณผลักดันยุทธศาสตร์ดีทรอยต์แห่งเอเชีย ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยกับการเป็นฐานผลิตรถกระบะ แต่เพื่อหาทางเลือกใหม่ รัฐบาลจึงมองหาโปรดักต์ตัวที่สอง นำมาสู่ยุคของรถประหยัดพลังงานที่เราเรียกว่า Eco Car ที่ประกาศเฟสแรกปี 2550 โดยมีข้อกำหนดว่า ต้องมีอัตราสิ้นเปลืองไม่ต่ำกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร, ปล่อยไอเสียระดับ Euro 4, ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสากล, และความจุเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,300 ซีซี (เบนซิน) หรือ 1,500 ซีซี (ดีเซล) และรัฐบาลก็ให้สิทธิประโยชน์ภาษีสรรพสามิตต่ำพิเศษกับค่ายรถที่ยอมลงทุนผลิตรถตามเงื่อนไข 4 มาตรฐานข้างต้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้รัฐบาลทักษิณจะสิ้นสุดลงจากการทำรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 แต่นโยบายนี้ก็ถูกสานต่อในรัฐบาลถัดมา และมาเห็นผลจริงในปี 2553 เมื่อประเทศไทยเปิดตัว Eco Car ชุดแรก คือ Nissan March ตามมาด้วย Honda Brio, Suzuki Swift, Mitsubishi Mirage และ Toyota Yaris นโยบายนี้จึงไม่เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าท้องถนนให้เต็มไปด้วยรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก เหมาะสมกับการขับขี่ในเมือง แต่ยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้ และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของคนไทยมาจนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน Eco Car ของไทยกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน โดยรถในเฟส 2 หลายรุ่นเริ่มปรับตัวเป็นระบบ Hybrid หรือ e-POWER เพื่อให้ผ่านมาตรฐานการปล่อยไอเสียที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกัน นโยบายสนับสนุนของรัฐบาลชุดหลังๆ ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง เช่น ยุค พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เริ่มสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า&amp;nbsp;หรือ EV อย่างเต็มตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทเรียนจากปี 2547-2548 สอนให้รู้ว่า วิกฤตการณ์หนึ่งมักนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เสมอ ซึ่งวิกฤตพลังงานจากการบุกอิรักของสหรัฐฯ ในครั้งนั้นก็ทำให้ไทยเกิดความเปลี่ยนแปลงด้านแผนพลังงานขนานใหญ่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปี 2569 ในวันที่สงครามตะวันออกกลางรอบใหม่กำลังดำเนินอยู่ นโยบายของรัฐบาลภูมิใจไทย ที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกุล มุ่งเน้นการอุ้มหรือตรึงราคาด้วยกองทุนน้ำมัน แต่สุดท้ายก็ต้องปล่อยขึ้นพรวดพราด หรือการขอความร่วมมือแบบฉาบฉวย บวกกับความไม่โปร่งใสไม่ชอบมาพากล ยิ่งทำให้เห็นชัดว่าแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลนั้นสับสน หรืออาจเป็นการวางแผนแก้หน้ารายวัน จนคนหมดความเชื่อมั่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ยังไม่มีความชัดเจนถึงมาตรการระยะยาวจากรัฐบาล ลองมองโลกในแง่ดี สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นอาจจะอยู่ที่การใช้วิกฤตครั้งนี้มาสร้างโอกาสด้านพลังงานใหม่ๆ ที่ยั่งยืนกว่าเดิม เหมือนที่วิกฤต 2547-2548 เคยทำให้แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล รถใช้แก๊ส และ Eco Car ได้แจ้งเกิด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่มาตรการชั่วคราว แต่อยู่ที่การวางแผนระยะยาว ซึ่งอาจรวมถึงการหาทางเลือกใหม่ๆ ให้ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันน้อยลงก็เป็นได้&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9" hreflang="th"&gt;รายงานพิเศษ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;การเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88" hreflang="th"&gt;เศรษฐกิจ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95" hreflang="th"&gt;คุณภาพชีวิต&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ต่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B4%E0%B8%93-%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3" hreflang="th"&gt;ทักษิณ ชินวัตร&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;กองทุนน้ำมัน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AF" hreflang="th"&gt;สหรัฐฯ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;สงครามตะวันออกกลาง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;ราคาน้ำมัน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;พลังงาน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B8%97" hreflang="th"&gt;ปตท.&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C-91" hreflang="th"&gt;ก๊าซโซฮอล์ 91&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;ไบโอดีเซล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;ตะวันออกกลาง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81" hreflang="th"&gt;อิรัก&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Thu, 02 Apr 2026 06:48:42 +0000</pubDate>
    <dc:creator>XmasUser</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116935 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>“พนักงานสอบสวนหญิงน้อยมาก-นักจิตวิทยาสำหรับผู้ชายไม่พอ-LGBTQ ยิ่งลำบาก” เปิดประเด็น ‘มิติทางเพศ’ ที่ขาดหาย ทำผู้เสียหายจากการบังคับใช้แรงงาน-ค้ามนุษย์เข้าถึงความยุติธรรมยากขึ้น</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116930</link>
  <description>&lt;span&gt;“พนักงานสอบสวนหญิงน้อยมาก-นักจิตวิทยาสำหรับผู้ชายไม่พอ-LGBTQ ยิ่งลำบาก” เปิดประเด็น ‘มิติทางเพศ’ ที่ขาดหาย ทำผู้เสียหายจากการบังคับใช้แรงงาน-ค้ามนุษย์เข้าถึงความยุติธรรมยากขึ้น&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;เรื่อง: พัชญ์สิตา รุ่งโรจน์ธนกุล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาพปก: ชนิสรา ริมธีระกุล&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;See Think&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-01T21:18:49+07:00" title="Wednesday, April 1, 2026 - 21:18"&gt;Wed, 2026-04-01 - 21:18&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;การค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ ถือเป็นวาระระดับโลกที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างมาก ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ไทยได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้กระทำความผิด (หรือที่เรียกว่า Forced Criminality) มากกว่า 40 สัญชาติทั่วโลก ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านป้อนคนหลากหลายสัญชาติเข้าสู่ฐานสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่รวมกรณีที่คนไทยเองก็ถูกหลอก ข่าวที่เกี่ยวกับการทลายฐานสแกมเมอร์-ช่วยเหลือผู้เสียหายออกมามีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ จนแทบจะเป็นเรื่องที่คนชินชา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในกระบวนการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายนั้น แม้มีการดำเนินงานด้วยการยึดแนวทางการให้ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง&amp;nbsp;(survivor-centred approach) ทว่า ‘ความเปราะบาง’ ของคนแต่ละเพศนั้นมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน จึงทำให้เห็นว่ายังขาดการนำ ‘มิติทางเพศ’ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเข้าไปปรับใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ ในแต่ละขั้นตอนอย่างเหมาะสม ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้คนแต่ละเพศเข้าสู่ความยุติธรรมได้ยากง่ายไม่เท่ากัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขอยกตัวอย่างบางส่วนให้ผู้อ่านเห็นภาพ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การขาดแคลนพนักงานสอบสวนหญิงมีผลทำให้ผู้เสียหายหญิงรู้สึกไม่สะดวกใจในการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ชาย&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ผู้ชายอาจถูกมองว่าไม่เป็นผู้เสียหาย จากการที่ถูกมองว่ามีความเข้มแข็งมากกว่า-รับได้กับการถูกนายจ้างดุด่า ข่มขู่ หรือลงไม้ลงมือ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ผู้เสียหายที่เป็น LGBTQ มักต้องต่อสู้กับสภาวะภายในตัวเองมากกว่าคนตรงเพศ คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มขอความช่วยเหลือน้อย กลัวการถูกเลือกปฏิบัติ-ตีตรา&amp;nbsp;และเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็เผชิญอุปสรรคหลายชั้น จากกลไกและระบบถูกออกแบบมาให้รองรับแค่คนสองเพศ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;เมื่อ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา มูลนิธิไอเจเอ็ม (International Justice Mission) ซึ่งเป็นองค์การระดับสากลที่ทำงานช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ ได้จัดงานเปิดตัวรายงานล่าสุดที่มีชื่อว่า &lt;a href="https://internationaljusticem-my.sharepoint.com/personal/poldenburger_ijm_org/_layouts/15/onedrive.aspx?id=%2Fpersonal%2Fpoldenburger%5Fijm%5Forg%2FDocuments%2FKOICA%20Funded%20Project%2FActivity%201%2E3%2E1%20Gender%2Dsensitive%20multi%2Dsectoral%20study%2FDownload%20Study%20Report&amp;amp;ga=1"&gt;“การศึกษาเรื่องความเสมอภาคและความละเอียดอ่อนด้านเพศสภาพในงานต่อต้านแรงงานบังคับและการค้ามนุษย์”&lt;/a&gt; (รายงานฉบับภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Mainstreaming Gender Sensitive Approches to Address Forced Labor and Trafficking in Persons) โดยมีผู้วิจัยคือ Gavan Blau นักวิจัยอิสระที่เชี่ยวชาญเรื่องแรงงานชาวกัมพูชา และ วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย นักวิจัยอิสระซึ่งคลุกคลีกับประเด็นแรงงานข้ามชาติและทำงานด้านการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายมาหลายปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งานศึกษาชิ้นนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นงานศึกษาชิ้นแรกๆ ของประเทศไทยที่มุ่งเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกับมิติด้านเพศสภาพในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและการทำงานด้านบังคับใช้แรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างกลไกการช่วยเหลือคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรมสำหรับแรงงานข้ามชาติที่เปราะบาง (แรงงานข้ามชาติในที่นี้หมายถึง กลุ่มผู้ย้ายถิ่นจากเมียนมา,&amp;nbsp;กัมพูชา ลาว และเวียดนาม) ซึ่งในปัจจุบันผู้เสียหายในไทยมีหลากหลายประเทศมากๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยงานชิ้นนี้เก็บข้อมูลแรงงานย้ายถิ่นจากเมียนมาและกัมพูชาในขั้นต้น 2 จังหวัด คือกลุ่มที่ทำงานใน จ.ปทุมธานี และสมุทรสาคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ งานชิ้นนี้เผชิญความท้าทายในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลและมีระยะเวลาเก็บข้อมูลช่วงสั้นๆ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025-มกราคม 2026&amp;nbsp; ผู้วิจัยได้ย้ำว่าผลการศึกษานี้เป็นเพียงสองพื้นที่และมีกลุ่มตัวอย่างที่จำกัด จึงอาจไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ในภาพใหญ่ได้อย่างครอบคลุมมากพอ จึงแนะนำว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;มิติทางเพศ เกี่ยวข้องอย่างไรกับประเด็นการบังคับใช้แรงงานและค้ามนุษย์ และ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ในการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;คนแต่ละเพศเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มีความยาก-ง่ายต่างกันอย่างไร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การคำนึงถึงมิติทางเพศในแต่ละขั้นตอนนั้นหน้าตาเป็นแบบไหน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;จากกรอบคำถามข้างต้น ผู้สื่อข่าวประชาไทชวน วิภาวดี หนึ่งในผู้วิจัยมาพูดคุยถึงข้อค้นพบและประสบการณ์ภาคสนามในงานชิ้นนี้&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55183417109_1a09548860_o.jpg?s=eyJpIjo1NTE4MzQxNzEwOSwiZSI6MTc3NTEyNTI0NiwicyI6ImEwOGZhMDI0ZjRiYzU4MjQ2ODJiZTQ3YTY4ZTE3YmZlMzk2OGRhYWMiLCJ2IjoxfQ" width="1600" height="1067" loading="lazy"&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;(จากซ้าย) &amp;nbsp;วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย และ Gavan Blau&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;ภาพจากมูลนิธิไอเจเอ็ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;อยากให้เล่าสั้นๆ เกี่ยวกับงานชิ้นนี้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีเริ่มต้นเล่าว่ากระแสของสังคมโลกในปัจจุบันให้ความสำคัญในการเอามิติของความเปราะบาง เช่น เพศ ผู้สูงอายุ รวมถึงการบูรณาการความหลากหลายเพศในฐานะองค์ประกอบของการแก้ไขปัญหาทางสังคม-ดำเนินนโยบายต่างๆ ยิ่งประเทศไทยมีพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 (พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ) และกฎหมายสมรสเท่าเทียม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในงานบังคับใช้แรงงาน มิติทางเพศเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงานที่ยึดหลักผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และ “ความเปราะบางไม่ได้มีความเป็นกลางทางเพศ” หมายความว่า ความเปราะบางไม่ได้มีลักษณะแข็งตัวแบบใดแบบหนึ่ง แต่มีมิติที่ทับซ้อน การมองปัญหาผ่านเลนส์ความเป็นกลางทางเพศ (Gender Neutral) ภายใต้โครงสร้างสังคมที่ยังมีความชายเป็นใหญ่อยู่ มันจึงไม่มีความเป็นกลาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การมองประเด็นแรงงานด้วยมิติทางเพศ วิภาวดียกตัวอย่าง 3 เรื่องนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าความเปราะบางของคนแต่ละเพศนั้นมีความต่างกันในรายละเอียด&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การอบรมเตรียมความพร้อมก่อนการย้ายถิ่นไปทำงาน (pre-departure training) ที่โดยทั่วไปมักถูกออกแบบมาอย่างเป็นกลางทางเพศ บุคคลทุกเพศ อายุ 18 ปีขึ้นไปเข้าร่วมอบรมได้ แต่ถ้าเรามองเรื่องนี้โดยเอามิติทางเพศเข้าไปประกอบก็ด้วยจะเห็นว่า ผู้หญิงมักเข้าร่วมกิจกรรมได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากมีภาระงานบ้านหรือการถูกจำกัดบทบาท ถ้าเป็นผู้หญิงที่มีสามี คนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้มักเป็นสามี โดยผู้หญิงจะรับข้อมูลจากสามีอีกที พอผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลมือหนึ่งด้วยตัวเองก็ยิ่งส่งเสริมให้เกิดภาวะพึ่งพิง&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;“พอเรามาทำงานวิจัยนี้เราก็จะพบว่าผู้หญิงมักไม่ได้เข้าร่วมในกิจกรรมเหล่านั้น หรือว่าเข้าร่วมได้ไม่เต็มที่ คือเขามีภาระทางครอบครัว ผู้ปกครองอาจจะไม่ให้ไป หรืออาจจะให้ไปแต่ต้องรีบกลับมาเพราะต้องมาหุงหาอาหาร หรือว่าคนที่มีสามี แนวโน้มที่เป็นไปได้สูงคือถ้าเกิดจะย้ายถิ่นแพ็คคู่ ผู้ชายก็จะได้เข้าร่วมการอบรมเหล่านั้นที่แม้จะถูกจัดขึ้นในชุมชนก็ตาม”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ซึ่งสิ่งเหล่าทำให้ผู้หญิงไม่มีข้อมูลที่เป็นข้อมูล first hand (ข้อมูลที่ได้มาโดยตรง) ก็ต้องพึ่งพาผู้ชายที่ไปอบรม ถ้าเกิดอยู่ในครอบครัวก็พึ่งพาสามี เพราะฉะนั้นคือสภาวะของการพึ่งพามันก็ยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้น คราวนี้พอไม่มีข้อมูลที่เป็นข้อมูลมือหนึ่ง สิ่งที่ตามมาก็คือว่าข้อมูลที่มันถูกแปลงจากคนที่ไปฟังมาจนมาถึงตัวเขา มันไม่ครบถ้วน มันถูกตีความมาแล้ว เพราะฉะนั้นคือเขาก็ไม่มีความรู้อย่างเพียงพอ มันก็ยิ่งไปเพิ่มโอกาสที่เขาจะถูกแสวงประโยชน์ตลอดกระบวนการย้ายถิ่น ตั้งแต่การสมัครงาน&amp;nbsp; การเดินทางมาทำงานในไทย แม้กระทั่งจนถึงการเดินทางกลับบ้าน สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เขามีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด”&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;อคติทางเพศส่งผลต่อการคัดกรอง-คัดแยกผู้เสียหาย&amp;nbsp;ผู้ชายอาจถูกมองว่าไม่เป็นผู้เสียหาย จากการที่ถูกมองว่ามีความเข้มแข็งมากกว่า-รับได้กับการถูกนายจ้างหรือหัวหน้างานดุด่าหรือใช้ภาษาที่มีลักษณะข่มขู่ หรือลงไม้ลงมือ เช่น เตะ ตบหัว เป็นต้น ด้วยอคติทางเพศเช่นนี้ ทำให้ผู้ชายที่ตกอยู่ในสภาพการทำงานที่เลวร้าย มักถูกมองว่า “แข็งแรง/สมัครใจ” ไม่ใช่ถูกทำร้ายร่างกายหรือตกอยู่สภาวะที่ถูกบังคับหรือข่มขู่ให้ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดเรื่องการบังคับใช้แรงงาน&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ผู้เสียหายที่เป็น LGBTQ จะมีความซับซ้อนมากกว่าหญิง-ชาย ยิ่งถ้าถูกกดทับเรื่องอัตลักษณ์ ก็จะยิ่งกังวลเรื่องการเปิดเผยตัวตน กลัวถูกตีตรา หรือไม่ได้รับการยอมรับ จนอาจรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเอง พออยู่ในสถานะผู้เสียหาย การเข้าถึงความช่วยเหลือก็ยิ่งยากขึ้น และมักมีแนวโน้มจะขอความช่วยเหลือน้อย เพราะต้องต่อสู้กับภาวะภายในของตัวเองก่อน ว่าตัวเองมีสิทธิ และสิ่งที่เกิดขึ้นคือการถูกละเมิดจริง และเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็ยังต้องเผชิญอุปสรรคในหลายขั้นตอน เพราะกลไกและระบบถูกออกแบบมาให้รองรับแค่คนสองเพศ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;“ถ้าเราไม่มองผ่านเลนส์ด้านเพศสภาพ เราจะมองเห็นปัญหาอย่างฉาบฉวยมาก เราก็จะมองไม่เห็นกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มเปราะบาง&amp;nbsp;อาจทำให้ “ผู้เสียหายบางกลุ่มไม่ถูกมองเห็น” และการออกแบบมาตรการช่วยเหลือคุ้มครอง “ไม่ตอบโจทย์จริง”&amp;nbsp;อันนี้เป็นสิ่งที่เราคิดว่าเออมันน่าสนใจ ในเซนส์ที่ว่าถ้าเราถ้าเรามองในเชิงโครงสร้างแบบดั้งเดิม เราจะเห็นความเปราะบางอีกแบบ แต่พอเราประเด็นเพศสภาพไปจับ ก็จะเห็นว่าภายใต้โครงสร้างที่มันไม่เป็นธรรม ที่มันไม่เท่าเทียม ที่มันทำให้คนเปราะบาง นั่นแหละมันมีความซ้อนทับของมันอยู่ แล้วมิตินี้ (มิติทางเพศ) เป็นมิติที่ถูกพูดถึงน้อยมาก”&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ขั้นตอนการช่วยเหลือผู้เสียหายมีอะไรบ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีเล่าว่าความผิดตาม&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/ipd_th/e88a724796b3526a3034d9495a8f168a.pdf"&gt;พ.ร.บ.ค้ามนุษย์&lt;/a&gt; (พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) เป็นความผิดต่อรัฐ อัยการเป็นทนายของรัฐ ส่วนหน่วยงานเอ็นจีโอที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้เสียหายเข้าเป็นทนายโจทก์ร่วมได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยมีกระบวนการช่วยเหลือผู้เสียหายดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;แจ้งเหตุ:&amp;nbsp;กรณีความผิดฐานบังคับใช้แรงงานหรือบริการ และค้ามนุษย์ คนที่สามารถแจ้งความได้มีทั้งตัวผู้เสียหายเอง, ผู้พบเห็น, ผู้ทราบเบาะแส, หน่วยงานเข้าตรวจค้นหรือเผชิญเหตุ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;คัดกรองเบื้องต้น: เพื่อหาข้อบ่งชี้ของการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน ว่าบุคคลดังกล่าวมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;คัดแยก: ขั้นตอนนี้ทำโดยทีมสหวิชาชีพซึ่งแต่งตั้งตามคำสั่งผู้ว่าในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เสียหายหรือไม่ หากเป็นผู้เสียหาย บุคคลนั้นจะถูกส่งต่อไปยังสถานคุ้มครองของรัฐหรือของเอกชนที่จดทะเบียนกับรัฐ&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;สำหรับสามขั้นตอนที่กล่าวไปข้างต้นจะถูกด้วยเรียกรวมกันด้วยคำว่า “กลไกการส่งต่อระดับชาติ” (National Referral Mechanism -&amp;nbsp;NRM) ซึ่งเป็นคำที่คนทั่วๆ ไปน่าจะเคยได้ยินจากข่าว&lt;/p&gt;&lt;ol start="4"&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การช่วยเหลือคุ้มครองในสถานคุ้มครอง (ซึ่งมีงานในส่วนของการดำเนินคดีความร่วมด้วย) :&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;ในขั้นนี้จะเป็นการช่วยเหลือคุ้มครองเพื่อให้ผู้เสียหาย ได้รับการฟื้นเยียวยารักษาสภาพร่างกายและจิตใจ ผู้เสียหายจะเข้าถึงสิทธิในการเรียกร้องสินไหมและสิทธิในการทำงาน ขณะเดียวผู้เสียหายก็อยู่ในฐานะ “พยาน” ในคดีด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับกรณีของแรงงานข้ามชาติ เมื่อช่วงเวลาของการคุ้มครองสิ้นสุดลง ขั้นตอนถัดไปสามารถแบ่งได้เป็นสองกรณี คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การถูกส่งกลับประเทศต้นทางที่เรียกว่า “การส่งกลับคืนสู่สังคม” โดยก่อนที่จะมีการส่งกลับพวกเขาก็จะผ่านการฟื้นฟูเยียวยาและได้รับการเตรียมความพร้อมเช่นเดียวกับคนไทย ส่วนระดับของการช่วยเหลือก็อาจแล้วแต่กรณี/สถานคุ้มครอง&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สามารถทำงานต่อในประเทศไทยได้ ในกรณีที่แรงงานมีนายจ้าง (ระบุในมาตรา 38 ตาม พ.ร.บ.ค้ามนุษย์)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;ถ้าเอามิติทางเพศเข้าไปบูรณาการในแต่ละขั้นตอน หน้าตาเป็นยังไง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีตอบคำถามนี้โดยอธิบายแยกเป็นขั้นตอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การคัดกรอง: ถ้าเจ้าหน้าที่มีความตระหนักเรื่องมิติทางเพศ จะไม่มีการมองเหมารวมด้วยอคติทางเพศที่ว่าผู้ชายจะต้องทนสภาพการทำงานที่โหดร้ายได้มากกว่า ซึ่งถ้าหากเจ้าหน้าที่ก้าวไม่ข้ามมุมมองแบบนี้ก็อาจส่งผลต่อการคัดกรองได้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจถูกตีความว่าเป็นการสมัครใจ/เป็นสภาพแวดล้อมแบบผู้ชาย ไม่เข้าองค์ประกอบเบื้องต้น&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การคัดแยก: ในขั้นนี้จะมีการให้ช่วงเวลาที่เรียกว่า “ระยะการฟื้นฟูไตร่ตรอง” (Reflection Period) ไม่เกิน 15 วัน เพื่อเป็นระยะเวลาที่เพียงพอและเหมาะสมในการทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น และพร้อมให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ต่อไป การคำนึงมิติทางเพศเข้าไปบูรณาการในการทำงานในขั้นนี้ เช่น การจัดหาที่พักปลอดภัย เป็นส่วนตัว แยกตามเพศให้บุคคลนั้นรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย การตั้งคำถามหรือใช้ภาษาเหมาะสมและแสดงถึงความเคารพในความละเอียดอ่อนเฉพาะเขาก็จะมีแนวโน้มที่จะไว้ใจในระบบและให้ข้อมูลสูงตั้งแต่ในชั้นของทีมสหวิชาชีพ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;การสัมภาษณ์: ความละเอียดอ่อนที่เกี่ยวกับเพศส่งผลต่อการให้ข้อมูล หากผู้เสียหายรู้สึกไม่สะดวกใจในการให้ข้อมูลตั้งแต่ชั้นสหวิชาชีพ ก็อาจส่งผลให้การให้ข้อมูลใน 3 ชั้นไม่ตรงกัน (ชั้นสหวิชาชีพ, ชั้นพนักงานสอบสวน, การเตรียมพยานในและการให้ปากคำในชั้นศาล) เมื่อข้อมูลมีส่วนที่ไม่เหมือนกัน ก็มักมีการถามซ้ำ และอาจเปิดช่องว่างให้คู่ความได้ประโยชน์ทางคดี ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้เกิดบาดแผลจากจิตใจซ้ำได้ (retraumatization)&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;กรณีแบบนี้จะใช้ Trauma-Informed Care (แนวทางการดูแลที่คำนึงถึงบาดแผลทางใจ) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการทำงาน คือการเข้าใจเขาและให้เวลาเขาจนพร้อม ซึ่งมันก็คือการสร้างความไว้ใจ และการค่อยถามๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เขาเล่าเรื่อง ไม่ต้องถามแบบเน้นเอาคำตอบเพราะการสัมภาษณ์แบบนั้นสามารถไปซ้ำเติมแผลทางใจ แต่เน้นถามคำถามในลักษณะชวนคุยให้เขาสบายใจ เพื่อสร้าง safe and supportive environment (สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและประคับประคอง) ให้เขารู้สึกปลอดภัย กล้าเล่าข้อมูลมากขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราใช้ professional judgment (ดุลยพินิจอย่างผู้ประกอบวิชาชีพ) ได้แม่นยำขึ้น ซึ่งเหล่านี้ส่งผลถึงชั้นศาลได้ คือเขาไว้ใจ เขาจะค่อยเปิดข้อมูลไปเรื่อยๆ ตลอดกระบวนการจนถึงก่อนขึ้นศาล แต่หากเขาถูกถามแบบคาดคั้นเอาข้อเท็จริงในคดีแต่ต้นเขาจะบอกน้อย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หลังได้ผลศึกษาขั้นต้น สิ่งไหนบ้างยังต้องคิดต่อ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีกล่าวว่าด้วยความที่งานศึกษาชิ้นนี้เป็นการเก็บข้อมูลในขั้นต้นมากๆ เพียง 2 จังหวัด ผู้ให้ข้อมูลก็ยังเป็นกลุ่มที่เล็กมาก จึงอาจไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์ภาพใหญ่ได้ทั้งหมด ในการตอบคำถามนี้ จึงขอให้ความเห็นกับประชาไทจากมุมมองส่วนตัว 2 ข้อ&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;แบบฟอร์ม คก.1 ที่ใช้ในการคัดแยก:&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีอธิบายว่า ในแบบฟอร์ม คก.1 (แบบฟอร์มคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ) ถ้าดูตรงส่วนข้อมูลที่เกี่ยวกับเพศจะเห็นว่า นอกจากมีช่องชาย-หญิงให้ติ๊กแล้ว ยังมีช่อง “อื่นๆ” และ “ไม่ประสงค์ที่จะระบุ” ให้ด้วย ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหาจะอยู่ตรงที่ยังไม่มีการนำข้อมูลนี้ไปใช้จริง&amp;nbsp; เนื่องจากมีเรื่องเกี่ยวกับอัตลักษณ์และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องพิจารณา โดยมีเหตุผลหลัก 2 ส่วน ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;เรื่องเพศสภาพนั้นมีความลื่นไหล ข้อมูลที่บุคคลระบุในปัจจุบัน อาจไม่ตรงกับข้อมูลในอนาคต&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ยังไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มั่นใจได้ว่า 1.เจ้าตัวระบุอัตลักษณ์เอง (self-identification) และ 2.ความยินยอม (consent) ในการระบุเพศและการให้ข้อมูลนั้น ถือเป็นความยินยอมที่แท้จริงหรือไม่ เนื่องจากข้อมูลถูกเก็บขณะที่บุคคลนั้นเผชิญสภาวะเปราะบางอยู่&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;ol start="2"&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ขาดแคลนพนักงานสอบสวนหญิง&amp;nbsp;และขาดนักจิตวิทยา-สถานคุ้มครองที่เหมาะกับเพศชาย&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีอธิบายว่าเรื่องนี้สะท้อนความคิดการแบ่งงานตามกรอบเพศที่ว่า ผู้ชายมีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่า อาชีพตำรวจสายจึงเป็นงานที่เหมาะกับผู้ชาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ตามข้อมูลล่าสุด มีตำรวจหญิงทั้งหมด 20,730 คน&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สายงานสืบสวน (คดีอาญา) อยู่ที่ 1,417 คน&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สายงานสอบสวนอยู่ที่ 858 คน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;“เราคิดว่าสัดส่วนอาชีพเหล่านี้มันสะท้อนมายาคติทางสังคมมากๆ ใครไปบอกว่าตำรวจต้องเป็นผู้ชายหรือว่านักจิตวิทยาเป็นผู้หญิง สิ่งนี้สะท้อนกับภาพจำหรือมายาคติทางสังคม เช่น เรามองผู้ชายเป็นอาชญากร เรามองผู้ชายว่ามีความเข้มแข็ง มีการตัดสินใจที่มี Emotional Maturity (วุฒิภาวะทางอารมณ์) สูง จึงเหมาะสมกับการทำอาชีพนี้เหรอ มองว่าผู้ชายมีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่าผู้หญิง มีความเก่งมากกว่า เพราะนั้นอาชีพที่ต้องป้องกันปราบปรามก็เลยเหมาะกับผู้ชาย อาชีพที่ต้องใช้กฎหมายก็เลยเหมาะกับผู้ชายที่ใช้เหตุใช้ผลได้มากกว่า มีความแข็งแรงทางกายภาพสูงกว่าในการเข้าไปควบคุมหรือเผชิญเหตุ”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มายาคติทางเพศอีกเรื่องหนึ่งคือเพศหญิงมักถูกมองว่าอ่อนแอกว่า มีแนวโน้มเป็นเหยื่อมากกว่า มีสถานคุ้มครองหญิงจึงมีเยอะกว่าชาย อีกทั้งผู้หญิงยังถูกมองเป็น ‘เพศแม่’ ถูกคาดหวังให้ทำงานดูแล-เยียวยามากกว่า จึงส่งผลให้ขาดนักจิตวิทยาที่เหมาะสมกับผู้เสียหายเพศชาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“เรามองผู้หญิงเป็นเหยื่อไง เรามองผู้หญิงเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา เรามองผู้หญิงเป็นเป็นเพศแม่ที่มีความละเอียดอ่อนทางอารมณ์สูงอะไรพวกนี้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นมันก็มาพ่วงด้วยกับความคิดที่ว่า นักจิตวิทยาต้องเป็นผู้หญิง”&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนประเด็นเรื่องสถานคุ้มครองและสิ่งอำนวยความสะดวก วิภาวดีมองว่า ปัจจุบันมีสถานคุ้มครองในสังกัดภาครัฐอยู่ 8 แห่ง ในเชิงจำนวนถือว่าเพียงพอแล้ว แต่สิ่งที่ต้องปรับคือการเพิ่มมิติด้านความละเอียดอ่อนทางเพศเข้าไปในสถานคุ้มครองเหล่านี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“แต่ที่ยากเนี่ยคือ mindset (ทัศนคติ) คือปรับ mindset เจ้าหน้าที่ก่อนเลยว่าคุณจะให้การดูแลคุ้มครองเขาแบบไหนโดยที่คุณไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นแรงงานข้ามชาติ ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นภาระของเรา แล้วเราไม่รู้สึกว่า “โอ๊ยเราให้การคุ้มครองให้ความช่วยเหลือก็ดีแค่ไหนแล้ว” แต่คือเราต้องมองว่าอันนี้เป็นหลักสิทธิมนุษยชน รัฐไทยล้มเหลวในการที่จะป้องกันปราบปรามอาชญากรอาชญากรรม สุดท้ายมันถึงเกิดผู้เสียหายเหล่านี้ มันเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐที่จะให้การคุ้มครองดูแลเขาใช่ไหม คือถ้า mindset มันเปลี่ยนแล้วเพิ่มเติมความละเอียดอ่อนเข้าไป พวก facility (สิ่งอำนวยความสะดวก) มันแก้ไม่ยาก”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“มันต้องมองเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ หรือว่ามองเรื่องความหลากหลายทางเพศให้มันไปไกลกว่าสถิติที่มันนับได้ แต่เราสามารถเอาพวกเรื่องตัวเลข ความบาลานซ์ของ number เป็นแค่จุดตั้งต้น แต่ว่า beyond ไปกว่านั้นเนี่ย พี่คิดว่าเราจะสร้างเจ้าหน้าที่ที่มีความตระหนักแล้วก็เห็นความสำคัญของของมิติเหล่านี้ได้ไง พี่ว่านี่เป็นโจทย์มากกว่า”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิภาวดีกล่าวต่อไปว่าจากการคุยกับพนักงานสอบสวนทั้งผู้ชายและผู้หญิง คำตอบที่ได้ก็สะท้อนมายาคติทางเพศที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด โดยมองว่าสิ่งนี้อาจแก้ได้โดยเริ่มต้นให้มีเจ้าหน้าที่ชายและหญิงในสัดส่วนที่เหมาะสม การมีสัดส่วนที่เหมาะสมในเชิงจำนวนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่เป้าหมายปลายทางคือการทำให้เจ้าหน้าที่มีความตระหนักเรื่องความละเอียดอ่อนในมิติที่เกี่ยวกับเพศ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เมื่อมองผู้ย้ายถิ่นผ่าน ‘มิติทางเพศ’ คนจากเมียนมา-กัมพูชา ต่างกันอย่างไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ส่วนท้ายของรายงานชิ้นนี้ มีการบันทึกข้อมูลกลุ่มแรงงานที่ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจ เมื่อดูแล้วจะพบว่ามีเพียงแรงงานจากกัมพูชาที่ระบุเพศตนเองนอกกรอบชาย-หญิง ขณะที่กลุ่มแรงงานจากเมียนมา ทุกคนระบุตัวเองในช่องชายหรือหญิงเท่านั้น ไม่มีใครที่ระบุว่าตัวเองเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเลย&lt;br&gt;&lt;br&gt;ประเด็นแรกคือศึกษาเรื่องอัตลักษณ์ขึ้นอยู่ระดับความไว้วางใจในระดับที่เขาสะดวกใจเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศกับเรา คือต้องอาศัย trust (ความไว้เนื้อเชื่อใจ) ในระดับสูง หากไม่มี trust จะไม่มีการ disclose (เปิดเผยข้อมูล) กลุ่มแรงงานกัมพูชาที่ได้พูดคุยเป็นกลุ่มที่นักวิจัยเคยช่วยเหลือทางกฎหมายจนชนะนายจ้าง เขามีความคุ้นเคยและไว้ใจเราระดับหนึ่ง และเขาพูดไทยได้ สื่อสารกันโดยตรง ส่วนกลุ่มที่มาจากเมียนมา เราเข้าถึงเขาผ่านเครือข่ายและมีล่ามแปลภาษา เพราะฉะนั้นระยะห่างมันมีเยอะกว่าชัดเจน ดังนั้น ข้อมูลนี้สะท้อนว่า “absence of data ≠ absence of reality” หรือไม่ได้แปลว่าไม่มี LGBTQ+ ซึ่งตารางข้อมูลโดยตัวมันชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการศึกษานี้ เราถึงเสนอว่า การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศและความละเอียดอ่อนด้านเพศสภาพในหมู่แรงงานข้ามชาติ จำเป็นต้องได้ทำการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิภาวดียังชวนทำความเข้าใจเบื้องหลังตัวเลขทางสถิติ ว่าอาจต้องมองบริบทเกี่ยวข้องกับเรื่อง Intersection (จุดตัด) ที่ทับซ้อนกันอยู่ 3 ระดับ คือเรื่องเพศ เรื่องชาติพันธุ์ เรื่องบริบททางการเมืองทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“(กรณีเมียนมา) การกดทับในมิติด้านเพศมันมีสูง ทำให้คนเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวเอง เพื่อเหตุผลทางการเมืองด้วยเหตุผลทางชาติพันธุ์ แล้วก็เหตุผลเรื่องความเป็นส่วนตัวในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโดยไม่ถูกรังเกียจ ไม่ถูกแบ่งแยก”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“(กรณีของเมียนมา) ความเป็นชายเป็นหญิงมันเกี่ยวข้องไปในทุกมิติ อย่างผู้หญิงในสังคมที่มีความขัดแย้ง ใช้การข่มขืนเป็นเครื่องมือ ก็มีความเสี่ยงเรื่องความรุนแรงทางเพศมาก แล้วก็เขามีความคาดหวังเรื่องการดูแลครอบครัว ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เขามีอัตลักษณ์ที่ผิดไปจากความคาดหวังทางสังคม ความเสี่ยงที่จะถูกกระทำรุนแรงทางเพศยิ่งสูง ทั้งจากการถูกกีดกันทางสังคม แล้วก็อาจจะเป็นความรุนแรงทางเพศในเชิงลงโทษ”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;“ขณะที่ผู้ชายก็ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางอาวุธ จะฝึกทหารจะนู่นจะนี่จะอะไรก็ตาม ยิ่งคุณแสดงออกถึงความเปราะบาง ความไม่เป็นชายเท่าไหร่ คุณยิ่งถูกเทรนให้เป็นชายแท้เท่านั้น เพราะนั้นสิ่งเหล่านี้มันกดทับอยู่หลายชั้นมาก แต่ว่าสิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถเขียนในรายงานเราได้ เพราะว่าเราคุยกับคนเพียงไม่กี่คน มันไม่เพียงพอที่จะอธิบายภาพใหญ่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณาด้วยคือบริบทในประเทศต้นทางของแรงงาน เพราะมันมีผลอย่างมาก เมียนมามีบริบทของการกดทับที่มากกว่ากัมพูชา ทั้งในความเป็นชาติพันธุ์ที่ความเป็นชาย-เป็นหญิงแทรกซึมลงไปในทุกมิติของชีวิต ความเป็นการเมืองที่ผูกโยงกับศาสนาอย่างเข้มข้น ความหลากหลายทางเพศถูกมองว่าเชื่อมโยงกับบาปและความผิด ขณะที่แรงงานกัมพูชา ย้ายถิ่นด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่า ยิ่งหากการแสดงออกทางอัตลักษณ์ไม่กระทบการทำมาหากิน ผู้ให้ข้อมูลที่ระบุตัวตนคนหนึ่งบอกว่าที่บ้านยอมรับและรักคู่ชีวิต เพราะเขาเห็นว่าอยู่ด้วยกันแล้วช่วยส่งเสริมกันได้ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือมิติทางศาสนากับสังคมคนย้ายถิ่น แรงงานจากประเทศเมียนมาให้ความสำคัญกิจกรรมศาสนาและการทำบุญ คนนับถือศาสนาคริสต์ก็ไปโบสต์ซึ่งบางทีพูดถึงความหลากหลายทางเพศไม่ได้เลย ส่วนคนที่ไปวัดก็มักสวมเครื่องแต่งกายที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์และมีสัญญะทางเพศกำกับอยู่ด้วย กิจกรรมทางศาสนาก็มีลักษณะเป็นการสร้างบุญบารมี ขณะที่แรงงานกัมพูชาก็เข้าวัดทำบุญเหมือนกัน แต่จุดที่แตกต่างก็คือพวกเขาจะแต่งตัวด้วยชุดธรรมดาแบบที่ใส่ในชีวิตประจำวัน โดยมองการทำบุญคือการไปขอพรและเป็นกิจกรรมพบปะเพื่อนๆ ไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่แบบเมียนมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีเรื่องแรงกดดันและความคาดหวังที่แตกต่างกันของคนเพศเดียวกันที่มีภูมิหลังทางชาติพันธ์ุแตกต่างกันแรงงานข้ามชาติจากผู้รอดพ้นที่เป็นแรงงานจากประเทศเมียนมาที่ให้ข้อมูลมีทั้งกลุ่มชาวบะหม่า&amp;nbsp;(Burman) และกะเหรี่ยง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แรงงานบะหม่ามักไม่ถูกคาดหวังจากชุมชนเท่าไรนักว่ามาไทยแล้วจะต้องได้ดิบได้ดี เพราะการย้ายถิ่นของชาวบะหม่ามาทำงานที่ไทยเกิดขึ้นอย่างทั่วไปจนคนในชุมชนต่างเข้าใจดีว่าการย้ายถิ่นนั้นไม่ต่างอะไรกับการเสี่ยงโชค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทว่าการย้ายถิ่นของชาวกะเหรี่ยงมาทำงานที่ไทยมีน้อยกว่าชาวบะหม่าอยู่มาก คนกะเหรี่ยงเองอาจไม่ได้เห็นตัวอย่างชุดประสบการณ์ของคนในชุมชนมากพอ เมื่อมีคนส่วนน้อยย้ายมาทำงานที่ไทย พวกเขาซึ่งเป็นผู้ชายด้วยจึงถูกคาดหวังจากครอบครัวว่าจะสามารถนำเงินกลับบ้านได้ ช่วงที่ชาวกะเหรี่ยงตกที่นั่งเป็นผู้เสียหาย ทางครอบครัวของเขาอยู่ในพื้นที่สู้รบ ผู้รอดพ้นชาวกะเหรี่ยงที่มาให้ข้อมูลจึงผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากในหลายมิติ ทั้้งความบอบช้ำในสิ่งที่ตัวเองเจอ ความทุกข์ที่ไม่สามารถทำตามคาดหวังของครอบครัวได้เพราะโทรศัพท์ก็ถูกนายจ้างยึดและครอบครัวก็หนีภัยการสู้รบอยู่ในป่า ซ้ำยังเกรงว่าการที่ตนถูกบังคับใช้แรงงานโดยแทบไม่ได้ค่าจ้างอาจทำให้ครอบครัวเผชิญความอับอายจากชะตากรรมของเขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;สัมภาษณ์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;แรงงาน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;สิทธิมนุษยชน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95" hreflang="th"&gt;คุณภาพชีวิต&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ต่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;การค้ามนุษย์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%9A" hreflang="th"&gt;การใช้แรงงานบังคับ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;พม่า&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;กัมพูชา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C" hreflang="th"&gt;สแกมเมอร์&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ความเท่าเทียมทางเพศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4" hreflang="th"&gt;แรงงานข้ามชาติ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;พนักงานสอบสวนหญิง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;มูลนิธิไอเจเอ็ม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Wed, 01 Apr 2026 14:18:49 +0000</pubDate>
    <dc:creator>See Think</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116930 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>‘สำรวจกระแส F1’ ก่อนไทยเป็นเจ้าภาพปี 2028 โอกาส-ต้นทุนวัดกึ๋นรัฐบาล</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/04/116914</link>
  <description>&lt;span&gt;‘สำรวจกระแส F1’ ก่อนไทยเป็นเจ้าภาพปี 2028 โอกาส-ต้นทุนวัดกึ๋นรัฐบาล&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;อานุภาพ เส้นเศษ&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;span&gt;&lt;span&gt;auser15&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-04-01T09:09:06+07:00" title="Wednesday, April 1, 2026 - 09:09"&gt;Wed, 2026-04-01 - 09:09&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;div class="summary-box"&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;กระแส F1 ในไทยมาจากการตลาดและโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่ความสนใจด้านกีฬาโดยตรง ทั้งซีรีส์ Drive to Survive บน Netflix คอนเทนต์ครีเอเตอร์บน TikTok/YouTube และแฟชั่นเสื้อผ้าทีมแข่ง รวมถึงกระแสการเชียร์ Alex Albon นักแข่งลูกครึ่งไทย ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;รัฐบาลไทยเดินหน้าอย่างจริงจัง โดยมีการลงนาม MOU กับ Formula 1 Group แล้วในต้นปี 2026 พร้อมงบประมาณ 41,400 ล้านบาทสำหรับการแข่งขัน 5 ปี (2028–2032) โดยวางแผนจัด Night Race บนถนนในกรุงเทพฯ รูปแบบคล้าย Singapore Grand Prix&lt;/li&gt;&lt;li&gt;โอกาสมาพร้อมความเสี่ยงสูง ตัวอย่างจากสิงคโปร์แสดงให้เห็นศักยภาพด้านรายได้และการท่องเที่ยว แต่อินเดียและเกาหลีขาดทุนหนักจนต้องถอดออกจากปฏิทิน ขณะที่ปัญหาจราจรและโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพฯ ยังเป็นโจทย์ที่ต้องแก้&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;&lt;img src="https://www.flickr.com/photo_download.gne?id=55179791680&amp;amp;secret=cfbfd155c6&amp;amp;size=k&amp;amp;source=photoPageEngagement" width="2048" height="1072" loading="lazy"&gt;&lt;p&gt;การเติบโตของกีฬา Formula1 (F1) ในไทย ไม่ใช่ความบังเอิญจากกระแสที่รัฐบาลต้องการสร้างสนามแข่งรถ แต่เป็นเรื่องของการตลาดที่น่าสนใจหลังจากภาพลักษณ์ของแบรนด์เปลี่ยนจากความเรียบหรูดูเข้าถึงยากสู่กีฬาความเร็วที่เข้าถึงง่าย ชวนลุ้น เรื่องราวน่าติดตาม พร้อมตีตลาดทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนั่งดูซีรีส์ Netflix แล้วพบว่าตัวเองกำลังลุ้นให้นักแข่งที่ไม่เคยรู้จักชนะในสนามที่ไม่เคยได้ยินชื่อ นั่นคือจุดที่หลายคนในไทยเริ่มต้นความสัมพันธ์กับ Formula1&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://www.imdb.com/title/tt8289930/"&gt;สารคดี&lt;/a&gt; Formula 1: Drive to Survive เป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ที่ผู้คนที่ไม่เคยสัมผัสกับกีฬาชนิดนี้ ได้สัมผัสมันจริงๆ ตัวซีรีส์ไม่ได้เล่าแค่การแข่งขันในสนาม แต่เชื่อมโยงเรื่องราวภูมิหลังของนักแข่ง หัวหน้าทีม หรือแม้กระทั่งพนักงานของทีมเข้ากันอย่างลงตัว พร้อมผสมผสานดรามาที่เกิดขึ้นในแต่ละสนามเข้าไป จนชวนให้ผู้ชมเผลอปันใจเชียร์นักแข่งคนนั้น หรืออินจนเข้ามาติดตาม F1 อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ Drive to Survive เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เบื้องหลังกระแสที่โตขึ้นในไทยยังมีอีกหลายแรงขับเคลื่อนที่ทำงานพร้อมกัน ตั้งแต่โซเชียลมีเดีย ไปจนถึงนักแข่งที่กลายเป็นไอดอล และโอกาสทางธุรกิจที่ภาครัฐไทยเริ่มมองเห็น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เราจะมาค้นหากันว่าอะไรที่ทำให้ Formula1 ได้รับความนิยมมากขึ้นในไทย พร้อมตั้งคำถามว่าไทยพร้อมหรือยังที่จะมี Thailand Grand Prix&lt;/p&gt;&lt;p class="text-align-center picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/b0/2016_Malaysian_GP_opening_lap_1.jpg" width="2560" height="1280" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;&lt;a href="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/b0/2016_Malaysian_GP_opening_lap_1.jpg"&gt;ภาพจาก Morio&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปรากฏการณ์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;กระแส F1 ในไทยไม่ได้เริ่มต้นที่สนามแข่ง แต่เริ่มต้นที่หน้าจอมือถือ ก่อนที่ใครจะรู้ว่ารถยนต์ใช้เครื่องยนต์อะไร หรือแข่งขันวันไหน หลายคนเจอ F1 ครั้งแรกผ่านคลิปสั้นในฟีดโซเชียลมีเดียของตัวเอง และนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นกระแสที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่อง TikTok ที่ใช้ชื่อว่า Fam Space ผู้ติดตามราว 228,000 คน&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.tiktok.com/@fam.space"&gt;คือตัวอย่าง&lt;/a&gt;ที่ชัดเจนของกลุ่มแรก คอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ไม่ได้สอนเรื่อง F1 แต่เล่าเรื่อง F1 ในรูปแบบละครสั้นพร้อมลีลาที่ทำให้คนยิ้มได้โดยไม่ต้องรู้อะไรมาก่อนเลย ขณะที่อีกกลุ่มอย่างช่องยูทูบ&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.youtube.com/@1driveofficial"&gt;1Drive Official&lt;/a&gt; ช่องยูทูบ&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.youtube.com/c/reflexchannel"&gt;Reflex Channel&lt;/a&gt; หรือเพจ&lt;a href="https://www.f1.in.th/"&gt;หัดดู F1&lt;/a&gt; เลือกเดินอีกแนวทางหนึ่ง ด้วยการอธิบายกติกาที่ดูซับซ้อน เล่าประวัตินักแข่ง และสรุปเหตุการณ์หลังแข่งให้คนทั่วไปตามทันได้โดยไม่ต้องนั่งดูตลอด 2 ชั่วโมง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งสองกลุ่มทำหน้าที่คนละแบบ แต่ปลายทางเดียวกัน คือดึงดูดคนเข้ามาในโลกที่เคยดูเข้าถึงยาก&lt;/p&gt;&lt;p class="text-align-center picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://www.flickr.com/photo_download.gne?id=55181156400&amp;amp;secret=f06004d1f9&amp;amp;size=o&amp;amp;source=photoPageEngagement" width="473" height="377" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;ช่อง TikTok Fam Space&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความนิยมนั้นลามเข้าสู่วงการแฟชั่น เสื้อผ้าจากทีมแข่ง เช่น เสื้อ แจ็กเก็ต หรือหมวก กลายเป็นไอเทมที่วัยรุ่น Gen Z หมายปอง เพราะความเท่และสไตล์ที่แปลกใหม่ แบบเดียวกับที่เคยเกิดกับเสื้อบอลรุ่นเก่า แสดงให้เห็นว่าของเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของเชียร์ทีมเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและตัวตน บทวิเคราะห์จาก&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.automobiliastore.com/blogs/news/the-boom-in-f1-merchandise"&gt;Automobilia Store&lt;/a&gt; ในปี 2025 ระบุว่า ความต้องการสินค้า F1 ทั้งใหม่และวินเทจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ราคาแพง แต่คนก็ยังยอมจ่ายเพื่อให้สินค้ามา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://f1briefing.com/f1-fan-demographics-age-gender-and-regions/"&gt;F1briefing&lt;/a&gt; เว็บไซต์รายงานข่าวและบทวิเคราะห์ F1 รายงานว่า 70% ของแฟน ที่เป็นวัย Gen Z บอกว่า F1 คือสถานะและภาพลักษณ์ที่ตัวเองอยากเป็น และ 59% ของแฟน F1 ที่เพิ่งเข้ามาติดตาม ระบุว่าแฟชั่นและสไตล์เป็นเหตุผลหลักที่สนใจกีฬานี้&lt;/p&gt;&lt;p class="picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://www.flickr.com/photo_download.gne?id=54645976774&amp;amp;secret=8cc144e8fc&amp;amp;size=c&amp;amp;source=photoPageEngagement" width="800" height="496" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;&lt;a href="https://flic.kr/p/2rfSV4m"&gt;ภาพจาก Flickr&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ถ้ามีจุดหนึ่งที่เปลี่ยนคนจาก ‘รู้จัก’ เป็น ‘ติดตามจริงจัง’ จุดนั้นคือ Drive to Survive ซีรีส์ Netflix ที่ผลิตมาแล้ว 8 ซีซั่น สารคดีไม่ได้ขายความเร็ว แต่ขายความเป็นมนุษย์ของทุกคนในช่วงเวลาสำคัญ ดรามาระหว่างทีม ความกดดันของนักแข่ง และช่วงเวลาที่กล้องไม่เคยจับในช่วงถ่ายทอดสด สามารถเห็นได้ที่นี่ทั้งหมด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อคนเริ่มดูจริงจัง พวกเขาก็เริ่มเลือกข้าง เลือกคนที่ชอบ ทีมที่ใช่ ‘Max Emilian Verstappen’ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เจ้าของแชมป์โลก 4 สมัยจากทีม Red Bull คือชื่อที่ทำให้คนเข้าใจว่า ‘ความเป็นเลิศใน F1 หน้าตาเป็นอย่างไร’ แต่สำหรับแฟน F1 ชาวไทย ชื่อที่ทำให้กีฬานี้รู้สึกว่าเป็นเรื่องของตัวเองคือ ‘Alexander Albon Ansusinha’ นักแข่งลูกครึ่งไทย-อังกฤษจากทีม Williams เขาไต่เต้ามาจากลีกล่างจนกลายเป็นนักขับเบอร์ 1 ของทีม ความพยายามและความเป็นลูกครึ่งไทย จึงไม่แปลกใจที่ทำให้เขาได้แฟนคลับมากขึ้น และมีไม่น้อยที่เริ่มดู F1 จากเขา&lt;/p&gt;&lt;p class="text-align-center picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/52/2024-08-25_Motorsport%2C_Formel_1%2C_Gro%C3%9Fer_Preis_der_Niederlande_2024_STP_3973_by_Stepro_%28medium_crop%29.jpg" width="1728" height="2282" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;Max Verstappen | ภาพจาก Steffen Prößdorf&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Thailand Grand Prix: จากความฝันสู่พื้นถนน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อ F1 ไม่ได้เป็นแค่ความบันเทิง แต่กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่ามหาศาล คำถามจึงเริ่มเปลี่ยนจาก ‘ทำไมคนถึงดู’ เป็น ‘ประเทศจะได้อะไรจากมัน?’&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนที่ใครจะพูดถึงไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์ (Thailand Grand Prix) เส้นทางของไทยสู่โลก Motorsport เริ่มต้นที่บุรีรัมย์กับสนาม Chang International Circuit ที่สร้างเสร็จในปี 2014 ได้มาตรฐาน FIA Grade 1 และกลายเป็นบ้านของ MotoGP ตั้งแต่ปี 2018 มันไม่ได้แค่พิสูจน์ว่าไทยสามารถจัดการแข่งขันกีฬา Motorsport ระดับโลกได้ แต่ยังช่วยสร้างฐานแฟน Motorsport ในประเทศ ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับโลกของการแข่งรถมากขึ้นก่อนที่ F1 จะกลายเป็นกระแส และนั่นคือจุดที่ทำให้รัฐบาลเริ่มมองเห็นโอกาสที่ใหญ่กว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลอด 6 ปีของการจัดแข่ง MotoGP ไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ&lt;a href="https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000021665"&gt;รวมกว่า&lt;/a&gt; 24,853 ล้านบาท และในปี 2025 เพียงปีเดียว การแข่งขันดึงผู้เข้าชมกว่า 224,634 คน สร้างการจ้างงานถึง 7,772 ตำแหน่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดเปลี่ยนที่ชัดเจนที่สุดคือเดือนเมษายน 2024 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เข้าพูดคุยกับ Stefano Domenicali CEO ของ F1 โดยตรง เป้าหมายไม่ใช่แค่เรื่องกีฬา แต่คือการวางไทยเป็น World Class Event Hub ดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาในประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ Ignite Tourism Thailand ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวเร่งขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2025&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่วงเดือนเมษายนปี 2025 Alex Albon นักแข่ง F1 ลูกครึ่งไทย-อังกฤษเดินทางเข้าพบรัฐบาลเพื่อร่วมผลักดันโครงการและให้คำปรึกษาเรื่องเส้นทางแข่ง มองว่าโครงการนี้มีความเป็นไปได้สูง และในต้นปี 2026 การกีฬาแห่งประเทศไทยได้ลงนาม MOU กับ Formula1 Group ไปแล้ว เพื่อยืนยันเจตจำนงอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;&lt;p class="text-align-center picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/17/Alex_Albon.jpg" width="5472" height="3080" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;Alex Albon | &lt;a href="https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Alex_Albon.jpg"&gt;ภาพจาก JazzyJoeyD&amp;nbsp;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เดือนมิถุนายน ปี 2025 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์สูตร 1 หรือ Formula 1 (F1) ซึ่งมีสหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) ให้การรับรอง อนุมัติกรอบงบประมาณรวม 41,400 ล้านบาท สำหรับการจัดแข่งขันต่อเนื่อง 5 ปี ระหว่าง 2028–2032 และ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน การกีฬาแห่งประเทศไทยเปิดเผยร่างแปลนสนามครั้งแรก เส้นทางแข่งความยาว 5.7 กิโลเมตร 18 โค้ง ลากผ่านสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตลาดนัดจตุจักร และสวนวชิรเบญจทัศ รองรับผู้ชมได้กว่า 100,000 คน รูปแบบจะเป็น Night Race บนถนนจริง คล้ายกับ Singapore Grand Prix&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จนเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่าน ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.pptvhd36.com/sport/news/245487"&gt;เผยว่า&lt;/a&gt; กกท. ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับฟอร์มูล่าวันเรียบร้อยแล้ว และไทยสามารถจัดแข่งได้ในปี 2028&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้จะมีการลงนาม MOU เสร็จสิ้น แต่นี่ยังไม่ใช่เส้นชัยของเรื่องนี้ เป็นแต่เพียงจุดเริ่มต้นของคำถามที่ยากกว่า&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;บทเรียนที่ไทยต้องรู้ก่อนลงสู่สนามจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;บทเรียนจากหลายประเทศที่คิดจะสร้างสนามแข่ง Formula 1 มีอยู่ไม่น้อย มีทั้งประสบความสำเร็จ และล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ตัวอย่างที่อาจเป็นแบบอย่างที่ใกล้เคียงกับไทย คงจะเป็นสิงคโปร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิงคโปร์คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของไทย เพราะมีทั้งด้านที่น่าอิจฉาและด้านที่ต้องคิดหนัก นับตั้งแต่จัดครั้งแรกในปี 2008 Singapore Grand Prix ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 550,000 คน สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และมีผู้ชมทั่วโลกกว่า 1 พันล้านคน และ ข้อมูลจาก&amp;nbsp;&lt;a href="https://f1briefing.com/f1-fan-demographics-age-gender-and-regions/"&gt;F1briefing&lt;/a&gt; ระบุว่า 76% ของแฟนคลับทั่วโลกบอกว่าการมี Grand Prix ในประเทศตัวเองทำให้ติดตามกีฬานี้มากขึ้น ซึ่งหมายความว่าถ้าไทยมีสนาม ฐานแฟนที่กำลังโตอยู่จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ตัวเลขอีกด้านก็หนักพอกัน แต่ละปีสิงคโปร์ต้องใช้งบมากกว่า 135–140 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในการจัดงาน โดยรัฐบาลแบกรับถึง 60% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และนั่นคือสิงคโปร์ ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและการจราจรไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่&lt;/p&gt;&lt;p class="text-align-center picture-with-caption"&gt;&lt;img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/72/Singapore_grand_prix_day_z.JPG" width="3264" height="1840" loading="lazy"&gt;&lt;br&gt;สนาม Singapore Grand Prix ปี 2008 | &lt;a href="https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Singapore_grand_prix_day_z.JPG"&gt;ภาพจาก chensiyuan&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับกรุงเทพฯ คำถามที่ยากกว่าคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การสร้าง Street Circuit ในกรุงเทพฯ หมายถึงการปิดถนนและปรับโครงสร้างพื้นที่รอบจตุจักรเป็นระยะเวลานาน สำหรับเมืองที่การจราจรติดขัดเป็นปัญหาเรื้อรัง ต้นทุนแฝงเหล่านี้ยากที่จะวัดเป็นตัวเลข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์ก็มีบทเรียนให้เรียนรู้ บางประเทศที่เคยเสี่ยงจัดและไม่ประสบความสำเร็จ เช่น อินเดียขาดทุน 24 ล้านดอลลาร์จากการแข่งปี 2013 และเกาหลีขาดทุน 37 ล้านดอลลาร์ในปี 2012 ก่อนจะถูกถอดออกจากปฏิทิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เพิ่งเลิกจัดแข่ง F1 ที่สนาม Sepang International Circuit ไปเมื่อปี 2017 จากปัญหาค่าจัดงานสูง จำนวนผู้เข้าชมและความนิยมลดลงต่อเนื่อง จากการโดนแย่งชิงความสนใจจากสิงคโปร์ที่จัดแข่งแบบ Night Race เช่นกัน และการที่ MotoGP ได้รับความนิยมในประเทศมากกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://intelligence.businesseventsthailand.com/th/blog/formula-1"&gt;MICE&lt;/a&gt; Intelligence Center ศูนย์ข้อมูลและวิเคราะห์อุตสาหกรรม ชี้ว่าการจัด F1 จะสำเร็จได้ต้องไม่มองเป็นแค่การทำอีเวนต์เดี่ยว แต่ต้องพัฒนาให้เป็นเศรษฐกิจระยะยาว ต่อยอดด้วยเทศกาล งานแสดงสินค้า และแพ็กเกจท่องเที่ยวระดับพรีเมียม พร้อมดึงเอกชนมาร่วมลงทุน ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐแบกคนเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำถามสำคัญในการจัด F1 ในตอนนี้ไม่ใช่แค่ว่าไทยอยากได้ F1 หรือเปล่า แต่คือไทยพร้อมที่จะจ่ายราคาของความฝันนั้นในทุกมิติหรือยัง&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9" hreflang="th"&gt;รายงานพิเศษ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88" hreflang="th"&gt;เศรษฐกิจ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;สังคม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8" hreflang="th"&gt;ต่างประเทศ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%AC%E0%B8%B2" hreflang="th"&gt;กีฬา&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/f1" hreflang="th"&gt;F1&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Wed, 01 Apr 2026 02:09:06 +0000</pubDate>
    <dc:creator>auser15</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116914 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>10 สส.ปชน. เสี่ยงถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หลัง ป.ป.ช. เคาะยื่นคำร้องศาลฎีกา ปมเสนอแก้ ม.112</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/03/116899</link>
  <description>&lt;span&gt;10 สส.ปชน. เสี่ยงถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หลัง ป.ป.ช. เคาะยื่นคำร้องศาลฎีกา ปมเสนอแก้ ม.112&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;span&gt;See Think&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-03-30T18:24:52+07:00" title="Monday, March 30, 2026 - 18:24"&gt;Mon, 2026-03-30 - 18:24&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p&gt;หลายสำนักข่าวเช่น &lt;a href="https://www.bangkokbiznews.com/politics/1227554"&gt;กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt; &lt;a href="https://www.matichon.co.th/politics/news_5657738"&gt;มติชนออนไลน์&lt;/a&gt; รายงานจากสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.วันนี้ (31 มี.ค.) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างคำร้อง เพื่อยื่นศาลฎีกา กรณีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนหลังจากนี้ จะส่งคำร้องให้กับสำนักคดี ป.ป.ช. เพื่อยื่นคำร้องแก่ศาลฎีกาต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า หากศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีดังกล่าว และไม่มีคำสั่งอื่นใด 10 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่ตกเป็นหนึ่งใน 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล จะต้องถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วานนี้ (30 มี.ค.) หลายสำนักข่าวเช่น&amp;nbsp;&lt;a href="https://www.thansettakij.com/politics/655287"&gt;ฐานเศรษฐกิจ&lt;/a&gt; และ&lt;a href="https://ch3plus.com/news/political/morning/460061"&gt;ช่องสาม&lt;/a&gt; รายงานถึงความคืบหน้าคดี 44 อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล กรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ม.112) ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด และอยู่ระหว่างการดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยแหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยวานนี้ว่า ภายใน 1-2 วันนี้ จะมีการเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ โดยต้องรอการเรียกประชุมจากประธาน ป.ป.ช. และบรรจุเป็นวาระพิจารณา เพื่อให้มีมติ “รับรองคำร้อง” อย่างเป็นทางการ ก่อนดำเนินการส่งคำร้องต่อศาลฎีกาตามขั้นตอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ หาก ป.ป.ช. มีมติรับรองคำร้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งรวมถึงอำนาจในการพิจารณาว่า จะมีคำสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่ง สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับกลุ่ม 44 อดีต สส.ก้าวไกล ปัจจุบันมี สส.ในกลุ่มนี้จำนวน 10 คน ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ในนามพรรคประชาชน (ปชน.) ทั้ง 10 คนนี้ถูกจับตาว่ามีความเสี่ยงอาจถูกศาลฎีกาสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55177645610_415acd1864_o.jpg?s=eyJpIjo1NTE3NzY0NTYxMCwiZSI6MTc3NDkzODg5MSwicyI6ImIxZDhlM2U0MTgyZjU5ZjJlOTc4OWFlOWVlMTE0MzMxMDQ4ZGUwMTYiLCJ2IjoxfQ" width="2000" height="2500" loading="lazy"&gt;&lt;p&gt;ในจำนวนนี้ แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ศิริกัญญา ตันสกุล&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;รังสิมันต์ โรม&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;วาโย อัศวรุ่งเรือง&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ณัฐวุฒิ บัวประทุม&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;และ สส.แบบแบ่งเขต 2 คน ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 18&amp;nbsp;เขตหนองจอก (เฉพาะแขวงโคกแฝด แขวงลำผักชี และแขวงลำต้อยติ่ง), เขตลาดกระบัง (เฉพาะแขวงลำปลาทิว), เขตมีนบุรี (เฉพาะแขวงแสนแสบ)&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 33 เขตบางพลัด , เขตบางกอกน้อย (ยกเว้นแขวงศิริราช)&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับ สส.บัญชีรายชื่อ 8 คนข้างต้น มีนัยยะสำคัญตรงที่เป็นกลุ่มแกนนำหลักของพรรครวมถึง เท้ง ณัฐพงษ์ ซึ่งมีฐานะเป็นหัวหน้าพรรค ปชน. พ่วงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หาก สส. 8 คนนี้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็จะมีการเลื่อนลำดับ ผู้สมัคร สส.ในบัญชีรายชื่อขึ้นมาแทน ซึ่งพรรคประชาชนได้ สส.บัญชีรายชื่อ ทั้งหมด 32 คน เท่ากับว่า 8 รายชื่อที่จะถูกเลื่อนขึ้นมาแทน มีดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;กรุณพล เทียนสุวรรณ (ลำดับ 33)&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ณรงเดช อุฬารกุล (ลำดับ 34)&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ชุติมา คชพันธ์ (ลำดับ 35)&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ (ลำดับ 36)&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;นพณัฐ มีรักษา (ลำดับ 37)&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;รัชนาท วานิชสมบัติ (ลำดับ 38)&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;นิธิกร บุญยกุลเจริญ (ลำดับ 39)&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ชลธิชา แจ้งเร็ว (ลำดับ 40)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div class="more-story"&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่เกี่ยวข้อง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/journal/2026/02/116450"&gt;ย้อนดู คดี 44 สส. เสนอแก้ ม.112 หลัง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดส่งศาลฎีกาฯ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/journal/2024/03/108413"&gt;วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (1) ศาลมัดรวมทุกอย่างจนภาพเบลอ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/journal/2024/03/108433"&gt;วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (2) : เราอยู่ในระบอบอะไร?&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/journal/2024/03/108452"&gt;วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ความเห็นต่อคดีก้าวไกล (3) : ผลของคดีกดเพดานสำเร็จแล้ว&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;/div&gt;&lt;h2&gt;เกี่ยวกับคดีนี้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เดิมทีคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาเป็น สส.ของพรรคก้าวไกลรวมทั้งหมด 44 คนจากการไปร่วมลงชื่อเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ที่จะเข้าไปแก้ไขเนื้อหาในมาตรา 112 มีสาระสำคัญที่พรรคเสนอแก้ไขดังนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;1.ลดโทษของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์มีความสอดคล้องกับหลักสากล โดยให้เหลือเพียง&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li aria-level="2"&gt;จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระมหากษัตริย์)&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="2"&gt;จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="2"&gt;โทษหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาจะถูกลดลงจากโทษจำคุก 0-2 ปี เหลือแค่โทษปรับ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;2. ย้ายกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ออกจากหมวดความมั่นคงให้เป็นความผิดที่ยอมความได้ โดยกำหนดให้สำนักพระราชวังเป็นผู้มีสิทธิแจ้งความหรือร้องทุกข์กล่าวโทษเพียงผู้เดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;3. บัญญัติให้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อคุ้มครองกรณีการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตหรือการพูดความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธาณะ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษสำหรับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายที่เป็นเพียงการลดโทษและทำให้มีกรณียกเว้นความผิดและโทษ หากเป็นกรณีวิจารณ์โดยสุจริตนี้ ก่อนหน้านี้ในส่วนของคดีพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกลถูกร้องว่าล้มล้างการปกครองจากเรื่องเดียวกันนี้ เมื่อ 31 ม.ค. 2567&amp;nbsp;&lt;a href="https://prachatai.com/journal/2024/01/107864"&gt;ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยยว่าการแก้ไขเช่นนี้&lt;/a&gt; เป็นการ “ล้มล้างการปกครอง” ตามรัฐธรรมนูญ ม.49&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล การเสนอแก้กฎหมายมาตรา 112 นั้นเป็นความต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบัน ใช้กระบวนการนิติบัญญัติเป็นวิธีการเพื่อซ่อนเร้น มีพฤติการณ์รณรงค์หาเสียงต่อเนื่อง การใช้เป็นนโยบายพรรคหาเสียงเลือกตั้งและกระทำต่อเนื่องเป็นการนำสถาบันลงมาเพื่อเป็นประโยชน์ในการเลือกตั้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายตามกระบวนการนิติบัญญัติเป็นการล้มล้างการปกครองแล้ว “นักร้อง” 2 คนคือ ธีรยุทธ สุวรรณเกสร กับนายสนธิญา สวัสดี นำไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ในเดือน ก.พ. 2567 ให้ตรวจสอบและเอาผิด สส.ก้าวไกล 44 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 มีความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงตาม&amp;nbsp; “มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561” ตามมา และเป็นคดีที่ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 ซึ่งเป็นวันถัดจากการเลือกตั้งทั่วไปเพียงวันเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนั้น จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทำให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งเรื่องคดียุบพรรคก้าวไกลส่งศาลรัฐธรรมนูญ ต่อมา 7 ส.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี และห้ามมีส่วนร่วมตั้งพรรคการเมืองใหม่ จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทำให้มี สส.ก้าวไกลถูกตัดสิทธิไปแล้ว 8 คน ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;พิธา ลิ้มเจริญรัตน์&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;เบญจา แสงจันทร์&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สุเทพ อู่อ้น&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;อภิชาติ ศิริสุนทร&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ปดิพัทธ์ สันติภาดา&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สมชาย ฝั่งชลจิตร&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;ส่วนอดีต สส.อีก 26 คนที่อยู่ในคดีเดียวกัน ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;วุฒินันท์ บุญชู&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ญาณธิชา บัวเผื่อน&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;องค์การ ชัยบุตร&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;มานพ คีรีภูวดล&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;วรรณวิภา ไม้สน&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;จรัส คุ้มไข่น้ำ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ศักดินัย นุ่มหนู&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สุรวาท ทองบุ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สมเกียรติ ถนอมสินธุ์&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ทองแดง เบ็ญจะปัก&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ปริญญา ช่วยเกตุ คีรีรัตน์&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ทวีศักดิ์ ทักษิณ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;สมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;วิโรจน์ ลักขณาอดิศร&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;นิติพล ผิวเหมาะ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;คำพอง เทพาคำ&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;วรภพ วิริยะโรจน์&lt;/li&gt;&lt;li aria-level="1"&gt;ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7" hreflang="th"&gt;ข่าว&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;การเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5-44-%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%A5" hreflang="th"&gt;คดี 44 สส.ก้าวไกล&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2-112" hreflang="th"&gt;มาตรา 112&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;พรรคประชาชน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;ล้มล้างการปกครอง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th"&gt;จริยธรรมนักการเมือง&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Mon, 30 Mar 2026 11:24:52 +0000</pubDate>
    <dc:creator>See Think</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116899 at https://prachatai.com</guid>
    </item>
<item>
  <title>พลิกโฉมละครไทยสู่ตลาดโลก | หมายเหตุประเพทไทย EP.620</title>
  <link>https://prachatai.com/journal/2026/03/116893</link>
  <description>&lt;span&gt;พลิกโฉมละครไทยสู่ตลาดโลก | หมายเหตุประเพทไทย EP.620&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;span&gt;user8&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;span&gt;&lt;time datetime="2026-03-29T17:49:48+07:00" title="Sunday, March 29, 2026 - 17:49"&gt;Sun, 2026-03-29 - 17:49&lt;/time&gt;
&lt;/span&gt;

            &lt;div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"&gt;&lt;p class="text-align-center"&gt;&lt;iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/tEnPke8wZg8?si=tc0z0tDkSTvtdbPk" title="YouTube video player" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen&gt;&lt;/iframe&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และชานันท์ ยอดหงษ์ ชวนสำรวจโลกของ “ละคร” ที่อยู่รอบตัวเรา ตั้งแต่ ละครน้ำเน่า ละครหลังข่าวแบบดั้งเดิม ไปจนถึงซีรีส์จีนแนวตั้ง ละครคุณธรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และคอนเทนต์จาก Netflix, Disney+ และ HBO เพื่อทำความเข้าใจว่าละครไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ผู้ชมบริโภคอยู่ทุกวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยอ้างถึงงานวิจัยเรื่อง “การบริโภคละครโทรทัศน์ไทยผ่านเว็บไซด์ในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน: กรณีศึกษาประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและจีน” (2562) โดยอัมพร จิรัฐติกร และ อัจฉรียา สายศิลป์ &lt;a href="https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:165645"&gt;(อ่านงานวิจัย)&lt;/a&gt; ซึ่งศึกษาการขยายตัวของผู้ชมละครไทยในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจีน ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของแพลตฟอร์มการรับชมระหว่างปี พ.ศ. 2556–2558 งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าละครไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ชมในประเทศ แต่ได้สร้างฐานแฟนคลับข้ามภาษาและวัฒนธรรมในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พร้อมชวนดูพัฒนาการความนิยมละครไทยในต่างประเทศ เช่น พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งผู้ชมเข้าถึงละครไทยได้ง่ายจากความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ขณะที่ในฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย การรับชมส่วนใหญ่เกิดผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่าการออกอากาศทางโทรทัศน์ ส่วนในจีน ละครไทยเคยมี “ยุคทอง” ระหว่างปี 2551–2554 ก่อนจะชะลอตัวจากนโยบายควบคุมการนำเข้าละครต่างประเทศและข้อจำกัดด้านเนื้อหา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกประเด็นสำคัญคือบทบาทของ “กลุ่มแฟนซับ” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางวัฒนธรรม แปลและเผยแพร่ละครไทยให้ผู้ชมต่างชาติ แม้จะอยู่ในพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างความชื่นชอบแบบอาสาสมัครกับข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์และการกำกับดูแลของรัฐ กลุ่มเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการขยายอิทธิพลของละครไทยในภูมิภาค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังชวนมองการปรับตัวของอุตสาหกรรมละครไทยหลังยุคทีวีดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหา เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ ตั้งแต่การเกิดซีรีส์แนวใหม่อย่างซีรีส์วัยรุ่น ซีรีส์วาย BL ละครเรียลลิตี้ดราม่า ไปจนถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และคำบรรยายหลายภาษาเพื่อเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ท้ายที่สุดละครไทยที่เราคุ้นเคย อาจไม่ใช่แค่เรื่องรักชิงรักหักสวาท แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนที่ของวัฒนธรรมสื่อไทยในระดับภูมิภาค และเป็นหน้าต่างสำคัญในการมองความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมบันเทิง เทคโนโลยี และผู้ชมข้ามพรมแดน&lt;/p&gt;&lt;img src="https://live.staticflickr.com/65535/55173327711_fc49aa702d_k.jpg" width="1920" height="1080" loading="lazy"&gt;&lt;/div&gt;
      &lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7" hreflang="th"&gt;ข่าว&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1" hreflang="th"&gt;วัฒนธรรม&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
&lt;div class="node-taxonomy-container"&gt;
    &lt;ul class="taxonomy-terms"&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;หมายเหตุประเพทไทย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;มัลติมีเดีย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3" hreflang="th"&gt;ละคร&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/soft-power" hreflang="th"&gt;soft power&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2" hreflang="th"&gt;ละครไทย&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;จีน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99" hreflang="th"&gt;อาเซียน&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
          &lt;li class="taxonomy-term"&gt;&lt;a href="https://prachatai.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%9F%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%9A" hreflang="th"&gt;แฟนซับ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
      &lt;/ul&gt;
&lt;/div&gt; &lt;!--/.node-taxonomy-container --&gt;
</description>
  <pubDate>Sun, 29 Mar 2026 10:49:48 +0000</pubDate>
    <dc:creator>user8</dc:creator>
    <guid isPermaLink="false">116893 at https://prachatai.com</guid>
    </item>

  </channel>
</rss>
